The Sounds

REDEFINING MOLAM: ท่องไปในโลกใหม่ของ ‘หมอลำ’ กับดีเจมาฟท์ไซแห่งค่ายสุดแรงม้าเรคคอร์ด

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

The Sounds

REDEFINING MOLAM: ท่องไปในโลกใหม่ของ ‘หมอลำ’ กับดีเจมาฟท์ไซแห่งค่ายสุดแรงม้าเรคคอร์ด

2 July 2020

ฟังเพลงหมอลำผ่านแต่ละยุคสมัย ดนตรีที่สะท้อนความแตกต่างของวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน

 

ผลงานของวง The Paradise Bangkok Molam International Band เป็นประตูเปิดทางให้ผมเริ่มค้นหาต้นตอเสียงแห่งความสนุกนี้มากขึ้น ชวนให้ผมติดตามประวัติศาสตร์วัฒนธรรมพื้นถิ่น ความแตกต่างของซาวด์แต่ละยุคและรากดั้งเดิมของเพลงหมอลำ เพราะนั่นคือจุดเด่นและเสน่ห์ของดนตรีแขนงนี้

ความสนุกของหมอลำเป็นสิ่งที่สร้างความสำเริงสำราญให้ผมอย่างมาก เวลาที่ได้ยินเพียงแค่ท่อนอินโทรเปิดหัวเข้ามาขาและเอวก็ออกตัวไปก่อนที่จะพินิจพิศเขินอายได้ทัน แต่แท้จริงแล้วนั้นเพลงหมอลำที่เราได้ยินตามงานรื่นเริงต่างๆ ตามต่างจังหวัด เพลงเหล่านั้นคือทั้งหมดที่เราเข้าใจต่อตัวเพลงหมอลำไหม ผมเก็บความสงสัยจนถึงคราวที่มีโอกาสถามผู้รู้อย่าง ดีเจมาฟท์ไซ หรือ นัท ณัฐพล เสียงสุคนธ์ ผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์วงหมอลำสุดดังอย่าง ‘The Paradise Bangkok Molam International Band’ ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักเพลงหมอลำมากขึ้น และเจ้าของค่ายเพลงและร้านแผ่นเสียงดนตรีหลากแนวจากทั่วโลกอย่าง ‘Zudrangma’

นัท คือพ่อมดผู้ร่ายคาถาปลุกปั้นให้ดนตรีพื้นบ้านอีสานเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากที่เขาค้นคว้าหาข้อมูลและทดลองแนวดนตรีนี้มากกว่า 10 ปี เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้จะฉายภาพการเดินทางของหมอลำในโลกเก่ามายังโลกใหม่ได้อย่างไร ที่จะบอกกับเราได้อย่างเต็มปากเต็มเสียงว่า หมอลำ คือดนตรีที่สะท้อนความแตกต่างของหลายวัฒนธรรมมาโดยตลอด

 

 

หมอลำไม่ใช่แค่นักร้อง

 

ประเด็นแรกที่เรานั่งจับเข่าคุยกันว่าด้วยเรื่องเพลง ‘หมอลำ’ ในอดีตและปัจจุบันถูกจำกัดความหมายว่าอย่างไรบ้าง

“คำว่าหมอลำจริงๆ มันคือการร้อง” นัทอธิบายต่อว่า ‘หมอ’ ในภาษาอีสานนั้นแปลว่า ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถ้าใครเก่งหรือถนัดในเรื่องอะไรเขาก็จะยกให้เป็นหมอในด้านนั้นๆ และคำว่า ‘ลำ’ หมายถึง การร้อง ที่รวมกันเป็นคำว่า หมอลำ จะหมายถึง ‘ผู้เชี่ยวชาญในการร้องเพลง’ ตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนยังสงสัยต่อมาว่า และถ้ากับบางเพลงที่มีองค์ประกอบทางดนตรีอย่างแคนและพิณ แต่ไม่มีคำร้องเป็นเพลงบรรเลงยังถือว่าเป็นเพลงหมอลำอยู่ไหม ซึ่งทำนองหรือเมโลดี้ใช้ในเพลงหมอลำที่เรียกว่า ‘ลาย’ ซึ่งลายนี่แหละที่จะทำให้เราเห็นความหลากหลายของดนตรีประเภทนี้มากขึ้น

 

‘ลาย’ เอกลักษณ์เพลงหมอลำ

 

คำว่า ‘ลาย’ ถ้าให้เข้าใจกันโดยง่ายนั้นหมายถึง ‘จังหวะ’ ในดนตรีหมอลำ ซึ่งลายหลักๆ ที่หลายคนคุ้นหูก็จะมีทั้ง ลายลำเพลิน ลายลำเต้ย ลายลำแพน ลายลำซิ่ง อย่างหลังเราจะได้ยินบ่อยที่สุดในช่วง 20 ปีหลังมานี้ โดยลายพวกนี้ก็จะมีที่มาของเรื่องราวแต่ละที่ เช่น หมู่บ้านภูไท ก็จะมีลายภูไทของตัวเอง เป็นต้น

อย่างลายลำเพลินที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในวงการเพลงหมอลำมากที่สุด นอกจากนี้แล้วยังมีลายที่แต่งขึ้นเพราะบรรยากาศของธรรมชาติอย่างลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ของพี่คำเม่า เปิดถนน หมอพิณแห่งวง The Paradise Bangkok Molam International Band ที่สะท้อนถึงธรรมชาติตามสิ่งที่เขาได้สัมผัส

หมอลำไม่เพียงสะท้อนความแตกต่างทางวัฒนธรรมผ่านลาย ยังลงลึกไปได้อีกในความเป็นปัจเจกในตัวของหมอพิณและหมอแคน เพราะลายภายใต้ชื่อเดียวกันนั้น ศิลปินแต่ละกลุ่มต่างถ่ายทอดออกมาได้ไม่เหมือนกัน มีลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เกิดจากการนำลายดั้งเดิมมาปรับเปลี่ยนสำเนียงให้เข้ากับสไตล์ของตัวเอง ยกตัวอย่างพี่คำเม่า ได้ร่ำเรียนวิชาพิณมาจาก อาจารย์ทองใส ทับถนน และคุณพ่อที่เคยเล่นใช้ลายพิณของตัวเองจีบแม่ของเขา มันก็แสดงถึงเรื่องราวที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง และยังมีเรื่องของการทำพิณเอง ที่แต่ละบ้านแต่ละวงจะมีวิธีการทำหรือใช้วัสดุที่แตกต่างกันไปเพื่อจะให้ได้เสียงที่จำเพาะไปอีก

ยิ่งไปกว่านั้นความแตกต่างนี้หาได้เกิดขึ้นมาเพียงไม่กี่ปี แต่เราสามารถย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วของประวัติศาสตร์เครื่องดนตรีอย่างแคนและพิณ ซึ่งนัทเล่าให้ฟังต่อว่า แคนนั้นเป็นเครื่องดนตรีมาจากประเทศลาว และถ้าจะสืบต่อไปก็สามารถย้อนไปไกลถึงประเทศจีน ที่ทางตอนใต้ของแดนมังกรนั้นก็มีเครื่องดนตรีที่ให้เสียงคล้ายกันกับแคน

ส่วนพิณจะมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของศาสนาพุทธที่ว่ากันว่าพระอินทร์นั้นลงมาเล่นพิณให้พระพุทธเจ้าฟังขณะที่บำเพ็ญเพียรกิริยา (อดอาหาร) ที่จะสื่อถึง “เรื่องทางสายกลาง ที่สายหนึ่งตึงไปก็ขาด หย่อนไปก็ไม่เพราะ ต้องเดินทางสายกลาง เลยต้องหยุดทรมานตนแล้วจึงตรัสรู้” นัทบอกผมว่านี่เป็นเพียงแค่ความเชื่อชุดหนึ่งที่มีคนพูดถึง แต่ความจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้

เรื่องน่าสนใจอย่างว่า เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น เพื่อปูพื้นฐานก่อนที่เราจะเริ่มต้นเดินทางไปยังแกนกลางโลกของหมอลำแต่ละยุค ที่ทำให้เราเข้าใจได้กระจ่างชัดขึ้นว่า ดนตรีในโลกใบนี้ล้วนแล้วเป็นการส่งต่ออิทธิพลของวัฒนธรรมมาจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ

 

 

‘60s: ร้องเล่าเป่าแคน ก้าวแรกของหมอลำ

 

เมื่อข้างต้นผมได้เกริ่นถึงลายที่เป็นจังหวะของดนตรีหมอลำ องค์ประกอบที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะเพลงหมอลำไม่ว่าจะมีคำร้องหรือไม่ ก็ต้องมีลายคอยกำกับเพลงๆ นั้น ซึ่งนัทเล่าว่าในช่วงยุคแรกๆ เพลงหมอลำจะเป็นรูปแบบของการเล่าเรื่องซะมากกว่า ที่มีเพียงนักร้องและหมอแคน เช่น หมอลำกลอน หมอลำพื้น หมอลำเรื่อง เนื้อหาจะเกี่ยวกับพุทธศาสนา นิทานปรัมปรา บอกเล่าวัฒนธรรมของแต่ละหมู่บ้าน ยังไม่มีเนื้อหาทำนองของเรื่องความรักที่เราคุ้นชิน

 

หมาน้อยหมอลำ อัดเสียงโดยคณะสุนทราภิรมย์ ซึ่งพี่ไสว แก้วสมบัติ เป็นสมาชิกของวงนี้ด้วย อัลบั้มนี้เป็นเพลงหมอลำจากยุค ‘60s ที่นัทชอบเป็นพิเศษถึงแม้จะเพียงแค่เสียงร้องกับแคน แต่ก็ยังมีกรู๊ฟให้โยกตามได้เบาๆ

 

พอช่วงปลายของทศวรรษนี้ก็เริ่มมีรูปแบบของวงที่เป็นบิ๊กแบนด์ วงหมอลำที่เป็นวงแรกของประเทศไทยที่ทำการบันทึกเสียง คือคณะรังสิมันต์ เป็นการรวมดาวเด่นของยุคนั้นอย่าง แม่ฉวีวรรณ ดำเนินและทองคำ เพ็งดี โดยภายหลังบานเย็น รากแก่น เข้าไปเทคโอเวอร์วงจึงเปลี่ยนชื่อเป็นคณะศิษย์รังสิมันต์และเริ่มกระจายสายออกตามแต่ละจังหวัด

 

เดี่ยวแคนเดี่ยวพิณ (จังหวะลำเพลิน) โดยหมอแคน สมใจ นิลบารันทร์ เป็นหมอลำบรรเลงไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งเครื่องประกอบจังหวะจะมีเพียงกลองตุ้มกับฉิ่ง เอกลักษณ์หนึ่งจากเพลงหมอลำยุค ‘60s

 

‘70s: หมอลำยุครุ่งเรื่อง ครบเครื่องเรื่องโปรดักชั่น

 

การตั้งฐานทัพของทหาร GIs แห่งกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคอีสาน เป็นจุดที่ทำให้โลกของหมอลำที่เคยเป็นอยู่เปลี่ยนไป เพราะเครื่องดนตรีจากโลกตะวันตกหลากชิ้น ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกต่อคณะหมอลำทั้งหลาย ในเวลานั้นเหล่านักดนตรีก็ยังต้องคลำจังหวะเบสกันเอง ยังไม่รู้วิธีเล่นที่ถูกต้อง ซึ่งเริ่มจากการโคฟเวอร์แนวดนตรีจำพวก ชาโดว์ ฟังก์ จนไปถึงดิสโก้ พอเล่นไปเล่นมาแล้วก็มีลูกรับเข้ากับลายพิณลายแคนเดิม จึงเกิดเป็นสำเนียงใหม่ขึ้นมาที่เต็มไปด้วยรสชาติทางดนตรีแห่งตะวันตก

นัทมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันก็เหมือนกับเพลงสามช่าของไทย ที่จังหวะชะชะช่ามันไม่ใช่ของไทยอยู่แล้ว แต่มันเกิดจากการหมุนเปลี่ยนมาจากวัฒนธรรมอื่น ดังนั้นเขาจึงมองว่ายุค ‘70s เป็นช่วงที่คณะหมอลำไทยมีความครีเอทสูงมากต่อจินตนาการทางดนตรี ที่กลิ่นอายของเครื่องดนตรีตะวันตกมันเข้ามาปะทะกับลายดั้งเดิมของหมอลำ ทำให้ ‘70s จึงเป็นยุคที่หมอลำมีความรสจัดอย่างเป็นเอกลักษณ์ที่สุด

 

แฟนจ๋าอย่าลืม โดย อังคนางค์ กุลชัย เพลงโปรดของนัทในอัลบั้มนี้คือ เพลงเต้ยสลับพม่า เอกลักษณ์ของเพลงหมอลำ ‘70s จะมีเบสไลน์มาเพิ่มเติมให้จังหวะมีเลเยอร์และเครื่องประกอบจังหวะ ทำให้เพลงสนุกขึ้น ซึ่งเป็นแทร็คที่ใช้เปิดบ่อยในงาน Paradise Bangkok เพราะมันอย่างมากกับการชวนคนออกสเต็ป

 

โปรดักชั่นหลากหลายรสชาติ เหมือนร้านอาหารที่ขยันแข่งกันทำอาหารจานเด็ดภายใต้เมนูเดียวกัน แต่ต่างที่ส่วนผสมและวัตถุดิบ “สมมติลายลำเพลินขึ้นมา วงเพชรพิณทองเล่นแบบหนึ่ง วงเพชรบูรพาเล่นอีกแบบหนึ่ง วงเทพบุตรเล่นอีกแบบ คือเล่นลายเดียวกันแต่ว่าใช้เครื่องดนตรีที่ไม่เหมือนกัน วงเพชรพิณทองใช้พิณไฟฟ้า วงเทพบุตรใช้เครื่องดนตรีทองเหลือง เพราะมีเงินเยอะกว่า อย่างอาจารย์ทองฮวดใช้ซอเล่น หรือบางวงที่ใหม่ขึ้นมาหน่อย ใช้คีย์บอร์ด ใช้ซินธ์ คือมันก็ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ของแต่ละกลุ่มศิลปินที่ทำขึ้นมา”

 

DIY DISCO MOLAM อัลบั้มที่เพิ่งออกมาเมื่อปีแล้วของทางสุดแรงม้า เป็นชุดรวมเพลงของสุนทร ชัยรุ่งเรือง มณีรัตน์ แก้วเสด็จ ราตรี ศรีวิไลและอีกหลายๆ คน แนวดนตรีหมอลำที่ผสมกับความเป็นดิสโก้ผสมดั๊บ ใส่เอฟเฟคเอคโค่ รีเวิร์บ ได้อารมณ์หมอลำยุครุ่งเรืองอย่างมาก

 

ไวพจน์ เพชรสุพรรณ คือตัวชี้วัดความรุ่งโรจน์ของวงการเพลงหมอลำในยุคดังกล่าว เราอาจจะรู้จักไวพจน์ในฐานะนักร้องภาคกลางที่ชำนาญเพลง แหล่ ฉ่อย พวกเพลงพื้นเมืองภาคกลาง เพลงสุพรรณ แต่จริงๆ แล้วนั้นเขาสามารถร้องเพลงพื้นถิ่นได้ทุกภาคทุกจังหวัดของไทย เพราะเวลาที่ออนทัวร์ไปแต่ละจังหวัด จำเป็นที่จะต้องฝึกภาษามัดใจแฟนเพลง

“เวลาขึ้นเวทีนักร้องก็ต้องคุยกับคน ถ้าเกิดพูดกันไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ เขาก็ฝึกภาษาพื้นเมืองของแต่ละพื้นเพ แล้วพอเขาพูดได้เขาก็สามารถมาร้องมาเล่นกับจังหวะหลายๆ อย่างได้” และดนตรีพื้นถิ่นในแต่ละที่ที่เขาไป ก็กลับมามีอิทธิพลต่อเพลงของเขาอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกกับเราว่าครั้งหนึ่งเพลงหมอลำเคยเป็นเทรนด์อับดับต้นๆ ของประเทศไทย ไม่ได้แค่ในเฉพาะภาคอีสานเท่านั้น แม้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการเกิดขึ้นมาอย่างมากมายของศิลปินแนวสตริงคอมโบอย่าง ดิ อิมพอสซิเบิ้ลและรอยัลสไปรท์ ในวงการเพลงอื่นอย่างดอน สอนระเบียบ และสรวง สันติ เป็นต้น

 

‘80s: ดรัมแมชชีน เสียงสังเคราะห์ในดนตรีหมอลำ

 

เส้นกราฟที่พุ่งทะยานสูงสุดของหมอลำดูเหมือนจะค่อยๆ หล่นลงมาในทศวรรษที่ 80 เพราะการลดขนาดโปรดักชั่นลง เนื่องจากมีการแข่งขันกันสูงมากขึ้นในวงการเพลงไทย จากคำบอกเล่าของนัทที่มีตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ อย่างปกอัลบั้ม จากที่ดูโดดเด่นหลายสีสันในยุค ‘70s เหลือเพียงแค่สีเดียวกับตัวอักษร พร้อมทั้งลดจำนวนการผลิตแผ่นเสียง เกิดมาจากความนิยมเทปคาสเซตที่มีต้นทุนในการผลิตน้อยกว่าและสามารถทำได้จำนวนครั้งทีละมากๆ และการเล่นแผ่นเสียงเริ่มที่จะต้องเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่สถานะการเงินที่ดีมาก เพราะมันเรียกร้องเรื่องระบบเสียง และกลุ่มอาชีพหลักที่ใช้ก็จะใช้ไปในเชิงธุรกิจเสียมากกว่า เช่น พวกดีเจตามงานหรือสถานีวิทยุที่ต้องใช้อยู่

 

ลำแพนมอเตอร์ไซค์ทำแสบ โดยขวัญตา ฟ้าสว่าง ยุค ‘80s นั้นลายลำเพลินได้ถูกทำให้กระชับขึ้น เกิดเป็นลายลำแพน ซึ่งอัลบั้มนี้ได้หนุ่มภูไท ดอยอินทนนท์เป็นโปรดิวเซอร์ให้

 

การลดขนาดวงเหลือนักดนตรีน้อยคน ไม่สามารถแสดงหรืออัดเพลงในรูปแบบบิ๊กแบนด์ได้เหมือนเดิม เนื่องจากงานโชว์ที่หดหายไป การใช้ดรัมแมชชีนเข้ามาแทนที่กลองชุดเพราะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคนั้น ไม่เพียงเท่านั้นดรัมแมชชีนยังเอื้อให้ศิลปินบางคนบางกลุ่มเล่นง่าย โดยการใช้จังหวะคล้ายกันทั้งอัลบั้มและเปลี่ยนเพียงแค่เนื้อร้องเท่านั้น

 

ชมรมขี้เหล้า ร้องโดยวินัย กำศร ยุค 80’s มีการเริ่มใช้ดรัมแมชชีนเข้ามาแล้ว ซึ่งอัลบั้มนี้นัทชอบเป็นส่วนตัวเพราะเขาบอกว่ามันมีความเชยบางอย่างที่ฟังแล้วมันโดดเด่นขึ้นมาจากเพลงหมอลำอื่นๆ ในจังหวะเดียวกันนี้

 

นัทย้ำต่อว่าเรื่องของโปรดักชั่นเป็นตัวแบ่งยุคสมัยได้อย่างชัดเจน “จริงๆ สมัยก่อนใช้รีลเทปอัด เป็นอุปกรณ์ที่วินเทจจริงๆ มันได้เสียงที่มีเสน่ห์มากกว่า ดิจิทัลซาวด์สมัยนี้ มันก็คนละซาวด์คนละโทนกัน คือสมมติสมัยก่อนใช้ได้แค่ตัวเอคโค่ ปรับรีเวิร์บ สมัยนี้มันปรับเสียงปรับทุกอย่างได้หมด แต่ว่าความรู้สึกของอารมณ์อาจจะโดนบั่นทอนไป ไม่ได้สดเท่าสมัยก่อน สมัยก่อนอาจจะมีบางเพลงที่เบส โอ้โหตั้งเพี้ยนมาก แต่พอมาอยู่ในโปรดักชั่น มันดิบดี” ซึ่งเป็นการทิ้งสำนวนเสน่ห์เก่าๆ ทิ้งหมดในกระแสที่เพลงป็อปเริ่มก่อตัวเป็นความนิยมแห่งยุคสมัย

 

‘90s: ยุคที่งานโชว์หมอลำที่ล้ำกว่าเพลง

 

การปรับตัวตามยุคสมัยเกิดขึ้นตลอด และเกิดขึ้นในทุกวงการ หมอลำในช่วงยุค ‘80s ก็มีการเปลี่ยนลายจากเดิมที่ใช้ระยะเวลาต่อเพลงเป็นเวลานาน ก็ทำให้กระชับขึ้น ที่เรียกว่าลายลำแพน ซึ่งดัดแปลงมาจากลายลำเพลิน ศิลปินที่โดดเด่นขึ้นมาก็คือทองมัย มาลี และขวัญตา ฟ้าสว่าง พอมาในยุค ‘90s แนวเพลงกระแสหลักถูกควบคุมโดยยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมดนตรีเพียงไม่กี่เจ้า

 

ลำซึ่งหนิงหน่อง ชุดหมู่บ้านเมียน้อย หนิงหน่อง หนึ่งในศิลปินของค่ายเพชรพิณทอง ลำซิ่งก็เป็นภาคต่อแปรมาจากลำแพน เร่งจังหวะให้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นหมอลำเวอร์ชั่นที่เด็กรุ่นใหม่น่าจะยังเคยได้ยินอยู่ ในยุค ‘90s ส่วนตัวที่นัทชอบแผ่นนี้เพราะยังสัมผัสได้ถึงโปรดักชั่นมันให้กลิ่นเบาๆ ของยุค ‘80s ด้วย ซึ่งมันไม่เร่งจนเกินไปและไม่ใช้เสียงสังเคราะห์มากไป

 

นัทเล่าว่าในเวลานั้นจากลายลำแพนก็เปลี่ยนมาเป็นลายลำซิ่ง ต้นตำรับคนที่ริเริ่มลำซิ่งเลยก็จะเป็นสุนทร ชัยรุ่งเรือง แต่คนจะรู้จักน้องสาวของเขามากกว่า คือแม่ราตรี ศรีวิไล เพราะสุนทรนั้นเสียชีวิตไปก่อน ซึ่งลำซิ่งจะมีจังหวะจะโคนเสริมต่อการโชว์บนเวทีมากขึ้น เล่นให้กระชับขึ้นกว่าเดิมและเร่งจังหวะ การปรับลูกเล่นใหม่ ทุ่มลงทุนไปกับการแสดงมากกว่าการทำเพลง เพราะวิธีการโชว์หรือว่าผู้เสพเปลี่ยนไป “มาฟังแค่เสียงร้องมันไม่สนุก มันต้องมาดูตลกด้วย แล้วก็ตัดมาเป็นลูกทุ่งอีสานบ้าง ตัดมาเป็นหมอลำบ้าง โปรดักชั่นเปรียบเทียบกับสมัยก่อนมันก็มีความเอาใจคนดูมากขึ้นแต่เรื่องของการทำเพลงก็อาจจะลดลง” สิ่งที่เหมือนกันของทั้งยุค ’80s – ’90s คืออุตสาหกรรมดนตรีของประเทศมันขยายใหญ่ขึ้น ทุกอย่างจึงต้องทำเสิร์ฟต่อธุรกิจ

 

เต้ยสาวบังอรจ้อนสิ่นแล่นและเต้ยสงกรานต์บ้านเฮา โดย รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย ก็เป็นอีกผลงานที่มีความเป็น ‘90s ชัดด้วยการใช้ดรัมแมชชีน แต่มีความพิเศษของทำนองที่เล่นในลายเต้ย ส่วนตัวที่นัทชอบเพราะว่าความดรัมแมชชีนคล้ายกับซาวด์ของคาสเซตยุค ‘80s -90’s ของพวกอิยิปต์และเลบานอนที่เขามักจะเอาไว้เปิดคู่กัน

 

ไม่เพียงแค่ถูกแบ่งชิ้นพายทางการตลาด อัตลักษณ์และหน้าตาของเพลงหมอลำยังถูกจัดแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจนให้ไปอยู่ในเขตแดนที่ชนชั้นกลางไม่อยากที่จะก้าวเข้าไป การฟังดนตรีจากภาคอีสานในยุคนั้นมันสะท้อนมายาคติว่าเป็นคนจน เพราะว่าคนอีสานที่อยู่ในกรุงเทพฯ นั้นเป็นชนชั้นแรงงาน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวรสนิยมของการเอาตัวเองไปยึดโยงอยู่กับเพลงสากล คือการประกาศตัวตนว่าฉันเป็นคนทันสมัยนะ นัททิ้งท้ายให้กับยุค ‘90s

 


 

ดนตรีมันเปลี่ยนไปตามยุคสมัยตามกระแสในช่วงเวลานั้นๆ ที่พร้อมมีอิทธิพลต่อทั้งเนื้อร้องและทำนองของเพลงเสมอๆ อย่างที่นัทได้พูดถึงว่าเพลงไทยสมัยก่อน อย่างเพลงผู้ใหญ่ลีที่เป็นเวอร์ชั่นซานตานา เพราะพวกเขานั้นชอบเพลงของวงซานตานา ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แค่เพียงเขาชอบและเพลงเหล่านั้นมันได้รับความนิยม เหมือนเพลงไทยที่นำเพลงดิสโก้ติดท๊อปชาร์ตมาโคฟเวอร์อย่างเพลง Rasputin ของ Boney M หรือขยับเข้ามาหน่อยในช่วงปี 2000 ให้หลังมาแล้วเราก็จะเห็นอิทธิพลของดนตรีเคป็อปและ EDM ที่เข้ามาแต่งตัวให้กับวงการเพลงป็อปไทยอย่างมาก

“ก็มีหลายๆ คนก็จะพูดว่าหมอลำจริงๆ น่ะไม่มีทางตาย เพราะว่าหมอลำเพราะว่ามันปรับตัวไปกับทุกอย่างได้เรื่อยๆ คือถึงมันจะไม่ใช่อะไรที่บริสุทธิ์มากๆ แม้มันจะไม่ได้เหมือนมาจากซาวด์ต้นฉบับจริงๆ แต่มันก็ลื่นไหลตามยุคสมัยกับความฮิตของแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้มันสามารถอยู่รอดได้แต่แค่ว่าเราชอบ เราไม่ชอบก็แค่นั้นเอง” การเดินทางของเสียงดนตรีหมอลำในแต่ละยุคมันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เรื่องการเมือง สังคมและวัฒนธรรมช่วงเวลานั้นๆ

 

DJ Maft Sai: เพราะรสนิยมมันตัดสินกันไม่ได้

 

จริงแล้วจุดเริ่มต้นที่ถือเป็นกำเนิดของหมอลำในศตวรรษที่ 21 อย่างปรากฏการณ์วง The Paradise Bangkok Molam International Band มีปัจจัยหลายอย่างมากๆ ที่เกิดขึ้นในตัวของนัทเอง ปี 2007 เขาเปิดอกกับผมว่าตอนนั้นก็ยังมีคนรอบข้างที่ไม่อินไม่ชอบกับเพลงหมอลำที่เขาเลือกมาเยอะมาก

 

 

พื้นหลังของนัทก่อนที่จะเข้ามาสู่โลกของหมอลำ เขาเป็นนักสะสมสุ้มเสียงที่แตกต่างจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเพลงจากประเทศมาลี เอธิโอเปีย ตุรกี อิหร่าน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งพอได้มีโอกาสมาเจอกับเพลงไทยยุคเก่าอย่างสตริง ลูกทุ่ง หมอลำ ก็ไม่ใช่ทุกเพลงที่เขาจะชอบ การได้รู้จักเพลงเพิ่มขึ้นก็เหมือนเป็นการเพิ่มลีลาและรสชาติของการมิกซ์เพลงในฐานะดีเจคนหนึ่ง เพราะสำหรับเขามันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่เพลงจากสองประเทศคนละฟากโลกมาเชื่อมต่อกันได้ มีเมโลดี้ที่ไปด้วยกันอย่างลื่นไหล

ทุกวันนี้หมอลำก็เป็นดนตรีแขนงหนึ่งที่เขาก็รู้สึกชอบมัน เฉกเช่นที่เขาชอบเพลงจากเอธิโอเปีย แต่ด้วยความเป็นคนไทย ที่ทำให้สามารถหาข้อมูลได้ ได้พบได้เจอคนนั้นคนนี้ ซึ่งมันไปสู่การประติดประต่อเรื่องราวได้อย่างสนุก เหมือนการขุดหาขุมทรัพย์ไปเรื่อยๆ ยิ่งลึกไปเท่าไหร่ยิ่งเจอปริศนาให้ค้นหามากเท่านั้น ซึ่งมีเกร็ดความรู้หนึ่งที่เขาเล่าให้ฟังว่า “เพลงไทยสมัยก่อนจะโดนทำมาเป็นแผ่น 7 นิ้วก่อน ถ้าเกิดเพลงไหนดังเขาถึงจะเอาไปรวบไปใน LP ดังนั้นถ้าเกิดเพลงมันไม่ดังนี่มันก็จะอยู่ในเฉพาะ 7 นิ้ว ศิลปินทำนาเก็บเงินปั๊มแผ่นเอง 300 แผ่นเพื่ออยากเป็นนักร้อง” พอได้ฟังแล้วก็นึกถึงลักษณะเดียวกับการทำเพลงอินดี้ของศิลปินร่วมสมัยที่เราคุ้นเคย

 

 

สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาหลงใหลต่อการค้นหาเพลงเก่าๆ เพราะมันมักจะให้เขาพบเจอสิ่งแปลกใหม่ในอดีต หรือค่อนข้างที่หัวก้าวหน้ามาก ที่เขามักใช้สำนวน “ahead of his time” ตลอดเวลาเจอเพลงพวกนี้ โดยถ้าเอามาเปิดในยุคนี้ดนตรีมันมีความร่วมสมัยเอาซะมากๆ

ผมไม่ชอบพวกเพลงที่มันดังสมัยก่อน ไม่ใช่ว่าอคตินะ คือบางเพลงที่ดังเนื้อร้องอาจจะเข้าถึงคน แต่ว่าดนตรีมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมอยากขยับตัวเลยกับเพลงที่ไม่ดังแต่ดนตรีมันโดน ผมชอบมากกว่า ผมชอบในเชิงว่า ดนตรีที่แปลกผมไม่เคยฟัง เอ๊ะมันทำอย่างนี้ได้ยังไง บางคนชอบดนตรีที่คุ้นเคยเพื่อให้นึกถึงในอดีตที่เขาเคยฟังรสนิยมมันตัดสินกันไม่ได้

 

Sound of Siam: ฉากแรกของหมอลำในเวทียุโรป

 

ในปี 2010 นัทได้จัดทำชุดรวบรวมเพลงหมอลำร่วมสมัย ชื่อ Sound of Siam ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการประกาศตัวตนของเพลงหมอลำให้กับชาวต่างชาติรู้จักอย่างเป็นทางการครั้งแรก แต่ก่อนหน้าที่จะคลอด Sound of Siam ออกมานั้น เขาก็ได้ลองเชื้อเชิญหมู่คนฟังก่อนด้วยอัลบั้ม Thai Funk ที่รวมเพลงไทยในยุค ‘70s ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นสากลที่จะช่วยเชื่อมต่อกับชาวต่างชาติให้ลุกขึ้นมาเต้นได้ง่ายขึ้น ก่อนที่ต่อมาจะปล่อยอัลบั้ม The Root of Thai Funk ที่เป็นการรวมเพลงลูกทุ่งสมัยเก่า เพราะตอนนั้นต่างประเทศก็ยังไม่เคยได้ลิ้มรสความพื้นถิ่นสำเนียงอีสานนี้มาก่อน โดยภายหลังเขาจึงกล้าที่จะเริ่มแนะนำหมอลำให้กับโลกรู้จัก ระหว่างทางตลอดเวลาที่เขาสะสมประสบการณ์และความรู้ ก่อให้เกิดโปรเจกต์ Paradise Bangkok ที่ทำร่วมกับ คริส เมนิส (หนึ่งในสมาชิกวง The Paradise Bangkok Molam International Band) ปาร์ตี้ที่เปิดเพลงไทยผสมกับเพลงจากหลายพื้นเมืองจากหลายแห่ง เป็นพื้นที่ให้คนได้มาทำความรู้จักเพลงไทยหาฟังยาก พอมีคนสนใจเยอะกับปล่อยอัลบั้มรวมเพลงที่ออกมาอยู่เรื่อยๆ ตอนนั้นก็ทำให้เขาได้มีโอกาสไปทัวร์ในยุโรป และเอเชีย ซึ่งผลตอบรับมันดีเกินคาดเพราะมันคือซาวด์ที่คนไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

 

 

หลังจากการจัดงาน Paradise Bangkok มาสักพักก็เริ่มติดปัญหาที่ว่าไม่รู้จะเปิดเพลงอะไรต่อความคิดที่จะนำศิลปินรุ่นเก๋ามาโชว์ก็โผล่ขึ้นมาทันควัน ซึ่งพอไปค้นหาจริงๆ แล้วพวกเขาเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ปกติดีในอีสาน อย่างดาว บ้านดอน, ศักดิ์สยาม เพชรชมภู, พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย และอีกหลายๆ คน นัทจึงได้สนองความต้องการของตัวเอง

จุดที่ทำให้เขาอยากที่นำเสนอศิลปินหมอลำรุ่นเก่า เพราะนัทยังเชื่ออยู่เต็มอกว่าพวกเขาเหล่านี้ยังมีศักยภาพและคงมนต์เสน่ห์ไม่เคยเสื่อมคลายไว้ได้อยู่ ซึ่งภาพที่เขามองต่อนักร้องและนักดนตรีเหล่านี้ที่มีอายุเป็นพี่ของพ่อได้แล้ว และนัทไม่เคยอยากนำเสนอพวกเขาในรูปแบบของตำนานขึ้นหิ้ง

 

 

“ผมไปดู ดาว บ้านดอน ร้องใส่แบ็คกิ้งแทร็ค แล้วผมรู้สึกเศร้า รู้สึกว่าเขาแก่ เพราะตอนที่ผมฟังเพลงเขา ดูเขาโคตรเท่เลย ฉะนั้นผมต้องการสื่อว่า ผมไม่ต้องการเอาศิลปินมาแล้วให้คนดูแบบว่า เฮ้ยคุณเคยดัง คุณเคยเป็นตำนาน ตบมือนั่งฟัง แบบคนนี้เป็นรุ่นพ่อรุ่นปู่อะไรก็ว่าไปแล้วก็จบ แต่ผมอยากให้มองว่าคนพวกนี้ว่าแม่งเจ๋งว่ะ” นี่คือเป็นเหตุผลที่หนักแน่นในการจะต้องมีวงดนตรีมาคอยเป็นแบ็คอัพให้ ซึ่งต่อมาเป็นจุดกำเนิดให้กับวง The Paradise Bangkok Molam International Band

 

The Paradise Bangkok Molam International Band

 

การรวมสมาชิกของวง มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่นัทกำลังจัดงานแสดงให้กับศิลปินหมอลำรุ่นเดอะ ในงาน Paradise Bangkok เขาบอกกับเราว่าลำพังหานักร้องไม่ยากเท่านักดนตรีที่จะมาเล่นเป็นแบ็คอัพให้ได้ตลอด จึงมีความคิดที่จะตั้งวงที่เอาใช้สำหรับงานโชว์โดยเฉพาะ ซึ่งเขาเจอพี่ไสว แก้วสมบัติ หมอแคนคนปัจจุบันของวงจากงาน ดาว บ้านดอน และเจอพี่คำเม่า เปิดถนน หมอพิณจากงานศักดิ์สยาม เพชรชมภู ซึ่งหลังจากนั้นก็มี ปั๊ม ปิย์นาท โชติกเสถียร มือกีตาร์แห่ง Apartment Khunpa ที่มาเล่นเบสให้ และปั๊มดึงมือกลองที่สนิทรู้ใจอย่าง อาร์ม ภูษณะ ตรีบุรุษ เข้ามาสมทบอีกภายหลัง จึงได้เริ่มลองเล่นด้วยกันโดยนัทเป็นคนโยนไอเดียของแนวทางเพลงที่จะเล่น ยึดหลักมาจากแนวเพลงที่มีอิทธิพลต่อเขามาตลอด

 

 

พอได้เล่นกันไปสักพัก นัทในฐานะโปรดิวเซอร์และหมอฉิ่งของวง ก็รู้ทันทีเลยว่าวงนี้ไม่ได้ศักยภาพแค่เพื่อมาเล่นแบ็คอัพให้กับใคร แต่พวกเขาคือวงที่สามารถผลิตแนวทางของตัวเองได้อย่างชัดเจน เพราะด้วยสองตัวหลักระดับอาจารย์ที่เดินมาจากโลกเก่าของหมอลำอย่างพี่ไสว ที่เริ่มต้นอาชีพกับวงหมอลำภาคกลางวงแรกของประเทศไทย วงสุนทราภิรมย์ที่ก่อตั้งตอนหลังสงครามโลก และพี่คำเม่า หมอพิณที่ลายพิณของตัวเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและมีเพียงเขาคนเดียวที่เล่นได้ พร้อมกับความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่อยู่ในสายเลือด ลีลาสะบัดก้น เชื้อชวนให้คนฟังออกสเต็ป

ด้วยธงหลักของวงและนัทเองไม่ได้ต้องการทำเพลงหมอลำ เพื่อเหตุผลที่จะเป็นการอนุรักษ์ดนตรีแนวนี้ เขามองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความชอบและเป็นตัวตนของวง มันสามารถที่ผสานและสอดแทรกเข้าด้วยกันได้ ทั้งจากแนวร็อค ดิสโก้ เรกเก้ ฟังก์ ซึ่งพอออกมาในชุดแรกภายใต้ชื่ออัลบั้มว่า 21st Century Molam (2014) ที่มีกลิ่นของความเป็น ‘70s แต่ถึงกระนั้นเองนัทก็ไม่ได้โปรดปรานการทำเพลงให้มีรสชาติเก่าเหมือนของดั้งเดิม

 

 

อย่างที่บอกไปว่าสิ่งเขาจะทำนั้นมันต้องเป็นสิ่งใหม่เสมอ “เรามีโอกาสที่เราได้ทำเพลงของตัวเองจริงๆ ก็เอาซาวด์ที่มีอิทธิพลต่อเราจริงๆ” ซึ่งตอนนั้นที่ระหว่างทำก็มีความท้าทายว่า มีหลายคนบอกว่านี่ไม่ใช่เพลงหมอลำ เพราะในความคิดของคนพวกนั้นบอกว่าถ้าเป็นหมอลำต้องมีนักร้อง นัทก็เลยตั้งชื่อว่า 21st Century Molam เหมือนเป็นการประกาศว่าผลงานของวง ว่านี่แหละคือยุคใหม่ของหมอลำ

ความตั้งใจจริงของนัทไม่ได้จะไปลบหลู่ของดั้งเดิมสักนิดเดียว เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่เขารักและเป็นวัตถุดิบในการทำเพลงของเขามาตลอด เพียงแค่เขาอยากจะสร้างมันออกมาในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเอง

หลังจากผลงานชุดแรกออกและวงก็ได้ไปทัวร์ตามที่ต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ นัทบอกว่าพอผ่านช่วงนั้นมาวงก็พอจะเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งในช่วงเดียวกันนัทก็เริ่มโปรเจกต์ใหม่ในการเปิดบาร์สไตล์พื้นถิ่นอย่าง Studio Lam เป็นจังหวะพอดีของวงที่กำลังคั่วทำเพลงของอัลบั้มที่สอง เขาได้แรงบันดาลใจมากมายจาก Studio Lam ส่วนหนึ่งเพราะการที่จะต้องอยู่ที่นั่น 6 วันต่อสัปดาห์ได้เจอศิลปินหลายคนทั้งไทยและเทศเข้ามาผลัดเปลี่ยนโชว์ผลงานกัน จึงตั้งชื่ออัลบั้มว่า Planet Lam (2016)

เขาเล่าต่อว่า พี่ไสวและพี่คำเม่าเองเมื่อได้เดินทางบ่อยๆ ขึ้น เขาก็ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างของแต่ประเทศแต่ละสถานที่ ได้ฟังได้เห็นมากขึ้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนผสมทางดนตรีของอัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน หัวใจหลักของอัลบั้ม Planet Lam คือการเรียบเรียง พัฒนาแนวดนตรีจากอัลบั้มแรกที่ใส่ความทดลองเข้าไป ที่เราจะได้ฟังเพลงอย่าง Exit Planet Lam ที่มีการผสมความแอมเบียนต์เข้าไปด้วย ซึ่งแต่ละชุดนัทตั้งใจให้หน้าตานั้นออกมาแตกต่างกัน เพราะสำหรับเขาแล้วไม่ใช่ประเภทมนุษย์ที่จะทำของเดิมซ้ำๆ

 

 

ต่อมาอัลบั้มที่สาม ซึ่งยังไม่ได้ออกมาสู่สาธารณะ แต่เขาก็แอบแย็บให้ผมฟังก่อนว่า แนวทางของอัลบั้มนี้จะเน้นเครื่องดนตรีที่หลากหลายไม่ได้มีแค่พิณกับแคนที่เป็นตัวเอก ยังมีพวก ปี่ ซอ โปงลาง และเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเสริม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นหมอลำก็จะน้อยลง แต่ก็ยังหาสำเนียงหมอลำได้จากแคนและพิณอยู่ จะมีบางเพลงที่มีคำร้องด้วยซึ่งต่างจากสองชุดแรก ชุดนี้เขาตั้งใจนำความดิบของเบสไลน์แบบยุค ‘70s ที่มีความตั้งสายเพี้ยน และยังคงมีความแอมเบียนต์หน่อยๆ แต่โดยรวมเขาบอกชุดนี้จะเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดเพราะใส่ความเป็นอิเล็กทรอนิสก์และพังค์เข้าไปด้วย

นัทบอกกับเราเสมอว่าการทำเพลงของเขาจะสะท้อนผ่านการเสพการฟังดนตรีของตัวเองในแต่ละช่วงที่มีผลต่อตัวตนเขาเองเสมอ “เพลงก็คือการทำงานศิลปะรูปแขนงหนึ่งครับ ผมมองว่ามันคือการที่สะท้อนตัวคนทำ หรือว่ารสนิยมหรือว่าความคิดของตัวคนทำออกมาเป็นผลงานที่เพียวจริงๆ เราต้องแฮปปี้กับผลงานก่อน ถ้าเกิดเราเบื่อผลงานแบบนี้ แล้วเรามาทำขาย ผมคิดว่ามันไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง”

 

โลกใหม่ของหมอลำ

 

ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคนจะเห็นความแตกต่างและหลากหลายของเพลงหมอลำ เพราะว่ามองย้อนกลับไปตัวตนหมอลำก็เปลี่ยนมาตลอดๆ ไม่ได้มีอะไรที่เพียว ในทุกยุคเราจะเห็นว่าเพลงหมอลำถูกผสมปนเปกับกระแสที่เกิดขึ้นมาของช่วงเวลานั้นๆ จนเกิดเป็นอิทธิพลที่มีผลต่อการทำเพลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างในผลงานของ The Paradise Bangkok Molam International Band ที่ได้ผลิตออกมาจะมีทั้งรสชาติของหมอลำโบราณจนไปถึงซาวด์ ฟังก์ พังค์ อิเล็กทรอนิกส์ และบางครั้งก็ไม่มีเครื่องดนตรีอีสานสักชิ้นเลย ซึ่งสำหรับตัวนัทเองเขามองว่าเรื่องนี้ว่า “เป็นการพาตัวเองให้ข้ามพื้นที่ที่ตัวเองเคยอยู่ และเราก็มองว่ายิ่งเราพลักตัวเองมากขนาดไหนคนดูหรือว่าคนที่ฟังเพลงเราก็มีความเซอร์ไพร์สมากขึ้นเท่านั้น” ที่เขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวมันเป็นการตอบแทนคนฟังด้วย

 

 

สำหรับตัวผม ผมว่าการที่ได้กินของอร่อยอย่างผลงานของวง The Paradise Bangkok Molam International Band มันทำให้คนที่ไม่เคยฟังหมอลำมาก่อน รู้สึกว่าอยากลองไปหาอะไรเก่าๆ ฟังเพื่อที่จะให้รู้สึกว่าในอดีตเป็นอย่างไร ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รู้จักผลงานของพวกเขาผ่านงานคอนเสิร์ตอินดี้ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นงาน Fungjai หรือ Have You Heard ? ที่เหมือนกับว่าพอได้ฟังแล้วก็มีความสนใจว่าที่จริงแล้วหมอลำมันไม่ได้เพลงที่เราเคยได้ยินในงานบวชแบบเดียวนะ ซาวด์ประหลาดดิบๆ ที่เราไม่เคยได้ยินในยุคนึงมันถูกเรียกว่าดนตรีหมอลำนะ

นัทบอกว่าแม้สิ่งที่เขาทำไม่ใช่หมอลำที่เป็นหมอลำเพียวๆ แต่นั่นมันไม่สำคัญเลยกับการที่เขาได้เปิดประตูให้กับใครหลายคนได้เขามารู้จักกับโลกของหมอลำมากขึ้น ที่เหมือนตอนเขาทำอัลบั้มรวมเพลง Thai Funk และ Sound of Siam ออเดิร์ฟที่ชวนให้ชาวยุโรปตั้งหน้าตั้งตารอเมนูต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามักพูดเสมอว่าถ้าคนเรามันได้ชอบอะไรจริงๆ แล้วนั้น เขาจะพยายามเอาตัวไปอยู่ในจุดนั้น ศึกษามัน ทำความรู้จักกับมันให้ลึกซึ้ง

 

 

นอกจากพวกเขาแล้วนั้นก็มีศิลปินหลายกลุ่มที่หยิบจับเอาความเป็นอีสานมาสร้างสรรค์ในแนวทางที่ตัวเองถนัดอย่าง รัศมี อีสานโซล นักร้องหญิงที่ผสมโซลเข้ากับลูกทุ่งอีสาน, จุลโหฬาร วงโฟล์คอีสาน, ตุ้มเติ่น หมอลำกรุ๊ป วงลูกหม้อของสุดแรงม้าเรคคอร์ด, ศรีราชา ร็อคเกอร์ วงเรกเก้อีสาน, อภิชาติ ปากหวาน วงหมอลำผสมแนวดนตรีอย่างดั๊บ ฮิปฮอบ, ขุนนรินทร์ศิลป์ วงพิณประยุกต์ และศิลปินต่างประเทศอย่างวง Khruangbin ที่หยิบจับเพลงในอัลบั้ม Thai Funk เข้าไปเป็นส่วนผสมของอัลบั้มแรกของพวกเขาด้วย

ผมชวนนัทคุยถึงเรื่องทิศทางของวงการหมอลำกับทิศทางความเป็นไปได้ในอนาคต ในฐานะสมาชิกและโปรดิวเซอร์ของวงหมอลำที่โด่งดังที่สุดในทศวรรษนี้ ความในใจของเขาก็คือ การที่มีวงดนตรีหลายวงเติบโตในวงการนี้มันเป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน เพราะสมมติถ้ามันมีเยอะขึ้นมากจริงๆ และมีบางวงที่เล่นแนวกระแสหลักเยอะๆ เข้า มันก็จะมีการเกิดขึ้นของวงขบถที่ต้องการดันตัวเองออกไปนอกกระแส เพื่อสร้างทางเลือกให้กับคนฟังและความหลากหลายมันก็จะเกิดขึ้น ซึ่งนัทมีความสุขกับการที่ได้เห็นแต่ละวงมีทิศทางและแนวทางการทำดนตรีที่แตกต่างกันไป เพราะมันยิ่งให้คนฟังมีตัวเลือกในตลาดมากขึ้น ไม่ต้องกินอาหารซ้ำๆ เหมือนกับที่ตัวเขาก็ไม่ชอบ

“การเสพดนตรีเหมือนการกินอาหาร อย่างคอมฟอร์ท ฟู๊ด ผมก็ชอบ แต่ว่าถ้าเกิดผมกินคอมฟอร์ท ฟู๊ด บ่อยๆ ผมก็เบื่อ ดังนั้นผมก็ต้องไปกินอาหารที่ผมไม่เคยกิน ต้องไปกินอาหารเอธิโอเปียบ้าง อาหารตุรกี อาหารแอฟริกันที่เราไม่เคยกิน เพราะเราอยากรู้ว่ามันรสชาติเป็นยังไง บางอย่างเราก็อาจจะถูกปาก บางอย่างเราอาจจะกินครั้งเดียวแล้วเราก็ไม่กินแล้วก็ได้”

Related Stories

The Sounds

FROM DIGGER TO DEALER: ความสุขในการสะสมแผ่นเสียงของคุณหน้าตาเป็นแบบไหน

พลอย ตวงพรรษ รัตนวาทิน ผู้สร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรักเพลงแจ๊สทั้ง Trackaddict Records, Dumbo และ York

Read

The Sounds

THAI INDIE FOLK SONGS WE’RE LISTENING TO

ทำความรู้จัก 4 เพลงโฟล์กจากศิลปินอิสระเพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างจรรโลงใจ

Read

The Sounds

THAI LOVE SONGS: วิวัฒนาการเนื้อหาเพลงรักไทยจากวันวานจนถึงวันนี้ 

ลองตั้งใจฟังดูแล้วจะรู้ว่าเนื้อเพลงรักของไทยแต่ละยุคนั้นมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง

Read

0Shares
preloader