The Read

THE DIDEROT EFFECT & MARIE KONDO: เมื่อเสื้อผ้ากลายเป็นภาระ

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Visual Designer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Read

THE DIDEROT EFFECT & MARIE KONDO: เมื่อเสื้อผ้ากลายเป็นภาระ

9 March 2020

ถอดบทเรียน The Diderot Effect และวิธีรับมือเสื้อผ้ากองโตของคนโด มาริเอะ ฉบับสธน ตันตราภรณ์

 

ปรากฏการณ์ The Diderot Effect ที่ปัจจุบันนักสังคมวิทยานำมาใช้อธิบายพฤติกรรมว่า ทำไมคนเราต้องการสิ่งของใหม่ๆ ทั้งที่ก่อนหน้าเราไม่เคยคิดว่ามันจำเป็นมาก่อน ปัญหานี้อาจจะหมดไปถ้าคุณได้มารู้จักเทคนิคการจัดบ้านแบบ KonMari ของคนโด มาริเอะ (Marie Kondo) นักจัดบ้านแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยลีนสไตล์การแต่งตัวของคุณให้ชัดเจนขึ้น

เคยไหมที่คุณได้รองเท้าหนังทรงสวยมาสักคู่ แล้วเรื่องมันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น มันนำพาตัวเราไปสู่องค์ประกอบต่างๆ ทั้งเสื้อตัวนอกและกางเกงเดรสที่จะต้องหาให้เข้าคู่กับรองเท้าหนังแสนสวย จากรองเท้าคู่เดียวมันนำไปสู่การจับจ่ายที่ไม่มีวันจบสิ้นได้ยังไง เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 18 ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เราขอเสนอ The Diderot Effect เป็นเรื่องจริงของ เดอนี ดีเดอโร (Denis Diderot) นักเขียนชาวฝรั่งเศสภายหลังเกิดเรื่องทั้งหมดเขาได้เขียนบทบันทึกเชิงพรรณนาระบายความรู้สึกของตนเองใน  “Regrets on Parting with My Old Dressing Gown.”  สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เดอนี ดีเดอโร ผู้นี้ก็มีชะตากรรมพ่ายแพ้ให้กับตัวเองเหมือนกัน ท่ามกลางยุคสมัยที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์การเมืองฝรั่งเศสเหมือนไฟลามทุ่งเข้าไปทุกขณะ เขาคือผู้ริเริ่มในการจัดทำ Encyclopédie ต้นแบบสารานุกรมที่เรารู้จักกันนั่นเอง

 

The Diderot Effect Why We Want Things We Don’t Need

 

ตามหลัก The Diderot Effect คือการที่เราได้รับของชิ้นหนึ่งที่มีสถานะภาพใหม่กว่า คำจำกัดความความใหม่ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องของที่แพงกว่า หรือเป็นของที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ แต่อาจจะเป็นของที่เรารู้สึกและให้ค่า มีความหลงใหลต่อมัน จนเป็นปฏิกิริยาส่งผลเชิงลูกโซ่ต่อกันเป็นทอดๆ โดยในกรณีที่เกิดขึ้นกับนักปรัชญาอย่างเดอนี ดีเดอโรนั้น เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งเขาได้รับเสื้อคลุมสีแดงเลือดนกสุดจะเลิศหรู เขาชายตาไปรอบๆ ห้องตัวเองแล้วพบว่าไม่มีสิ่งใดที่เหมาะสมคู่กับของชิ้นใหม่ที่เพิ่งจะได้รับมาแม้แต่น้อย หลังจากนั้นเขาจึงค่อยๆ โละสิ่งของภายในห้องตัวเองออกทีละชิ้นสองชิ้นเพื่อยกระดับให้ทัดเทียมทั้งหน้าตาและราคาให้เท่ากับเสื้อคลุมตัวดังกล่าว เขาได้เปลี่ยนจากเก้าอี้ฟางธรรมดาเป็นอาร์มแชร์หนังอย่างดีจากโมรอกโก หรือจะเป็นพรมแสนวิเศษจากดรามาคัส นี่เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นของการรีโนเวทบ้านและในท้ายที่สุดเขาก็พบว่าตัวเองเป็นหนี้เสียแล้ว

บางคนอาจจะหลุดและหลงไปในประเด็นที่ว่า The Diderot Effect คือการซื้อของฟุ่มเฟือย แม้จะเป็นเรื่องจริงที่ว่ากรณีนี้ส่วนมากจะพบเจอจากการจับจ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เราขอขยายความ The Diderot Effect ให้กระจ่างขึ้นว่า การที่เราได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา (ไม่ว่าจะด้วยวิธีการซื้อหรือมีคนให้ ไม่ว่าของชิ้นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่จำเป็นต่อเรา) และสิ่งนั้นได้มีอิทธิพลต่อแนวโน้มที่เราจะเสาะหาสิ่งอื่นในจำพวกเดียวกันมาเติมเต็ม

 

The Diderot Effect Why We Want Things We Don’t Need

 

การดำรงอยู่ของเราทุกวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มไม่ใช่การลด ด้วยการผลิตไม่ใช่การขจัด แม้จะมีการพูดคุยถึงการปฏิวัติวงโคจรเสื้อผ้ามาบ้างในช่วงหลายปีมานี้ เราจะเห็นท่าทีขององค์กรและแบรนด์ต่างๆ ออกมามีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าระบบการบริโภคแบบนี้มีมาตั้งแต่ก่อนพวกเราเกิดซะอีก และพวกเราก็มีส่วนในการเสริมสร้างให้มันทำงานอย่างแข็งขันอย่างไม่รู้ตัว บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราคุ้นชินกับพฤติกรรมการจับจ่าย ไม่ว่าเราจะมีเงินอยู่ในกระเป๋าน้อยหรือมาก เราก็ยังมีความอยากได้อยากมีอยู่ตลอดเวลา

มีงานศึกษาการบริโภคของชาวอเมริกันในลักษณะเช่นนี้โดย จูเลียต บี. ชอร์ (Juliet B. Schor) นักเศรษฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด  ที่เขียนหนังสือเรื่อง The Overspent American: Why We Want What We Don’t Need เนื้อความได้สาธยายต่อพฤติกรรมการจับจ่ายที่ไม่เคยพอใจและไม่เคยอิ่มในสิ่งที่ตัวเองมี พร้อมอธิบายต้นสายปลายเหตุว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรและตัวเขาเองนั้นมีความเชื่อที่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพวกเราๆ หรือผู้บริโภค แต่หากเป็นผลของการโฆษณาของนักการตลาดทั้งหลายที่ป้อนข้อมูลลงในกล่องความจำของเราในทุกขณะตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน สื่อโฆษณาเหล่านั้นเหมือนพายุสร้างแรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาในทุกทิศทางเพื่อจะบอกเราว่าคุณต้องได้รับสิ่งที่ดีกว่า

 

Tidying Up with Marie Kondo วิธีจัดเสื้อผ้า

 

วิธีรับมือกับ The Diderot Effect นั้นก็มีอยู่หลายวิธีตามที่ เจมส์ เคลียร์ (Jame Clear) เจ้าของหนังสือ Atomic Habits ที่ติดอันดับหนังสือขายดีของนิวยอร์กไทมส์ หนึ่งในผู้ที่สนใจต่อปรากฏการณ์นี้ได้แนะนำไว้ แต่วิธีที่ดูจะเข้าเค้ากับประเด็นเรื่องเสื้อผ้าที่สุด ที่เราคิดว่าถ้าใครกำลังอ่านบทความนี้แล้วนั่งอยู่ใกล้ตู้เสื้อผ้าของตัวเองจะสามารถหันหลังและลุกไปเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้เลย แม้การคัดเลือกเสื้อผ้าที่เราไม่ใช้ออกไปจากตู้อาจฟังดูเป็นเรื่องเบสิค แต่รับรองว่าถ้ามันมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมันจะต้องซับซ้อนแน่ๆ แล้วเราจะอยู่กับกองเสื้อผ้ามหึมาของเรานั้นได้อย่างไร คำตอบของคำถามในเรื่องนี้คงไม่พ้นมือของเธอผู้นี้  กูรูแห่งการจัดบ้านแห่งยุค คนโด มาริเอะ เจ้าของหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up และ Spark Joy รวมถึงรายการดังที่ออกอากาศบน Netflix อย่าง Tidying Up with Marie Kondo หลักการจัดบ้านของเธอนั้นฮอตฮิตถึงขนาดสาวกบางคนใช้คำว่า Kondo เป็นคำกิริยาเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากการจัดเสื้อผ้าแล้ว ยังมีในส่วนของการจัดของหมวดหนังสือ หมวดของเอกสาร หมวดโคโมโนะหรือของเบ็ดเตล็ด และหมวดของที่มีผลต่อความรู้สึกหรือความทรงจำ เช่น รูปถ่าย เป็นต้น

คำถามต่อมาแล้วเราจะจัดการเสื้อผ้าพวกนั้นยังไง เราต้องตัดใจทิ้งของที่เราไม่ชอบใช่ไหม หรืออย่าเสียดายของ จงเลือกแต่สิ่งที่สร้างความสุขให้เราเท่านั้นรึเปล่า ตามหลักการคอนมาริ คือให้เรานำเสื้อผ้าทุกชิ้นในบ้านมากองตรงหน้าเพื่อที่เราจะได้รับรู้ว่าตัวเองมีเสื้อผ้ามากมายขนาดไหนที่ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ต่อมาคือการเลือกเก็บหรือเลือกที่จะทิ้ง สำหรับการเลือกที่จะเก็บนั้นมีทริคที่ดูง่ายแต่ทำยาก เธอบอกว่าให้จับเสื้อผ้าแต่ละชิ้นขึ้นมา ให้รู้สึกถึงสัมผัสแรกตอนที่ได้จับนั้นว่ามันยังเปล่งประกายความสุขหรือส่งพลังงานเชิงบวกให้แก่เราอยู่ไหม ถ้ารู้สึกก็แสดงว่าชิ้นนั้นได้ไปต่อ แต่ถ้าไม่ เธอบอกว่าก่อนที่จะโยนทิ้งไปให้เรากล่าวขอบคุณสำหรับการสอนให้รู้ว่าเราไม่เหมาะกับเสื้อผ้าสไตล์นี้ วิธีนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจง่ายขึ้นและเป็นหลักจิตวิทยาที่สร้างสำนึกไม่ให้รู้สึกผิด วิธีการจัดเสื้อผ้าแบบคอนมาริ นอกจากจะช่วยคลีนตู้เสื้อผ้าแล้วยังลีนสไตล์ที่เหมาะกับเราเข้าจริงๆ ได้ด้วย ถือว่าเป็นเทคนิคให้กับใครหลายคนที่อย่างชัดเจนและแน่วแน่ให้แนวทางการแต่งตัวของตัวเองได้ดีที่เดียวเลย

 

Ston Tantraporn

Story advised by Ston Tantraporn, Fashion & Etiquette, W.MINISTRY

Meet all the W. MINISTRY Aficionados here

 

หลักคอนมาริจะไปมีความหมายอะไร ถ้าไม่ได้ปฏิบัติจริง เราได้พูดคุยกับคุณ ปืน สธน ตันตราภรณ์ หนึ่งใน Aficionados ของเรา กับเรื่องราว 18 ถุงดำที่เป็นจำนวนของการตัดสินใจเคลียร์บ้านครั้งใหญ่และแม้ของชิ้นนั้นจะมีราคาสูงหรือแบรนด์ดีเลิศหรูอย่างไร ก็มีชะตากรรมลงถุงดำเหมือนกันหมด

มันจะมหัศจรรย์แค่ไหนถ้าคุณเปิดตู้เสื้อผ้าไปแล้วเจอ
แต่ของที่สื่อสารกับคุณได้โดยตรง

 

นี่คือประโยคที่คุณปืนชอบมากของคนโด มาริเอะ เขาเสริมต่อว่า วิธีคิดแบบนี้ทำให้เรากรอบวิธีการเลือกจับจ่ายเสื้อผ้าของตัวเองในอนาคตด้วย ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะเจอหลักคอนมารินั้น หลักสูตรที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์ที่ตัวเขาได้ร่ำเรียนมาก็เคยได้พูดถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ทำให้เขามีความเชื่อมั่นเพิ่มเป็นสองเท่า

คุณปืนออกตัวกับเราว่าเขานั้นเคยเป็นหนึ่งคนที่มองเรื่องนี้ (คอนมาริ) ด้วยสายตาที่ไม่เชื่อมาก่อนว่ามันจะมีประโยชน์ต่อตัวเขาจริงๆ แต่ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปหลังจากเขาได้ลองอ่านหนังสือดังกล่าวและพบว่าความคิดของเขากับคนโด มาริเอะนั้นตรงกันในแง่หนึ่ง คือขั้นตอนที่คนโด มาริเอะนั้นจะต้องสื่อสารกับบ้านและสิ่งของก่อนทุกครั้ง เมื่อไปถึงสถานที่นั้นเป็นครั้งแรก เพื่อขออนุญาตบ้านในการจัดบ้าน เพราะส่วนตัวคุณปืนเชื่อว่าสรรพสิ่งบนโลกล้วนมีการสื่อสารต่อกันอยู่แล้วแต่เป็นรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เขาจึงเริ่มศึกษาและลองทำตามเธออย่างจริงจัง ตรงนี้เองที่ทำให้หัวใจของเขาพองโตและได้มูฟออนจากพันธนาการความคิดบางอย่างของตัวเอง

 

Tidying Up with Marie Kondo วิธีจัดเสื้อผ้า

ในหน้าที่ 68 ของหนังสือ Spark Joy ได้กล่าวถึงวิธีการพับผ้าในแบบฉบับคอนมาริ ไว้ว่า “การที่เราจะพับผ้าได้ดีที่สุดนั้นต้องใช้วิธีเดียวกับการพับกระดาษ”

 

แม้แต่กรณีปราบเซียนอย่างเรื่องของขวัญที่ให้เราทำใจทิ้งยังไงก็ทิ้งไม่ลง แต่สำหรับคนโด มาริเอะก็มีคำตอบให้ คุณปืนบอกกับเราว่าของขวัญคือ ของที่ถูกให้ บทบาทและหน้าที่ของมันจบลงตั้งแต่จากมือผู้ให้ส่งถึงมือผู้รับเรียบร้อย และไม่ได้แปลว่าเมื่อเรารับมาแล้ว ต้องจำเป็นที่จะใช้งานมัน (ถ้ามันเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับคุณจริงๆ หรือไม่มีโอกาสที่เหมาะสมกันเลย) เขาเน้นต่อว่าสิ่งที่เราควรจะคิดและจดจำให้ดีคือเรื่องของรายละเอียดของความรู้สึก ช่วงเวลาที่ได้รับมันมาต่างหาก

 

เพราะท้ายที่สุดแล้วของชิ้นนี้จะถูกเก็บไว้ ถ้าคุณไม่ใส่หรือถ้าคุณไม่ชอบ มันก็จะตอกย้ำเราถึงการไม่ใส่และการไม่ชอบ

 

คุณปืนเชื่อว่าการกระทำทั้งหมดนี้คือเรื่องของส่วนบุคคล เพราะคนที่จะต้องดำเนินชีวิตและสวมใส่เสื้อผ้าเหล่านั้นตลอดเวลาไม่ใช่คนอื่นแต่เป็นตัวเราเอง เขายกตัวอย่างให้เราเห็นชัดมากขึ้นในประเด็นของเสื้อผ้าที่เราสวมใส่หรือแขวนไว้ในตู้นั้น สมมติว่าเราอาศัยอยู่กับเพื่อนหรือคนในครอบครัว กองเสื้อผ้าเหล่านั้นมันถูกแยกออกชัดเจนทั้งแง่ของรสนิยม โครงสร้าง รูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งการจัดเก็บเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าก็ต้องมีพื้นที่ของใครของมันอีก นี่จึงเป็นเหตุที่ทำไมเรื่องนี้จึงควรจบที่การตัดสินใจของเราคนเดียว

สุดท้ายคุณปืนได้ยกตัวอย่างให้เราเห็นชัดมากขึ้นกับคำว่า Spark Joy หรือจุดประกายความสุข เป็นคำพูดที่สร้างความฉงนสงสัยต่อใครที่ยังไม่เคยได้ศึกษาและลองปฏิบัติตามหลักคอนมาริจริงๆ เขาบอกกับเราว่า ถ้าทอนคำว่า ‘Spark Joy’ เป็นเพียงแค่เราใส่เสื้อตัวนี้แล้วรู้สึกยังไงก็น่าจะเห็นภาพมากกว่า โดยเขายกตัวอย่างเรื่องเสื้อสองตัวที่มีผลต่อความรู้สึกให้เราเข้าใจมากขึ้น ตัวแรกเป็นตัวที่หยิบขึ้นมาแล้วสปาร์ค รู้สึกได้ถึงความสุขเพราะเป็นเสื้อที่เคยใส่ในวันสำคัญ เช่น วันแต่งงานหรือวันรับปริญญา ส่วนตัวที่สองเป็นเสื้อที่เราเคยใส่ในวันที่แฟนบอกเลิกพอดี ที่คุณหยิบขึ้นมาก็ทำให้คุณสปาร์คหรือรู้สึกได้เหมือนกัน บางทีคุณก็อาจจะอยากเก็บมันไว้เพื่อนึกถึงอะไรบางอย่างหรือเตือนใจในบางสิ่ง แต่ถ้าหากเสื้อตัวนี้มันมอบพลังงานลบให้แก่เรา เขาก็บอกว่า เราไม่จำเป็นต้องเก็บของทุกอย่างที่รู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิ่งนั้นทำให้มู้ดแอนด์โทนชีวิตของเราแย่ลง

Related Stories

The Read

WHY WE SHOULD DRESS ACCORDING TO OUR MOOD

ถอดรหัสความหมายของเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ในทุกวัน

Read

The Read

THE PERKS OF BUYING “SECOND-VALUE” GOODS

3 เหตุผลที่คุณควรซื้อ “สินค้าราคาทางเลือก”

Read

The Read

THE END OF SOCIAL MEDIA SHOPPING

จุดจบหรือจะไปต่อกับการจับจ่ายบนสังคมออนไลน์
ในเมื่อการใช้งานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

Read

0Shares
preloader