Hennessy

THE LOST ART REIMAGINED

บทความโดย Garn Suriyachantananont, Content Director, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย V.S., Photographer, W. MINISTRY และ Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Hennessy

THE LOST ART REIMAGINED

26 April 2019

จิตวิญญาณอันหนักแน่น ของนักสร้างงานศิลปะสายเลือดไทย กับชีวิต ผลงาน และคุณค่าของสตรี

Spread the words

คุณศรัณญ อยู่คงดี ไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ทุกถ้อยคำที่ออกมาจากปากของนักออกแบบเครื่องประดับวัย 36 ปี ผู้มีแววตาและรอยยิ้มที่มุ่งมั่น เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของศิลปินที่ไม่ว่าใครที่ได้ยินย่อมสัมผัสได้ ไม่ต่างกับชิ้นงานของเขาทุกชิ้น กว่า 20 ปีในชีวิตการทำงานของคุณศรัณญ เขาผ่านร้อนผ่านหนาวและพบกับความผิดหวังมาหลายต่อหลายครั้ง ทว่าสิ่งเหล่านั้นที่หลายคนมองว่าเป็นอุปสรรค กลับกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาได้มาพบกับสิ่งที่เขานิยามด้วยตัวเองว่าเป็น “รสชาติของชีวิตที่ขาดไม่ได้”


ผมอยากสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีความแตกต่าง แต่ยังดึง
เอาวัฒนธรรมที่ครอบครัวของผมเป็นผู้บ่มเพาะไว้ให้
มาบอกเล่าถึงยุคสมัยของตัวเอง


ภายในร้าน Sarran (สราญ) ซึ่งตั้งอยู่ในซอยสมคิด ย่านชิดลม เต็มไปด้วยเครื่องประดับที่ถูกออกแบบและสร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจง แต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ ตุ้มหู และสร้อยข้อมือ ที่ถูกร้อยเป็น “อุบะ” ในรูปแบบของดอกไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงในอดีต ล้วนมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมความเป็นไทย “ผมมองว่าเรื่องราวบางอย่างในอดีตเป็นสิ่งที่น่าจดจำและน่าบอกเล่า” คุณศรัณญกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ ก่อนเอื้อมมือไปหยิบนิตยสารเก่าเล่มหนึ่งบนชั้นหนังสือซึ่งบรรจุแรงบันดาลใจในการทำงานของเขาไว้ หน้าปกระบุชื่อ Holiday Time In Thailand ฉบับปี 1961 เขาบอกว่าชอบเล่มนี้เป็นพิเศษเพราะหน้าปกคือภาพถ่ายของวัดพระแก้วในยุคที่ยังมีลานสนามหญ้าอยู่หน้าวัด “มันบอกเล่าถึงเรื่องราวและความเป็นไปของบ้านเมืองของเราในเวลานั้น ซึ่งผมสัมผัสได้ถึงความสุทรีย์ที่ผู้คนได้รับจากการมีวัฒนธรรม”
พินิจพิจารณาความสวยงามในทุกรายละเอียดของสร้อยคอลวดลายดอกมะลิบนหุ่นจำลองที่ถูกแสงไฟภายในร้านสาดส่อง ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใด ผู้ชายที่อายุอานามก็ยังไม่มากคนนี้ จึงมีความหลงใหลและความเข้าใจถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมอันเก่าแก่อย่างลึกซึ้งราวกับว่ามันถูกฝังอยู่ในจิตวิญญาณของเขา “สมัยก่อนครอบครัวของผมเป็นข้าราชบริพารในวังนอก ดังนั้นการร้อยมาลัยและการประดิษฐ์สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นความสามารถที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นคุณย่าทวด” คุณศรัณญกล่าวพลางนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำ
นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณศรัณญนำเทคนิคด้านหัตถกรรมการประดิษฐ์ดอกไม้ในวังหลวงมาประยุกต์ใช้ในแบบของตัวเอง ตั้งแต่การขึ้นแบบ การย้อมสีวัสดุ ไปจนถึงการอบร่ำแบบไทยสมัยโบราณเพื่อให้เครื่องประดับทุกชิ้นมีกลิ่นหอมอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของงานของเขา “ตั้งแต่เด็ก ผมมักจะเห็นคุณยายและคุณแม่ช่วยกันร้อยดอกไม้และประดิษฐ์งานต่างๆ ที่ทำจากมือ มาจากการคิดรูปแบบที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัว พอมาในรุ่นของผม ผมจึงอยากสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีความแตกต่าง แต่ยังดึงเอามรดกทางวัฒนธรรมที่ครอบครัวของผมเป็นผู้บ่มเพาะไว้ให้ มาบอกเล่าถึงยุคสมัยของตัวเอง”
“ยุคสมัยของตัวเอง” ในความหมายของคุณศรัณญคือ “ยุคที่ผู้หญิงทุกคนได้รับการยอมรับจากสังคมโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ” นี่คือคติที่เขายึดมาตลอดทั้งชีวิต และเป็นคติที่เป็นเสมือนแรงบันดาลใจในการรังสรรค์งานของเขา “มันเริ่มมาจากความศรัทธาในตัวของผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อลูก” คุณศรัณญกล่าว นัยย์ตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงคุณแม่อันเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิต คุณศรัณญเล่าให้เราฟังว่าชีวิตในวัยเด็กของเขาต่างจากเด็กคนอื่นๆ เพราะคุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ทำให้เธอต้องต่อสู้และทำงานหนักเป็นสองเท่าเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวและส่งเขาเรียนหนังสือ ซึ่งความผูกพันและความชื่นชมในตัวคุณแม่ของเขา ทำให้คุณศรัณญมองเห็นถึงความแข็งแกร่งและความเด็ดเดี่ยวที่มีอยู่ในตัวผู้หญิงทุกคน นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องประดับของเขาทุกชิ้นเป็นเสมือนตัวแทนของการให้เกียรติสตรีเพศ
“อาจเป็นเพราะผมเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณแม่เป็นช้างเท้าหน้า เลยทำให้ผมมองเห็นว่าผู้หญิงนั้นเข้มแข็งไม่แพ้ผู้ชาย” คุณศรัณญกล่าว “สำหรับผม ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นวัตถุสนองตัณหาของใคร แต่พวกเธอคือผู้คิดค้น ผู้ชี้ชะตา ผู้กำหนดและสร้างสรรค์อะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ผู้ชายทุกคนควรตระหนักถึง เพื่อที่ผู้หญิงจะได้รับความสง่างามอย่างที่พวกเธอคู่ควร”


ในช่วงนั้นผมพยายามมองหาสารพัดสิ่งที่จะมาช่วยจุดไฟความคิดให้กับตัวเอง แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เจอมันกลับกลายเป็นแค่ตุ้มหูทรงเกือกม้าคู่เล็กๆ คู่เดียวที่คุณแม่เก็บไว้


แม้ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม แต่สิ่งหนึ่งที่คุณศรัณญมี ซึ่งเราสัมผัสได้เป็นอย่างดี คือการมองโลกในมุมที่แตกต่างอย่างล้ำลึก ท่ามกลางสร้อยคอ สร้อยข้อมือ และเครื่องประดับกว่าสิบชิ้นที่รายล้อมพวกเราอยู่ภายในร้าน เราถามคุณศรัณญว่าชิ้นใดคือชิ้นโปรดที่สุดของเขา คุณศรัณญครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะตอบว่า อันที่จริงแล้ว เครื่องประดับที่เขารักที่สุดไม่ใช่ผลงานของเขาเอง หากแต่เป็นตุ้มหูคู่หนึ่งที่เขาบังเอิญเจอในตู้เสื้อผ้าของคุณแม่ เมื่อครั้งยังพยายามไล่ล่าตามหาสิ่งที่จะมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นแรก
“ในช่วงนั้นผมพยายามมองหาสารพัดสิ่งที่จะมาช่วยจุดไฟความคิดให้กับตัวเอง แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เจอมันกลับกลายเป็นแค่ตุ้มหูทรงเกือกม้าคู่เล็กๆ คู่เดียวที่คุณแม่เก็บไว้ ” คุณศรัณญกล่าว “มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะผ่านความยากลำบากและการสูญเสียมามากแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเลือกที่จะเก็บไว้คือมรดกตกทอดที่มาจากคนในครอบครัวของเขา ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในใจของใครบางคน”
สำหรับคุณศรัณญ เครื่องประดับทุกชิ้น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีมูลค่ามากหรือน้อย ต่างมีคุณค่าในตัวของมันเอง หากผู้สวมใส่เข้าใจถึงเรื่องราวและที่มาของมัน คุณศรัณญเล่าว่าแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของเขา อันที่จริงแล้ว ไม่ได้มาจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก หรือแม้กระทั่งไอคอนที่คนส่วนใหญ่รู้จัก แต่มันมาจากเรื่องราวเล็กๆ ของคนในครอบครัวของเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
“ถ้าเรานำสิ่งเล็กๆ ที่เรามีความเชื่อหรือความผูกพัน เรื่องราวเหล่านั้นที่อาจไม่ได้สำคัญในสายตาของคนอื่น มาสร้างให้มันยิ่งใหญ่ในใจของเราก่อน ผู้คนจะสามารถสัมผัสได้” คุณศรัณญกล่าว “และเมื่อถึงวันหนึ่ง สิ่งเล็กๆ เหล่านั้น มันจะสามารถยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าในใจของคนอื่นได้เช่นเดียวกัน”
พระอาทิตย์เริ่มลับตา ส่งให้ท้องฟ้ายามเย็นกลายเป็นสีอำพันคล้ายกับสีคอนยัคที่คุณศรัณญเพิ่งรินลงไปในแก้วเพื่อเป็นรางวัลให้กับตัวเอง “มันเป็นการฉลองเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ในเวลาที่อยากผ่อนคลายเงียบๆ ซึ่งบางทีไอเดียเฉียบๆ ก็ผุดขึ้นมาเซอร์ไพรส์เราเวลาที่กำลังนั่งดื่มแบบไม่ได้คิดอะไร” คุณศรัณญกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มตรงมุมปาก พลางส่งอีกแก้วให้เรา หากถามว่าในชีวิตของศิลปินคนหนึ่ง จะมีสักกี่อย่างที่เขาอยากเห็น คุณศรัณญตอบอย่างไม่ลังเลว่า มันคือการได้รักษาและส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตจิตใจ และได้เห็นมันงอกเงยไปสู่คนรุ่นต่อไป “มันเหมือนกับการโยนก้อนหินลงไปในน้ำ แล้วเกิดวงกระเพื่อม แต่มันไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะมันมีคนอื่นที่จะมาช่วยสร้างวงกระเพื่อมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นต่อไปโดยไม่มีวันจบสิ้น”

ร้าน Sarran ตั้งอยู่ที่ House Of Fritz Hansen ซอยสมคิด ย่านชิดลม






ติดตามอีกหลากหลายเรื่องราวของเฮนเนสซี่ได้ที่นี่

Related Stories

Hennessy

BRIDGING THE CULTURES

หลอมรวมวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผ่านรสชาติของรายละเอียด

Read

Hennessy

INTO THE WORLD OF HENNESSY COGNAC

ภายใต้วัฒนธรรมดื่มกินอันยาวนานของมนุษยชาติ
ยังมีเครื่องดื่มอีกยี่ห้อหนึ่งที่ยืนหยัดคู่กาลเวลาได้อย่างสง่างาม

Read

Hennessy

WHERE A LOCAL STREET ARTIST GETS HIS INSPIRATIONS

ศิลปะของความดื่มด่ำกับแบรนด์คอนยัคสุดลึกล้ำ
แง่คิดและแรงบันดาลใจที่ส่งถึงกันในฐานะศิลปิน

Read

0Shares
preloader