Automobiles

TONY RUN GARAGE: คุยเฟื่องเรื่องเสน่ห์การชุบชีวิตรถคลาสสิกคันจิ๋ว

บทความโดย Nanat Suchiva, Managing Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

Automobiles

TONY RUN GARAGE: คุยเฟื่องเรื่องเสน่ห์การชุบชีวิตรถคลาสสิกคันจิ๋ว

5 September 2020

เรื่องไซส์ไม่ใช่ปัญหาของรถเก่าที่หน้าตายังเก๋าอยู่

 

“MINI มีเป็นพันๆ คัน Volkswagen นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เยอะเแยะไปหมด แต่ Fiat นี่สิมันมีแค่หลักสิบคันในประเทศไทย”

นี่คือบทสนทนาหนึ่งของผม กับเหล่าผู้หลงใหลในดีไซน์รถคลาสสิกคันเล็กอย่าง ต้อง สรรพัชญ​ ชมงาม และ เก๋ วัชระ เคร่งครัด สองเพื่อนซี้ที่วนเวียนอยู่ในแวดวงรถเก่ามานานนับสิบๆ ปี พวกเขาเปลี่ยนงานอดิเรกในการ ‘ชุบชีวิตรถเก่า’ มาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ไปทำงานที่เรารัก’ ได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้เจ้า Fiat 500 สีเขียวมิ้นต์ที่จอดอยู่ในอู่รถยนต์ Tony Run Garage เล็กๆ ย่านโชคชัยสี่

ก่อนจะได้คุยกับสองคนนี้ สารภาพตามตรงจากปากคนที่ไม่ได้ ‘อิน’ เรื่องรถยนต์สักเท่าไหร่ว่าเมื่อพูดถึงรถคลาสสิกคันเล็กๆ ผมตอบได้แค่ว่าน่าจะมี MINI, Volkswagen หรือถ้าข้ามฝั่งมาของบ้านเราหน่อยก็คงจะเป็นพวก Daihatsu อะไรประมาณนั้นที่ผ่านตาผมมาในชีวิต จนกระทั่งได้รู้ว่าผมพลาดรถคลาสสิกคันเล็กสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Fiat ไปแบบน่าเสียดาย 

ระหว่างเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงที่ได้อยู่ท่ามกลางเสียงเคาะเหล็ก เสียงเชื่อมอะไหล่รถ หรือแม้แต่เสียงเปิดปิดฝากระโปรงที่อู่ทำให้ผมรู้ว่ารถยนต์คันเล็กๆ มันผ่านประสบการณ์อะไรมามากมาย มากจนทำให้มีคุณค่าพอที่จะมีคนปลุกชีพมันขึ้นมาและส่งต่อให้คนที่เข้าใจมันจริงๆ ได้ครอบครองมันอย่างสุขใจ วันนี้เราจะมาคุยกับพวกเขากัน

 

 

เล็กพริกขี้หนู

ไม่มีภาษาไทยคำไหนที่จะอธิบายและถ่ายทอดเรื่องราวที่ผมได้คุยกับพวกเขามากกว่าคำว่า ‘เล็กพริกขี้หนู’ สำหรับรถคลาสสิกคันจิ๋วที่พวกเขาหลงอย่างหัวปักหัวปำ เพราะแม้ทั้ง พี่ต้อง และ พี่เก๋ จะมีรูปร่างสูงใหญ่ แถมยังต้องใช้งานรถทุกวันแต่นั่นก็ไม่เคยจะเป็นปัญหาเพราะพวกเขาบอกว่ามัน ใช้งานได้จริงแถมยังรู้สึกดี

พี่ต้องบอกว่าส่วนตัวเขาชอบและหลงเสน่ห์ดีไซน์ของรถเล็กเพราะว่ามันน่ารัก แม้จะมีความเล็กกะทัดรัด แต่ก็ไม่เคยทำให้พี่ต้องที่สูงกว่าชายไทยมาตรฐานในระดับ 180 กว่ารู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกอย่างถูกวางมาอย่างพอดิบพอดีกับสรีระของคน (ยุโรป)

ซึ่งก่อนจะมาเล่นรถคลาสสิกเขาก็เหมือนวัยรุ่นชายทั่วๆ ไปที่ชอบเรื่องมอเตอร์ไซค์ที่ออกจะดู Retro อย่างพวก Vespa, Lambretta เขาบอกผมว่านั่นอาจจะเป็นที่มาที่ทำให้เขาชอบอิตาเลียนดีไซน์อย่างรถยนต์ยี่ห้อ Fiat ก็ได้ 

ผมเริ่มเล่นรถแรกๆ ก็คือรถ MINI ซึ่งเป็นรถของประเทศอังกฤษ แน่นอนว่าคนอังกฤษก็ค่อนข้างมีรูปร่างสูงใหญ่ แต่เชื่อไหมพอเข้าไปนั่งแล้วรู้สึกว่ามันใช่ นั่นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ตัวเองชอบรถคันเล็กๆ เรื่อยมา ยิ่งบวกกับการออกแบบยิ่งมีเสน่ห์เข้าไปใหญ่เลยทีนี้ 

 

 

ใช้งานดีแค่ไหน ก็พ่ายแพ้อิตาเลียนดีไซน์

อย่างที่บอกไปว่ารถยนต์คลาสสิกก็มีเป็นสิบๆ ยี่ห้อ แต่เขากลับมาหลงใหลรถยนต์คันเล็กๆ และเจาะจงไปที่ Fiat เสียด้วยซ้ำ ผมว่าเจ้ารถยนต์สัญชาติอิตาเลียนนี้มันน่าจะมีความหมายกับเขาน่าดู

พี่ต้องบอกว่าความประทับใจครั้งแรกของรถยนต์ Fiat คือเขาไปเห็นที่ประเทศญี่ปุ่น มันเตะตามาก กลับมาไทยก็เลยมาตามล่าหารถมือสอง เขาใช้เวลากว่า 4-5 ปีกว่าจะได้มาครอบครอง จากการ ‘ตามตื๊อ’ คุณลุงคนหนึ่งด้วยเงินเพียง 1.5 แสนบาท ที่แลกมาด้วยซากรถเก่าๆ ที่พร้อมจะเกิดใหม่จากความตั้งใจของเขา

พูดถึงอิตาลี ก็คงไม่พูดเรื่องอิตาเลียนดีไซน์ไม่ได้ ผมจึงเอ่ยปากถามพี่ต้องว่าทำไมต้องเป็น Fiat ในเมื่อรถหลายๆ ยี่ห้อก็ผ่านมือเขามาแบบนับไม่ถ้วนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คำตอบคือดีไซน์แบบอิตาเลียนนั้นมัน ‘ชัดเจน’ในลวดลาย

ก่อนหน้านี้เราขับรถ MINI มาก่อนแล้วเราก็ลงตัวกับมันมาก พอเรามาเจอ Fiat นี่ผมแพ้เขาเรื่องดีไซน์เลยทันที บอกตามตรงว่าการขับขี่การใช้งานเขาสู้ MINI ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เวลาเราขับรถที่มันมีดีไซน์จัด มันเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งนะ 

ผมเองก็ได้เกร็ดจากพี่ต้องมาว่า รถ Fiat มันเป็นรถยุคหนึ่งของหลายๆ ประเทศในยุโรป หลายๆ ประเทศที่เขาแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เขาก็ต้องการจะสร้างเศรษฐกิจในประเทศ ด้วยอุตสาหกรรมรถยนต์อะไรก็ว่าไป ไม่ว่าจะญี่ปุ่น เยอรมัน ทุกประเทศต้องมีรถยนต์เพื่อให้คนในประเทศใช้ชีวิตที่ดีขึ้น และ Fiat 500 นี่แหละก็คือรถในยุคนั้นที่เป็นตัวชูโรงเหมือนกับ MINI ของประเทศอังกฤษ  ถ้าเยอรมันก็คือ Volkswagen ถ้าเป็นญี่ปุ่นก็ต้อง Subaru มันคือเป็นรถที่สร้างเศรษฐกิจให้แต่ละประเทศ มหาอำนาจด้านรถยนต์ในยุคนั้น

เยอรมันเขาก็จะมีความแข็งแรงบึกบึน อังกฤษเองก็จะมีความเป็นผู้ดีนุ่มนวลๆ แต่ก็แอบโฉบเฉี่ยวหน่อย ส่วนอิตาลีเนี่ยเขาก็จะมีความเป็นคอมมิวนิสต์ เขาก็จะชัดเจนในส่วนของเขา ชัดเจนมากแม้กระทั่งการออกแบบในความบันเทิง แต่ก็น่าแปลกนะที่ญี่ปุ่นก็จะเป็นชาติที่จับทุกๆ ไอเดีย ทุกๆ จุดแข็งมาหลอมรวมเป็นของเขาแล้วก็ทำได้ดีด้วย จะเรียกว่า copy ก็คงได้มั้ง (ฮา)” 

 

 

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เป็นสินค้าแบบ Mainstream ในยุคหนึ่งก็เริ่มแผ่วความนิยมตาม แต่สำหรับรถคลาสสิกนี้อาจจะมีความพิเศษขึ้นมาสักหน่อย เพราะมันเลยจุดที่ว่าเป็นความต้องการพื้นฐานปัจจัยสี่ของมนุษย์แล้ว จะเรียกว่าสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่ชอบก็คงไม่ผิด 

ยิ่งสำหรับกับคนไทยแล้ว พี่ต้องบอกว่าการชุบชีวิตรถคันเล็กเป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะคนไทยไม่ได้ชอบรถเล็กกันสักเท่าไหร่ ยิ่งในราคา ‘หลักล้าน’ แล้วนั้นสามารถเอาเงินไปซื้อรถยนต์ที่โอ่อ่าได้ นั่งได้ทั้งครอบครัวเลยด้วยซ้ำไป แต่ด้วยการเข้ามาของอินเตอร์เน็ตที่ทำให้ใครก็เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายๆ รถคลาสสิกก็เริ่มกลับมานิยมอีกครั้งในหมู่คนรักรถ เพราะอะไหล่ก็หาง่ายขึ้น ตัวอย่างมีให้ดูมากขึ้น

 

 

ให้เรียกว่า Project Manager 

ด้วยความที่ทั้งพี่ต้องและพี่เก๋เคยทำงานในสายวงการโฆษณา ครีเอทีฟ มาก่อนที่จะมาลงแรงกับการทำอู่รถคลาสสิกคันเล็กนี้ เขาจึงมีตรรกะในการเลือกรถยนต์ การนำเสนอ และวิธีการขายที่ไม่ได้เหมือนโชว์รูมรถยนต์เก่าทั่วๆ ไป เพราะพวกเขาใช้คำว่า ‘Project Manager’ ในการทำรถให้ลูกค้าแทน

ผมว่าเรื่องอู่รถมันเป็นเรื่องของ Ecosystem นะ ถ้าเราทำอะไรทุกอย่างเองหมด น้องคนนี้ (ชี้ไปที่พนักงานในอู่รถ) ก็จะไม่มีงานทำ เด็กคนนั้น (ชี้ไปที่หลังอู่) อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นมาก็ได้ เพราะเราดันเก่งทุกอย่าง ทำเองทุกอย่าง มันเหมือนว่าวงจรของการซ่อมรถ 1 คันมันหายไป ก็เป็นที่มาที่ว่าผมรักรถเก่าจริงแต่ผมจะไม่พยาามเป็นช่าง ผมจะเป็นคนประสานให้มันเกิดสิ่งที่ดีขึ้นมาก็เท่านั้น 

ทั้งคู่บอกว่าที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็น Project Manager ก็เพราะว่ามีเพื่อนคนนึงอยากให้ทำรถให้ แต่พวกเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น แต่เขาสามารถเนรมิตรรถคลาสสิกขึ้นมาให้มีชีวิตได้ ไม่ว่าจะจัดหารถเก่า ทำตัวถัง ระบบเครื่องยนต์ เดินสายไฟ ช่วงล่าง ต่างๆ นานา ไปจนถึงขัดสีฉวีวรรณ 

ระหว่าง 12 – 15 เดือนที่ทำรถบางคนไม่มีเวลามาประคบประหงม เขาก็แค่อยากได้รถไปขับ (หรือไปโชว์) เขาก็เลือกที่จะให้เราทำ พอเลือกที่จะให้เราทำเราก็บอกว่าเราคือ Project Manager เรารู้ความรู้สึกของช่าง แต่เราไม่รู้ว่าจะต้องใส่แหวนเบอร์อะไร ลูกสูบเบอร์อะไร แต่อยากได้ของอะไรเราพอรู้ เราเข้าใจความรู้สึกของช่าง อีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับเป็นกันชนให้กับช่างเพราะว่าช่างคนหนึ่งกว่าจะทำงานด้วยกันได้นี่มันก็ต้องใช้เวลารู้จักกัน 

จากพื้นฐานที่พวกเขาทำงานทางด้านโฆษณากัน ทั้งพี่เก๋และพี่ต้องเชื่อเสมอว่าช่างแต่ละแผนกก็เป็นศิลปิน เขามีความรู้ความสามารถทางลึกของเขา อย่าไปคิดว่ามันคืองานใช้แรงงาน มันคืองานครีเอทีฟ

เขาบอกว่าถ้าเทียบมันเป็นวัตถุ เหมือนเวลาทำไมเราเข้าวัดเราเห็นโบสถ์แล้วเราสงบ ก็คือวัตถุทางใจอย่างหนึ่งที่จะยึดเหนี่ยวให้เราสร้างจินตนาการ ให้ตัวเราสงบและมีความสุข เพราะของพวกนี้มันอยู่ที่จินตนาการล้วนๆ 

ความสุขมันอยู่ข้างในผมน่ะ คือคุณจะได้จากผมก็ตอนที่ผมยิ้มให้คุณ ทั้งๆ ที่ผมโคตรร้อนเลย แอร์ก็ไม่มี คันก็เล็ก แต่ความสุขที่ผมมีก็คือผมรู้สึกว่าผมขับ Fiat ครับนั่นคือความสุขที่ผมมีอยู่บนรถคันนี้ และก็อยากส่งต่อให้คนอื่นเหมือนกัน ถ้าคุณบูชาเงิน มันก็จะเป็นเงินกลับมา ถ้าคุณบูชาความสุข มันก็ได้ความสุขกลับมา นี่คือสมการง่ายๆ 

 

 

เหมือนงานประจำ แต่ได้ทำในสิ่งที่รัก

ผมว่ามันก็เหมือนกับคนที่เริ่มเล่นรถทั่วไปคือตั้งต้นที่ชอบ ชอบด้วยรายละเอียดของแต่ละคนก็ว่าไป รูปลักษณ์ เครื่องยนต์ การขับขี่ การใช้งาน ความเท่ อะไรก็แล้วแต่ แล้วมันก็กลายเป็น Hobby แล้วก็ถ้าสนุกมาก มีความสุขมาก มันก็จะมาถึงเรื่องของการบาลานซ์กันระหว่างงานที่ทำประจำกับ Hobby ที่ทำ อย่างผมกับเก๋น่าจะคล้ายกันตรงที่ว่า เราก็เอางานประจำที่เราทำน่ะเป็น Hobby แล้วลองผันเอางาน Hobby มาเป็นงานหลักดูว่ามันเป็นยังไง เราลองจับเทิร์นกันอย่างนี้เลย มันก็เลยทำให้เราแตกไปอย่างอื่นได้จากงานของวงการโฆษณา แต่มันเป็นเรื่องของการครีเอทีฟอยู่นะ

จริงๆ เก๋เขาก็มีรถที่เขาทำแล้วเขาชอบอยู่ เขาก็มีทั้งรถเก๋งที่เป็นเต่า รถตู้ของ Volkswagen เขาก็ทำผ่านขั้นตอน ผ่านเรื่องราวที่กว่าจะไปจีบได้ กว่าจะไปเจอได้ กว่าจะไปทำได้ กว่าจะเจอช่างได้ เจอช่างหลอกบ้าง ซื้ออะไหล่โดนหลอกบ้าง กว่าจะเป็นคันมันก็มีเรื่องราว เป็นประสบการณ์ในการเจอ แต่ในส่วนของผมนี่เริ่มต้นจากลูกค้า พอทำให้กันมากๆ จากคำว่าลูกค้าก็เริ่มมาเป็นเพื่อน

 

 

ความคุ้มค่าคือความสุขที่ได้มามากกว่าเม็ดเงิน

ส่วนตัวผมกับเก๋ที่เวลาคุยกัน เราจับมือทำอะไรอย่างนี้มันคือความสุขครับ ถามว่าความคุ้มค่ามันอยู่ที่เม็ดเงินอยู่ที่รายได้ที่ kick back กลับมาหรือเปล่า มันก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเราจะยึดเรื่องเงินเป็นหลักเมื่อไหร่ เสน่ห์ในการเล่นรถหรือทำรถมันจะหายไปทันที ทุกอย่างมันจะมองแล้วเป็นเม็ดเงินไปหมดเลย เราอยากทำด้วยความรู้สึกมากกว่า

 

 

เริ่มรู้สึกสนใจ แต่จะเริ่มยังไงกับรถยนต์คลาสสิกคันเล็กดี?

คำถามของผมอาจจะดูไร้เดียงสาไปสักหน่อย แต่อย่างที่บอกว่าหากเราชอบอะไรบางอย่าง เราก็จะพาตัวเองเข้าไปอยู่กับสิ่งนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แล้วกับวงการรถคลาสสิกคันจิ๋วพวกนี้ล่ะ จะทำอย่างไร

ก็ต้องถามว่าตัวเองมีกิเลสพอที่เห็นแล้วชอบหรือเปล่า สองคือถ้าเอาเหตุและผลเข้ามา ก็คงต้องดูว่าเข้าใจธรรมชาติของรถคันนี้ว่ามันเป็นยังไง เหมือนเราซื้อของแต่ละอย่างเราซื้อเพื่อเข้าใจในธรรมชาติของมัน ยกตัวอย่างถ้าเราเป็นพวกสะสมงานดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์จากยุคเก่าๆ เราจะเข้าใจธรรมชาติของมัน คือดีไซน์ของยุคนี้มันมีผลต่อความรู้สึกจิตใจของเรามากน้อยแค่ไหน สุดท้ายแล้วมันคือเรื่องเงินเหรอ มันคือเรื่องความสว่างเหรอ มันคือเรื่องความนั่งสบายเหรอ มันคือเรื่องจิตใจล้วนๆ 

 

 


 

Related Stories

Automobiles

VINTAGE MOTORCYCLE 101: คู่มือการเล่นมอเตอร์ไซค์วินเทจสำหรับมือใหม่

พูดคุยกับคุณสันต์ พร้อมเยี่ยมชมคลังรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกส่วนตัวที่ Smiths Vintage Club

Read

Automobiles

THE CARS FROM OSCAR FILMS

เรื่องราวของรถสามคันจากหนังสามยุค ที่มีบทบาทสำคัญในหนังดีกรีรางวัลออสการ์

Read

Automobiles

THE FORD MUSTANG

จากยานยนต์ที่เกิดมาเพื่อ ‘กรรมาชน’ จนกลายเป็นไอคอนของรถสปอร์ตอเมริกัน

Read

0Shares
preloader