Through the Lens

THROUGH THE LENS OF FAN HO: 1950s-1960s HONG KONG

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

Through the Lens

THROUGH THE LENS OF FAN HO: 1950s-1960s HONG KONG

19 August 2019

รำลึกความหลังบรรยากาศฮ่องกงในอดีต ผ่านผลงานของ “แฟน โฮ” ช่างภาพในตำนาน

Spread the words

ในเมื่ออดีตนั้นสวยงามเราก็ไม่จำเป็นต้องลืม... บทความ Through The Lens ในครั้งนี้ผู้เขียนขอพามาเสพบรรยากาศฮ่องกงในวันเก่าๆ ก่อนที่ในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยป่าคอนกรีต และห้องนอนที่คับแคบ เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ แม้ฮ่องกงจะเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีเพียงพื้นที่ 1,104 ตารางกิโลเมตร แต่ก็มีหลายเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจจากเพียงเมืองท่าเล็กๆ กลายเป็นเสือตัวที่สี่แห่งเอเชีย ไปจนถึงเรื่องสำคัญคือที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งกำเนิดปรมาจารย์ช่างภาพสายสตรีทระดับตำนานอย่าง “ Fan Ho ” ผู้มีผลงานภาพขาวดำที่โดดเด่น ในยุค 50s - 60s บันทึกภาพด้วยกล้อง Rolleiflex เล่าเรื่องราวฮ่องกงในยุคที่กำลังจะเติบโตกลายเป็นเมืองที่สำคัญทางเศรษฐกิจด้วย

ด้วยพรสวรรค์โดดเด่นในเรื่องการใช้แสงที่ชาญฉลาด
รวมถึงภาพถ่ายซิลลูเอทที่เล่นกับเรื่องเส้นจุดตัดต่างๆ ผ่านสถานที่ต่างๆ ในเกาะฮ่องกงที่เห็นแล้วทำให้นึกถึงภาพยนตร์ In The Mood For Love ของผู้กำกับหว่อง กา ไว ด้วยองค์ประกอบของภาพที่ไม่ซับซ้อน สะอาด แต่ยังให้ความรู้สึกร่วมสมัย เอกลักษณ์ที่หาตัวจับยากจนคนในแวดวงช่างภาพยกให้เป็น Henri Cartier-Bresson แห่งตะวันออก

East meets West, 1963 © Fan Ho Estate.

ภาพ East Meets West เป็นเหมือนสัญญะแทนคนฮ่องกงเองที่มีความเป็นตะวันตกและตะวันออกอยู่ด้วยกัน เพราะพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากจีนแผ่นดินใหญ่แต่ใช้ชีวิตอยู่บนระบบของตะวันตกที่วางรากฐานโดยรัฐบาลอังกฤษ กลายเป็นวัฒนธรรมผสมผสานที่เป็นเสน่ห์ให้ดินแดนแห่งนี้ดึงดูดผู้คนมาโดยตลอด


เนื่องจากสงคราม Sino-Japannese ในจีนช่วงปลายทศวรรษ 1940 หลังจากเกิดภาวะสงครามพ่อค้าและนักลุงทุนมากมาย ต่างพากันหาทำเลใหม่ในการผลิตสินค้า ซึ่งฮ่องกงคือหมุดหมายหนึ่ง ณ เวลานั้น เช่นเดียวกันกับครอบครัวของแฟน โฮที่ต้องย้ายออกจากเซียงไฮ้ ตอนนั้นครอบครัวของเขาตัดสินใจไปมาเก๊าแต่ตัวเขาเองถูกทิ้งไว้เซียงไฮ้ก่อนที่เจ้าตัวเลือกจะไปเผชิญโชคที่ฮ่องกงในปี 1949

A Day is Done, 1957 © Fan Ho Estate.

ภายหลังอาศัยอยู่ในฮ่องกงได้สักระยะเขาได้เรียนสาขาวรรณคดีจีน หลายครั้งที่ได้แรงบันดาลใจต่างๆ จากบทกลอนและละครของจีน เช่นเดียวกับงานวรรณคดีอันเลื่องชื่อของเชกสเปียร์ นิยายของกรีกและนิยายของเฮมิงเวย์ นอกจากนั้นยังชื่นชอบคีตกวีอย่าง BrahmsMahler และ Stravinsky  สิ่งเหล่านี้เหมือนอาหารที่บำรุงหล่อเลี้ยงสุนทรีย์ศาสตร์ในตัวของแฟน โฮ ให้เป็นคนรักการเขียน มีความสามารถในการถ่ายทอด แต่ก็ต้องมาเจอปัญหาเป็นโรคไมเกรนจึงทำให้ไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้ในแบบเดิม เขาจึงต้องหาบางอย่างเพื่อปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกของเขาแทนหนังสือ ซึ่งวันหนึ่งเขาก็ได้ลุกขึ้นมาจับกล้องเดินไปตามตรอกซอกซอยใน Central District แล้วก็พบว่านี่แหละคือสิ่งที่จะสื่อสารตัวตนของเขาออกไปได้ แฟน โฮชอบฟอร์แมตสแควร์มากๆ ภาพสแควร์ของฟิล์มเนกาทีฟนั้นเหมาะกับรูปแบบการครอปของเขาเอง เขามักที่จะครอปภาพออกมาทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของเขา

Her Study, 1963 © Fan Ho Estate.

แฟน โฮเป็นคนชอบดูภาพยนตร์ตั้งแต่เด็กตอนอยู่เซี่ยงไฮ้ จึงมีความชอบที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพ สิ่งนี้เหมือนเป็นรากฐานทำให้เขานั้นถ่ายภาพออกมาได้อารมณ์ของการจัดวางเส้นเรื่องที่เหมือนมีตัวแสดงกำลังเข้าบทอยู่ มีการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ เขาเป็นแฟนตัวจริงของผลงานจากผู้กำกับชาวอิตาเลียน Federico Fellini ผู้คนที่ได้ชมผลงานของแฟน โฮต่างบอกว่าผลงานของเขานั้น มีเรื่องราวในตัวเองและมีความ dramatic นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบที่ว่าทำไมแฟน โฮถึงได้ผันตัวไปเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ในช่วงหลังๆ ของอาชีพ ทั้งสองศาสตร์ทั้งการถ่ายภาพและการทำภาพยนตร์สองสิ่งนี้ใช้ภาพเป็นการเล่าเรื่อง ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกตัวตนของผู้แต่ง


แฟน โฮ เรียกท้องถนนที่เขานั้นบันทึกภาพในช่วง 1950s -1960s ว่า โรงละครแห่งชีวิต คำนิยามของถนนในสายตาของแฟน โฮ เขามองเห็นถนนเปรียบเสมือนเวทีในโรงละครที่มีนักแสดงต่างๆ คอยเล่นบทบาทของตัวเองด้วยความเป็นธรรมชาติเดินเข้ามาในเฟรม และคำว่า The Living Theatre ยังถูกใช้เป็นชื่อหนังสือของตัวเขาเองในภายหลัง

Approaching Shadow, 1954 © Fan Ho Estate.

ผลงานที่ไอคอนิก ภาพ Approaching Shadow (1954) แม้จะมีการจัดฉากขึ้นก่อนถ่ายและถูกแต่งเงาเพิ่มในภายหลัง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเวทมนตร์ในการเล่าเรื่องภาพนี้ของแฟน โฮคือของจริง โดยเขาเคยเล่าเกี่ยวกับภาพนี้ว่าผมเห็นกำแพงสีขาวแถวๆ Causeway Bay ผมได้ขอให้ญาติผมคนหนึ่ง ให้ช่วยไปยืนชิดกำแพงและเธอนั้นได้ทำท่าเหมือนเด็กผู้หญิงกำลังเผชิญกับเงาที่ขนาบทาบกำแพงทำมุมเฉียง  ผมจัดวางองค์ประกอบภาพก่อนเป็นอันดับแรกและพอเสร็จ ได้นำเงาสามเหลี่ยมสีดำในห้องมืดใส่เพิ่มเข้าไป เพราะตอนนั้นไม่ได้มีเงาบนกำแพงจริงๆ  ความหมายของเงาหมายถึงช่วงวัยเยาว์ของเด็กผู้หญิงที่จะค่อยๆ เลือนหายไปและนี่ไม่ใช่แค่โชคชะตาของเธอคนนี้ที่ต้องเจอเพียงคนเดียว เราทุกคนล้วนต้องเจอกับเรื่องดังกล่าว นั่นแหละมันค่อนข้างที่จะโศกเศร้าเสียนิดหน่อย”

Private, 1960 © Fan Ho Estate.

Decisive Moment คืออีกวิธีหนึ่งที่แฟน โฮใช้สร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างจากวิธีของภาพ Approaching Shadow (1954) อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีคำไหนที่จะสามารถแปลหรือสื่อความหมายคำนี้ออกมาได้อย่างตรงตัวและชัดเจน แต่สามารถพูดได้ว่าเป็นการถ่ายภาพที่ไม่ได้วางแผนหรือเตรียมฉากใดๆ ทั้งสิ้น ภาพจะถูกถ่ายในจังหวะชั่วขณะที่เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกต่อหัวใจของตัวเองจริงๆ เป็นการถ่ายในจังหวะที่ใช่ โดยแฟน โฮได้อ้างอิงถึง อ็องรี การ์ตีเย-แบร์ซง ช่างภาพชาวฝรั่งเศส สาย Photojournalism ระดับตำนาน ที่จะต้องรอสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อความรู้สึกของคุณ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นคนหรือสัตว์หรือสิ่งของต่างๆ แต่ตราบใดมันสร้างแรงกระเพื่อมต่อจิตใจของคุณได้นั้น เมื่อคุณอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเจาะและประกอบด้วยฉากหลังที่ลงตัว พร้อมในช่วงเวลาที่แสงเป็นใจและคุณกดชัตเตอร์ นั่นแหละคือสิ่งที่แฟน โฮ เรียกว่า Decisive Moment เขากล่าวว่าคุณต้องรอ รอ รอ และรอเท่านั้น ความอดทนคือทักษะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของช่างถ่ายภาพ  บางครั้งตัวเขาเองต้องใช้เวลาอยู่กับที่เดิมๆ บนถนนเส้นเดิมเป็นชั่วโมงๆ

As Evening Hurries By, 1955 © Fan Ho Estate.

ผู้เขียนอยากจะยกตัวอย่างนิยามของคำว่า Decisive Moment ของแฟน โฮ ให้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยภาพที่เขารักมากที่สุด คือ ภาพ As Evening Hurries By (1955) ภาพนี้ถูกถ่ายที่ Sai Wan หรือ Western District ของเกาะฮ่องกง นอกจากจะเป็นความหมายของคำว่า Decisive Moment แล้ว ภาพนี้เขายังได้อธิบายถึงขั้นตอนในการถ่ายภาพกว่าจะได้ภาพที่เป็นที่รักที่สุดของตัวเองออกมาต้องทำอย่างไรบ้าง  เป็นภาพที่ผมประทับใจที่สุด ช่วงนั้นผมกำลังเรียนวรรณคดีจีน ผมอ่านกลอนและแน่นอนกลอนเหล่านั้นเป็นแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ที่ดีมากๆ ดังนั้นผมจึงตระเวนหาสถานที่ที่จะเข้ากับอารมณ์ของตัวเองที่ได้จากกลอนเหล่านั้น ทั้งเรื่องของอารมณ์ บรรยากาศ และตัวแสดงหลักที่จะอยู่ในภาพ ต้องถูกสื่อออกมาให้ได้ใกล้เคียงและเหมือนกับอารมณ์บริบทเดียวกันกับเนื้อหาของกลอน  เมื่อผมเจอสถานที่นั้นแล้วผมจะไปบ่อยมากๆ ไปฝังตัวอยู่หลายวัน จนได้เห็นภาพชายที่กำลังปั่นจักรยานสามล้อกลับบ้าน บรรยากศถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน แต่ก็มีเสียงของคลื่นซัดเข้าหาชายฝั่งเป็นระลอกๆ แสงของดวงอาทิตย์ที่เริ่มต่ำใกล้ตกดิน สำหรับผมแล้วนี่คือนิยามของคำว่า Decisive Moment อะไรที่ดูเรียบง่ายและมหัศจรรย์ในคราเดียวกัน ภาพนี้ยังคงให้ความรู้สึกกับผมถึงปัจจุบัน ทั้งที่ผมถ่ายมันตั้งครึ่งศตวรรษที่แล้ว”

Balance, 1950s and 60s © Fan Ho Estate.

สิ่งที่เราเรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพได้จากแฟน โฮ คือเขาเลือกที่จะให้ความสำคัญกับการหาสถานที่ที่ใช่และปักหลักที่นั่นเป็นเวลานาน สังเกตรูปหลายรูปที่เขาถ่ายนั้นมักจะเป็นสถานที่เดิมแต่มีช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป โดยเขาจะรอจนกว่าจะมีอะไรที่เหมาะสมและใช่ต่อความรู้สึกปรากฎขึ้นในเฟรม ทั้งแสง อารมณ์และองค์ประกอบภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับที่เราคาดการณ์ไว้เหมือนภาพที่อยู่ในหัว



“I am like a cowboy with one bullet and not a machine gun, looking for that decisive moment.”

White Windows, 1962 © Fan Ho Estate.

แฟน โฮได้ชี้ให้เราเห็นถึงเรื่องสำคัญจริงๆ ของการถ่ายภาพ คือต้องใช้สายตาประกอบกับความคิดและหัวใจ เรื่องเทคนิคการถ่ายคือสิ่งที่ทุกคนเรียนรู้กันได้ ถ้าคุณต้องการพัฒนาตัวเองไปอีกขั้นของการถ่ายภาพ คุณนั้นจะต้องเล่าอะไรสักอย่างเกี่ยวกับภาพที่ถ่ายได้ สร้างความรู้สึกออกมาจากภาพนั้นให้ได้ คุณต้องรู้สึกไปกับภาพที่อยู่ตรงหน้าของคุณ และรับรู้ได้ถึงการกระทำต่างๆ ของตัวแสดงนั้นๆ องค์ประกอบทั้งหมดทั้งมวลนี้สำคัญมากๆ เพราะถ้าหากภาพที่สวยงามนั้นเล่าเรื่องไม่ได้ก็ไม่มีคุณค่าอะไร  ฉะนั้นภาพถ่ายของแฟน โฮจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างมีรสชาติของภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างอมตะและมีกลิ่นของอดีตที่ย้อนกลับไปสูดดม อีกกี่ครั้งก็ให้ความรู้สึกที่ดีเหมือนเดิม



“I will not click the shutter if it does not touch my heart.”

Back to Mother, 1955 © Fan Ho Estate.

แฟน โฮ ได้ถูกคัดเลือกเป็นสมาชิกในองค์กร the Photographic Society of America, the Royal Photographic Society และ the Royal Society of Arts ถึงแม้แฟน โฮจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2016 แต่ผลงานที่เกิดขึ้นจากพรสวรรค์ของเขาได้เป็นแรงขับเคลื่อนให้กับนักถ่ายภาพรุ่นหลัง ดังเป็นเหมือนคำสอนให้เราเข้าใจว่าภาพที่ดีควรบอกเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวของมันเอง มีปฏิสัมพันธ์และทำงานกับคนดูได้ เพราะสิ่งนี้มันจะทำให้เกิดความทรงจำร่วมและไม่ว่าจะเวลาผ่านไปกี่ปีภาพเหล่านั้นก็ยังชวนให้จดจำนึกถึงรูป รส กลิ่น เสียงที่เรารักและเคยรู้สึก

Related Stories

Silver Screens

MASTERPIECES OF CINEMATOGRAPHY THROUGH THE 4 MOVIES WE LOVE

4 กำกับศิลป์คุณภาพ
อันแฝงด้วยเรื่องราวของศิลปะระดับตำนาน

Read

Through the Lens

ANALOGUE PHOTOGRAPHY

มากกว่า ‘เนื้อภาพ’ คืออารมณ์และความรู้สึกที่อยู่ในนั้น ซึ่งกล้องฟิล์มจะเก็บสิ่งเหล่านี้มาได้อย่างครบถ้วน

Read

Through the Lens

THREE THINGS WE LEARNED FROM FINDING VIVIAN MAIER

ชวนคุยสามเรื่องที่จะพาคุณลงลึกถึงชีวิตของช่างภาพสตรีทผู้ลึกลับ

Read

0Shares
preloader