Silver Screens

THE NAME IS BOND: 25 เรื่องผ่านไป ก็ไม่มีใครเหมือน ‘เจมส์ บอนด์’

บทความโดย Garn Suriyachantananont, Content Director, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Silver Screens

THE NAME IS BOND: 25 เรื่องผ่านไป ก็ไม่มีใครเหมือน ‘เจมส์ บอนด์’

16 March 2020

007 กับสูตรสำเร็จที่นำไปสู่บัลลังก์เจ้าแห่งหนังสายลับตลอดกาล

 

ช่วงเดือนที่ผ่านมา เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะได้ยินข่าวคราวการกลับมาของภาพยนตร์พยัคฆ์ร้าย 007 หนึ่งในซีรีย์ภาพยนตร์แอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล ตั้งแต่ Dr. No ภาพยนตร์ลำดับแรกของจักรวาลเจมส์ บอนด์ (James Bond) ไปจนถึง Spectre มีรายงานว่าหนังได้กวาดรายได้ไปกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดช่วงเวลา 58 ปีที่อยู่คู่จอเงิน

และในวาระที่ปีนี้ซีรีย์หนัง 007 ได้ดำเนินมาถึงภาคที่ 25 ภายใต้ชื่อเด็ดอย่าง No Time To Die (“จะตายก็ยังไม่มีเวลา”) ที่ทีมผู้สร้างให้สัญญากับแฟนๆ ว่าเป็นภาคที่อัดแน่นไปด้วยทุกองค์ประกอบที่ทำให้เราตกหลุมรักเจมส์ บอนด์ มาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นฉากแอคชั่นที่เร้าใจ วายร้ายที่เหี้ยมยิ่งกว่าเดิม รวมถึงบทพูดของตัวละครที่เฉียบคม จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะย้อนกลับไปดูว่าอะไรคือหัวใจแห่งความสำเร็จที่ทำให้ผู้คนมากมาย ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณพ่อ จนมาถึงรุ่นพวกเรา ยังรู้สึกตื่นเต้นและคอยตั้งตารอทุกครั้งที่หนังกำลังจะกลับมา

 


 

New Era, New Bond

เปลี่ยนยุค เปลี่ยนบอนด์

Collage art of actors playing James Bond. Sean Connery, George Lazenby, Roger Moore, Timothy Dalton, Pierce Brosnan, Daniel Craig

 

ว่ากันว่าการปรับเปลี่ยนนักแสดงนำคนใหม่ในบทบาทเดิมนั้นถือเป็นวิธีฆ่าตัวตายที่รวดเร็วและได้ผลที่สุดสำหรับภาพยนตร์แฟรนไชส์หลายๆ เรื่อง แฟนๆ ไม่ต้องการ ลุค สกายวอล์คเกอร์ (Luke Skywalker) ที่ไม่ใช่ มาร์ค ฮามิลล์ (Mark Hamill) ไม่ต้องการ อินเดียนา โจนส์ (Indiana Jones) ที่ไม่ใช่ แฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) เพราะพวกเขามีภาพจำของตัวละครนั้นๆ ในคราบของนักแสดงดั้งเดิมที่เป็นผู้ถ่ายทอดบทบาทดังกล่าว แต่ไม่ใช่สำหรับซีรีย์หนัง 007 ที่การรีแคสต์นักแสดงนำนั้นเป็นหมากที่ถูกวางไว้ให้เกิดขึ้นในทุกๆ 6-7 ภาค เพื่อเป็นการนำเสนอตัวละครแสนคลาสสิกในรูปแบบใหม่ที่ “ไฉไล” และเหมาะสมกับยุคสมัยมากกว่าเดิม

หากกล่าวกันตามตรง เชื่อว่าเหตุผลหลักของการเปลี่ยนเจมส์ บอนด์ ในแต่ละยุคนั้นน่าจะเป็นเพราะอายุอานามที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของนักแสดงที่มารับบทบาท โดยตามคำบรรยายของเอียน เฟลมมิง (Ian Fleming) นักเขียนมือทองผู้คิดค้นเรื่องราวของสายลับ 007 นั้น เจมส์ บอนด์ ควรที่จะมีอายุประมาณ 35-39 ปีเท่านั้น หากแต่ความไอคอนิกของตัวละครดังกล่าว ทำให้การรีแคสต์นักแสดงคนใหม่กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้หนังไม่ห่างหายไปจากกระแสและเป็นที่พูดถึงทุกครั้งที่ 007 จะเริ่ม Era ใหม่

จากฌอน คอนเนอรี่ (Sean Connery) สู่แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) นักแสดงทั้ง 6 คนต่างมีวิธีถ่ายทอดบทบาทเจมส์ บอนด์ในแบบของตัวเอง  โดยคอนเนอรี่คือบอนด์ฉบับคลาสสิกผู้กำหนดบรรทัดฐานของตัวละครที่ถอดแบบมาจากหนังสือ จอร์จ ลาเซนบี (George Lazenby) นักแสดงชาวออสเตรเลีย ที่มารับช่วงต่อจากคอนเนอรี่ แต่ไม่ค่อยจะเป็นที่ปลาบปลื้มของแฟนๆ เท่าใดนัก (เป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีผลงานอยู่เพียงเหนึ่งภาคเท่านั้น) โรเจอร์ มัวร์ (Roger Moore) เจมส์ บอนด์ หนึ่งเดียวในดวงใจของใครหลายๆ คน เรื่อยมาจนถึงทิโมธี ดาร์ลตัน (Timothy Dalton)  เพียร์ซ บรอสแนน (Pierce Brosnan) เจมส์ บอนด์แห่งยุคเก้าศูนย์ และแดเนียล เคร็ก 007 ยุคปัจจุบันที่มีความดิบเถื่อนหน้าตายและความตลกร้ายตามแบบฉบับตัวละครเจมส์ บอนด์ของเอียน เฟลมมิง

 


 

The Bond Theme

เพลงประกอบล่อกระแส

Collage art of James Bond's Soundtracks Bond Themes

 

“ภาคนี้ใครจะได้ร้องเพลงเจมส์ บอนด์” น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุดในช่วงที่เริ่มมีข่าวว่าหนังสายลับ 007 ภาคใหม่กำลังจะมา เรียกได้ว่ามากพอๆ กับการคาดเดาชื่อเรื่องเลยก็ว่าได้ เพลงประกอบภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ คือบทเพลงที่ถูกบรรเลงหลังจบฉากแอ็คชั่นใน Opening Sequence ของแต่ละภาค และมักจะถูกปล่อยออกมาประมาณ 2-3 เดือนก่อนหน้าที่หนังจะเข้าโรง เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยแฟนๆ ให้รู้สึกตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังภาคใหม่

ซึ่งแน่นอนว่าศิลปินส่วนใหญ่ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ขับร้องบทเพลงแสนไอคอนิกเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปินแนวหน้าที่กำลังอยู่ในกระแสไม่ว่าจะในยุคใดก็ตาม ตั้งแต่เชอร์ลีย์ บาสซีย์ (Shirley Bassey) ไปจนถึงพอล แม็กคาร์ตนีย์ (Paul McCartney) มาดอนนา (Madonna) อเดล (Adele) และแซม สมิทธ์ (Sam Smith) จนปีนี้ตกเป็นคราวของศิลปินหน้าใหม่อย่างบิลลี ไอลิช (Billie Eilish) ศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเลือกให้ร้องเพลงประกอบหนังเจมส์ บอนด์ โดยเชื่อว่าน่าจะถูกวางให้ช่วยดึงดูดกลุ่มคนดูวัยรุ่นสำหรับภาค No Time To Die

Bond Theme ได้กลายเป็นลายเซ็นและส่วนสำคัญของการโปรโมทหนัง 007 เป็นหนึ่งในส่วนผสมของสูตรสำเร็จอันกลมกล่อมที่ไม่มีภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องใดสามารถเทียบเท่าได้ โดยในปี 2015 ถึงขนาดมีการเปิดวงพนันออนไลน์คาดเดากันว่าศิลปินคนใดจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ขับร้องเพลงเจมส์ บอนด์ ในภาค Spectre โดยมีรายงานการวางเงินสูงสุดอยู่ที่ 15,000 ปอนด์ พนันว่า Radiohead หรือทอม ยอร์ก (Thom Yorke) จะเป็นผู้ร้องเพลงดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่าปีนั้นผลออกมากลายเป็นแซม สมิทธ์ ศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังโด่งดัง เจ้าของรางวัลแกรมมี่ กับบทเพลง Writing’s On The Wall ที่ต่อมาได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตามศิลปินรุ่นพี่อย่างอเดลที่ได้รับรางวัลเดียวกันจากเพลง Skyfall ก่อนหน้านี้ด้วย

 


 

Product Placement

โฆษณาแฝงที่ช่วยขยายจักรวาลของบอนด์

Collage art of James Bond and Aston Martin, BMW, and Omega

 

รถยนต์คลาสสิก นาฬิกาหรูคู่กาย เครื่องดื่มประจำตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เจมส์ บอนด์ เป็น “เจมส์ บอนด์” อย่างที่เรารู้จักกันจนถึงทุกวันนี้ไม่ว่าบทบาทดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดโดยนักแสดงคนใดก็ตาม หากใครเคยได้มีโอกาสอ่านนวนิยายต้นตำรับหรือเรื่องสั้นดั้งเดิมของเอียน เฟลมมิง จะสังเกตว่าไอเทมต่างๆ ที่บอนด์ใช้ในหนังสือนั้นแทบทั้งหมดมาจากแบรนด์ในชีวิตจริงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา Rolex วอดก้า Smirnoff และรถยนต์ Bentley โดยเหตุผลที่ทำให้เฟลมมิงตัดสินใจใช้แบรนด์ที่มีอยู่จริงนั้นเป็นเพราะต้องการให้เรื่องราวที่ฟังดูน่าเหลือเชื่อของบอนด์มีความสมจริงยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่เมื่อถึงคราวที่ตัวละครเจมส์ บอนด์ได้มาโลดแล่นอยู่ในจอเงินแล้ว สิ่งเหล่านี้จะติดตามมาด้วย

ในทุกๆ ภาค ผู้คนต่างเฝ้ารอว่าบอนด์จะใส่นาฬิกาอะไรบนข้อมือ ยิงปืนปะทะผู้ร้ายบนรถยนต์ยี่ห้อไหน ทุกผลิตภัณฑ์ที่ปรากฎอยู่ในหนังนั้นกลายเป็นที่พูดถึงในสื่อต่างๆ รวมถึงแวดวงแฟนคลับ แม้กระทั่งเครื่องดื่มของบอนด์ก็ยังเกิดเป็นประเด็นให้คนพูดถึง ยกตัวอย่างเช่นโฆษณา Heineken เมื่อ 8 ปีก่อนที่ได้แดเนียล เคร็กในบทบาทเจมส์ บอนด์ไปเล่น แต่โดนวิจารณ์ยับว่าเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะกับตัวละครบอนด์ที่ปกติจะดื่มเพียงวอดก้ามาร์ตินีเท่านั้น

สำหรับแฟนตัวยงของหนัง เชื่อว่าไม่มีใครลืมฉากใน Casino Royale ที่เวสเปอร์ ลินด์ (Vesper Lynd) ถามบอนด์ว่าเขาใส่นาฬิกาของ Rolex อยู่หรือ ก่อนที่บอนด์จะตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “Omega” ต่างหาก ถ้าคุณกำลังคิดจะกรอกตากับวิธีการโฆษณาแฝงแบบโต้งๆ ที่อาจฟังดูไม่ได้ผล ขอให้คิดอีกที เพราะพยัคฆ์ร้ายพิสูจน์มาแล้วว่าแม้แต่ค่ายรถยนต์รุ่นใหญ่อย่าง Aston Martin ก็ยังยอมลงทุนสร้างรถยนต์รุ่น Limited Edition จำนวน 10 คัน ที่ใช้สำหรับการถ่ายทำในภาค Spectre โดยเฉพาะ ซึ่งนี่ล่ะคือพาวเวอร์ของแฟรนไชส์ 007 ที่ใช้วิถี Product Placement มาช่วยในการขยายจักรวาลของบอนด์ให้กว้างไกลกว่าแค่ในโลกของภาพยนตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 


 

The British Charm

เสน่ห์ของ “ความอังกฤษ”

Collage art of James Bond and British flag

 

คำพูดแนะนำตัวแสนไอคอนิกอย่าง “บอนด์… เจมส์ บอนด์” จะไม่มีวันฟังดูคมกริบขนาดนี้ ถ้ามันไม่ถูกเปล่งออกมาในสำเนียงแบบ “ผู้ดีอังกฤษ” ของสายลับเบอร์หนึ่งแห่งหน่วยข่าวกรอง MI6 ตั้งแต่ Dr. No จนถึง No Time To Die ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในจุดขายของภาพยนตร์ 007 คือเสน่ห์ของ “ความอังกฤษ” ที่ดูมีชั้นเชิงอย่างไม่พยายาม

ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าหนัง 007 ทุกภาคมักจะมีสัญลักษณ์ของประเทศอังกฤษแฝงอยู่ตลอดเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเซ็ทติ้ง (โดยเฉพาะใน Skyfall ที่มีทั้งสถานีรถไฟใต้ดินกรุงลอนดอน รถบัสสองชั้นที่แล่นอยู่บนถนน Whitehall ย่าน Westminster หรือแม้กระทั่งดีเทลเล็กๆ อย่างตุ๊กตาหมาบูลด็อกห่อธงอังกฤษที่ประดับอยู่บนโต๊ะทำงานของ M เจ้านายคู่บุญของบอนด์) ธงชาติ Union Flag ที่ปรากฏให้เห็นในหลายๆ ภาค เช่น On Her Majesty’s Secret Service The Spy Who Loved Me และ Spectre รวมไปถึงบทพูดแนวประชดประชันและอารมณ์ขันแบบ British Humour อันเป็นเสมือนเครื่องหมายการค้าของตัวละครเจมส์ บอนด์ด้วย

 


 

The Future for Bond

อนาคตของ 007 กับทิศทางการเคลื่อนไหวทางสังคม

Collage art of Bond girls

 

สุดท้ายนี้ หากถามว่าอะไรที่จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้ภาพยนตร์ 007 ยังสามารถครองใจแฟนๆ ได้ต่อ นอกเสียจากเรื่องของนักแสดงมากฝีมือ เนื้อเรื่องที่ต้องมีความเข้มข้นท้าทายคนดู และฉากแอ็คชั่นที่จัดเต็มถึงใจแล้ว การปรับตัวให้เข้ากับทิศทางการเคลื่อนไหวทางสัมคมก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หนังยุคนี้ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ที่พักหลังๆ มานี้ดูเหมือนว่าทีมผู้สร้างจะเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น

โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อาจเพราะได้ความช่วยเหลือจากโซเชียลมีเดียที่ช่วยกระจายข่าวความเคลื่อนไหว ผนวกกับข่าวฉาวที่ว่าโปรดิวเซอร์หนังชื่อดังข่มเหงรังแกเหล่านักแสดงหญิงฮอลลีวู้ดจนทำให้เกิดกระแสเรียกร้องสิทธิสตรีอย่าง #timesup และ #metoo รวมถึงตัว แดเนียล เคร็ก เองที่เป็นผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว ทำให้ทีมโปรดิวเซอร์ถึงขนาดลงทุนจ้าง ฟีบี วอลเลอร์-บริดจ์ (Phoebe Waller-Bridge) นักเขียนบทหญิงและ Feminist ชื่อดังให้มาช่วยแก้เกม ส่งให้บท Bond Girl มีชั้นเชิงและความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้หนังมีความทันโลกทันสมัย เห็นได้ชัดจากภาค Spectre กับตัวละคร แมเดเลน สวอนน์ (Madeleine Swann) ที่สามารถรอดตายตามบอนด์มาอยู่ภาค No Time To Die ได้ต่อ ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ Bond Girl คนเดิมจะปรากฏตัวอีกครั้งในภาคต่อ นอกจากนี้ ในภาค No Time To Die จะมีตัวละครหญิงคนใหม่ที่เขาว่ากันว่าฝีมือไม่เป็นสองรองจากบอนด์เลยทีเดียว — เอาเป็นว่า มาแล้วยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา ก็แล้วกัน

 

No Time To Die เลื่อนกำหนดเข้าฉายจากเดือนเมษายนเป็นพฤศจิกายน 2020

Related Stories

The Style Guide

WHEN JAMES BOND IS OFF-DUTY: สไตล์เหนือกาลเวลาแม้ไร้ชุดสูทของสายลับ 007

เจมส์ บอนด์ แต่งตัวแบบไหนเมื่อไม่ได้อยู่ในชุดเต็มยศ

Read

Query & Advice

WHAT IS THE SUIT THAT JAMES BOND WORE IN SKYFALL?

กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์

Read

Silver Screens

THE FRENCH DISPATCH: โลกใบใหม่ลำดับที่ 10 ของ เวส แอนเดอร์สัน

ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับมากฝีมือคนนี้จะแตกต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

Read

0Shares
preloader