The Read

WOMEN WHO WORE POWER SUITS

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

The Read

WOMEN WHO WORE POWER SUITS

13 January 2020

เรื่องราวของผู้หญิงกับชุดสูท และอำนาจที่แฝงมาพร้อมกับสไตล์

 

ในปี 1981 Nan Kempner สาวสังคมคนสำคัญของนิวยอร์กเคยถูกห้ามไม่ให้เข้าร้านอาหารเพียงเพราะเธอใส่ชุดสูทแบบทักซิโด้ หากเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันหลายๆ คนคงจะต้องลุกขึ้นมาประท้วงเป็นแน่ แต่เชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งในอดีต การที่ผู้หญิงใส่กางเกงออกมาในที่สาธารณะเคยถือเป็นอาชญากรรมและอาจถูกจับเข้าคุกได้

เพราะเสื้อผ้านั้นไม่ใช่แค่เครื่องป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศร้อนหนาว แต่มันเป็นเสมือนคำพูดที่ประกาศก้องผ่านสไตล์ออกสู่สังคม ว่าผู้สวมใส่นั้นคือใคร มีความคิดอย่างไร และต้องการอะไร สุดท้ายแล้วเรื่องของการแต่งกายจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนออกถึงนัยยะซ่อนเร้นทางสังคมที่แอบแฝงไว้ในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้อย่างน่าสนใจ ในบทความนี้ เราจะมาย้อนรอยเส้นทางยุคหลักๆ ในอดีต ที่สูทมีอิทธิพลต่อการแสดงออกของผู้หญิงกันดู

 


Women Suit  Entering High Fashion

เพราะเสื้อผ้านั้นไม่ใช่แค่เครื่องป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศร้อนหนาว แต่มันเป็นเสมือนคำพูดที่ประกาศก้องผ่านสไตล์ออกสู่สังคม ว่าผู้สวมใส่นั้นคือใคร มีความคิดอย่างไร และต้องการอะไร สุดท้ายแล้วเรื่องของการแต่งกายจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนออกถึงนัยยะซ่อนเร้นทางสังคมที่แอบแฝงไว้ในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้อย่างน่าสนใจ ในบทความนี้ เราจะมาย้อนรอยเส้นทางยุคหลักๆ ในอดีต ที่สูทมีอิทธิพลต่อการแสดงออกของผู้หญิงกันดู

 

Winona Ryder (ซ้าย) ในช่วงยุค ‘90s และ Phoebe Philo (ขวา) ในชุดสูท

แน่นอนในปี 2020 นี้ ภาพของผู้หญิงในชุดสูทแสนสมาร์ทเป็นสิ่งคุ้นตาที่เห็นได้ทั่วไป เส้นแบ่งในเรื่องเพศที่เคยขีดว่าใครควรแต่งตัวอย่างไรเริ่มจางลง ดีไซน์เนอร์หน้าใหม่เริ่มหันมาออกแบบเสื้อผ้าโดยมองว่า ’การยึดติดกับเพศสภาพเป็นเรื่องล้าหลัง’ (และนี่ไม่ได้จำกัดแค่สำหรับผู้หญิงเท่านั้น) หรือแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายหลายแบรนด์ก็เริ่มก้าวข้ามมาทำเสื้อผ้าสตรีที่มีความ Masculine มากขึ้น แต่กว่าจะมาถึงจุดที่เรายืนอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เรื่องราวของ ‘ผู้หญิง’ กับ ‘ชุดสูท’ เป็นเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมอันยาวนานที่ต้องใช้เวลากว่าศตวรรษ




The First Milestone


ย้อนกลับไปช่วงศตวรรษที่ 17-18 สมัยนั้นหญิงสาวมักต้องแต่งตัวด้วยชุดคอร์เซ็ตที่รัดแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก นั่นยังไม่พอ เพราะมันมาคู่กับกระโปรงสุ่มใหญ่ๆ หนักหลายกิโลแบบในภาพที่เรามักจะเห็นตามพิพิธภัณฑ์ ก่อนจะไปไหนกันต่อ เราอยากให้คุณผู้อ่านลองนึกภาพตัวเองใช้ชีวิตประจำวันในชุดที่ว่า และจินตนาการถึงภาระที่มันจะมอบให้ดูเสียหน่อย

ภาพถ่ายของ Sarah Bernhardt กับชุดสูทที่เธอเรียกว่า
 ‘Boy Clothes’ (1870s)

ใช่แล้ว มันไม่ใช่แค่อึดอัดร่างกาย แต่ยังทำให้การจะเดิน วิ่ง หรือแม้แต่จะทานข้าวเป็นไปอย่างยากลำบาก ที่แย่กว่าคือสภาพสังคมในช่วงที่ว่า ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากคอร์เซ็ตที่รัดแน่น หลายครั้งหลายครา ผู้หญิงมีค่าเพียงในหน้าที่การเป็น ‘แม่’ และ ‘เมีย’ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น หญิงสาวหัวก้าวหน้าหลายๆ คนจึงเริ่มออกมาแสดงจุดยืนของตน ไม่ว่าจะเป็นผ่านตัวอักษร งานศิลปะ หรือการแต่งกาย และสำหรับการแต่งกายแล้ว ที่โด่งดังที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นนักแสดงสาว Sarah Bernhardt ในชุดสูทเทเลอร์อย่างในภาพด้านบน ที่กลายเป็น ‘เรื่องอื้อฉาว’ กลางกรุงปารีสในช่วงปี 1870s อันถือเป็นก้าวแรกอย่างเป็นทางการของ ‘ผู้หญิง’ กับ ’ชุดสูท’




Women Suit  Entering High Fashion

Katherine Hepburn ในชุดสูทแบบผู้ชาย (1940s)

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ‘เครื่องแต่งกาย’ ถือเป็นอีกกรอบที่จำกัดสิทธิและบทบาทของสตรีในหลายๆ เรื่อง เพราะมันกำหนดว่าผู้สวมใส่จะทำอะไรได้หรือไม่ได้ พูดเช่นนี้อาจฟังดูน่างง แต่ลองนึกภาพคนวิ่งแข่งกันในชุดคอร์เซตที่ว่าและชุดกางเกงสบายๆ น่าจะเห็นภาพได้ชัด แน่นอนว่าคนในชุดรุ่มร่ามไม่มีทางที่จะไปถึงเส้นชัยก่อนเพราะเพียงแค่จะขยับร่างกายตามใจชอบก็เป็นไปได้ยากเสียแล้ว การต่อสู้เรื่องความเท่าเทียมจึงจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการแต่งกายเสมอมา

ชุดสูทผ้าทวีตของ Chanel (1914)

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงปี 1910s การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีหรือ “Women Suffragette Movement” จึงได้ให้กำเนิด “Suffragette Suit” และกระโปรง “Hobble” ซึ่งมีลักษณะเป็นแจ็คเก็ตสูทใส่คู่กับกระโปรงยาวทรงหลวมขึ้นมา เครื่องแบบเทเลอร์นี้เอง ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ กาเบรียล โคโค่ ชาแนล (Grabrielle Coco Chanel) ในปี 1914 เธอได้ออกแบบชุดสูทผ้าทวีตขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายแบบ ‘Feminine’ และความหรูหรา ซึ่งในภายหลังได้กลายมาเป็นลุคไอคอนิคของแบรนด์ และปูทางให้กับชุดสูทผู้หญิงในโลกของไฮแฟชั่นในที่สุด

ภาพถ่ายสูท ‘Le Smoking’ ของ Yves Saint Laurent’s โดย Helmut Newton (1966) และ Bianca Jagger ในชุดแต่งงานของเธอ (1971) 

หลังจากสูทของ Chanel แบรนด์ไฮเอนด์หลายๆ แบรนด์ได้ริเริ่มออกแบบเสื้อผ้าที่แหวกออกจากขนบเดิมมากขึ้น ทั้ง Dior “New Look“ ในปี 1966 และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “Le Smoking” ของ Yves Saint Laurent ที่เขาเองได้กล่าวไว้ว่าเป็นหนึ่งในดีไซน์ที่ ‘สำคัญที่สุดในชีวิตนักออกแบบ’ และมันก็เป็นจริงอย่างที่กล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน ชุดทักซิโด้ 3 ชิ้นของ Saint Laurent ชุดนี้มาพร้อมกับความหมายบางอย่างในการให้นิยามตัวตนของผู้สวมใส่ ทั้ง ‘สไตล์’ ‘ความมั่นใจ’ และ ‘พลัง’ ที่ประกาศก้องออกมาผ่านดีไซน์ที่ทะมัดทะแมงและเฉียบคมและแคมเปญภาพภ่ายโดย Helmut Newton ที่บอกว่าผู้หญิงก็ทำอะไรได้ไม่ต่างจากผู้ชาย

มันกลายเป็นตัวเลือกที่หญิงสาวหลายคนใช้แสดงออกถึงสิ่งที่เธอต้องการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Bianca Jagger ที่หยิบมันมาใส่ในวันแต่งงาน Nan Kempner ผู้ไม่ยอมเปลี่ยนชุดเมื่อโดนร้านอาหารปฏิเสธไม่ให้เข้า และตัดสินใจถอดกางเกงออกเหลือแต่แจ็คเก็ตสูทอย่างเดียวแทนมิดิเดรส หรือแม้แต่ Emma Watson นักแสดงและนักเรียกร้องสิทธิสตรีคนโปรดของหลายๆ คนก็ยังคงเลือก “Le Smoking” เป็นตัวแทนเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่เธอเชื่ออยู่เช่นเดิม




1980s - The Age of ‘Power Suit’

Melanie Griaffith และ Harrison Ford ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Working Girl’(1988)

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เหล่าหญิงสาวก็เริ่มหันมาทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านเท่าเทียมกับสุภาพบุรุษมากขึ้น  โดยเฉพาะในช่วง Economic Boom หลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1970s ที่จำนวนผู้หญิงในตลาดแรงงานนั้นเพิ่มขึ้นไปถึง 50 เปอร์เซนต์

แต่แน่นอน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะพลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย ภาพของผู้หญิงในอุดมคติของยุคนั้นก็ยังคงเป็น ’ความอ่อนหวาน’ ‘ความละเอียดอ่อนน่าปกป้อง’ การจะมาทำงานเคียงคู่กับเหล่าสุภาพบุรุษทั้งหลายอย่างเท่าเทียมเป็นภาพที่ถือว่าแปลกใหม่อย่างมาก ยิ่งจะมีตำแหน่งสูงๆ มาชี้นิ้วสั่งลูกน้องนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้สถานการณ์โดยรวมจะดูดีขึ้น แต่กำแพงแก้วที่มองไม่เห็นจากทัศนคติเก่าๆ ยังคงเป็นสิ่งขวางกั้นสำคัญที่ยังทำให้ผู้หญิงไปถึงจุดที่เท่าเทียมกับผู้ชายจริงๆ ไม่ได้ สูทในยุคนั้นจึงเป็นเรื่องของการเปล่งประกาศถึง ‘อำนาจ’ และ ‘ความสามารถ’ ในที่ทำงานว่าพวกเธอไม่ได้ด้อยกว่าเพศชายแต่อย่างใด

Power Suit ของ Armani ในช่วงยุด ‘80s

ผู้เขียนยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ ลองหยิบชุดทำงานของคุณแม่สมัยก่อนมาลองใส่ เคยสงสัยอยู่ว่าทำไมมันถึงใหญ่ขนาดนั้น ทั้งความกว้างของตัว ทั้ง pad เสริมไหล่ที่กว้างออกอย่างเกินจริง ทั้งๆ ที่คุณแม่ก็ตัวนิดเดียว เพิ่งมาทราบทีหลังว่านั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “Power Suit” ซึ่งเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในยุค ’80s

ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘ความเป็นผู้ชาย’ นั้นมักจะข้องเกี่ยวกับ ‘อำนาจ’ ‘ความรับผิดชอบ’ และ ‘ความน่าเคารพนับถือ’ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องการจะเรียกร้องว่าตนเองก็มีไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ชุดสูทในยุค ‘80s จึงออกมาในรูปแบบที่มีความเป็น ‘Masculine’ อยู่สูง เพื่อแสดงออกถึงอำนาจ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยแสดงถึงจุดยืนอันเท่าเทียมในหน้าที่การงาน การเห็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ในยุคนั้น ใส่เสื้อสูทเสริมไหล่ตัวใหญ่โคร่ง (แบบสูท Armani ในภาพด้านบน) จึงเป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไป

เจ้าหญิงไดอาน่าในชุดสูทและโบว์ไทระหว่างราชกิจของเธอ




The Modern Day Power Suit

Cate Blanchett ในชุดสูท Double-Breasted สีเหลือง ของ Stella McCartney ที่งานเปิดตัว the Oceans8 ในนิวยอร์ก (2019)

มาถึงยุคปัจจุบันการใส่สูทได้กลายเป็นเรื่องของแฟชั่นไปเสียมากกว่า แต่ด้วยนัยยะตลอดระยะเวลาร้อยกว่าปีที่ ‘สูทผู้หญิง’ ได้แบกมาตลอด มันกลายเป็น ‘ทางเลือก’ ในการแสดงจุดยืนของคนดังหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น Tilda Swinton, Cate Blanchett หรือ Evan Rachel Wood พวกเธอมักปรากฎตัวออกมาในชุดสูทและลุคที่โอบกอดไว้ทั้งความเป็น ‘Masculine’ และ ‘Feminine’ ไว้ในตัวเอง ราวกับกำลังประกาศก้องกับทุกคนว่าการใช้เพศสภาพมากำหนดบทบาทหน้าที่หรือแม้แต่การแต่งตัวนั้นเป็นเรื่องไร้สาระไปแล้วในโลกปัจจุบันของเรา

Kate Moss และ Evan Rachel Wood ในชุดสูท

ต้องขอบคุณการต่อสู้อันยาวนานที่ผ่านมา ที่ในวันนี้ทำให้ผู้เขียนสามารถใส่ชุดเดรสสีหวานพร้อมความเป็นผู้หญิงเต็มเปี่ยมมานั่งทำงานและก็ยังได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เพราะมันกลายเป็นเรื่องของทัศนคติที่เท่าเทียมไปแล้ว เหมือนกับที่ Georgio Armani เคยได้กล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงนั้นได้แสดงจุดยืนของพวกเธอบนโลกของเราแล้ว วันนี้ พวกเธอไม่จำเป็นต้องใส่แจ๊คเก็ตสูทเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอีกต่อไป”

ใช่แล้ว เราได้เดินมากันไกลเหลือเกินจากจุดที่ผู้หญิงต้องอยู่เพียงแต่ในบ้านและผู้ชายต้องเป็นผู้นำหาเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงสามารถเข้มแข็งและมีสิทธิมีเสียงได้ และเช่นเดียวกัน ในบางครั้งผู้ชายก็สามารถละเอียดอ่อนและมีความรู้สึกได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะสุดท้ายแล้วเราทุกคนก็เป็นเพียงมนุษย์อีกหนึ่งคนที่มีทุกๆ ด้านของชีวิตอย่างเท่าเทียม

Related Stories

Brands to Know

THREE MENSWEAR BRANDS EXPLORING WOMENSWEAR

การขยายตลาดด้วยตัวตนที่ชัดเจนของแบรนด์

Read

Brands to Know

THE NEW BRAND VISIONS AND THE WAY THEY WORK

3 ดีไซเนอร์มือฉมังแห่งโลกใหม่ของวงการแฟชั่นกับวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด
และแนวการออกแบบที่ไม่ยึดติดกับวิถีแบบเดิมๆ

Read

The Inspirations

WHAT MEN CAN LEARN FROM PHOEBE PHILO

  ในปี 1981 Nan Kempner สาวสังคมคนสำคัญของนิวยอร์กเคยถูกห้ามไม่ให้เข้าร้านอาหารเพียงเพราะเธอใส่ชุดสูทแบบทักซิโด้ หากเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันหลายๆ คนคงจะต้องลุกขึ้นมาประท้วงเป็นแน่ แต่เชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งในอดีต การที่ผู้หญิงใส่กางเกงออกมาในที่สาธารณะเคยถือเป็นอาชญากรรมและอาจถูกจับเข้าคุกได้ เพราะเสื้อผ้านั้นไม่ใช่แค่เครื่องป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศร้อนหนาว แต่มันเป็นเสมือนคำพูดที่ประกาศก้องผ่านสไตล์ออกสู่สังคม ว่าผู้สวมใส่นั้นคือใคร มีความคิดอย่างไร และต้องการอะไร สุดท้ายแล้วเรื่องของการแต่งกายจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนออกถึงนัยยะซ่อนเร้นทางสังคมที่แอบแฝงไว้ในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้อย่างน่าสนใจ ในบทความนี้ เราจะมาย้อนรอยเส้นทางยุคหลักๆ ในอดีต ที่สูทมีอิทธิพลต่อการแสดงออกของผู้หญิงกันดู   Women Suit  Entering High Fashion เพราะเสื้อผ้านั้นไม่ใช่แค่เครื่องป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศร้อนหนาว แต่มันเป็นเสมือนคำพูดที่ประกาศก้องผ่านสไตล์ออกสู่สังคม ว่าผู้สวมใส่นั้นคือใคร มีความคิดอย่างไร และต้องการอะไร สุดท้ายแล้วเรื่องของการแต่งกายจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนออกถึงนัยยะซ่อนเร้นทางสังคมที่แอบแฝงไว้ในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้อย่างน่าสนใจ ในบทความนี้ เราจะมาย้อนรอยเส้นทางยุคหลักๆ ในอดีต ที่สูทมีอิทธิพลต่อการแสดงออกของผู้หญิงกันดู  

Read

0Shares
preloader