Arts

THAI PORNOGRAPHY: มองวิวัฒนาการ “หนังสือโป๊ไทย” งานศิลป์ที่มากกว่าแค่เรื่องกามารมณ์

บทความโดย Nanat Suchiva, Managing Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

Arts

THAI PORNOGRAPHY: มองวิวัฒนาการ “หนังสือโป๊ไทย” งานศิลป์ที่มากกว่าแค่เรื่องกามารมณ์

19 June 2020

เรื่องราวฉากหลังของความเปลือยเปล่า

 

ริมฝีปากบรรจงบดขยี้ลงบนยอดปทุมถัน สองมือขย้ำเต้าอันอวบอิ่ม นิ้วเธอค่อยๆ จิกลงที่ตรงข้างเตียง เสียงเธอครวญครางประหนึ่งจะขาดใจ เธอสะดุ้งเฮือกสองเฮือกพร้อมบีบแขนผมเอาไว้ แล้วเราก็ขึ้นสวรรค์กัน…” 

 

ขอหยุดรับบทนักเขียนเรื่องเสียวไว้แต่เพียงเท่านี้จะดีกว่า เพราะผมไม่ได้กำลังชวนเชิญให้ผู้อ่านเสพสมอารมณ์หมายไปกับหญิงสาวในฝันชวนจินตนา แต่ผมมีเรื่องที่ค้างคาเกี่ยวกับ “หนังสือโป๊” มาตีแผ่ พูดคุย หรือจะเรียกว่า “สำเร็จความใคร่ในความอยากรู้อยากเห็น” กันก็คงจะไม่ผิดนัก

หนังสือโป๊ ภาพเปลือย ภาพอนาจาร ที่ผู้อ่านกำลังนึกตามเป็นแบบไหน? ทรวดทรงองค์เอว โหนกนูน เว้าโค้ง หรือภาพที่ไม่ได้เห็นเพียงสองมิติ แต่มีกลิ่นฟีโรโมนของหญิงสาวหน้าตายั่วยวน เนื้อหนังมังสาแสนอวบอั๋น ออกมาระหว่างเสพด้วยตาทั้งสองข้าง? แล้วเพราะเหตุใด “หนังสือโป๊ของไทยในอดีต” มันจึงมีพลังทำลายล้างดั่งอาวุธแสนยานุภาพสูงกับจิตใจและร่างกายของเราเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่มันเป็นเพียง “กระดาษ” ธรรมดาก็เท่านั้น

 

 

ภาพชวนตื่นตา เนื้อหาเสียวซ่าน ประหนึ่งได้ลงสนามจริง

ก่อนจะเข้าเรื่องเสียวๆ กันต้องขอบอกก่อนว่า สำหรับตัวผมเองนั้น มีมุมมองเกี่ยวกับหนังสือโป๊ไทยในอดีตค่อนข้างไปในทางชื่นชม ผมกล้านิยามให้ว่ามันช่าง “ทรงคุณค่าในเชิงศิลป์” เพราะผลงานการผลิตก่อนจะออกมาแต่ละเล่ม ต้องผ่านการคิดแล้วคิดอีก ทั้งนางแบบ ทิศทางและเทคนิคการถ่าย กรรมวิธีที่เรียกว่า post-production หรือกระทั่งการจัดวางหน้า (layout) ทุกอย่างล้วนผ่านความตั้งใจออกมา จะเรียกว่า “งานคราฟต์” เหมือนคำติดปากวัยรุ่นยุคนี้ก็ดูจะเข้าใจได้ และหนังสือโป๊พวกนี้ถ้าจะมองดีๆ มันคืองานศิลป์ที่ต้องลงทั้งแรง ลงทั้งใจ ไม่ได้มีทางลัดใดๆ ให้แม้แต่ 1%

ยิ่งในด้านของกระบวนการ copywriting แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์เข้าไปใหญ่ เพราะมีเพียง บก. คนเดียว เขียนเรื่องราวที่แฟนตาซีมากมาย คิดพล็อตเรื่องเอง บางทีจดหมายทางบ้านก็เขียนเองตอบเอง ส่วนภาพที่ บก. อาจจะเคยถ่ายด้วยมือตัวเอง เมื่อมันมีวิวัฒนาการ ก็ต้องมีช่างภาพที่มีฝีมือ มีศิลปะในการถ่ายมาช่วย

จะว่าไป benchmark แบบใหม่ของวงการภาพนู้ด ภาพโป๊ ของไทย ก็ต้องยกให้อยู่สมัยของ คุณ บี๋ ธีรพงษ์ เหลียวรักวงศ์ (ช่างภาพนู้ดชื่อดังและดารานักแสดงรุ่นเก๋าในอดีต) ซึ่งถ้าพูดถึงในแง่ของการกำกับศิลป์ (art direction) แล้วนั้น เซ็ตติ้งของคุณบี๋ จะดูดี หรูหรา และลงทุนแบบสุดตัวให้กับการถ่ายทำมาก แบบไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญ ในสมัยนั้นต้องคุมโทนและมาตรฐานของการนำเสนอผู้หญิงในแบบที่ว่า “ถึงใจ” มีการโพสต์ท่าทางยั่วยวน ปิดตรงนี้นิด เปิดตรงนั้นหน่อย ฉีดน้ำให้มันเปียกเพื่อเล้าโลม ตบแฟลชแรงๆ เข้าไปให้ผิวมันขึ้นวาว ให้เนื้อหนังขับน้ำออกมาให้เห็นไขมัน เพื่อกระตุ้นเราแบบให้ใจสั่น

 


 

ยุคนั้น จะทำให้หนังสือโป๊ขายได้ มันก็ต้องเน้นอยู่ 2 อย่างเท่านั้น คือการทำภาพให้สวยแบบมีชีวิตจริงไปเลย และต้องใช้ถ้อยคำที่มันชวนจินตนาการได้ทุกเม็ดทุกตอน 

ผมขอตัดตอนคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านที่จะมาพูดคุยกับเรา มาเป็นน้ำจิ้ม เผื่อใครอยากจะชิมคำต่อไป และถ้าพร้อมแล้วเรามามองหนังสือโป๊ในอีกมุมไปด้วยกันในบทความนี้

แน่นอนว่าผมกำลังพินิจพิเคราะห์เหล่าหนังสือปลุกใจเสือป่า ด้วยการมองในอีกมุมนอกจากความบันเทิงทางกามารมณ์ ในบทความนี้ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คร่ำหวอดด้านเนื้อหนังมังสาหญิงสาวในคนละมุม

คนหนึ่งคือศิลปินอิสระแนวมโนทัศนศิลป์ (Conceptual Art) ผู้มีผลงานที่ฮือฮาโด่งดังอย่าง Pink Man ชุดภาพศิลปะเสียดสีความรุนแรงสังคมไทยและการจัดแสดงภาพถ่ายหายากอีกมามายอย่าง มานิต ศรีวานิชภูมิ และ แฟนพันธุ์แท้วรรณกรรมซีไรต์ นักประวัติศาสตร์ และคอลัมน์นิสต์ชื่อดังที่เชี่ยวชาญเรื่องราวของสังคมไทยอย่าง อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ มานั่งพูดคุย ตอบคำถาม ปลดเปลื้องสิ่งที่ซ่อนอยู่เกี่ยวกับสื่อที่ใครหลายคนมองว่า “ลามกจกกะเปรต” ทั้งที่มันอาจะเป็นสิ่งที่สวยงามเสียด้วยซ้ำไป

ผมยิงคำถามแรกที่อยากรู้มาตั้งแต่เยาว์วัย อาจจะไม่ถึงรวมจิตใจที่รู้สึกซู่ซ่าตอนเห็นหนังสือโป๊จากเพื่อนข้างบ้าน ที่แอบเอาหนังสือผู้ใหญ่ของพ่อมาอ่าน เพราะตอนที่ได้หยิบจับและเปิดดูอีกครั้งเร็วๆ นี้ ผมมั่นใจว่าความรู้สึกที่มีนั้นเปลี่ยนไปมากอยู่พอประมาณ เพราะสิ่งที่ผุดขึ้นมาคือเป็นจินตนาการเกี่ยวกับประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่มากกว่าแค่ภาพสาวน้อย สาวใหญ่ แบบที่เคยผ่านมา

 

 

มองภาพโป๊ยังไงไม่ให้เสียว

หลังจากคุณมานิตฟังคำถามของผมจบ เขานิ่งเงียบไปสักพักเหมือนกำลังจะเรียบเรียงความรู้ที่มีมากมายในหัวของเขา เพื่อตอบคำถามที่ดูจะไม่ make sense เสียเท่าไหร่ แต่ยังไงผมก็ต้องรู้มันให้ได้อยู่ดี

ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ แล้วบ้านเรามีความพยายามที่จะแบ่งภาพเปลือยกับภาพอนาจารมาตลอด แต่ตัวผมเองผมไม่ได้คิดแบบนั้น ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นเพราะการแบ่งที่ว่า มันเกิดขึ้นจากประเด็นเรื่องของศีลธรรม เหตุที่ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะว่ามันเป็นการแบ่งตามรสนิยมมากกว่า ถ้าจะบอกว่ามันอนาจาร มองแล้วเสียว มันก็เป็นวิธีการมอง จะบอกว่าเป็นงานศิลปะ มันเป็นแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนอีก อย่างภาพที่ดูเถื่อนๆ มัดๆ แหกขาโชว์อวัยวะเพศของผู้หญิงอย่างชิบาริของญี่ปุ่น หลายคนก็ยอมรับว่ามันเป็นศิลปะ จัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ถมเถไป ถ้าตอบคำถามคือมันเป็นเรื่องปัจเจกเราเถียงกันไปไม่มีวันจบแน่นอน” 

คำตอบของคุณมานิต ถือว่าตอบคำถามในใจของผมได้พอสมควร แต่ก็ยังไม่กระจ่างนัก เราเลยคุยกันต่อไปแบบไม่เร่งรีบ

 


การเสพเรือนร่างหญิงสาวมีเรื่องราวมากกว่าแค่ตูดๆ นมๆ 

ผมเชื่อเสมอว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาให้เราเห็นบนโลกใบนี้ ย่อมมีเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งนั้น อยู่ที่เราจะใส่ใจไปรับรู้ ตื้นลึกหนาบาง ของมันมากแค่ไหน ในกรณีนี้ผมไม่ลืมที่จะคุ้ยแคะแกะเกาเรื่องราวของหนังสือโป๊ จากปากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองอย่างแน่นอน

คุณมานิตบอกว่า ความสนใจของมนุษย์ต่อร่างกายมนุษย์ด้วยกัน มันมีมายาวนานเป็นพันๆ ปีแล้ว หากจะว่าไปพวก “เครื่องเพศ” นี้ก็มีบทบาทหน้าที่หลายอย่างตั้งแต่การสืบพันธุ์ การนับถือบูชา จนไปถึงเพื่อความบันเทิง

คุณสังเกตไหมครับเวลาเกิดสงครามเกิดการฆ่าแกงกัน เมื่อไหร่ที่ศัตรูเข้ามาทำการยึดเมืองได้ สิ่งที่เขาต้องทำคือการข่มขืนเพื่อความสะใจ เพื่อแพร่พันธุ์ของตัวเอง มันเหมือนสัญชาตญาณสัตว์แม้แต่เรื่องการแต่งงาน มันก็มีส่วนของความเป็นสัญชาตญาณสัตว์ที่ต้องการส่งต่อพันธุกรรมของตัวเอง ส่งต่อยีนส์ของตัวเองให้สืบต่อไป แต่เนื่องจากมนุษย์มันมีสมอง มันมีความซับซ้อน มันมีการแยกแยะได้ มันมีการใช้เหตุใช้ผล ซึ่งไม่ได้ใช้แต่สัญชาตญาณอย่างเดียว ดังนั้นมันก็เลยเกิดขบวนการการกำกับขึ้นมาด้วย กำกับมนุษย์ด้วยสิ่งที่เราเรียกว่าศีลธรรมคือการจะไม่ให้มนุษย์เที่ยวไปกระทำการอะไรโดยที่อาจจะเป็นการขัดขืนหรือว่าเป็นการไปกระทำกับผู้ที่เขาไม่ยินยอม” 

 


เรียกได้ว่าศาสนาคือ Game Changer 

ก่อนจะเข้าเรื่องวับๆ แวมๆ แบบไทยๆ เราไปคุยกันเรื่องต้นตอของวิวัฒนาการภาพโป๊กันสักนิด คุณมานิตบอกผมว่า ถ้าเราดูภาพโป๊ในอดีตที่มีมายาวนาน อารยะธรรมเมโสโปเตเมีย กรีก โรมัน เราจะเห็นรูปปั้น ภาพวาดในแบบที่ “ล่อนจ้อน” จนกระทั่งศาสนาเข้ามา มันก็มีผู้รู้ ผู้นำ ผู้ที่เป็นที่เคารพในสังคม เริ่มเอาเสื้อผ้าไปจับใส่ภาพ รูปปั้นโป๊เปลือยเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ความรู้สึกอนาจาร โดยมีชุดความคิดทางศีลธรรมกำกับอยู่ ดังนั้นศิลปินก็เริ่มรู้สึกว่าสังคมก็เริ่มมีกฎเกณฑ์มากขึ้น ศิลปินที่บางคนก็ยอมอยู่ในกฎเกณฑ์ แน่นอนว่าบางคนก็ไม่ยอมอยู่ในกฎเกณฑ์เหล่านั้น

เมื่อกลับไปดูภาพวาดสมัยกรีกในโรมัน แม้แต่ถ้วยชามรามไห เขาก็สรรเสริญเชิดชูเรื่องเพศเป็นแต่เมื่อมีส่วนในศาสนจักรทางคริสเตียนเข้ามา มันก็เริ่มผิดเพี้ยน ผู้หญิงที่เคยโป๊เปลือยก็ถูกเอาเสื้อผ้าไปห่ม อวัยวะเพศของผู้ชายผู้หญิง จะถูกปกปิดหรือทำลายไป

ถ้ามองในมุมศิลปิน คุณมานิต พูดเสียงแข็งว่า เวลาที่คุณเป็นศิลปินคุณสนใจร่างคนจริงๆ คุณไม่ได้มานั่งคิดประเด็นเรื่องลามกอนาจารอะไรทั้งนั้น

อันนี้มันจะเห็นว่าสังคมวิวัฒนาการ แต่ศิลปินก็พยายามจะหาทางที่จะปกป้องตัวเองและงานศิลปะของตัวเองโดยการทำยังไงให้เขารู้สึกและยอมรับได้ว่าภาพเหล่านี้จะอยู่ในสังคมได้ มันเลยเกิดเป็นดีกรีระหว่างคำว่า naked กับ nude ซึ่งจริงๆ ก็แปลว่าภาพเปลือยเหมือนกันแต่ระดับมันไม่เท่ากัน ระดับดีกรีนี้แหละคือการพยายามจะเข้ามาตีเส้นทำให้สังคมยอมรับให้ได้” 

 

 

จากแค่เพิ่มอรรถรสในการอ่านสู่การขนานนามว่าหนังสือใต้ดิน

อย่างที่บอกไปว่าฟากหนึ่งของบทสนทนาเรื่องนี้มีนักประวัติศาสตร์ฝีมือดีอย่าง คุณ แครส (เขามีนามปากกาที่รุ่นน้องที่มหาลัยอย่างผมและอีกหลายๆ คนชื่นชอบว่า อาชญาสิตุส เดอ ซารามาแครส) อยู่ มุมมองที่เขาส่งต่อมาให้ผม คงต้องบอกว่าไม่สามารถไปค้นคว้าหาได้ที่ไหน หากไม่ได้ไปขลุกตัวอยู่กับงานวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยต่างๆ

วาร์ปข้ามเวลาจากยุค Renaissance มาลงจอดที่ประเทศไทยในร้อยกว่าปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยเรื่องที่ว่า เดิมทีหนังสือปลุกใจเสือป่าม้าคะนองพวกนี้ ไม่ได้แยกมาเป็นเล่มๆ แบบปัจจุบันที่เคยเห็นกัน (คุณแครสบอกว่าเมื่อ 100 ปีก่อนมีสื่อสิ่งพิมพ์ มีนิตยสารก็จริง แต่การเรียกว่าปลุกใจเสือป่ามันมาเรียกกันตอนหลัง ซึ่งขอละความเข้าใจไว้ก่อน) และน่าแปลกใจที่คำว่าโป๊ในยุคนั้น มันไม่ได้มีความหมายเหมือนกับในปัจจุบัน เพราะโป๊ยุคนั้นมันแปลว่าเพิ่ม แปลว่าเสริมเข้าไปเหมือเหมือนโป๊วสี

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2460 – 2470 ก็เริ่มมีคนใช้คำว่าโป๊ กับอะไรที่วับๆ แวมๆ แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยุคนั้นคำว่าโป๊ก็ไม่ได้หมายความถึงการโชว์เนื้อหนังมังสามากเท่ากับตอนนี้

ตามแผงหนังสือนิตยสารสมัยนั้น มักจะแอบใส่ “ภาพศิลป์” ไว้ก็คืออยู่ที่หน้ากลาง ทั้งที่มันไม่น่าจะมีด้วยซ้ำอย่าง นิตยสารบอล นิตยสารเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่พอถึงยุคราวๆ พ.ศ. 2490 ทีนี้ก็เริ่มเอามาอยู่บนปกกันแล้ว เช่น โฉมงาม ที่มีผู้หญิงเปลือยหมด ซึ่งจะบอกว่านั่นเป็นต้นแบบของ “ไทยเพลย์บอย” ที่ชายไทยรู้จักกันดี  แล้วแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ก็มีคำขวัญคำคะนองที่หนุ่มๆ ตั้งให้ว่า “อุดมรูปโป๊”

ไอรูปโป๊จริงๆ เนี่ย ในยุคนั้นมันคือโฆษณารูปแบบหนึ่ง (printed advertising) เช่น พวกโฆษณาน้ำหอมที่มีภาพวาดลายเส้นผู้หญิง แต่งตัววับๆ แวมๆ เปิดไหล่ เปิดเอว เท่านี้ก็ถือว่าโป๊มากแล้ว จากนั้นก็มีภาพศิลป์คือภาพที่เราเห็นสรีระเรือนร่าง แต่ก็อีกนั่นแหละ ภาพศิลป์มันก็ข้อถกเถียงยุคนั้นว่าอะไรกันภาพศิลป์อะไรเป็นศิลปะไม่เป็นศิลปะ มันลามกไหมอะไรทำนองนั้น เถียงกันไม่รู้จบ

มีหนังสือบนดิน ก็ต้องมีหนังสือใต้ดิน คุณแครส บอกผมว่าเขาเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “หนังสือเสื่อม” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2500 กว่าๆ หลังจากนั้นสัก 10 – 20 ปีให้หลังมันคือ “ยุคทองของหนังสือปลุกใจเสือป่า” ทั้ง แมน, ครั้งแรกของหนุ่มสาว, ไทยเพลย์บอย, นวลนาง, เปิดบริสุทธิ์และอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ถ้าพูดเรื่องวิวัฒนาการก็อย่างที่ผมได้บอกไปว่า จากการอ่านเพื่อเพิ่มอรรถรสให้หนังสือที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน มาสู่หนังสือใต้ดิน และขึ้นมาบนดินได้แบบ “อล่างฉ่าง” นั่นเอง

 

 

แนวคิดแบบ Victorian จุดเปลี่ยนความโป๊เปลือยในสังคมคนไทย

เราพูดเรื่องวิวัฒนาการของหนังสือโป๊ไทยแบบคร่าวๆ กันแล้ว ผมรู้สึกว่าหากไม่เอาประวัติศาสตร์ของคนไทยเกี่ยวกับความโป๊เปลือยมาเล่า มันก็คงเหมือนปาท่องโก๋ไม่ได้จิ้มนมข้น มันคงจะไม่หวานมัน และน่าอ่านต่อด้วยซ้ำไป

ผมกำลังพูดถึงเรื่องที่ได้คุยกับคุณมานิต ถึงต้นตอของการเปลือยกายในที่สาธารณะว่าเรารับรู้ว่ามันโป๊ มันอนาจารกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาบอกได้เลยว่ามันเป็นเรื่องของ “การเผยแพร่วัฒนธรรมฝรั่งในบ้านเรา”

แต่ก่อนชาวบ้านผู้หญิงก็เปลือยครึ่งอกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5-6 หรือ แม้แต่ต้น รัชกาลที่ 7 เราก็ยังเห็นชาวบ้านตามตลาด ตามบ้านนอก คุณยาย คุณป้า คุณน้า ยังเปลือยอกกันอยู่เลย เพราะสมัยนั้น การเปลือยอกก็เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเรา รับเอาวัฒนธรรม รับเอาวิธีคิดแบบตะวันตกเข้ามาแบบค่อนข้างสมบูรณ์เท่านั่นล่ะการใส่เสื้อผ้าก็เข้ามา set tone ใหม่ทั้งหมด นั่นคือแนวคิดแบบ Victorian แล้วรู้ไหมทำไมถึงเรียกแบบนั้น? ก็เพราะ Queen Victoria ของอังกฤษนี่แหละที่เธอแต่งตัวมิดชิดเพราะไว้อาลัยให้พระสวามีที่เสียชีวิตของเธอนั่นเอง แม้แต่จิตรกรรมฝาผนังบ้านเรา นางฟ้า นางเทวดาก็มีเปลือยอก พอเราต้องศิวิไลซ์ตามอย่างตะวันตก เราก็ extreme ไปอีกแบบหนึ่ง

คุณมานิตบอกว่า ทุกวันนี้ที่เราทะเลาะกันว่าเสื้อผ้าจะเปิดเปลือยแค่ไหน มันก็กลายเป็นประเด็นใหญ่โตทางสังคม บางคนบอกว่าฝรั่งทำแล้วสวยงามแต่คนไทยทำแล้วดูอนาจาร ผมว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องทัศนคติมากกว่า เรื่องเพศมันไม่ใช่สิ่งสกปรก สิ่งที่สกปรกมันคือเรื่องความคิดจิตใจของมนุษย์มากกว่าร่างกาย เขาเชื่อแบบนั้น และผมที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ก็เชื่อแบบนั้นเช่นเดียวกัน

 

 

รสนิยมที่สะท้อนความซับซ้อนของการเป็นมนุษย์

นิตยสารเล่มละบาทหรือว่าอาชญากรรมเลือดสาด ที่มีภาพผู้ประสบอุบัติเหตุ พร้อมกับมีภาพผู้หญิงเปลือยแถมมานั้น มันเป็นรสนิยมอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ มันสะท้อนความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ได้ดีเยี่ยม” 

คุณมานิต เปิดมาด้วยข้อความแบบนี้ในประเด็นต่อไป ทำเอาใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นเพราะไม่คิดว่าแค่การดูภาพโป๊ มันจะถือเป็นเรื่องความซับซ้อนในจิตใจอะไรปานนั้น เขาบอกว่า สำหรับคนที่ไม่ชอบเรื่องอย่างว่า ก็จะต้องพูดออกมาว่า นี่มันต่ำชั้น นั่นมันอุบาทว์ แต่เรื่องนี้ก็เป็นวิวัฒนาการของภาพโป๊ในอีกโลกคู่ขนานที่น่าสนใจ

 


มองคนแบบแฟนตาซี มีบริบทสังคมเป็นฉากหลัง 

หลังจากยุคทองของผู้เริ่มต้นภาพศิลป์โดยใช้เรือนร่างในการถ่ายทอดอย่าง หม่อมหลวงต้อย “ทอม เชื้อวิวัฒน์” ก็เป็นช่างภาพเบอร์ใหญ่อีกคน ที่รับไม้ต่อมาจากหม่อมหลวงต้อย ในยุค 70s – 80s ก็เริ่มมีความพยายามที่จะพัฒนาคุณภาพการถ่ายนู้ด โดยมีต้นแบบที่เป็นนิตยสาร Playboy ของฝรั่งมังค่า นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะคือการนำเข้าแนวคิดของการมองผู้หญิงแบบฝรั่งมาเต็มๆ แต่ว่าตัวแสดงนี่เป็นนางแบบไทย

นี่คือการแฟนตาซีผู้หญิงไทยด้วยวิธีการมองแบบฝรั่ง มันเป็นการ set tone ให้กับการมองผู้หญิงไทยตัวดำๆ นมโตๆ ว่าสวยและเซ็กซี่ นี่แหละคือแฟนตาซีของฝรั่งที่มีต่อผู้หญิงเอเชีย

 

 

คุณมานิตบอกว่า การมองเรือนร่างแต่ละชนชาติก็มีวิธีการให้คุณค่าที่ไม่เหมือนกัน ในวัฒนธรรมฝรั่งเมื่อมองสาวเอเชียเขาก็จะมีภาพในเชิงของแปลก (exotic) นั่นคือชุดข้อมูลที่พอจะตอบคำถามผม หรือใครหลายๆ คนที่กำลังอ่านอยู่นี้ว่า เวลาเดินผ่านแถวๆ พัฒน์พงษ์ นานา พัทยา ทำไมฝรั่งต้องเดินกับผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ ตัวดำๆ

อ้าว แบบนี้รสนิยมของคนไทยที่มองผู้หญิงไทยด้วยกันแบบหมวยๆ ขาวๆ อึ๋มๆ หายไปไหน? คุณมานิตมีคำตอบว่า เรื่องนั้นถือว่าเป็น “กระแส” ที่ยึดโยงกับหลายๆ เรื่องในสังคมทั้ง คอมมิวนิสต์ กระแสต่อต้านจีน กระแสการยอมรับฮ่องกง ไต้หวัน ที่เรียกได้ว่าซับซ้อนอย่างแท้จริง กล่าวพอสรุปจากการคุยกับคุณมานิตในประเด็นนี้ได้ว่า บริบทเหล่านี้เป็นตัวที่มากำกับการผลิตภาพนู้ดเพื่อป้อนสู่ตลาดของไทย

 

 

สังคมเปลี่ยนไป คนทำหนังสือโป๊ก็เปลี่ยนตาม

ในฟากของคุณมานิต เขามองว่าในสมัยที่เราอยู่นี้ สังคมมันก็พูดตรงไปตรงมากันมากขึ้น ไม่ต้องใช้วิธีการพูดอะไรที่มันอ้อมค้อมแบบสังคมไทยสมัยก่อน จะพูดอีกมุมหนึ่งก็ได้ว่า คนอาจจะต้องการอะไรที่การกระตุ้นเร้ามากขึ้น มากกว่าการที่จะต้องไปเลียบๆ เคียงๆ ค่อยๆ ละเลียดไป ดูความงามไปพิจารณาไปแบบในสมัยก่อน สมัยนี้มันเลยต้องมาขับเน้นกันในเรื่องของตัวเนื้อหนังมังสากันอย่างเต็มที่โดยที่การผลิตภาพไม่ได้ถูกใส่ใจเท่าสมัยก่อนเสียด้วยซ้ำ

ส่วนคุณแครสก็เห็นตรงกัน แต่มองอีกมุมหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้มันไม่จำเป็นต้องอ่านนิตยสารก็ได้ มันง่ายกว่าแค่เข้าอินเตอร์เน็ตก็เห็นแล้ว เข้าที่ไหนก็ได้ เข้าเวลาไหนก็ได้ ผิดกับสมัยก่อนที่มันจะต้องเวลาจะไปซื้อที่ร้านด้อมๆ มองๆ คิดหาวิธีที่กว่าจะได้มา ก็เพราะว่ามันเข้าถึงยาก มันต้องรู้แหล่ง คนขายเองก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ต้องเอาไปแอบไว้ใต้แผงบ้าง ซึ่งเขาก็มองว่ามันเป็นคุณค่าที่สมัยนี้หาไม่ได้อีกแล้ว

 


สื่อเสียวของไทยจะไปได้ไกลอีกแค่ไหน?

หนังสือโป๊ที่ตายไป ก็เพราะไม่สามารถเอาใจรสนิยมคนสมัยนี้ได้อีกแล้ว” 

คุณแครสพูดแบบมั่นใจ น้ำเสียงหนักแน่น ซึ่งทำให้ผมนึกย้อนไปถึง หนังสือโป๊ “นวลนาง” ที่ฉบับสุดท้ายถูกตีพิมพ์และลาแผงหนังสือไปตลอดกาลในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งก็น่าใจหาย แต่ก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจที่ไม่ได้มีคนต้องการอีกต่อไปแล้ว (หรือต้องการน้อยมาก) เพราะถ้าหากหนังสือหัวนั้นจะอยู่ได้ นั่นหมายถึงการ “รีแบรนด์” แต่ถ้ารีแบรนด์นั่นก็หมายความว่าพวกเขาจะต้องเปลี่ยนลุคไปเลย และนั่นหมายความอีกครั้งว่าจะต้องเสียฐานลูกค้าเก่าอย่างแน่นอน

สำหรับผมเอง ในฐานะผู้เขียนที่วนเวียนอยู่กับเรื่อง digital disruption ก็อดถามผู้เชี่ยวชาญของเราไม่ได้ว่า วงการภาพโป๊มันได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรมอื่นใช่ไหม เพราะถ้ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปจริงๆ การเสพสื่อลามกอย่างว่า ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย

เรื่องวิวัฒนาการ พอมาถึงเรื่องดิจิทัล มันก็ทำให้มันมีแพลตฟอร์มใหม่ๆ พูดง่ายๆ ว่าภาพนู้ดมันไม่ได้อยู่แค่รูปแบบเดิมๆ อีกแล้ว คนทั่วไปที่มีทรวดทรงองค์เอวงดงามก็เป็นผู้ผลิตนู้ดออกมาเองได้ด้วย เราเห็นกันง่ายๆ เลยตาม Instagram, Facebook, Twitter เพราะเสรีภาพในการนำเสนอไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ตัวมีเดียเดียวอย่างนิตยสารอีกต่อไป มันอยู่ที่ตัวคน” 

Related Stories

The Inspirations

TAKING NOTES FROM LEGENDARY THAI ACTORS

ย้อนเวลากลับไปหาดาราไทยในอดีต สไตล์ที่จัดเจนกับความเก๋าที่ไม่มีวันหมดอายุ

Read

The Sounds

THAI LOVE SONGS: วิวัฒนาการเนื้อหาเพลงรักไทยจากวันวานจนถึงวันนี้ 

ลองตั้งใจฟังดูแล้วจะรู้ว่าเนื้อเพลงรักของไทยแต่ละยุคนั้นมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง

Read

Through the Lens

THREE THINGS WE LEARNED FROM FINDING VIVIAN MAIER

ชวนคุยสามเรื่องที่จะพาคุณลงลึกถึงชีวิตของช่างภาพสตรีทผู้ลึกลับ

Read

0Shares
preloader