The Sounds

FROM DIGGER TO DEALER: ความสุขในการสะสมแผ่นเสียงของคุณหน้าตาเป็นแบบไหน

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Sounds

FROM DIGGER TO DEALER: ความสุขในการสะสมแผ่นเสียงของคุณหน้าตาเป็นแบบไหน

22 June 2020

พลอย ตวงพรรษ รัตนวาทิน ผู้สร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรักเพลงแจ๊สทั้ง Trackaddict Records, Dumbo และ York

 

ว่ากันว่า ถ้าเราเป็นคนชอบฟังเพลงจริงๆ สุดท้ายเราต้องจบด้วยการฟังจากแผ่นเสียง ความคิดนี้เป็นเสียงพูดที่ประเดประดังถาโถมเหมือนลมหน้าหนาวปะทะตัวตนของผมเสมอตลอดมา ชวนครุ่นคิดต่อตัวเองว่า หรือเราได้เวลาควรที่จะต้องก้าวเข้าไปในโลกอนาล็อกอย่างเต็มตัวเสียแล้วจริงๆ

ต้นตอของลมหนาวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผมได้ทำความรู้จักกับเช็ท เบเกอร์ (Chet Baker) เป็นหนแรกผ่านเพลง Alone Together ที่ต่อมาในภายหลังโดนขุนพลแจ๊สในตำนานทั้งหลายตามมาสมทบอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นไมลส์ เดวิส (Miles Davis), ดุ๊ก เอลลิงตัน (Duke Ellington), จอห์น โคลเทรน (John Coltrane) และ บิล อีแวนส์ (Bill Evans) ฯลฯ

 

 

หลังจากถูกเสียงเพลงของบุคคลผู้ทรงพลังเหล่านี้สั่งสอนอารมณ์ทางดนตรี จากนั้นผมก็ได้สรรหาการดูวงเล่นสดตามบาร์แจ๊สทั่วกทม. แต่เมื่อ 2 ปีก่อน โชคชะตาก็ได้พาผมไปบาร์แจ๊สแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความเป็นอเมริกันอย่าง Dumbo ที่บรรเลงเพลงยิปซีแจ๊สในทุกค่ำคืนบนดาดฟ้าของตึกเก่าหลังนึงย่านสะพานควาย ซึ่งก่อนทางเข้าร้านจะเห็นแผ่นเสียงเพลงแจ๊สวางบนชั้นเรียงรายสะดุดตา สืบความจนได้รู้ว่าเจ้าของเดียวกับ Trackaddict Records ร้านแผ่นเสียงที่เด่นเรื่องเพลงแจ๊สย่านพระโขนง ซึ่งคิดไปคิดมามันน่าสนใจมากกับการที่ใครสักคนเป็นเจ้าของร้านแผ่นเสียงและบาร์แจ๊สในคราวเดียวกัน

ทั้งหมดนี้คือที่มาของการได้มาพูดคุยกับคนคนหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นตัวแทนของใครสักคนที่เริ่มต้นทำอะไรด้วยใจรัก และกลายมาเป็นงานหลักที่บันดาลความสุขให้ อย่างพลอย ตวงพรรษ รัตนวาทิน ที่เธอนั้นหลงใหลทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ของแผ่นไวนิล จนได้สร้างกิจการร้านแผ่นเสียงของตัวเอง นอกจากนั้นความรักที่มีต่อเสียงดนตรีของเธอก็เป็นแหล่งพลังงาน ที่ช่วยสรรสร้างคอมมูนิตี้เพื่อชาวแจ๊ส ทั้งที่ Dumbo และ York ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากช่วงเวลา 7 ปี ของการใช้ชีวิตในนิวยอร์กของเธอ

 

The Nostalgic Collector

 

 

ในชีวิตคนเรามักจะมีสถานที่ที่หนึ่ง ที่สำคัญมากต่อตัวเองมาก แต่ก็ไม่ใช่บ้านเกิด สำหรับพลอยแล้วสถานที่นั้นคือ “นิวยอร์ก” มหานครอีกฟากโลก ที่ทำให้เธอได้เจอกับร้านแผ่นเสียง เป็นสถานีต้นทางให้เธอนั่งรถไฟท่องเที่ยวกลับไปในความทรงจำครั้งเก่าตั้งแต่ตอนเธอยังเด็ก ที่ประกอบเข้ากับการได้เดินเข้าออกร้านรวงต่างๆ เสพสุนทรีย์ตามบาร์แจ๊ส เพราะมันก็คงไม่มีที่ไหน ที่จะอัดเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของเพลงแจ๊สเท่านิวยอร์กอีกแล้ว เธอบอกกับเราว่า ยิ่งตอนที่เธอได้ฟังเสียงของแซกโซโฟนท่ามกลางหิมะตก มันไม่มีอะไรที่จะวิเศษไปมากกว่านี้แล้ว

 

“ตอนแรกที่ไปเจอร้านแผ่นเสียงมันเป็นอารมณ์ของบรรยากาศเก่าๆ กลับมา”

 

เธอพาผมเดินตระเวนดูตามหัวมุมของนิวยอร์กต่างๆ พร้อมอธิบายถึงความง่ายดายในการจะได้เป็นเจ้าของแผ่นเสียงสักแผ่นหนึ่ง “ไม่ว่าจะเดินร้านไหนมุมไหนในนิวยอร์ก พวกร้านขายของชำและร้านขายของเก่า จะมีแผ่นเสียงอยู่ตามมุมเล็กๆ หรือดิสเพลย์โชว์เสื้อผ้ามือสองก็จะมีแผ่นเสียงซ่อนอยู่ แม้กระทั่งตามทางข้างถนนก็จะมีร้านแผ่นเสียงตั้งอยู่ อยู่นิวยอร์กจะซื้อแผ่นเสียงที่ไหนก็ได้ ก็จะหาเจอเพียงราคาเริ่มต้นแค่ 25 เซนต์”

 

 

“เพลงแรกที่ได้ฟังคือ Hit The Road Jack ของ Ray Charles” พลอยเล่าย้อนให้เราฟังถึงก้าวแรกตอนที่เหยียบเข้าไปในโลกของดนตรีสากล สำหรับเธอแล้วนั้น เร ชาร์ลส์ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้บรรเลงนิ้วมือพริ้วไหวบนเปียโนเท่านั้น แต่ยังเป็นพันธะที่เชื่อมความอบอุ่นในความทรงจำวัยเด็กของเธอกับพ่ออีกด้วย โดยเจ้าตัวคลุกคลีกับแผ่นดำมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะว่าคุณพ่อเป็นอดีตนักดนตรี แนวร็อคในยุค ‘60s เล่นประจำยามค่ำคืนแถวถนนเพชรบุรี ในยุคสมัยที่ CCR และ Deep Purple ครองใจมวลชน

เธอเล่าให้ฟังถึงเหตุที่ว่า ทำไมเร ชาร์ลส์ ถึงได้เป็นศิลปินต่างชาติคนแรกที่เธอรู้จักในชีวิต เรื่องมันเกิดจากการที่พ่อของเธอนั้นเป็นผู้แปลคำบรรยายของภาพยนตร์เรื่อง The Blue Brothers (1980) ภาพยนตร์เพลงแสนหรรษาที่รวบรวมดาราแห่งวงการดนตรีบลูส์และโซล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เร ชาร์ลส์ นั่นเอง แทร็ค Hit The Road Jack จึงเป็นบทเพลงที่พ่อของเธอเปิดให้เธอฟังอยู่บ่อยครั้ง เพราะถ้าเทียบกับแนวทางดนตรีที่พ่อเธอเล่นอยู่ บทเพลงของ เร ชาร์ลส์ คงประนีประนอมกับเด็กวัยไม่กี่ขวบมากกว่า

 

 

อัลบั้ม With the Beatles (1963) ของ The Beatles และ Thriller (1982) ของไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เป็น 2 แผ่นที่ได้จากการ Dig แผ่นครั้งแรกของเธอ ซึ่งได้มาในราคาเพียงแผ่นละ 10 เหรียญเท่านั้น โดยเธอบอกต่อว่าแนวดนตรีป็อปยุคเก่า คือสุ้มเสียงที่เธอโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มรวมฮิตของบาร์บรา สไตรแซนด์ (Barbra Streisand) หรือแอนดี้ วิลเลียมส์ (Andy Williams) เธอก็ไม่พลาดที่จะหยิบติดกลับบ้านตลอด

ในภาวะการลอยตัวอยู่บนความทรงจำอันอบอุ่นนั้น ทำให้เธอเคลิ้มจนหยิบแผ่นเข้าบ้านมามากมายแต่ลืมเช็คสภาพให้ดีก่อน ที่พอเวลามาใช้งานจริงฟังแล้วมันสะดุดจนต้องข้ามแทร็คอยู่บ่อยๆ ภายหลังเธอได้ทำเครื่องหมายดอกจันเอาไว้เตือนใจตัวเอง เธอบอกเราว่า “ตอนเลือกแผ่นต้องดูที่ร่องรอยประวัติศาสตร์มันด้วย” ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนเธอตอนเป็น Digger หน้าใหม่

 

 

“ซื้อแผ่นก่อนซื้อเครื่องเล่นนะ” ประโยคที่ผมคิดว่าตัวเองกำลังโดนแม่ค้าคนนี้ขายของให้ซะแล้ว ก่อนที่เธอจะบอกเหตุผลที่น่าสนใจต่อว่า “ต้องเข้าใจว่าแผ่นเนี่ย ต้องซื้อก่อน เพราะเป็นเนื้อคู่เราแน่ๆ เครื่องค่อยไปซื้อก็ได้ แต่แผ่นสมมติเราเดินออกจากประตูไปปุ๊ป มันอาจจะหายไปแล้วก็ได้”

หากชีวิตคนเรามีเรื่องของพรหมลิขิตจริงมันก็จะเกิดขึ้นในการหาแผ่นเสียงด้วย ซึ่งกลายเป็นกฎเหล็กของ Digger ทั้งหลายที่ถ้ามีโอกาสเจอแผ่นที่ชอบแล้วจงรีบจับจอง อย่าได้ชะล่าใจเป็นอันขาด

ภาพปกของอัลบั้มต่างๆ ก็คือหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกหยิบแผ่นเสียงพวกนั้นใส่ตะกร้า “บางทีก็ซื้อแผ่นจากปก แผ่นนี้สวยก็ซื้อมาตกแต่งบ้าน มันคือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในการเลือกแผ่น” โดยเจ้าตัวยังเป็นแฟนตัวยงของเจ้าพ่อป็อปอาร์ตอย่างแอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) ถึงขนาดขับรถไปที่บัฟฟาโร่ บ้านเกิดของศิลปินผู้นี้ เธอได้ไล่ตามเก็บสะสมปกอัลบั้มที่แอนดี้ วอร์ฮอลเป็นคนออกแบบและโปรดิวเซอร์มาตลอด แม้แผ่นที่ได้มาจะอยู่ในสภาพที่ไม่ดีแต่นั่นก็ไม่ได้มีผลต่อความชอบของเธอ “แม้จะสภาพไม่ดี ปกขาดแต่ก็ได้เก็บไว้ในความทรงจำของตัวเอง”

 

 

เธอยอมรับว่าหลงใหลแผ่นดำมาตั้งแต่เด็กๆ และมีหลายแผ่นมากที่ซื้อมาแล้วยังไม่เคยได้ฟังหรือไม่เคยไม่ได้แกะออกมาจากซีลก็มี ไม่เพียงความชอบต่อเสียงเพลงที่ดีต่อใจ ภาพปกที่ดึงดูดเธอ กลิ่นของซองสลิปใส่แผ่นก็ชวนให้เธอสูดความหอมหวานของอดีต “คือ แผ่นเก่ามันจะมากับซองข้างในสีน้ำตาลๆ แล้วที่นู่นเขาไม่เปลี่ยนซองกัน เราเอามาดมแบบกลิ่นมันสัก 50 ปีมาแล้วแบบเรายังไม่เกิด ประมาณนี้”

 

From Digger to Dealer

 

 

เราได้รู้จักพลอยในฐานะนักสะสมความทรงจำกันไปแล้ว ต่อมาเราจะมารู้จักเธอในฐานะเจ้าของคอมมูนิตี้คนรักแผ่นเสียงและดนตรีแจ๊สกันบ้าง จอห์น โคลเทรน คือนักดนตรีแจ๊สที่เธอชอบที่สุด โดยเฉพาะอัลบั้ม Blue Train (1958) กับแทร็ค I’m Old Fashioned เธอเล่าถึงสาเหตุว่าทำไมต้องเป็นคนนี้ เพราะตอนอยู่นิวยอร์กนั้นส่วนใหญ่บาร์ต่างๆ จะเล่นในแนวทางคล้ายจอห์น โคลเทรนเป็นส่วนมาก คือเป็นการอิมโพรไวส์ที่ไม่มีโน๊ตตายตัว การเป่าโน๊ตขึ้นลง ตัวเธอเองก็บอกเราว่าไม่ต้องไปฟังเพื่อหาความหมาย ฟังเพื่อดื่มด่ำกับอารมณ์ ขับกล่อมความรู้สึกของตัวเอง เธอยังยกตัวอย่างร้านในกทม. ที่ทำให้รู้สึกเหมือนตอนอยู่ที่นู่นก็คือ Smalls และ Foojohn Building นอกจากนั้นเธอยังนำชื่อเพลงแจ๊สที่เธอชอบมาเป็นชื่อเครื่องดื่มค็อกเทลของร้าน Dumbo ไม่ว่าจะเป็น Fly Me to The Moon และ My Favorite Things เป็นต้น

 

 

กิจการของเธอในวันนี้เกิดขึ้นจากประโยคของผู้เป็นแม่ ที่บอกเธอในที่จะต้องกลับมาเมืองไทยว่าจงทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งแผ่นเสียงคือความสุขที่รายล้อมเธอมาตลอดระยะ 7 ปี หลังจากนั้นเจ้าตัวจึงคัดกว่า 1,000 แผ่น เก็บไว้เป็นคอลเลคชั่นส่วนตัว และที่เหลือทยอยส่งกลับเมืองไทยนี่นับเป็นก้าวแรกของ Trackaddict Records ก่อนที่จะมาตั้งหน้าร้านอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 69 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พลอยกล่าวต่อว่า Trackaddict Records นั้นเป็นเสมือนสายป่านให้กับ Dumbo และ York เพราะประสบการณ์ ความรู้ และการได้พบเจอผู้คนต่างๆ ที่ได้จากการสนทนาระหว่างลูกค้านั้นทำให้เธอต่อยอดความสุข

ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันหมด เหตุที่บาร์แจ๊สบนดาดฟ้าของเธอชื่อ Dumbo นั่นก็เป็นความประทับใจต่อย่าน Dumbo ที่เธอชอบไปเที่ยวบาร์ Rooftop เป็นประจำ ซึ่ง Dumbo เป็นส่วนหนึ่งของบรูคลิน ซึ่งวิวประจำของเธอตรงนั้นจะมองเห็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างแมนฮัตตันกับบรูคลิน ที่เธอใช้เป็นสถานที่ถ่ายพรีเวดดิ้งด้วย คอนเซ็ปท์ในการทำร้านที่เหมือนเล่นซ่อนแอบกับลูกค้าก็มีที่มาจากการเดินหาบาร์ใน Dumbo เช่นกัน ซึ่งเธอบอกกับเราว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากๆ และยอร์กก็คือชื่อของสถานี ถ้าเราจะไป Dumbo เราจะต้องลงยอร์กก่อน ถ้าเทียบเคียงร้าน York ของพลอยแล้วนั้นก็สามารถเปิดประตูระเบียงออกไปเจอรถไฟฟ้าได้เหมือนกัน โดยเธอตั้งใจให้เหมือนเดินขึ้นรถไฟใต้ดิน ที่เหมือนวิวจากหน้าต่างห้องนอนของ เอลวูด บูลส์ ในเรื่อง The Blue Brothers

 

 

เธอบอกว่าการเป็นเจ้าของกิจการมันเหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ของเธอในหลายๆ การแลกเปลี่ยนกับลูกค้าถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เธอได้ยกในเรื่องของอุปนิสัยของนักฟังดนตรีชาวไทยที่ค่อนข้างจะมีอุปนิสัยไปในทาง ‘นักสะสม’ แผ่นเสียงที่พวกเขาต้องการจะต้องอยู่ในสภาพที่พร้อม ไร้รอยขีดข่วน ซึ่งถ้าแผ่นเพลงแจ๊สแล้วนั้นยิ่งยากเลยที่ลูกค้าจะเลือกแผ่นที่มีรอย ครั้งนึงมีลูกค้าเล่าให้เธอฟังว่า “คนไทยนะ เป็นนักสะสม เขาจะเลือกแต่ที่สวยงามเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณพลอยเลือก near mint มาเลยจะแพงเท่าไหร่ ยังไงเขาก็ซื้อ” จากตอนแรกเธอที่ไม่เคย dig แผ่นในไทยเลยหันมาลองบ้าง และเป็นวัฒนธรรมเทรดแผ่นกับลูกค้าก็เกิดขึ้นตามมาคุณพลอยตบท้าย

พูดถึงแผ่นเสียงแจ๊สสิ่งที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือ บรรดาปั๊มที่ตอกลงบนปกนั้นที่บอกถึงแหล่งที่มาของห้องที่บันทึกเสียงอย่างเช่น ปั๊ม Blue Note ปั๊ม Prestige และ ปั๊ม Impulse ที่เป็นตัวทวีคูณราคาให้แผ่นดำเหล่านั้น ที่ยิ่งปีเก่าปีลึก ก็ยิ่งแพง จริงๆ พลอยได้บอกกับผมว่าเธอไม่ค่อยซื้อแผ่นแจ๊สที่อเมริกาเลยเพราะด้วยราคาที่ค่อนข้างแพงมาก นอกจากอัลบั้ม A Love Supreme (1965) ของจอห์น โคลเทรน ที่เธออยากได้จริงๆ แต่พอได้กลับมาไทยจึงได้มีโอกาสมาแลกกับลูกค้า จึงทำให้ได้เรียนรู้เรื่องปั๊มต่างๆ จากลูกค้าด้วย โดยอีกความข้อมูลหนึ่งคือคนที่จริงจังมากๆ กับการฟังเพลง พวกเขาจะเล่นแผ่นมือสองเท่านั้น ที่เธอได้ยกตัวอย่างจากลูกค้าคนหนึ่งที่มีชุดเครื่องเสียงที่ประกอบจากยุคเดียวกัน อย่าง เครื่องเล่นแผ่นเสียง แอมป์ ลำโพง ก็ต้องมาจากยุค ’60s เช่นเดียวกันหมด รวมถึงบางทีก็จริงจังถึงขนาดต้องใช้แผ่นเสียงจากยุคซิกตี้เช่นเดียวกัน

 

 

พลอยบอกว่าสิ่งที่เรียนรู้มาจากลูกค้านั้นเป็นความรู้ที่ไม่ได้จาก Google เธอเล่าให้ฟังว่ามีอยู่ตอนหนึ่งเธอกำลังจะแกะป้ายเซนทรัลออกจากปก ก็มีลูกค้ารีบเข้ามาห้ามทันทีบอกว่า “ป้ายเซนทรัลนี่ห้ามดึงออกเลยนะพลอยเก็บไว้ เนี่ยแพงเพราะป้ายเซนทรัลเลยนะ” ซึ่งสาเหตุที่ลูกค้าคนนั้นจะซื้อไม่ใช่เรื่องของศิลปินคนนั้นหรือเพลงในอัลบั้มนั้น แต่เป็นป้ายราคาของเซนทรัลที่มันติดขายอยู่ 190 บาท ทั้งหมดนี่เป็นความสนุกและสีสันที่ได้จากการเป็นแม่ค้าขายแผ่นเสียง

ช่วงเวลาที่เปี่ยมสุขจากความสัมพันธ์ที่เกิดจากการขายแผ่นเสียงก็ยังเหนียวแน่นยิ่งขึ้นทุกเมื่อ พลอยนึกถึงช่วงเวลาที่พิเศษที่สุดในชีวิตของเธออย่างวันแต่งงาน ซึ่งเธอได้รับของขวัญเป็นแผ่นเสียงทั้งจากลูกค้าและเพื่อนในวงการเดียวกันอย่างพี่ป๋องแห่งร้าน 8 Musique โดยที่เจ้าตัวบอกว่าแผ่นดำเหล่านั้นเป็นแผ่นที่เธอไม่เคยหาได้ แต่พวกเขายินดีที่จะให้ สำหรับเธอนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต “มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เรามาอยู่ในจุดนี้มาเป็นคนขายแผ่นเสียง เรามีลูกค้าเป็นเพื่อนเรา ลูกค้าเป็นพี่เรา ลูกค้าเป็นน้องเรา”

 

Tracks of Life

 

 

หลังจากสนทนากันมาเกินครึ่งทางแล้ว ได้รู้จักที่มาที่ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจนได้ที ท่ามกลางของบรรยากาศการที่นั่งอยู่ใน York เพื่อเตรียมจะปรับเปลี่ยนร้านใหม่โดยจะเป็นคอลแลปกันกับ Trackaddict Records ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมก็อยากรู้ว่าแทร็คที่พลอยนึกถึงตอนนี้คือเพลงอะไร “Close to You ของ Carpenter ค่ะ” ซึ่งเป็นเพลงเดียวกันกับที่เธอได้เคยบอก เร แมคโดนัลด์ ตอนที่เขาถามเธอสมัยที่ Trackaddict Records ยังเปิดอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 69 ซึ่งสาเหตุที่เป็นเพลงนี้เพราะ “เราก็บอกว่าชอบเพราะมันใกล้ทุกอย่าง ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้บ้าน เราก็เลยนึกถึง”

ตั้งแต่จุดประสงค์แรกของการเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาแล้วว่าต้องการให้คนที่สนใจในการเล่นแผ่นเสียงและรักในเสียงดนตรีได้เขาชมความทรงจำต่อความหลงใหลที่คนๆ หนึ่งจะมีให้ต่อสิ่งๆ หนึ่งนั้นหน้าตามันจะออกมาเป็นรูปแบบใด นอกจากนี้ผมก็ยังอยากที่จะนำเสนอว่าคนที่ชื่นชอบในเสียงเพลงนั้นจะต้องมีแทร็คหรืออัลบั้มที่พูดแทนช่วงเวลาที่เพียงแค่เขาหลับตาก็ได้ยินทำนองและเนื้อร้อง ผมจึงให้เธอเลือกเพลงที่มีความสำคัญต่อช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเธอ

 

 

แผ่นแรกที่เธอเลือกอย่างไม่ลังเลนั้นคือ อัลบั้ม Guilty (1980) ของบาร์บรา สไตรแซนด์ ที่มีแบรี่ กิบบ์ (Barry Gibb) มาฟีทเจอริ่งด้วย เป็นแผ่นที่ได้ฟังเพลงตอนอยู่กับแม่ ซึ่งแม่ของเธอก็ชอบฟังเพลงเหมือนกัน โดยเฉพาะยุคนี้ที่มี Bee Gees, นีล ไดมอนด์ (Neil Diamond) ซึ่งช่วงหลังๆ ที่เธอหันมาสะสมแผ่นเสียง แม่ของเธอก็ถึงกับซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงเอาไว้ที่บ้านเหมือนกัน พลอยยังบอกว่าทุกวันนี้เวลาไป dig แผ่นที่ไหนแล้วเจออัลบั้มนี้ก็จะซื้อตลอด ซื้อซ้ำๆ เพราะมันทำให้เธอนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่กับแม่จริงๆ ต่อมาคืออัลบั้ม Chet Baker Sing (1954) ของเช็ท เบเกอร์ ที่เธอยืนยันนอนยันว่าสำหรับคนรักแจ๊ส ยังไงก็ต้องเก็บอัลบั้มนี้ โดยส่วนตัวเธอเองรู้สึกต่อสิ่งที่เช็ท เบเกอร์ต้องเจอมามาก ตั้งแต่ตอนที่ได้ดูเรื่อง Born to Be Blue (2015) ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวชีวิตแสนอาภัพของเขา หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มเก็บคอลเลคชั่นแผ่นเสียงของเขา

 

 

นอกจากเธอจะคลั่ง MJ กับ Jackson Five อย่างมาก และหาใครมาสู้ได้ยาก แต่ก็มีศิลปินอีกคนหนึ่งที่ขึ้นทำเนียบเทียบเท่า 2 คนแรกได้ควินซี่ โจนส์ (Quincy Jones) เป็นอีกคนหนึ่งที่เธอตามกวาดเก็บทุกแผ่น ไม่ว่าจะฟังหรือไม่ฟัง แต่ขอให้เพียงแค่มีชื่อ ควินซี่ โจนส์ เป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งเหตุผลนี้ก็มีอิทธิพลต่อการเลือกแผ่นของ MJ เช่นเดียวกัน เธอก็จะเลือกเก็บแต่แผ่นที่ควินซี่เป็นโปรดิวเซอร์เท่านั้น แผ่นสุดท้ายกับอัล กรีน (Al Green) กับแทร็คเพลงที่ขึ้นหิ้งของชาวโซลอย่าง Let’s Stay Together ซึ่งเพลงนี้ถูกใช้เป็นเพลงในวันแต่งงานของเธอและจะเป็นเพลงในความทรงจำที่ดีของเธอตลอดไป

 


 

ถ้าคนเราชอบฟังเพลงจริงๆ สุดท้ายก็ต้องมาจบที่แผ่นเสียง?

 

ผมถามคำถามนี้ออกไป เพราะไม่มีช่วงเวลาไหนที่เหมาะพูดถึงประเด็นนี้เท่ากับช่วงส่งท้าย ซึ่งมุมมองของพลอยมองว่า ท้ายที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถอยกลับมาหาความเป็นอนาล็อก เพราะ “มันไม่มีอะไรเพอร์เฟคเท่ากับยุคนั้นอีกแล้ว” แต่นั่นก็ไม่ใช่จะเอาประเด็นตรงนี้ไปลดค่าหรือเทียบค่ากับการฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่ง ซึ่งมันไม่สามารถเปรียบกันได้อยู่แล้ว เพราะทุกวันนี้เราก็ยอมรับว่าการฟังเพลงส่วนใหญ่ในแต่ละวันก็คือฟังผ่านระบบสตรีมมิ่งไม่ว่าจะเป็น YouTube และ Spotify เพื่อความสะดวกในชีวิต แต่สำหรับการเล่นแผ่นเสียงนั้นนอกจากการฟังเพลงแล้วยังมีเรื่องของประสบการณ์ในแต่ละครั้งที่เราได้สัมผัสมัน “พอได้จับแผ่นมันได้วางเข็ม มันได้รู้สึกแบบว่าชีวิตมันมีอะไร มันมีเทกซ์เจอร์ในชีวิตเนอะ มันมีไรให้แบบค่อยๆ วางเข็มลงร่อง แบบเอ๊ะมันจะถูกต้นเพลงไหม ในขั้นตอนมันมีศิลปะหมด”

 

 

สำหรับผมนั้น พลอยคือ ‘นักฟังเพลง’ ที่มีความสุขจริงๆ เพราะคือมีหลายครั้งที่นักฟังชอบไปกังวลเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคหรือทฤษฎีทางดนตรีจนบางครั้งมันไปรบกวนอรรถรสที่ได้จากเสพเสียงดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแจ๊ส “คือคนเรามันจะมีอะไรไปมากกว่านั้น เราขีดคำว่าพอดีของเราไว้ แค่นี้เราแฮปปี้แล้ว เรามีบาร์แจ๊ส ขายแผ่นเสียงแจ๊ส ฟังเพลงแจ๊ส เราก็แฮปปี้กับทุกอย่างแล้วไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้ รู้สึกว่าชีวิตพอดีแล้ว” ก่อนที่เราจะจบบทสนทนาลากันไป เธอยกมือถือขึ้นมาบอกว่าวันนี้ครบรอบวันที่ฝนตกหนักเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่ Dumbo เหตุการณ์วันนั้นต้องขนของย้ายโต๊ะให้ลูกค้านั่งอยู่ในห้องกระจกเล็กๆ บริเวณทางเข้าร้าน และก็เล่นดนตรีแบบ Unplugged ซึ่งเธอบอกว่ามันคือช่วงเวลาที่มองกลับไปอีกกี่ครั้งก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก การที่ได้เห็นทุกคนมีความสุขกับสิ่งที่ตัวชอบและตั้งใจทำ มันรู้สึกดีมากจริงๆ

Related Stories

The Sounds

BANGKOK’S MOST HEARTWARMING RECORD SHOPS

ไม่ได้ขายแค่แผ่นเสียง แต่ขายความสุขให้โสตประสาท

Read

The Aficionados

THE SOUNDS THAT PLAY FOR THE SOUL

จากความสุขเล็กๆ ของเด็กผู้ชายที่รักเสียงเพลง 
สู่ความหลงใหลที่ท่องไปในโลกของ Audiophile

Read

The Sounds

SEVEN JAZZ ALBUMS FOR BEGINNERS

7 อัลบั้มอมตะที่จะเป็นใบเบิกทาง สู่การเริ่มต้นฟังดนตรีแจ๊ส

Read

0Shares
preloader