The Grooming Guide

THE PERFECT HAIRCUT: ก่อนอายุ 25 ทำไมเราถึงไม่เจอทรงผมที่ลงตัวสักที?

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Grooming Guide

THE PERFECT HAIRCUT: ก่อนอายุ 25 ทำไมเราถึงไม่เจอทรงผมที่ลงตัวสักที?

14 October 2020

ว่ากันว่าในช่วงเบญจเพสจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่อง ‘ทรงผม’

 

ก่อนอื่นผู้อ่านคนไหนที่ยังเรียนอยู่ไม่ว่าจะชั้นมัธยมหรือมหาวิทยาลัย โปรดยกมือขึ้นครับ ผมอยากจะบอกคุณว่า ใจเย็นๆ ก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนและเร่งรัดหาสไตล์ทรงผมที่ใช่ หรือใครที่กำลังง่วนอยู่กับ Pinterest เป็นชั่วโมง ก่อนจะเดินเข้าร้านตัดผมเจ้าประจำทุกครั้ง เพราะเชื่อผมเถอะว่า ‘ทรงผม’ ที่คุณตามหาอยู่ มันจะเดินทางมาหาคุณเองเมื่อคุณอายุ 25 ปี บทความนี้ไม่ใช่เรื่องสั้นหรือความเรียงที่อิงเนื้อหาแนวไซไฟใดๆ หรือมีพลอตเรื่องมิติเวลาที่กระโดดข้ามไปข้ามมาแบบภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน

 

ทำไมผมถึงกล้าพูดเช่นนี้?

 

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมเห็นข่าวกลุ่มนักเรียนประกาศชัยชนะสิทธิภาพในอาณาเขตศีรษะของพวกเขา นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีปรีดากับความสำเร็จครั้งนี้ แม้มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้ตั้งแต่ต้น เพราะเสรีภาพที่อยู่บนหัวของนักเรียน พวกเขาเองควรเป็นคนตัดสิน ที่เกริ่นขึ้นมานี่ก็ไม่ใช่อะไร แค่อยากจะให้พวกคุณทราบกันก่อนว่า ช่วงเวลาชีวิต 6-9 ปีของการศึกษา กฎระเบียบ ข้อบังคับและความเชื่อ มันได้สร้างความคิดอะไรบางอย่างให้กับเราซึ่งส่งผลต่อเรื่องทรงผมอย่างมาก โดยเฉพาะ ‘ทรงผมผู้ชาย’

ผมเชื่อว่า หากเราย้อนเวลากลับไปดูทรงผมในแต่ละช่วงชีวิตก็คงจะตกใจไม่น้อย ทุกคนอาจจะถามตัวเองเหมือนผมว่า เราผ่านทรงผมแบบนั้นมาได้อย่างไรและก็คงน่าจะสนุกไม่น้อยว่าในครั้งหนึ่งเรานั้นเคยเป็นใครกันมาบ้าง

แม้ทุกปีเว็บไลฟ์สไตล์มาดแมนทั้งหลายจะชอบนำเสนอคอนเทนต์ทรงผมติดเทรนด์ของปีนี้ปีนั้น แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่ได้กระทบความคิดคุณเหมือนแต่ก่อนแล้ว เหตุเพราะว่า เมื่อคุณข้ามผ่านเส้นอายุ 25 ปี คุณได้รู้จักตัวเองจริงๆ แล้วว่าทรงไหนที่เหมาะกับคุณจริงๆ ที่คุณจะอยู่กับมันไปอย่างไม่เบื่อและพลิกแพลงมันได้เสมอ ซึ่งจะว่าไปมันก็อาจจะคล้ายคอมฟอร์ทโซนแต่ก็ไม่เชิงซะทีเดียว ผมมองว่ามันเป็นวิวัฒนาการที่เต็มขั้นแล้วมากกว่าของช่วงเวลาการลองผิดลองถูก ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมามันเพียงพอต่อการรู้จักตนเอง

หากมีใครสักคนมาบอกคุณว่าทรงผมแบบนี้แบบนั้นเหมาะกับผู้ชายไทยที่สุด จงรู้ไว้เลยว่า มันไม่จริงซะทีเดียว เพราะทรงผมที่ใช่สำหรับทุกคนไม่มีอยู่จริง มีแต่ที่เหมาะกับตัวเราเองที่สุด เส้นผมคืออวัยวะที่ทุกคนต่างมีเหมือนกัน แต่ต่างลักษณะกัน ซึ่งตรงนี้มันก็ยิ่งสะท้อนความเป็นปัจเจกได้อย่างชัดเจนอีก ตามที่ผมได้พูดไปว่าเรื่องบนหัวมันคือสิทธิและเสรีภาพที่มนุษย์ทุกคนล้วนพึ่งมี

ตั้งแต่จำความได้ ผมโตมากับทรงผมหวีเป๋ฉบับอาเหลียง (โทนี่ เหลียง) ช่วงอนุบาลน่าจะเป็นช่วงที่ผมมีอิสรภาพบนหัวก่อนที่จะค่อยๆ หายไป เมื่อย่างก้าวเข้าชั้นประถม แต่ด้วยความเป็นโรงเรียนเอกชน รองทรงต่ำและสูง ถือเป็นระเบียบที่ยังมีความประนีประนอมให้กับเด็กๆ ที่ไม่ต้องอวดเนื้อขาวสามด้านให้ใครเห็น

เมื่อถูกพ่อจับมานั่งหน้ากระจกเช็คความเรียบร้อยก่อนไปโรงเรียน คำถามที่ผมชอบถามเป็นประจำ “ทำไมพ่อถึงหวีเป๋ให้”  ถึงจะเอ่ยถามหลายครั้งแต่ตัวผมเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร เพราะพ่อบอกว่า ทำแล้วหล่อดี แต่พอมานึกดูอีกทีหนังฮ่องกงหลายเรื่องที่พ่อชอบดูก็คงจะพอเป็นคำตอบของผมได้

 

 

หนึ่งในดวงใจวัยเด็ก

 

ผมยังจำวันที่ได้ไปร้านตัดผมเองครั้งแรกโดยที่พ่อไม่ต้องไปนั่งคอยด้วย มันคือช่วงปิดเทอมจากชั้นประถมก่อนขึ้นชั้นมัธยมต้น เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกตื่นเต้นที่สุดเลยก็ว่าได้ของเด็กอายุ 12 ขวบ แม้พ่อจะไม่ได้ไปนั่งอยู่ด้วยเหมือนแต่ก่อน ผมก็ยังมีพี่ชายให้เป็นคนคอยให้เกาะ แอบมองและเลียนแบบอยู่ดี  โดยเฉพาะซีนที่ผมเคยบอกช่างว่าจะไว้รากไทรตามพี่ชาย ผมยังจำได้แม่น

จะว่าไปแล้วผมก็แอบเป็นคนเสพติดความสำเร็จตั้งแต่เด็ก ด้วยการเป็นแฟนบอลแมนยูฯ ที่ช่วงเวลานั้นยูไนเต็ดของผมกำลังคั่วแชมป์อยู่มันมือ ทรงผม Faux Hawk ของเดวิด เบคแฮมบวกกับความเท่ในยามที่เขากำลังตั้งท่าจะยิงลูกฟรีคิกปิดบัญชี ภาพนั้นลงประทับอยู่ในใจของเด็กผู้ชายหลายคนไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลทีมไหนก็ตาม ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผมเข้าใจว่าวิธีการเซตผมนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว คือ ทรงหัวแหลมของเจ้าพ่อลูกเซ็ตพีซแห่งเกาะอังกฤษ และแล้วนั่นก็น่าจะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญว่าการตัดผมตามดาราหรือคนอื่น ไม่ได้การันตีว่าเราจะดูดีเหมือนเขา พวกคุณน่าจะพอจินตนาการกันออกว่าการคอมโบระหว่างทรงรองทรงสูงแบบคลาสสิกกับการเซตแบบ spiky ของเด็กหน้าตี๋วัย 12 ขวบจะออกมาหน้าตาแบบไหน

 

 

แสนขบถ สุดคะนอง

 

มาถึงช่วงวัยกำลังคลุกกรุ่นที่เหล่านักเรียนชายต้องมีพันธนาการผูกมัดกับกิจกรรมไร้เหตุผลอย่างการเรียนรด. เป็นเวลาสองปี อิสรภาพบนหัวจากเดิมที่ถูกจองจำอยู่แล้วระดับหนึ่ง ก็เหมือนถูกสร้างกำแพงเสริมเหล็กและคอนกรีตครอบไปอีกชั้น

มัธยมปลาย คือ ช่วงเวลาที่หลายคนบอกว่าเป็นวัยสนุกที่สุดของชีวิตแล้ว แต่ต้องมาถูกสั่งซ้ายหันขวาหันสะท้อนแดดแสนแสบผิวหัว  มิหนำซ้ำยังถูกย่ำยีด้วยความเกรียนจากแบตเตอเลี่ยนที่ไม่มีฟันรองของบรรดาครูฝึกที่สร้างประสบการณ์เพี้ยนให้กับนักศึกษาวิชาทหารในโอวาทของพวกเขา

เราล้วนผ่านการต่อสู้กับกฎระเบียบหลายข้อที่ไม่เคยมีคำตอบที่ดีพอให้กับคำว่า ‘ทำไม’ แม้ว่าแสงสว่างปลายอุโมงค์จะริบหรี่เพียงใด แต่ยังเติร์กอย่างเราๆ ก็พร้อมที่จะจุดไฟแห่งความหวังให้กับตัวเองตลอด ขณะที่ผมข้างบนและข้างหน้าอยู่ในทรง Buzz Cut พื้นที่ด้านหลังของหัวผมเป็นสามเหลี่ยม ทรง V-shaped ท้าทายอำนาจครูฝึกอยู่เป็นประจำ นี่เป็นสิ่งเดียวเท่าที่เราจะแสดงออกได้ถึงอิสรภาพบนหัวและในหัวของตัวเอง

 

 

ลิ้มรสแห่งอิสรภาพครั้งแรก

 

เราต่างนับวันรอที่จะถึงวันปิดภาคเรียนในเทอมสุดท้ายของการเป็นเด็กมัธยมปลาย เพราะมันหมายความใกล้ถึงวันที่จะเลื่อนสถานะตัวเองเต็มแก่ ได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะทรงผม ที่ไม่มีระเบียบมาคอยตีกรอบอีกแล้ว ซึ่งการไว้ผมยาวเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันของวัยรุ่นผู้ชายทุกคน แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ‘ความยาว’ ที่หลายคนพูดถึง ของเขากับของผม ใช่แบบเดียวกันไหม นึกถึงตอนนั้นก็ยังตลกตัวเองไม่หาย ที่ผมเข้าใจว่า การไว้ผมยาวมันเป็นการแสดงออกที่ผูกติดกับจิตวิญญาณเสรี การตีความตรงๆ เช่นนี้ ผมจึงปรากฏเป็นทาร์ซานแห่งโลกคู่ขนานในช่วงเวลาสองปีแรกในมหาวิทยาลัย

พอมาถึงช่วงอายุที่รู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ มากขึ้น เริ่มเข้าใจว่าผมยาวที่ใฝ่ฝันมานาน มันไม่ได้บันดาลสุขให้กับเราขนาดนั้น เสรีภาพที่เราโหยหามาตลอดมันไม่น่าต้องทำให้เราต้องเกาหัวบ่อยๆ แม้มันจะสนุกสุดเหวี่ยงมากๆ เวลาที่ได้สะบัดหัวในคอนเสิร์ตโคตรร็อค

สภาพอากาศฤดูร้อนของเมืองไทยที่ขึ้นชื่อว่า มฤตยูเพลิง ก็โชว์ผลงานได้สมดังชื่อ เมื่อเดือนเมษามาเยือน ก็นำพาความเนอะหนะมาถึงที่ ประกอบกับได้เจอกับช่างทำผมร้านซาลอนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพ่อ ที่เรื่องราวบนหัวเขายังคงด้วยรสนิยมจากยุค ‘80s เขาเอ็ดดูเคทผมว่าหากรักที่จะไว้ผมยาวต้องดูแลให้มาก เขาแนะตามภาษามนุษย์ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน ในที่สุดเราก็เข้าใจว่า ผมยาวต้องการการดูแลมากกว่าที่คิด ด้วยวิถีชีวิตในเวลานั้น การบอกลาจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

 

 

โค้งสุดท้ายแห่งการลองผิดลองถูก

 

ช่วงปีท้ายๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยได้กลับมาสนิทชิดเชื้อกับช่างตัดผมอีกครั้ง หลังจากไว้ผมยาวมานานเป็นเหตุที่ตัวเองห่างไกลความศิวิไลซ์ทางทรงผม เมื่อถึงเวลาที่จะต้องกลับมาตัดให้สั้นเป็นทรง ก็เหมือนว่าเป็นคนหลงป่าหาทางออกไม่ถูก สุดท้ายก็ต้องถึงมือผู้เชี่ยวชาญเรื่องบนหัวให้ช่วยคิด ซึ่งประจวบเหมาะเสียจริงที่ช่วงนั้นบรรดาชื่อร้านตัดผมทุกร้านพวงท้ายด้วยคำว่า วินเทจ ผมก็เลยติดร่างแหของกระแสนี้ไปด้วย และยิ่งตลกกว่าเดิมที่ทุกร้านจะมีการตกแต่งคล้ายกัน ภาพเอลวิส เพรสลีย์ในทรงผม Pompadour ยังไงก็ต้องมี อะไรที่เคยอยู่ในรุ่นปู่ก็กลับมาเปรี้ยงปร้างยิ่งกว่าเดิมซะอีก นวัตกรรมการจัดแต่งผมที่เรียกว่า โพเมด ก็ได้เข้ามาในชีวิตเป็นครั้งแรก

สำหรับผมแล้วการที่ต้องปั้นผมให้สูงอย่างทรง Pompadour มันโคตรที่จะไม่สนุกเลย และมันดูแสดงความมั่นอกมั่นใจแบบออกหน้าออกตาไปซะหน่อย ผมจึงตกลงปลงใจกับทรง Undercut ยอดนิยม แต่มันก็ตามมาด้วยเงื่อนไขที่ต้องแลก คือมันเรียกร้องให้เรากลับไปเยี่ยมเยือนช่างถี่กว่าเดิม เพื่อการรักษาเสน่ห์ที่มาจากความคมของรอยไถ (เช่นเดียวกันกับทรงสกินเฮด) ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถาม นิค วูสเตอร์ ที่เขานั้นตัดผมทุกสองสัปดาห์ ยิ่งผมไม่ใช่คนประเภทที่ตัดผมบ่อย ทางสายนี้คงยังไม่ใช่ตัวตนที่ผมตามหา

 

 

และตัวตนก็ปรากฏ…

 

ด้วยลักษณะนิสัยส่วนตัวของผมไม่ได้อยากดึดดูดสายตาคนด้วยสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนร่างกาย ฉะนั้นทรงผมบนหัว มันก็ควรที่จะพูดเป็นภาษาเดียวกับความรู้สึกของตัวเราเองจริงๆ และด้วยการที่เชื่อมาโดยตลอดว่าผลของอดีตหรือการกระทำๆ ใดที่เราเคยทำ มันสะสมประกอบร่างสร้างตัวเราขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

ดังนั้นเรื่องบนหัวของผมจึงมาลงเอยที่ ทรง Side Part ที่พ่อได้ปลูกฝังการหวีเป๋ไว้ในจิตใจตั้งแต่เด็ก หรือบางวันที่ไม่ทางการมากการหวีเสยขึ้นแบบทรง Comb Over ก็คลายความรำคาญให้กับมนุษย์ที่มีผมเส้นตรงปิดหูปิดตาได้เป็นอย่างดี รวมถึงสีสันในช่วงมหาลัยวิทยาลัยก็ยังติดตัวมาด้วยกับการตัดทรง Undercut Fade บริเวณข้างหลังและข้างๆ ที่ยึดเป็นรากฐานให้ตัวเองมาตลอดในระยะหลัง

ทรงผมมันสะท้อนถึงตัวตน นิสัยใจคอของคนๆ นั้นได้เป็นอย่างดีและในเชิงสัญญะ มันก็สามารถเป็นคำสัญญาหรือเป็นหมุดหมาย เพื่อสร้างการเปลี่ยงแปลงครั้งใหญ่ให้แก่ตัวเองได้เหมือนกัน บางคนกว่ากล้าจะตัดสินใจตัดทรงทรงสกินเฮด ต้องใช้เวลานานเหมือนเตรียมตัวบอกลาคนรักที่คบกันมาหลายปี

 


 

10 กว่าปีที่เราได้ออกแสวงหาทรงผมที่ใช่ ความเรียบนิ่งที่ดำเนินมาตลอดราวกับเราได้บรรลุในเรื่องบนหัวของตัวเองเรียบร้อย อาจพาให้คุณมั่นใจว่าตัวเองนั้นได้ลองมาหมดแล้วจริงๆ

ในวันที่เราไม่ได้หลงทางและช่วงเวลาที่ความตื่นเต้นหมดไป ถามว่าทุกวันนี้เจอทรงผมที่ใช่สำหรับตัวเองแล้วไหม ก็อาจจะใช่ แต่ถามว่าจะเปลี่ยนอีกไหม ก็คงอาจจะเปลี่ยนแต่จะไม่หลุดไปจากฟอร์มเดิม เพราะเราเข้าใจธรรมชาติของเส้นผม นิสัยและตัวตนของตัวเองมากขึ้นแล้ว ถึงตรงนี้อาจจะพอให้หลายคนที่ยังร้อนรนทดลองและหาสไตล์ที่ใช่ใจเย็นลงบ้าง

สำหรับสิ่งที่ผมกำลังจะบอกกับคนที่เพิ่งผ่านช่วงเบญจเพสหรือผ่านมานานแล้ว ก็คือ ทรงผมที่คุณมั่นใจอยู่ในขณะนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่จะอยู่กับเราตลอดไป บางครั้งโชคชะตาอาจจะทำให้เรามีเหตุต้องออกเดินทางกับทรงผมใหม่อีกครั้งก็ได้ แต่ขอให้มั่นใจได้เลยว่า มันจะไม่เหมือนครั้งก่อนแล้ว เพราะครั้งนี้เราสามารถตอบตัวเองได้ว่าเราตัดทรงนี้ไปทำไมและเพื่ออะไร

Related Stories

The Grooming Guide

POMADE 101: บทความเดียวจบ…ครบทุกเรื่องโพเมดและการจัดแต่งทรงผม

รวมคำตอบของหลากข้อสงสัยว่าด้วย "โพเมด" ไว้ในที่เดียว

Read

The Grooming Guide

THE TRICKS TO STYLING UNRULY HAIR ON MEN

ตีโจทย์ปัญหาเส้นผมชี้ฟูใหม่ ด้วยวิธีดัดผมที่ไม่ธรรมดาจากมือผู้เชี่ยวชาญ

Read

0Shares
preloader