Arts

WE WEAR CULTURE: คลังขุมทรัพย์แห่งโลกแฟชั่นที่รอคุณอยู่ใน GOOGLE ARTS AND CULTURE

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

Arts

WE WEAR CULTURE: คลังขุมทรัพย์แห่งโลกแฟชั่นที่รอคุณอยู่ใน GOOGLE ARTS AND CULTURE

26 March 2020

นิทรรศการออนไลน์ที่เล่าถึงเบื้องหลังของเสื้อผ้าและแฟชั่นที่หมุนเวียนอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

 

Google Arts & Culture แอปพลิเคชั่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอใหม่เสมือนเป็นประตูวิเศษสู่กิจกรรมยามว่างของคนรักงานศิลปะหรือใครที่ตั้งหน้าตั้งตาจะเก็บพิพิธภัณฑ์ในยุโรปให้ครบลิสต์แต่มีอันต้องยกเลิกไปก่อนเพราะสถานการณ์ไม่เอื้อ ภายในแอป (สามารถเข้าผ่านเว็บไซต์ได้) มีฟีเจอร์รอให้เราเข้าไปค้นหาเรื่องราวร้อยแปดที่น่าสนใจของแวดวง ‘ศิลปะ’ ที่รวบรวมทั้งเอกสารและผลงานมากมายของศิลปินทั่วโลกในทุกยุคสมัย ที่สำคัญเราสามารถชมนิทรรศการของจริงผ่านเทคโนโลยี Google Street view ที่นำพาเราไปเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ช่ือดังของยุโรปหลายที่ได้ในเวลาเดียวกัน  ที่เราอาจจะเริ่มต้นที่ลอนดอนไปศึกษาอารยธรรมโลกตั้งแต่ 2,000,000 ปีก่อนก่อนคริสตกาลที่ British Museum หรือข้ามไปเมืองน้ำหอมชมผลงานของศิลปินฝรั่งเศส ต้นกำเนิดศิลปะแขนงอิมเพรสชั่นนิสต์ที่ Musée d’Orsay และเดินทางต่อไปที่เมืองกังหันลมดูหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลกอย่าง Rijksmuseum แบบไม่ต้องเมื่อยขา และถ้าใครเป็นแฟนคลับของ แวน โกะห์ ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน เพราะมีผลงานของศิลปินดัชต์คนนี้มากมายให้เสพได้หนำใจ จาก Van Gogh Museum 

แต่ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ มีอยู่มุมหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันที่เหล่าสาวกเมนส์แวร์หรือใครที่ชอบประวัติศาสตร์ของเสื้อผ้าจะพลาดไม่ได้ เราขอแนะนำ “We Wear Culture” โปรเจกต์รวมหลากหลายนิทรรศการออนไลน์ที่เล่าถึงเบื้องหลังของเสื้อผ้าและแฟชั่นที่หมุนเวียนอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

We Wear Culture

 

โปรเจกต์ดังกล่าวรวบรวมชิ้นงาน 188 คอลเลคชั่นจากพิพิธภัณฑ์ทุกมุมโลกและอัดแน่นเต็มไปด้วยนิทรรศการออนไลน์ที่ถูกผลิตจากสถาบันทางวัฒนธรรมและแฟชั่นชื่อดัง ที่จะบอกเล่าถึงเรื่องราวตั้งแต่ความเป็นมาเป็นไปของอาภรณ์ที่แสนสง่างามผ่านช่างฝีมือตัวเล็กแต่เปี่ยมล้นด้วยคุณภาพจนกลายแบรนด์สูทระดับตำนานของประเทศอังกฤษ หรือเรื่องการชูเครื่องแต่งกายประจำถิ่น ทำความเข้าใจถึงความคิดและต้นกำเนิดทางวัฒนธรรมพื้นเมืองเก่าแก่อย่างผ้าสาหรี หรือแม้กระทั่งเครื่องแต่งกายแห่งวิถีขบถไม่ยอมต่ออำนาจของชาวพังก์ หนึ่งในสไตล์การแต่งกายของเหล่ากลุ่มวัฒนธรรมย่อย (sub culture) ตลอดจนคอลเลคชั่นเสื้อผ้าของฟรีดา คาห์โลที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวงานศิลปะที่ผูกติดอยู่กับโลกของแฟชั่นจนผสานเป็นเนื้อเดียวกันได้และหญิงงามที่ใครๆ ก็หลงใหลอย่างออเดรย์ เฮปเบิร์นกับเรื่องของบรรดาเหล่าไอคอนทรงอิทธิพลต่อวงการในทุกยุคทุกสมัย

ที่พูดมาทั้งนี้คือแค่เพียงขุมทรัพย์บางส่วนที่รอให้คุณไปตามหา แต่ถ้าใครอยากเดินทางลัดมากับเราก่อนก็ไม่ว่ากัน โปรดยกมือแสดงตนแล้วเรียนเชิญทางนี้ครับ เพราะได้คัดที่เหมาะกับคุณแล้วมา 4 นิทรรศการด้วยกัน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในเกาะอังกฤษไปซะ 3 เรื่องแล้วกับนิทรรศการ 130 years of British tailoring history: Turnbull & Asser, The Career of Sir Paul Smith และ The Hidden History of UK Punk อันสุดท้ายเราขอพาหนีความหม่นในลอนดอนออกมาที่โตเกียวกับนิทรรศการ TOKYO STREET FASHION and CULTURE: 1980 – 2017

 

Turnbull & Asser

 

Turnbull & Asser We Wear Culture Google Arts and Culture

 

ว่าด้วยเรื่องเส้นทางความคราฟ์ของ Turnbull & Asser ห้องเสื้อโปรดของเจ้าฟ้าชายชาลส์ แบรนด์เชิ๊ตระดับตำนานแห่งเกาะอังกฤษที่มีคุณภาพเกินคำบรรยายและสไตล์ที่ไร้กาลเวลา พวกเขายังคงวิธีการผลิตวิธีดั้งเดิมเหมือนกับต้นฉบับที่สืบต่อมาตั้งแต่ปี 1885 แต่ละชิ้นส่วนของเชิ๊ตนั้นล้วนทำขึ้นจากมือของช่างผู้มากประสบการณ์ เชิ๊ตของ T&A เกิดขึ้นจากการประกอบชิ้นส่วนทั้งหมด 34 ชิ้นและกระดุม mother of pearl 13 เม็ดของแต่ละตัว ซึ่งกว่าจะออกมาได้ต้องผ่านกระบวนการสุดประณีตทั้งหมด 16 ขั้นตอนที่ใช้ทักษะแตกต่างกันของเหล่าช่างฝีมือ

 

Turnbull & Asser We Wear Culture Google Arts and Culture

ภาพจากเนื้อหานิทรรศการ 130 years of British tailoring history: Turnbull & Asser

 

นิทรรศการเล่าตั้งแต่การลงหลักปรักฐานครั้งแรกในปี 1885 ที่ถนน Church Street ก่อนที่จะย้ายมาที่ Jermyn Street ถนน ในปี 1903 ที่ปัจจุบันได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนรักเมนส์แวร์ T&A เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับคนอังกฤษมาโดยตลอดและมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญ เช่นตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะผู้ออกแบบ Trent Coat ให้กับกองทัพอังกฤษที่หลายคนอาจจะเห็นผ่านตากันแล้วในภาพยนตร์ 1917 และยังรับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบ Siren suit ให้เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ชื่อของ T&A ถูกปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ เกิดขึ้น จุดเริ่มต้นในงานภาพยนตร์ครั้งใหญ่ที่ทางแบรนด์ได้ทำเชิ๊ตให้กับฌอน คอนเนอรี่ พระเอกระดับตำนานของ James Bond ในอิดิชั่นเดบิ้วกับ Dr. No (1962) และในอีกหลายๆ อิดิชั่นของสายลับ 007 ที่ขยับใกล้ปัจจุบันมากขึ้นอย่างใน Casino Royale (2006) กับเดรสเชิ๊ตและโบว์ไท ที่แดเนียล เคร็กสวมใส่ ซึ่งไทก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทาง T&A เชี่ยวชาญไม่แพ้เรื่องเชิ๊ตและสิ่งที่ทำให้คนที่ชื่นชอบเมนส์แวร์ยุคปัจจุบันเตะตา T&A จริงๆ คงหนีไม่พ้นจากกับเชิ๊ตตัวเก่งของ โคลิน เฟิร์ธ ใน Kingsman: The Secret Service (2014)

 

Paul Smith

 

Paul Smith We Wear Culture Google Arts and Culture

 

เรื่องราวอาชีพของดีไซเนอร์ระดับโลกที่ถ้าเราหยิบแค่คู่สีของเขามาวางคุณก็น่าจะเดาออกได้ง่ายๆ ว่าเรากำลังพูดถึงใครอยู่ เซอร์ พอล สมิธ คือ ผู้ที่หยิบเอาความคลาสสิกมาเล่นแร่แปรธาตุได้สนุกอยู่เสมอๆ ในช่วงปี 1980 ที่เขาบุกเบิกสูททรงสุภาพผู้ชายที่ทั้งทรงและแบบมีความลดหลั่นจากกรอบเดิมๆ เป็นความสนุกที่ใช้งานได้จริง พิสูจน์ถึงกึ๋นของเขาได้เป็นอย่างดีและลายสไตรป์ หลากสีที่มีแรงบันดาลใจจากศิลปะเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ที่เขาจะตั้งใจแทรกไว้ในพื้นที่ที่ต่างๆ ไม่ซ้ำกันของเสื้อผ้า ส่วนผสมแห่งจินตนาการที่ประเดประดังเข้ามาโลดแล่นให้หัวของเขามีที่มาจากอุบัติเหตุทางจักรยานในวัย 17 ปี ทำเขาได้รู้จักกับเพื่อนคนนึงขณะรักษาตัว ที่เปิดทางให้เขารู้จักกับศิลปินอย่างพีต มองเดรียน, แอนดี้ วอร์ฮอล, ออสการ์ โคคอซกา และนักดนตรีอย่าง เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์และไมล์ส เดวิส

 

Paul Smith We Wear Culture Google Arts and Culture

ภาพจากเนื้อหานิทรรศการ The Career of Sir Paul Smith

 

นิทรรศการเล่าตั้งแต่จุดกำเนิด ‘Paul Smith Vetements Pour’ คือชื่อร้านแห่งแรกในชีวิตเขา มีขนาดเพียงแค่ 3×3 เมตร ที่มีเรื่องเล่าว่ามีเจ้าโฮเมอร์ สุนัขพันธุ์อัฟกัน ฮาวนด์ นั่งเป็นผู้จัดการ และทำไมร้านแต่ละแห่งของ Paul Smith ต้องมีหน้าตาแตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของพื้นที่ อย่างร้านทรงกล่องสีชมพูแสนโมเดิร์นนิสต์ที่แอลเอ ที่ดึงดูดสายตาทุกขณะที่ผ่านมาผ่านไป

ในปี 1976 คือความประสบความสำเร็จที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเขา กับการจัดแฟชั่นโชว์ครั้งแรกที่ฝรั่งเศสโดยการยืมอพาร์ทเม้นท์ของเพื่อน ที่ทั้งนายแบบและคนทำงานคือเพื่อนๆ ของเขาทั้งหมดและเขาเองยังเป็นคนแรกที่เริ่มใช้เทคนิคภาพถ่ายมาสร้างลวดลายให้กับเสื้อผ้าอย่างผลงานเชิ๊ตสปาเก็ตตี้ อีกคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้แก่เขาคือการนำชาร์มมาประยุกต์เข้ากับเสื้อผ้าอย่างเรนโบว์และสัญลักษณ์สันติภาพเป็นเม็ดกระดุม

จากการโยนหินถามทางในวันแรกที่เปิดสาขาที่ 2 ในปี 1979 ที่โคเว้นท์ การ์เด้นแม้ทุกวันนี้แบรนด์ Paul Smith จะเติบโตเป็นธุรกิจใหญ่แต่รากที่หยั่งลึกฝังแน่นในลอนดอน เพราะผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ Paul Smith มีวงจรกำเนิดจากออฟฟิศในลอนดอนและผ่านการตัดสินใจของเซอร์ พอล สมิธเสมอ ทุกวันนี้เขายังกระตือรือล้นและหลงใหลกับงานออกแบบ ใฝ่รู้ในเรื่องของแฟชั่น และเป็นนักสะสมสิ่งของตัวยง

 

UK Punk

 

UK Punk We Wear Culture Google Arts and Culture

 

แม้ทุกวันนี้พังก์ในบทบาทและฐานะของสัญลักษณ์ในการต่อต้านต่ออำนาจและเจตนารมณ์ต่อความไม่เห็นด้วยบางอย่างได้จางหายไปตามกาลเวลาแต่สิ่งที่สืบทอดต่อมาได้ในทุกวันนี้ก็คือวัฒนธรรมดนตรีและแฟชั่น ย้อนดูเรื่องราวของชาวพังก์ในสหราชณาอาจักรช่วงรุ่งโรจน์ดังดวงตะวันที่ร้อนแรงแบบไม่มีวันดับในช่วงปลายทศวรรษ 1970s ที่แม้เวลาจะผ่านมานานเท่าไรก็ยังให้ความรู้สึกตื่นเต้นแกมประหลาด ชวนสนุกทุกครั้ง ความเป็นพังก์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้เราเห็นว่า ‘เสื้อผ้า’ สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของคนได้มากแค่ไหน

นิทรรศการที่ร้อยเรียงผ่านฟุตเทจและหนังพังก์หายากที่ส่วนใหญ่มาจาก Captain Zip หรือฟิล มิวนอค (Phil Munnoch) ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวบนอาณาจักรพังก์บนถนน King’s road ภาพเก่าๆ บนฟิล์ม 8 มม. ที่เต็มไปด้วยอะดรีนาลีนที่ดุเดือด พลุ่งพล่าน ถ้าหากใครสนใจสามารถตามไปดูหนังตัวเต็มได้ที่ British Film Institute

 

UK Punk We Wear Culture Google Arts and Culture

ภาพจากเนื้อหานิทรรศการ The Hidden History of UK Punk

 

เริ่มต้นด้วยฟุตเทจของหนังพังก์เรื่องแรก The Punk Kebab Documentary (1977) สารคดีสั้นออกแนวตลกที่เล่นกับแนวคิดอนาคิสต์ ที่นำแสดงโดยชาววง The Nipple Erectors และ The Maniacs ไฮไลท์อยู่ที่การสัมภาษณ์ เชน แมคโกแวน ตอนเด็ก อดีตฟร้อนท์แมนวง The Pogues

ลำดับที่น่าสนใจต่อมา Death Is Their Destiny (1978) และ Don’t Dream It – See It (1978) สองฟุตเทจจากฟิล มิวนอค ที่ถ่ายทอดบรรยากาศถนนคิงส์โร้ดในย่านเชลซี ที่เหมือนเป็นเบ้าหลอมค่านิยมและสไตล์พังก์ ที่เราจะเห็นภาพหายากของไอคอนชาวพังก์อย่างจอร์แดน (Pamela Rooke) โดยในละแวกนั้นเป็นที่ตั้งของร้านวิเวียน เวสต์วูดและมัลคอม แมคลาเรน

ม้วนฟิล์มที่น่าสนใจต่อมากับ Punk Can Take It (1979) ผลงานของจูเลียน เทมเปิล ซึ่งเขาเป็นเพื่อนกับวงพังก์ชื่อก้องโลกอย่าง The Sex Pistols ที่ตอนหลังตัวเขาได้สร้างภาพยนตร์สารคดีให้กับวง เรื่อง The Filth and the Fury ในปี 2000 นอกจากหนังที่ยกตัวอย่างมานี้ยังมีฟุตเทจอีกมากมายที่ชวนให้เราติดตามไปดูวิถีแต่ละช่วงเวลาของพังก์จนถึงวันสุดท้ายของพวกเขา

 

Tokyo Street Fashion

 

Tokyo Street Fashion We Wear Culture Google Arts and Culture

 

นิทรรศการที่จะพาเราเดินทางท่องไปในแต่ละยุคเหมือนราวกับเรายืนอยู่กลางชิบูย่าในปี 1980 ทั้งในอดีตและปัจจุบันโตเกียวเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญที่ถ้าคุณอยากจะดูว่าเทรนด์การแต่งตัวของวัยรุ่นญี่ปุ่นเป็นเช่นไร เรื่องเสื้อผ้าที่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของแฟชั่นแต่ยังมีวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ‘Street Fashion’ ตามที่นิทรรศการได้นิยามไว้คือสไตล์ที่เกิดจากจินตนาการและความรู้สึกของผู้ใส่ที่พวกเขานั้นใช้ข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา ความชอบในเรื่องต่างๆ หรือแฟชั่น และกลั่นกรองสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นชุดที่สวมใส่ออกมาใช้ชีวิตประจำวัน

แหล่งข้อมูลของนิทรรศการมาจาก ACROSS สถาบันวิจัยแฟชั่นและวัฒนธรรม ที่พวกเขาใช้เวลาในทุกวันเสาร์ที่เดิมเวลาเดิมคอยสังเกตและสอบถามผู้คนที่เดินผ่านไปมา นิทรรศการนี้จึงกลายเป็นเหมือนสารานุกรมการแต่งตัวของวัยรุ่นญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว ในนิทรรศการจะมีการแยกสไตล์ของแต่ละยุคออกเป็นแบบกิจลักษณะมาก ไล่ตั้งแต่ 1980s – 2010s อันที่จริงสตรีทแฟชั่นในญี่ปุ่นมีวงโคจรของมันและมีการเปลี่ยนผันไม่เหมือนกันของแต่ละยุค เพราะด้วยแต่ละเจเนอเรชั่นมีปัจจัยที่ต่างกัน

 

Tokyo Street Fashion We Wear Culture Google Arts and Culture

ภาพจากเนื้อหานิทรรศการ TOKYO STREET FASHION and CULTURE: 1980 – 2017

 

นิทรรศการเริ่มต้นที่ช่วง 1980s เป็นเสมือนยุคเบ่งบานอย่างจริงจังที่ทำให้วัยรุ่นญี่ปุ่นได้เสพรสนิยมและสื่อต่างๆ นอกประเทศ อย่างไลฟ์สไตล์ของเหล่านักศึกษาอเมริกาที่เรารู้จักในนาม ‘Preppy’ ก็ได้เข้ามาในรูปแบบของแมกกาซีนอย่าง JJ และ POPEYE เป็นสื่อที่ทำให้วัยรุ่นชิบูย่าในตอนนั้นได้ซึมซับความเป็นอเมริกัน ถึงกับมีคู่มือการแต่งตัวสไตล์ Preppy อย่างเป็นทางการ ที่เรียกว่า โคดันชะ ต่อมาในทศวรรษ 1990s มีการนำชื่อย่านชิบูย่าไปตั้งเป็นชื่อสไตล์อย่าง Shibuya Casual ที่จะอธิบายว่าทำไมลุคที่ประกอบไปด้วยกางเกงยีนส์ Levi’s 501 ท็อปด้วยเสื้อยืดสีขาวที่คลุมด้วยแจ็คเก็ตสีดาร์ทบลูจาก Ralph Lauren จึงเป็นที่ยอดนิยม

หรืออย่างยุค 2000s ช่วงเทรนด์เสื้อผ้าถูกถาโถมมาด้วย Fast Fashion อย่าง GAP และ Uniqlo 2 ยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาเปลี่ยนระบบความคิดต่อวัยรุ่นในยุคนั้น ในช่วง 2010s หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่วันที่ 11 มีนาคม 2011 ผู้คนให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองและให้ขบคิดถึงว่าอะไรที่สำคัญต่อตัวเองจริงๆ ตามสิ่งที่ตัวเองรักและหลงใหล สาเหตุนี้ยุคปัจจุบันจึงเกิดเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่สามารถแบ่งได้ตามเป็นเจนเนอเรชั่นเหมือนยุคก่อนๆ

Related Stories

Brands to Know

THE NEW BRAND VISIONS AND THE WAY THEY WORK

3 ดีไซเนอร์มือฉมังแห่งโลกใหม่ของวงการแฟชั่นกับวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด
และแนวการออกแบบที่ไม่ยึดติดกับวิถีแบบเดิมๆ

Read

The Read

HAS STREETWEAR REACHED ITS LIMIT?

หรือสตรีทแวร์กำลังจะเดินไปถึงทางตัน

Read

The Read

From Shōwa to Reiwa: มองแฟชั่นแต่ละยุคสมัยผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น

จากปลายยุคโชวะถึงยุคเรวะ การ์ตูนญี่ปุ่นบอกอะไรเราเรื่องแฟชั่นบ้าง

Read

0Shares
preloader