Extra Supplies

GLASSWARE 101: เหตุผลในก้นแก้ว…ทำไมเครื่องดื่มแต่ละชนิดถึงใช้แก้วแตกต่างกันออกไป

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Illustrator, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Extra Supplies

GLASSWARE 101: เหตุผลในก้นแก้ว…ทำไมเครื่องดื่มแต่ละชนิดถึงใช้แก้วแตกต่างกันออกไป

18 June 2020

เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อรสชาติที่ดีที่สุด

 

“ทำไมถึงดื่มไวน์ในแก้วเหล้าไม่ได้ ทำไมถึงดื่มเหล้าในแก้วเบียร์ไม่ได้”

นับตั้งแต่เริ่มดื่มเมื่อ 10 ปีก่อน คำถามเหล่านี้ก็ติดค้างในใจเรามาโดยตลอด… ก็ไม่ได้มีใครห้ามหรอก แต่แค่ไม่มีใครทำเราเลยไม่ทำไปด้วย และเมื่อเอ่ยถามคนอื่น ก็ยังไม่เจอคนที่สามารถตอบได้อย่างกระจ่างแจ้งจริงๆ เสียที

ในตอนนี้คิดว่าน่าจะถึงเวลาอันสวมควรแล้วที่เราจะเปิดผนึกความสงสัยนั้นออกมาอีกครั้ง ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อไขคำตอบให้กระจ่าง และแปรรูปมันออกมาเป็นคอนเทนต์ ไม่ใช่แค่เพื่อเรา แต่อยากแบ่งปันความรู้นี้ให้กับทุกคนด้วย

ทำไมเครื่องดื่มแต่ละชนิดถึงใช้รูปทรงแก้วในการดื่มแตกต่างกันออกไป…หาคำตอบไปพร้อมกันได้ในบทความนี้

 


 

Intro

เหตุผลในก้นแก้ว

 

“แก้วอะไรก็ใส่ๆ ไปเหอะ ดื่มๆ ไปไม่ตายหรอก”

ใช่…ไม่ตาย แต่แน่นอนว่าการออกแบบประเภทของแก้วมากมายหลายประเภท ต่างรูปทรงกันไป ก็ย่อมต้องมีเหตุผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว ดังนั้นก่อนจะซูมดูเข้าไปในภาพเล็กว่าเครื่องดื่มแต่ละชนิดเหมาะกับแก้วประเภทใด เรามาดูภาพใหญ่โดยรวมกันก่อนดีกว่าว่าอะไรคือเหตุผลที่ต้องเป็นเช่นนั้น

เราสามารถสรุปเหตุผลหลักออกมาเพื่อความเข้าใจง่ายได้ 2 ประการดังนี้

1.ประการแรกเป็นเรื่องของกลิ่น เครื่องดื่มแต่ละประเภทต้องการขนาดของปากแก้วที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้ดื่มสามารถดื่มด่ำกับกลิ่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตามที่ผู้ผลิตต้องการ นอกจากนั้นรูปทรงที่มีความหนาและแคบแตกต่างกันออกไปก็ส่งผลต่อกลิ่นที่ผู้ดื่มจะได้รับเช่นกัน

2.ประการต่อมาคือเรื่องของอุณหภูมิ แก้วแต่ละชนิดนั้นมีการเก็บรักษาอุณหภูมิภายในที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับเครื่องดื่ม ที่บางชนิดก็เคร่งครัดเรื่องอุณหภูมิ จะแสดงประสิทธิภาพและรสชาติที่ดีได้ในอุณหภูมิเฉพาะเจาะจงเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องการแก้วที่รักษาอุณหภูมิได้ดีที่สุด

นอกจากเหตุผลหลักทั้ง 2 ประการที่กล่าวไปแล้ว ยังมีเหตุผลยิบย่อยที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละชนิดของเครื่องดื่ม เช่น เครื่องดื่มบางชนิดต้องการคงรูปฟองฟู่ไว้ให้ยาวนานที่สุด จึงต้องการแก้วรูปทรงรีและแคบเพื่อให้อากาศถ่ายเทออกไปได้น้อยเป็นต้น

 

 


 

Wine

 

Wine glasses for each type of wine

 

ไวน์ถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีพิธีรีตองในการดื่มมากที่สุดก็ว่าได้ ซึ่งมันก็สะท้อนออกมาผ่านประเภทของแก้วที่มีมากกว่า 20 ชนิด แต่ถ้าเราจะหยิบมากล่าวถึงทั้งหมด เกรงว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อบทความจาก Glasses 101 เป็น  The Expert Guide for Wine Glasses  เสียมากกว่า

ดังนั้นเราจึงแบ่งไวน์ออกเป็น 3 ชนิดหลัก พร้อมด้วยแก้ว 3 ประเภทที่ได้รับความนิยม และเป็นสากลมากที่สุด

ไวน์ขาว: โดยทั่วไปแล้วไวน์ขาวมักจะใช้แก้วที่มีรูปทรงแคบและก้นเล็กกว่าไวน์แดง โดยแก้วประเภทนี้มีรูปทรงคล้ายดอกทิวลิป จึงมักถูกเรียกว่า Tulip Glass สาเหตุก็เพราะเพื่อให้ไวน์ไม่ออกซิไดซ์เร็วเกินไป รักษารสชาติที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนไว้ให้นานที่สุด นอกจากนั้นแก้วที่มีขนาดเล็กยังสามารถรักษาอุณหภูมิได้ดีกว่าอีกด้วย

ไวน์แดง: แก้วสำหรับไวน์แดงควรมีบริเวณก้นที่กลมและใหญ่ มีก้านที่ยาวเรียวเพื่อหมุนไวน์ได้ง่าย นอกจากนั้นก้านที่ยาวจะทำให้มืออยู่ห่างจากเครื่องดื่มเพื่อป้องกันไม่ให้ความอุ่นของมือส่งผลต่อไวน์ในแก้ว โดยสาเหตุที่ไวน์แดงมีปากและก้นแก้วที่ใหญ่กว่าไวน์ขาวก็เพราะต้องการให้ผู้ดื่มได้สัมผัสถึงกลิ่นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากไวน์แดงมีจุดเด่นที่กลิ่นมากกว่าไวน์ขาวนั่นเอง

ถ้าใช้แก้วไวน์แดงดื่มไวน์ขาวจะเกิดอะไรขึ้น?

คำตอบคือจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในรสชาติขั้น After Taste (รสชาติที่เกิดขึ้นหลังจากกลืนเครื่องดื่มไปแล้ว) เนื่องจากปากแก้วที่ใหญ่จะทำให้เครื่องดื่มสัมผัสกับลมมากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะส่งผลให้รสชาติของไวน์แบนลง

แชมเปญ: สำหรับแก้วที่เหมาะสมกับแชมเปญที่สุดก็คือแก้วรูปทรงรีขนาดเล็กที่เรียกว่า Flute เนื่องจากแก้วประเภทนี้จะช่วยให้เครื่องดื่มมีความแวววาว และรักษาฟองที่ฟู่ให้อยู่ได้นาน

 


 

Brandy

 

Glasses for Brandy

 

บรั่นดีคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จากการกลั่นของการหมักน้ำผลไม้ หรือไวน์ต่างๆ เช่นองุ่น แอปเปิ้ล หรือสัปปะรด ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงต้องการแก้วที่สามารถตอบสนองศักยภาพได้อย่างเต็มที่

แก้วยอดนิยมที่ใช้ในการดื่มบรั่นดีนั้นมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

Wobble: เป็นแก้วที่ไม่มีก้าน บริเวณก้นค่อนข้างกว้างและมีส่วนโค้งเหว้านิดหน่อยเพื่อให้กลิ่นสามารถส่งจากก้นมาถึงปากได้ดียิ่งขึ้น

Snifter: เป็นแก้วที่มีขนาดปากและก้นค่อนข้างกว้าง มีก้านที่สั้น โดยนอกจากที่ใช้ในการดื่มบรั่นดีแล้ว แก้วประเภทนี้ยังนิยมใช้ในการดื่มเบียร์ Ale ที่มีปริมาณแอลกอฮอลล์สูงเช่นกัน 

จะเห็นได้ว่าแก้วทั้ง 2 ชนิดนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือความกว้างของก้นและปากแก้ว สาเหตุก็เพราะต้องการให้ผู้ดื่มสามารถดื่มด่ำกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของบรั่นดีได้เต็มอรรถรสนั่นเอง

 


 

Whiskey

 

Type of glasses for whiskey

 

วิสกี้ถือเป็นหนึ่งในชนิดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากที่สุดในโลก สามารถแบ่งประเภทได้ยิบย่อยมากมาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เครื่องดื่มชนิดนี้จะถูกจับคู่กับแก้วหลากประเภท แต่ในบทความนี้เราได้หยิบแก้ว 3 ประเภทที่ได้รับความนิยมและมีความเป็นสากลที่สุดมากล่าวถึง 

Lowball:  ถือเป็นแก้ว “มาตรฐาน” ในการลิ้มรสวิสกี้ มีรูปร่างกว้างและเตี้ย โดยเหตุผลนอกจากเรื่องของการส่งกลิ่นที่ดีแล้ว Lowball ยังมีปริมาณบรรจุที่พอดีสำหรับการลิ้มรสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดนี้อีกด้วย

Nosing: แก้วประเภทนี้ทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการให้ผู้ดื่มสัมผัสกลิ่นและรสชาติของเครื่องดื่มได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้แก้ว Nosing จึงมีบริเวณก้นที่กว้าง และค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ เมื่อไปถึงบริเวณปากแก้ว ดังนั้นรสชาติและกลิ่นที่เข้มข้นจะจมอยู่บริเวณก้นในตอนแรก ก่อนที่จะค่อยๆ ลอยฟุ้งออกมาทีละนิดตามเวลาที่ล่วงเลยไป ทำให้ผู้ดื่มสามารถดื่มด่ำทั้งรสชาติและกลิ่นในระดับที่พอดีที่สุด

Sour: เป็นแก้วประเภทมีก้าน มีรูปทรงรีแคบคล้ายกับ Flute ที่ใช้สำหรับดื่มแชมเปญ แต่จะกว้างกว่า มีความจุ 5 ออนซ์ ที่ถือว่าพอดีสำหรับการดื่มวิสกี้และด้วยรูปทรงแบบนี้ทำให้ผู้ดื่มจะลิ้มรสวิสกี้ในแบบที่ต่างออกไปจาก Nosing อย่างชัดเจน เนื่องจากความแคบจะทำให้กลิ่นที่ฟุ้งออกมานั้นมีความเข้มข้นและรุนแรงกว่านั่นเอง ส่วนที่ชื่อว่า Sour ก็เพราะนอกจากวิสกี้แล้ว แก้วประเภทนี้ยังนิยมในการใช้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีรสเปรี้ยวด้วยนั่นเอง

 


 

Cocktail

 

Type of glasses for cocktail

 

ค็อกเทลคือเครื่องดื่มที่สามารถสร้างสรรค์ ปรุงแต่งออกมาได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด ดังนั้นนี่จึงเป็นเครื่องดื่มที่สามารถแบ่งประเภทออกไปได้มากมาย เช่นเดียวกับประเภทของแก้วที่ใส่บรรจุ แต่เมื่อนี่เป็นบทความสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา เราจึงยก 5 ประเภทของแก้วค็อกเทลที่ได้รับความนิยมมากล่าวถึง

Classic Cocktail: น่าจะเป็นรูปทรงแก้วที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็น “แก้วครอบจักรวาล” สำหรับค็อกเทลก็ว่าได้ เนื่องจากมีการนำแก้วชนิดนี้มาใส่กับค็อกเทลนานาชนิด เนื่องจากค็อกเทลเป็นเครื่องดื่มที่เน้นเรื่องกลิ่นเป็นสำคัญดังนั้นปากแก้วที่ค่อนข้างกว้างจึงทำให้ผู้ดื่มสามารถรับความหอมได้เต็มที่ นอกจากนั้นยังมีก้านที่ช่วยให้ความอุ่นของมือผู้ดื่มไม่สัมผัสกับแก้ว ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องอุณหภูมิ

Margarita:  รูปทรงของแก้วสำหรับใช้ในการเสิร์ฟค็อกเทลมาการิต้านั้นค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการมีปากที่กว้าง และก้นที่แคบ เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้มักจะนิยมทาเกลือไว้ที่ปากแก้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นรูปทรงที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนั้นมาการิต้ามัดกจะถูกมองเป็น “ค็อกเทลสำหรับสุภาพสตรี” จึงเป็นธรรมดาที่ขนาดของมันจะเล็ก บอบบาง ง่ายแก่การถือ

Sling: แก้วประเภทนี้ใส่ค็อกเทลได้หลากหลายชนิด แต่ที่นิยมที่สุดคือ  Long Island Iced Tea ด้วยการออกแบบที่บริเวณก้นแก้วมีขนาดเล็ก ก่อนจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงปากแก้ว คล้ายกับกรวยหรือแก้ว Flute โดยจุดประสงค์ของการออกแบบแก้ว Sling ให้มีรูปทรงแบบนี้ก็เพราะการใช้งานได้สะดวกสบายในงานปาร์ตี้ ผู้ดื่มสามารถเดินถือมันไปไหนต่อไหนได้อย่างกระชับพอดีมือ

Highball: เนื่องจากเป็นค็อกเทลที่มีความซ่าจากแก๊สที่อัดลงไป ดังนั้นรูปทรงสูงของแก้วจึงเหมาะสำหรับค็อกเทลชนิดนี้ที่สุดเนื่องจากนี่คือรูปทรงแก้วที่จะทำให้ของเหลวบนพื้นผิวสัมผัสกับอากาศน้อยลงกว่าเดิม เพราะยิ่งมีการสัมผัสมากเท่าไร การเกิดคาร์บอเนชั่นก็จะยิ่งเร็วขึ้น ความซ่าหายไปในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลโดยตรงต่อรสชาติในการดื่ม

Martini: แก้วสำหรับใส่เครื่องดื่มค็อกเทลมาร์ตินี่นั้นมีรูปทรงที่คล้ายกรวย เนื่องจากมาร์ตินี่คือเครื่องดื่มที่มีการผสมผสานวัตถุดิบหลายอย่างเข้าด้วยกัน รวมถึงผลมะกอกด้วย ดังนั้นรูปทรงของแก้วแบบนี้จึงทำขึ้นเพื่อให้ส่วนผสมทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว  นอกจากนั้นแก้วมาร์ตินี่มีก้านที่บางและยาว เพื่อป้องกันไม่ให้มือไปสัมผัสเครื่องดื่ม ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิผิดเพี้ยนไป

 


 

Beer

 

Glasses for Beers

 

ปิดท้ายด้วยเบียร์ ซึ่งถือเป็นอีกชนิดเครื่องดื่มที่สามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้มากมาย ดังนั้นแก้วสำหรับใส่เบียร์จึงมีมากตามไปด้วย โดยมีทั้งหมดเกือบ 30 ประเภทเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเราได้ยก 5 ประเภทที่ได้รับความนิยม และคนไทยน่าจะคุ้นเคยที่สุดมากล่าวถึงกันในบทความนี้

Wheat Beer Glass: แก้วสำหรับใส่เบียร์ Wheat หรือเบียร์ที่ทำมาจากข้าวสาลี มีลักษณะเรียวยาว ความพิเศษคือการโค้งเว้าในบริเวณกลางแก้ว สาเหตุที่ออกแบบแก้วมาเป็นเช่นนี้ก็เพราะนี่คือรูปทรงที่จะทำให้ฟองเบียร์ฟู่ฟ่องอยู่ได้นานที่สุด นอกจากนั้นยังช่วยให้รสหวานในตัวเบียร์ถูกลำเลียงเข้าสู่ปากผู้ดื่มได้อย่างนุ่มนวลอีกด้วย ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นความโดดเด่นของเบียร์ชนิดนี้

Beer Mug: นี่น่าจะเป็นรูปทรงของแก้วเบียร์ที่ในบ้านเราคุ้นเคยกันดีที่สุด เนื่องจาก Mug เหมาะกับใช้สำหรับดื่มเบียร์ประเภทลาเกอร์, สเต้าท์ (เบียร์ดำ), และ Red Ales ความพิเศษของแก้วชนิดนี้คือความหนาที่ทำให้สามารถเก็บรักษาอุณหภูมิความเย็นได้นาน นอกจากนั้นยังมีหูจับที่ค่อนข้างใหญ่ นักดื่มสามารถถือไปมาในงานปาร์ตี้ได้สะดวก 

Imperial Pint:  แก้วขนาด 20 ออนซ์ รูปทรงสูงเพรียว มีส่วนเว้าเล็กน้อยบริเวณใกล้กับปากแก้ว นิยมใช้ในการใส่เบียร์ประเภท English Ales ที่มีรสชาติเข้มข้น เนื่องจากผู้ดื่มจะสามารถลิ้มรสทั้งกลิ่นและรสชาติได้อย่างเต็มที่ในจิบแรกที่สัมผัส

Pilsner: เบียร์พิลส์เนอร์คือเบียร์แบบเยอรมันแท้ๆ จุดเด่นคือรสชาติอันหอมหวานและสีสันเหลืองทองที่แววาว ดังนั้นรูปทรงของแก้วที่สูงยาว ไล่ขนาดเล็กไปใหญ่จากส่วนก้นถึงปากแก้ว จึงเป็นการถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันปฏิกิริยาคาร์โบเนชั่น ทำให้เบียร์ในแก้วสามารถรักษาสภาพ สีสัน รวมถึงฟองที่ฟูฟ่องได้นานยิ่งขึ้น

American Pint:  เป็นแก้วที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ในการใส่เบียร์ประเภทลาร์เกอร์และ Brown Ales เป็นหลัก ทั้งคู่เป็นเบียร์ที่ไม่ต้องอาศัยพิธีรีตองในการดื่มมากนัก เช่นเดียวกับ American Pint ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อดื่มเบียร์คราฟต์ที่มีความซับซ้อน แต่เพื่อความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก

 

Related Stories

The Big Kitchen

COFFEE BREAK: 4 เมนูเครื่องดื่มคาเฟอีนรสเยี่ยม ฉบับ WORK FROM HOME

สำเร็จเคล็ดลับวิชาสร้างสรรค์กาแฟและชาจากการอยู่บ้านตลอดช่วงล็อคดาวน์ที่ผ่านมา

Read

Silver Screens

ICONIC MOVIE DRINKS: สำรวจเครื่องดื่มแก้วโปรดของเหล่าตัวละครดังในโลกภาพยนตร์

ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ประกอบฉาก แต่เครื่องดื่มเหล่านี้เก็บซ่อนความหมายลึกซึ้งเอาไว้

Read

The Big Kitchen

SECOND-CUT STEAK: ทำสเต็กเองง่ายๆ ในงบหลักร้อย

ไกด์การทำสเต็กเนื้อ Dry Aged ด้วยเนื้อส่วนรองแต่คุณภาพไม่เป็นที่สองของใคร

Read

0Shares
preloader