Man of the Moment

THE RETURN OF OEDIPUS THE KING

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Man of the Moment

THE RETURN OF OEDIPUS THE KING

7 November 2019

อีกมุมหนึ่งของ สธน ตันตราภรณ์ กับการปัดฝุ่นศิลปะการแสดง พร้อมรับ 4 บทบาทในละครเวทีอมตะ

Spread the words

3 ชั่วโมงก่อนการซ้อมแสดง Run-Through รอบสุดท้ายถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดสำหรับทุกชีวิตทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังม่านการแสดง และบ่ายแก่ๆ ในวันนี้ เรามีนัดสำคัญกับ คุณปืน สธน ตันตราภรณ์ บรรณาธิการประจำนิตยสาร Vogue Thailand ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์ และหนึ่งในนักแสดงนำของละครเวทีอมตะเรื่อง “อีดิปุส จอมราชัน” ที่ยอมสละเวลาปลีกตัวออกมาคุยกับเราเป็นการพิเศษในชั่วโมงอันแสนวุ่นวายก่อนเปิดการแสดงในอาทิตย์ถัดไป ณ โรงละครเล็กๆ ที่มาพร้อมประวัติอันยาวนานบนตึกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แน่นอนว่าหากเอ่ยชื่อ สธน ตันตราภรณ์ หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับเขาในฐานะตัวพ่อในวงการแฟชั่นเสียมากกว่า แต่ในครั้งนี้กลับดูแปลกตา เพราะคุณปืนเดินออกมาต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ สำหรับการซ้อม พร้อมบทละครคู่กายในมือที่ถือติดตัวไว้ไม่ยอมปล่อย เขาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินนำเข้าไปตามทางเดินยาวเหยียดใต้แสงไฟสีเหลืองสลัวๆ สู่พื้นที่หลังเวที ดินแดนหลังม่านฉากอันลึกลับที่น้อยโอกาสนักจะเปิดให้คนนอกได้แง้มดู

เราพอจะทราบมาบ้าง ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของคุณปืนที่ได้ยืนอยู่ใต้แสงสปอตไลท์ของวงการละครเวทีไทย จริงอยู่ที่เขาเคยฝากร่องรอยการแสดงไว้ในหลายๆ บทบาทอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวัยเรียน แต่เมื่อได้มีโอกาสมานั่งคุยกันอย่างจริงจังในครั้งนี้ เรากลับค้นพบความจริงที่ว่า ความหลงใหลในศาสตร์การแสดงของคุณปืนนั้น ฝังรากลึกมาตั้งแต่วัยเยาว์และสืบย้อนกลับไปได้ไกลกว่าที่คาดไว้มาก
“ผมโตมากับการเห็นคุณแม่แต่งตัวไปดูละครที่โรงละครทุกอาทิตย์” คุณปืนกล่าว เขาเล่าให้เราฟังว่าในช่วง “ยุคทอง” ของละครเวทีไทย ผู้คนมักจะแต่งตัวสวยงามออกไปโรงแรมเพื่อนั่งดื่มค็อกเทลพร้อมดูละครเวทีไปด้วย ขณะนั้นเขาที่มีอายุเพียง 4 ขวบ จะขอตามติดคุณแม่ไปในทุกครั้งที่มีโอกาส

“โรงละครมณเฑียร” คือชื่อชื่อหนึ่งที่ติดตรึงอยู่ในใจของคุณปืนมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับคำว่า “ละครเวที” ที่แม้จะได้ติดสอยห้อยตามคุณแม่ไปในทุกครั้ง เขากลับทำได้เพียงนั่งอยู่ที่ร้านอาหารเรือนต้นฝั่งตรงข้ามกับพี่เลี้ยง มองดูแผ่นโปสเตอร์โปรโมทใต้แสงไฟ และไม่เคยได้สัมผัสความน่าตื่นตาตื่นใจของมันด้วยตนเองสักครั้งจนกระทั่งอายุ 10 ปี “ก็จะไปยืนดูตลอด ว่านี่คือสิ่งที่แม่เราเดินลงบันไดไปดูนะ”

"
จริงๆ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่มีความรู้สึกว่ามันต้องเป็นอะไรที่เราสนใจแน่ๆ
"

ได้ฟังเช่นนั้นก็อดฉงนปนสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคุณปืนจึงยังชื่นชอบที่จะไปโรงละครกับคุณแม่ตลอดระยะเวลา 6 ปี ทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศข้างในเสียด้วยซ้ำ “ต้องอย่าลืมว่าละครเวทีสมัยก่อนมันเป็นศาสตร์ที่มีราคา มันมีวัฒนธรรมข้างใน มันเป็นศิลปะของผู้ใหญ่ในขณะนั้น คุณแม่ก็เลยจะยังไม่ให้ดู แต่เราเองเป็นคนที่สนใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว พอเริ่มโตหน่อยก็ได้ดูอะไรก่อนวัยที่จะได้ดู อย่างหนังดราม่าเราก็ชอบดูตั้งแต่เด็ก จะเรียกว่าดูหนังแก่แดดก็ได้ แต่มันก็เป็นความชื่นชอบที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นนะ” เขาอธิบายกับเราในท่าทีดูขำขันและผ่อนคลาย
แม้จะเริ่มต้นจากความชื่นชอบเล็กๆ ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา แต่คุณปืนเล่าให้เราฟังว่าจุดเปลี่ยนจริงๆ อันเป็นเหมือน ‘Coming of Age’ ที่เปิดประตูไปสู่สิ่งที่เขาชอบในหลายสาขาหลากแขนงของการแสดงนั้น คือละครเวที 2 เรื่อง “เทพนิยายในฝัน” ที่ได้ดูเป็นครั้งแรกในวัย 10 ขวบ และ “Phantom of The Opera” อีกหนึ่งมิวสิคัลก้องโลกที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยได้ยินชื่อ

“ตอนนั้นเรียนอยู่ที่สาธิตประสานมิตร แล้วก็มีแผ่นโปสเตอร์ละครเวทีเรื่องนึงมาติดที่โรงเรียน เราอยากดูมาก แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ว่ามันคืออะไร จนสุดท้ายคุณแม่ก็พาไปดู มันเป็นการแสดงสดบนเวที มีทั้งร้องทั้งเต้น กว่า 50 ชีวิตอยู่ข้างบนนั้น มันเป็นความประทับใจแรกที่ดีมาก พอดีกับที่ปีนั้นพ่อแม่ส่งไปซัมเมอร์แคมป์ที่อเมริกา อาจารย์ที่นู่นก็บอกว่าถ้าเธอชอบการแสดง ที่ฟลอริด้ามีละครอยู่หนึ่งเรื่องที่มาเปิดการแสดงพอดี และเขาสามารถหาตั๋วให้เราได้ 2 ใบ ละครเรื่องนั้นคือ Phantom of The Opera หลังจากนั้นก็คือเป็นบ้าไปเลย กลับมาหาข้อมูลศึกษาทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยอมรับว่าภาษาอังกฤษก็ไม่ได้แข็งด้วยนะ”

"
แต่สำหรับเรา ภาษาของการละครมันเป็นภาษาสากล
"

ต่อยอดมาจากความชื่นชอบนั้น คุณปืนเริ่มขวนขวายหาความรู้ในศาสตร์การแสดงด้วยตนเอง เขาใช้คำว่า “ครูพักลักจำ” เสียมากกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไร จะมีชื่อหนึ่งที่ได้ยินอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งข้อมูลใดก็ตามที่ไปสืบค้น “อีดิปุส” (Oedipus) จะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ “พอเริ่มเข้าวัยรุ่นเราไม่ได้สนใจแค่บรอดเวย์ เราเริ่มมองว่าละครเวทีไม่จำเป็นต้องอลังการปรากฎการณ์เสมอไป ชื่ออีดิปุสจะเป็นชื่อที่ได้ยินบ่อยมาก แต่ก็ไม่เคยได้อ่านหรือดูสักครั้ง เพราะมันก็ไม่มีให้ดูที่เมืองไทย ตัวผมเองได้ยินชื่อนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เคยเห็นใครหยิบมันขึ้นมาทำ ยิ่งได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน ไม่เคยคิดฝันเลยด้วยซ้ำ”

"
สำหรับเรามันเป็นปรากฎการณ์บางอย่าง เพราะปิดฉากจากโปรดักชั่นนี้ไปก็ไม่รู้ว่ามันจะมีละครคลาสสิคแบบนี้มาให้ได้ดูอีกไหม
"

คำถามที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ละครเวทีเรื่อง “อีดิปุส จอมราชัน” นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหนเชียวหรือ จึงนำมาซึ่งการตัดสินใจ “ข้ามวงการ” ของคุณปืนในครั้งนี้ และทำให้เขายอมปัดฝุ่นศิลปะการแสดงหลังห่างหายไปนานกว่า 12 ปี “มันเป็นละครอายุ 2500 ปี ที่ยังถูกเล่นอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่นักเรียนการละครทุกคนบนโลกต้องเรียน มันคือละครที่เป็นจุดกำเนิดของทุกอย่างที่เราดูในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนัง เทคนิคการสร้างหนัง เทคนิคการเขียนบท และมันก็ได้ชื่อว่าเป็นละครเวทีที่ไม่เคยปิดการแสดง ชิ้นงานที่ไม่ได้เป็น Masterpiece จริงๆ มันไม่สามารถสร้างอิมแพ็คที่ยิ่งใหญ่เป็นอมตะขนาดนี้ได้นะ” นี่คือคำตอบของคุณปืนที่เปล่งออกมาด้วยนัยน์ตาแน่วแน่อันเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล

"
มันเนี้ยบไปหมด มันสะอาดสะอ้าน ไม่มีส่วนเกิน ไม่มีเนื้อร้าย เหมือนเราเอาทรายใส่ในกระบะแล้วร่อนออกมาเป็นทอง ทุกอย่างใน 1 ชั่วโมง 45 นาทีของละครเรื่องนี้คือก้อนทองเพียวๆ
"


แต่จะบอกว่าการตัดสินใจกลับมาครานี้สืบเนื่องจากความชื่นชอบในศิลปะการแสดง ประกอบกับความยิ่งใหญ่ของบทละครอีดิปุสเพียง 2 ปัจจัยก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะ “ความพิเศษ” และ “ความท้าทาย” จากโปรดักชั่นในครั้งนี้ของ รองศาสตราจารย์นพมาส แววหงส์ ก็นับเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ทำให้คุณปืนตัดสินใจยอมหลบงานอีเวนท์ทั้งหลายและหลีกทริปเมืองนอกไปสักพัก เพื่อมาซ้อมละครเป็นเวลาหลายเดือน และรับเล่นถึง 4 บทบาทในละครเวทีเรื่องเดียว
คุณปืนบอกกับเราว่า จริงๆ แล้วละครเวทีเรื่องอีดิปุสเคยจัดแสดงขึ้นแล้วเมื่อ 33 ปีก่อน โดยผู้กำกับคนเดิมคืออาจารย์นพมาส แต่ในครั้งนี้วิธีการคิดเปลี่ยนไปทั้งหมด เพราะผู้กำกับบอกว่าทั้งตัวเองและโลกได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา การจะนำงานเก่ามากำกับใหม่ จะต้องคิดใหม่และทำใหม่ทุกอย่าง และเลือกที่จะกลับไปท้าทายขนบเดิมของกรีกโบราณ คือการใช้นักแสดงชายเพียง 3 คน เล่นละครทั้งเรื่อง ซึ่งมีถึง 8 ตัวละคร พอถึงตรงนี้คุณปืนถึงกับหลุดขำออกมาพร้อมบอกว่า “ผมก็เลยโดนไป 4”

“จากโหรตาบอด เปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่เป็นราชินี ชายแก่ยากจน จนถึงมหาดเล็กเด็กในวัง ฉะนั้นความท้าทายมันมาหมด วัย เพศ ฐานะทางสังคม สำเนียง เพราะว่าเราไม่ได้พูดแค่สำเนียงกลาง มันมีสำเนียงอื่นด้วย จากพูดเป็นสำเนียงบ้านๆ พอลงจากเวทีไป กลับมาอีกรอบก็ต้องพูดเป็นชาววังแล้ว”

"
เราต้องทำการบ้านเยอะมากในการเป็นตัวละครตัวหนึ่งและเข้าถึงบทบาทจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องที่อยู่หน้าฉาก
"

ถึงแม้วันนี้คุณปืนจะคุยกับเราได้อย่างสบายๆ และพร้อมจะสวมบทบาทเดินขึ้นเวทีได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากบทสนทนาหลังม่านฉากของเราจบลง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าทุกอย่างจะออกมาได้อย่างที่เห็น “ในวันออดิชั่นมันมีห้วงความคิดนึงอยู่ ว่าเราจะเดินลงบันไดหายไปเงียบๆ ดีไหมนะ เพราะเราก็ห่างหายจากวงการการแสดงไปนาน ถ้าทำได้ไม่ดีมันไม่ใช่แค่เรา มันคือทั้ง Production แต่สุดท้ายผู้กำกับคงเห็นอะไรบางอย่างในตัวผมที่รู้สึกชอบและเห็นว่าสามารถเอาไปต่อยอดได้”

กว่าจะออกมาเป็นละครเวทีสักเรื่อง กว่าจะสวมบทบาทเป็นตัวละครได้สักตัว มันคือความทุ่มเทที่ใช้ทั้งเวลาและความพยายามอันยากจะประเมินค่า “เห็นปริมาณบทครั้งแรกก็ตกใจแล้ว และไม่ใช่แค่ต้องจำให้ได้ทั้งหมดโดยไม่ผิดเลยนะ แต่ต้องตีความ เข้าใจ ใส่อารมณ์ และเข้าถึงตัวละครแต่ละตัวด้วย ต้องทำการบ้านเยอะมาก เราจะจินตนาการภาพตัวละครตัวนี้ที่เราเห็น ว่ามันน่าจะเป็นอย่างไร แล้วก็ทำมู้ดบอร์ดติดไว้ในห้องน้ำ มองอยู่ทุกวัน ทั้งเช้าทั้งก่อนเข้านอนเป็นเวลาหลายเดือนจนมันซึมเข้าไปจริงๆ” สิ่งที่ผู้ชมจะได้เห็นในเวลาชั่วโมงกว่าๆ มันคือผลของการทำงานอันยาวนาน ที่ทุ่มเทกายใจ ของทั้งผู้กำกับ นักแสดง ทีมคอรัส ทีมงานเบื้องหลังไม่รู้อีกเท่าไร และทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดละคร “อีดิปุส จอมราชัน” ในครั้งนี้ขึ้นมา


มันคือการรวมตัวของคนเยอะมาก และทุกอย่างมันเกิดขึ้นแบบ Live นี่แหละคือเสน่ห์ของละครเวที

Image Courtesy of Drama Arts Chula

คุณปืนกล่าวทิ้งท้ายกับเราก่อนที่จะแหวกม่านหายลับไปสู่การซ้อม Run-Through รอบสุดท้ายไว้ว่า “ผมจะไม่ใช้คำว่า ‘เปิดใจ’ นะ ถ้าพูดแบบนั้นมันเหมือนเราคิดว่าการดูละครเวทีเรื่องนี้จะเป็นอะไรที่เราไม่ชอบแน่ๆ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปีนบันไดดู เราอาจจะคิดว่าเป็นละครโบราณ เขียนมาตั้งนานแล้วต้องดูยากแน่เลย แต่ผมจะบอกว่าทุกอย่างมันมีความคล้ายปัจจุบันที่สุด ภาษาก็ไม่ได้เป็นภาษาที่ยาก คุณดูเอามันส์คุณก็มันส์ คุณดูเทคนิคมันก็สนุก อย่างที่บอกว่ามันเป็นเหมือนทองที่ผ่านการร่อนมาแล้ว แล้วอัดไว้ในเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที มันอาจจะทำให้คนดูได้สนุกกับวิธีคิดของตัวเองและค้นพบอะไรใหม่ๆ เสียด้วยซ้ำ คนไทยไม่ได้ดูอีดิปุสมา 33 ปีแล้ว ในเมื่อมีคนกล้าที่จะหยิบมันขึ้นมาทำ ผมก็คิดว่าคนดูก็น่าจะมาเสี่ยงกันหน่อยไหม”

 

 

ละครเรื่อง “อีดิปุส จอมราชัน” จัดแสดงขึ้นระหว่างวันที่ 6-17 พฤศจิกายนนี้
ณ ศูนย์ศิลปะการละครสดใส พันธุโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บัตรราคา 800 บาท (นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา 400 บาท)
สำรองบัตรที่นั่งได้ที่นี่หรือสอบถามขอมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-218-4802

Related Stories

Arts

DANSE MACABRE

เริงระบำแห่งความตาย บทเพลงในฝีแปรงของหม่อมเจ้ามารศีฯ สู่กำมะหยี่บนแคทวอร์คของ Fly Now III

Read

Silver Screens

WHAT IS A SCREENPLAY?

แล้วคำว่า Screenplay มันหมายถึงอะไรกัน ก่อนจะไปติดตามว่ารางวัลสาขานี้จะตกเป็นของใคร

Read

Hennessy

THE LOST ART REIMAGINED

จิตวิญญาณอันหนักแน่น ของนักสร้างงานศิลปะสายเลือดไทย กับชีวิต ผลงาน และคุณค่าของสตรี

Read

0Shares
preloader