Silver Screens

TERRENCE MALICK: หนัง 5 เรื่องของผู้กำกับที่ศรัทธาในมนุษย์ ที่จะช่วยสำรวจชีวิตและจิตวิญญาณของคุณ

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

Silver Screens

TERRENCE MALICK: หนัง 5 เรื่องของผู้กำกับที่ศรัทธาในมนุษย์ ที่จะช่วยสำรวจชีวิตและจิตวิญญาณของคุณ

31 July 2020

รับชมความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม

 

 

ถ้าภาพยนตร์เป็นบ้านสักหลัง นักเขียนบทก็คงเปรียบเสมือนสถาปนิกผู้ออกแบบ กำหนดทิศทางว่าเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ส่วนผู้กำกับคือวิศวกรผู้รับหน้าที่นำชิ้นส่วนในจินตนาการของนักเขียนมาประกอบเป็นรูปเป็นร่างจนเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะมี “ลายเซ็น” ของสองฝ่ายนี้ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน บางเรื่องถึงขั้นที่ว่าดูไปแค่ไม่กี่นาทีก็รู้ทันทีว่าคือผลงานของใคร 

เมื่อพูดถึง เควนติน ทารันติโน ก็ต้องนึกถึงภาพยนตร์ที่ฟุ้งไปด้วยสนทนา และพร้อมจะปล่อยหมัดฮุคใส่เบ้าหน้าผู้ชมตลอดเวลาด้วยความตลกร้าย, ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ ผู้กำกับที่โดดเด่นเรื่องการเล่นกับความสัมพันธ์มนุษย์ที่เคลื่อนผ่านห้วงเวลา, ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับที่มักจะสร้างโลกแห่งจินตนาการด้วยวิชชวลล้ำลึก, หรือแม้กระทั่งผู้กำกับชาวเอเชีย เจ้าของรางวัลออสการ์คนล่าสุดอย่าง บง จุนโฮ ที่หนังของเขาแทบทุกเรื่องจะแฝงไว้ด้วยชนชั้นวรรณะทางสังคมเสมอ 

อย่างไรก็ตามในโลกแห่งภาพยนตร์อันไร้พรมแดนนี้ ยังมีผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่มีลายเซ็นในผลงานชัดเจน…ชัดเสียจนไม่เป็นมิตรกับนักดูหนังทั่วไปเท่าไรนัก ชื่อเสียงของเขาเลยไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ในวงการคนทำหนังด้วยกันกลับยกย่องเขาให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณและห้วงอารมณ์มนุษย์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ชื่อของเขาคือ เทอร์เรนซ์ มาลิค บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับตัวตนของเขาผ่านผลงานภาพยนตร์ที่เราเลือกมาทั้ง 5 เรื่อง

 


 

ตัวตนและจิตวิญญาณ

 

ภาพยนตร์ของ เทอร์เรนซ์ มาลิค มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ หรือบางคนจะมองว่า “แปลก” ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดเพราะต้องยอมรับว่าผลงานของเขาแทบทุกเรื่องนั้นแตกต่างจากภาพยนตร์ทั่วไป ทำลายกำแพงขนบของการทำหนังเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมันแทบไม่มีเส้นเรื่อง ไม่ชัดเจนว่ามันคือเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ต้องการสื่ออะไร การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างเนิบช้า ผ่านห้วงความเงียบสลับกับบทสนทนาของนักแสดง ยิ่งไปกว่านั้นบ่อยครั้งที่ มาลิค เลือกจะตัดภาพสลับไปยังภาพธรรมชาตินามธรรม ไม่มีความหมายตายตัว 

ผลงานคือภาพสะท้อนตัวตนของผู้กำกับแต่ละคน และการที่ มาลิค มีผลงานที่ลายเซ็นชัดเจนขนาดนี้ นั่นหมายความว่าตัวตนของเขาก็ต้องน่าสนใจไม่แพ้กัน…ว่ากันว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำกับที่ลึกลับและมีโลกส่วนตัวสูงที่สุดในโลก

มาลิค เกิดและเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร ณ บาร์เทิลสวิลล์ โอคลาโฮมา รัฐอิลลินอยส์ ทำให้บรรยากาศรอบตัวของเขานับตั้งแต่จำความได้จึงเป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ปกคลุมด้วยต้นซีดาร์เขียวขจี 

“ธรรมชาติที่รายล้อมอยู่รอบตัวพวกเราบางครั้งมันก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว”

“แต่ มาลิค กลับรู้สึกดื่มด่ำความรู้สึกเหล่านั้น” จิม รอมเบิร์ก เพื่อนสนิทในวัยเด็กของ มาลิค กล่าว

นอกจากธรรมชาติอันเงียบสงบแล้ว มาลิคยังหลงใหลถึงขั้นหมกมุ่นกับศิลปะแขนงต่างๆ เขาเป็นสมาชิกชมรมละครของโรงเรียน นอกจากนั้นในช่วงพักกลางวันเขากับเพื่อนสนิทก็มักจะมานั่งห้องดนตรีและแข่งกันทายชื่อเพลงจากการฟังโน้ตดนตรีเพียง 2-3 ตัว

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ มาลิค คือการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ Havard University สาขาปรัชญา ในขณะนั้นคำบอกเล่าจากคนใกล้ชิดหลายคนบอกตรงกันว่า มาลิค หมกมุ่นในวิธีคิดเชิงปรัชญาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแนวทางของ มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน 

“มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวที่ตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ตน และการเข้าใจความหมายการดำรงอยู่ของมนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจผ่านเวลา มนุษย์เกิดและดำรงอยู่ในโลกที่มีอยู่ก่อนหน้า โดยพยายามทำให้โลกและชีวิตบนโลกมีความหมายด้วยการทำกิจวัตรต่างๆ เพื่อให้เวลาผ่านพ้นไป กิจวัตรเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความหมายให้แก่ชีวิตของเรา ทว่าถึงจุดหนึ่ง มนุษย์ก็จะค้นพบเส้นขอบฟ้าที่เบื้องปลายของการดำรงอยู่เป็นขีดจำกัดที่มนุษย์มิอาจก้าวผ่าน นั่นคือความตาย” วิถีปรัชญาของ มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ ที่ มาลิค ยึดถือ ซึ่งในภายหลังพบว่ามีอิทธิพลต่อผลงานของเขาแทบทุกเรื่อง

อย่างไรก็ตาม มาลิค ไม่ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา เขาตัดสินใจกระโจนสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์ภาพยนตร์โดยที่ยังเรียนไม่จบ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอีกเลย ทำให้ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในทำเนียบศิษย์เก่าที่หายไป หรือ Lost Alumi 

ผลงานในฐานะผู้กำกับเรื่องแรกของ มาลิค คือ Badlands ภาพยนตร์จากปี 1973 นอกจากนั้นเขายังรับหน้าที่เขียนบทและเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยตัวเองอีกด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาเดียวกับที่โลกได้รู้จักกับภาพยนตร์ในสไตล์ของ เทอร์เรนซ์ มาลิค เป็นครั้งแรก

 

 

นอกจากผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ตัวตนของ มาลิค เองก็ถือว่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสื่อสำนักต่างๆ กล่าวถึงเขาไปในแนวทางเดียวกันว่าเป็น “ผู้กำกับที่ลึกลับที่สุดในฮอลลีวูด” 

น้อยครั้งมากที่จะเห็น มาลิค ให้สัมภาษณ์สื่อ โดยมีช่วงระหว่างปี 1978-1998 เป็น 2 ทศวรรษที่เขาไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชวนเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนั้นถึงแม้จะเป็นผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง แต่ถ้านำชื่อเขาไปเสิรช์ในอินเตอร์เน็ตจะพบว่ามีรูปของเขาน้อยมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปเดิมซ้ำๆ กันแทบทั้งหมด 

“ผมคิดว่าผมเป็นคนเดียวด้วยซ้ำในฮอลลีวูดที่มีเบอร์โทรศัพท์ของเขา เขาคือบุคคลที่ลึกลับที่สุด ผมไม่ได้พูดเกินจริงเลย” เลสลี่ย์ วู้ดเฮด ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอังกฤษกล่าว โดยเขาเคยต้องการให้ มาลิค มากำกับภาพยนตร์เรื่อง Endurace ให้ แต่ก็โดนปฏิเสธ

“เขามีความลึกลับอยู่เสมอ ในทุกที่และทุกเวลา” ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังที่เป็นเพื่อนกับ มาลิค มายาวนานกว่า 25 ปี กล่าว

มิเชล เมอร์เร็ตต์ ภรรยาที่อยู่กินกับ มาลิค กว่า 13 ปีก็ออกมายืนยันถึงเรื่องนี้เช่นกัน เธอเล่าว่า มาลิค ไม่เคยอนุญาตให้เข้าไปในห้องทำงานของเขาเลย นอกจากนั้นเขามักจะคว่ำหน้าหนังสือและเทปคาสเซ็ตลงเสมอ ราวกับไม่ต้องการให้รู้เวลาเขากำลังอ่านหรือฟังอะไรอยู่

“แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนใจกว้าง สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน และบางครั้งก็มีความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ” 

มาลิค ไม่เคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง แต่หลายฝ่ายมองว่าการที่เขาเป็นผู้กำกับจอมลึกลับนั้นก็เพราะต้องการอยากให้ผู้ชมสนใจแค่สิ่งที่อยู่ในภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว เขาต้องการให้เรื่องราวบนแผ่นฟิล์มพูดแทนเขา

“การที่ผู้ชมรับรู้ถึงเรื่องราวเบื้องหลังของผู้กำกับพวกเขาเชื่อมโยงเรื่องราวเหล่านั้นเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ และอาจจะทำให้ข้อความที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อผิดเพี้ยนไป” ฮันนาห์ แพตเตอร์สัน ผู้เขียนหนังสือ Poetic Visions of America: The Cinema of Terrence Malick แสดงความเห็นในเชิงทฤษฏี

ทุกตรงนี้เชื่อว่าทุกคนคงจะพอเข้าใจถึงตัวตนของ เทอร์เรนซ์ มาลิค กันพอสมควรแล้ว หลังจากนี้จะเป็นกล่าวถึงภาพยนตร์ 5 เรื่องของเขาที่เราเลือกมา 

 


The Tree of Life (2011)

ส่องกล้องมองมนุษย์จากที่แห่งหนึ่งซึ่งแสนไกล

 

ถ้าถามว่าภาพยนตร์เรื่องไหนนำเสนอตัวตนของ เทอร์เรนซ์ มาลิค ได้ดีที่สุด คำตอบก็คงเป็นเรื่อง The Tree of Life จากปี 2011 ที่ได้พลังดาราระดับซูเปอร์สตาร์ของฮอสลลีวูดอย่าง แบรด พิตต์, เจสสิก้า ชาสเทน, และฌอน เพนน์ มารับบทนำนี่แหละ เนื่องจากต้นไม้แห่งชีวิตต้นนี้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตบางส่วนของ มาลิค เอง คู่ขนานไปกับการกำเนิด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเป็นไปในจักรวาล 

“สิ่งที่คุณต้องชื่นชม มาลิค ใน The Tree of Life คือความดื้อรั้น นี่คือภาพยนตร์แนวทดลองขนาดยาวกว่า 2 ชั่วโมง ที่เต็มไปด้วยการแฟลชแบค เล่าเรื่องราวเป็นช่วงๆ สลับไปมากับภาพเชิงนามธรรมอันยุ่งเหยิง แม้แต่ สแตนลีย์ คูบริก ยังไม่กล้าที่จะทำแบบนี้เลย” เจฟฟรีย์ แมคแนบ นักวิจารณ์ภาพยนตร์จาก The Independent แสดงความคิดเห็น 

 

The Tree of Life (2011) Directed by Terrence Malick

 

The Tree of Life ถ่ายทำที่เมืองสมิธวิลล์ รัฐเท็กซัส ท่ามกลางบรรยากาศของหมู่บ้านเล็กๆ ที่เมื่อมาอยู่ในแผ่นฟิล์มจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่ที่ตัดขาดออกจากโลกโดยสิ้นเชิง เป็นความเหนือจริงที่ตั้งอยู่บนความจริง โดยมีครอบครัวหนึ่งขับเคลื่อนเหตุการณ์ไปข้างหน้า 

มาลิค บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่งในแต่ละห้วงเวลา โดยมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของมนุษย์, ความรัก, การเยียวยาซึ่งกันและกัน, รวมถึงเรื่องราวของความตาย ตลอดทั้งเรื่องผู้กำกับพยายามที่จะโยนคำถามในแง่การตั้งอยู่และดับไปใส่ผู้ชมตลอดเวลา 

The Tree of Life เปิดเรื่องด้วยการฉายภาพการระเบิดบิ๊กแบง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล ก่อนจะตามมาด้วยภาพการถือกำเนิดของดวงดาวและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ติดต่อยาวนานกว่า 15 นาที จากนั้นจึงตัดภาพมายังกลุ่มตัวละครหลัก อย่างไรก็ตามตลอดทั้งเรื่องก็จะมีการแทรกภาพเชิงนามธรรมรูปแบบนี้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับ มาลิค กำลังส่องกล้องดูความเป็นไปของมนุษย์โลกมาจากสถานที่แสนไกลไร้ที่สิ้นสุด

The Tree of Life คือภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ ที่เหมือนจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย แต่แท้จริงแล้วคือความว่างเปล่าที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และรอวันดับไปเท่านั้น เป็นรสชาติที่ชวนให้ครุ่นคิดถึงการสูญเสียความไร้เดียงสาและความเศร้าโศกของความตาย

 


 

To the Wonder (2012)

ความรักที่ทุกคนเรียกขาน

 

หลังจากพาผู้ชมไปท่องสุดขอบจักรวาลเพื่อตามหาคำตอบของชีวิตมาแล้วใน The Tree of Life คราวนี้  เทอร์เรนซ์ มาลิค ได้ย่อเรื่องราวให้เล็กลง โดยเน้นไปที่ความรู้สึกที่มนุษย์ตั้งชื่อให้มันว่า “ความรัก” ผ่านมุมมองและรูปแบบต่างๆ 

ในเรื่องของลีลาการเล่าเรื่อง มาลิค ก็ยังคงเป็น มาลิค เขายังคงเล่าทุกอย่างออกมาอย่างเนิบช้า ราวกับกำลังเต้นรำบนท่วงทำนองแห่งเสียงเพลงที่งดงามดั่งกวี เส้นเรื่องเบาบาง บทสนทนาน้อยนิดและแผ่วเบา ละลานตาไปด้วยภาพธรรมชาติอันสวยงามแปลกตา 

ตัวละครหลัก 4 ตัวของเรื่องที่นำแสดงโดย เบน แอฟเฟล็ก, โอลก้า คูรีเลนโก้, ราเชล แม็คอดัมส์ และ ฮาเวียร์ บาร์เด็ม ต่างผลัดกันบอกเล่ามุมมองถึงสิ่งที่เรียกว่าความรักในมุมของตัวเอง 

 

To the Wonder (2012) -Directed by Terrence Malick

 

โดยเมื่อนำเรื่องราวของมนุษย์ทั้ง 4 ชีวิตนี้มาปะติดปะต่อกันในรูปแบบของจิ๊กซอว์จนเกิดเป็นภาพใหญ่ สิ่งที่จะปรากฏต่อหน้าผู้ชมคือ วัฏจักรแห่งความรัก ที่มีการพบเจอกัน รักกัน และจากกัน ซึ่งไม่ว่าจะมีช่วงเวลาอันหวานชื่นคืนสุข หรือขื่นขมระทมทุกข์แค่ไหน ความรักที่ว่านี้ก็จะนำพาเราสู่ก้าวต่อไปของชีวิตในที่สุด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นอกจากนั้นอีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจที่หนังเลือกจะตั้งคำถามผ่านตัวละครของ ฮาเวียร์ บาเด็ม ที่รับบทเป็นบาทหลวงผู้กำลังสูญสิ้นศรัทธาในตัวพระเจ้าว่าเมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้ว ความรักจะยังคงเป็นความรักอยู่หรือเปล่า หรือว่าสุดท้ายความรักจะแปรสภาพกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่เรียกว่า “หน้าที่” เหมือนเช่นตัวเขาที่ยังต้องทำหน้าที่บาทหลวงปลอบประโลมผู้คนไม่ให้สิ้นหวัง ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองสิ้นหวังกับพระเจ้าไปนานแล้ว 

แน่นอนว่าหนังของ มาลิค ไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อความบันเทิง แต่สิ่งสำคัญคือการดึงประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ชมแต่ละคนผ่านสิ่งที่ภาพยนตร์เลือกบอกเล่า และหลังจากนั้นผู้ชมจะมีคำตอบให้กับตัวเองว่าสำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งที่มนุษย์เรียกขานมันว่าความรัก แท้จริงแล้วความหมายของมันคืออะไรกันแน่

 


 

Knight of Cups (2015)

กระหายใคร่รัก

 

บางคนอาจจะมองว่า เทอร์เรนซ์ มาลิค เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับอะไรเดิมๆ เล่าเรื่องโดยรูปแบบเดิม และไม่คิดจะเปิดใจให้กับผู้ชมกลุ่มอื่นบ้าง แต่ถ้ามองในมุมกลับ มาลิค ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรในหนังของเขาเลย เพราะนี่คือสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ต่างจากผู้กำกับชื่อดังคนอื่นๆ ที่ก็มีลายเซ็นเป็นของตัวเองเช่นกัน เพียงแต่ว่าลายเซ็นของ มาลิค อาจจะดูแปลกสำหรับคนทั่วไปเท่านั้นเอง

การมาถึงของภาพยนตร์เรื่อง Knight of Cups ในปี 2015 ยิ่งตอกย้ำตัวตนของ มาลิค ผ่านผลงานของเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับว่าเขายังคงสนุกกับการนำอภิปรัชญา จุดกำเนิดและความหมายชีวิตมนุษย์ หรือพระเจ้าในยุคที่สังคมค่อยๆ เบือนหน้าต่อคำถามเหล่านั้นเข้าสู่ปรัชญาวัฒนธรรรมที่พูดถึงสังคมการเมืองและวิถีชีวิตที่สัมผัสจับต้องได้มากขึ้น มาลิค ได้นำเรื่องราวเหล่านี้จับแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้เข้ากับผู้คนในปัจจุบัน

Knight of Cups บอกเล่าเรื่องราวของ ริก (นำแสดงโดย คริสเตียน เบล) ชายหนุ่มวัยกลางคนที่กำลังติดหล่มในชีวิต แม้ว่าเขาจะผ่านการแต่งงาน พบพานความสัมพันธ์มามากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่เคยที่จะประสบความสำเร็จเลย 

 

Knight of Cup (2015)Directed by Terrence Malick

 

ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมจะได้เห็น ริก แบกพาห้วงอารมณ์หน่วงเศร้าเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อตามหาอะไรบางอย่าง ที่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคืออะไร 

กิมมิคสำคัญของ Knight of Cups คือการนำไพ่ทาไร่มาสื่อแทนความหมายของเหตุการณ์หรือช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิต โดย “อัศวินถ้วย” ที่เป็นชื่อเรื่องนั้นหมายถึงผู้ลุ่มหลงในความรัก ใช้หัวใจนำทางมากเกินไปโดยไม่ใช้สมองให้มากพอ ซึ่งการทำทุกอย่างตามที่จิตใจสั่งแบบนี้อาจทำให้ติดอยู่ในห้วงแห่งความฝันที่ไม่อาจเดินหน้าก้าวต่อไปได้สักที

ตัวหนังยังคงเล่าเรื่องอย่างเนิบช้าเหมือนเช่นเคย เน้นถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของตัวละครผ่านการแสดงและเสียงบรรยาย สลับกับภาพธรรมชาติของดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ที่ยังคงสวยงามเหมือนเช่นเคย 

สุดท้ายแล้วถ้าถามว่าข้อความที่ผู้กำกับพยายามสื่อสารผ่าน Knight of Cups คืออะไร คำตอบที่ผู้ชมแต่ละคนได้รับคงแตกต่างออกไปตามประสบการณ์ส่วนตัว แต่สำหรับผู้เขียน Knight of Cups ได้เตือนใจเราให้ตระหนักว่าไม่มีใครหรือคำทำนายใดที่จะพาเราออกจากห้วงแห่งความฝันร้ายไม่รู้จบได้หรอก มีแค่ตัวเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นที่สักวันหนึ่งต้องเข้มแข็งให้มากพอเพื่อก้าวออกไปเผชิญหน้ากับทุกอย่างในโลก

 


 

Song to Song (2017)

ณ แห่งหนไหนจึงจะตามหาตัวเองเจอ

“For Mercy has a human heart

Pity, a human face,

And Love, the human form divine,

And Peace, the human dress. “

 

ด้านบนคือบทกวีที่มีชื่อว่า The Divine Image ของ วิลเลี่ยม เบลค ซึ่งเป็นบทกวีที่ตัวละครเอกของเรื่องหยิบขึ้นมาอ่าน 

ความรัก, ความเมตตา, ความเวทนา, และความสงบสุข คือสารสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในกวีบทดังกล่าว ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าคำสี่คำนี่แหละคือสิ่งที่ห่อหุ้มภาพยนตร์เรื่อง Song to Song เอาไว้

Song to Song ยังคงเดินตามขนบแบบ มาลิค อย่างเคร่งครัด ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าประเด็นที่ค่อนข้างร่วมสมัยอย่าง “รักสามเส้า” ก็ตาม แต่มันก็ยังคงเต็มไปด้วยการเล่าเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อ การถ่ายภาพธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงบทสนทนาที่ต้องตีความอยู่ตลอดเวลา 

 

Song to Song (2017)Directed by Terrence Malick

 

เทอร์เรนซ์ มาลิค ไม่ได้พยายามสรรหาประเด็นใหม่ๆ มาตั้งคำถาม ตรงกันข้ามเขากลับหยิบจับประเด็นจากภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ มาถ่ายทอดในแง่มุมที่แตกต่างออกไปจากเดิม ดังนั้นใน Song to Song จึงยังคงอยู่กับเรื่องราวการพลัดหลงจากตัวตนของตัวเอง และพยายามที่จะตามหามัน ซึ่งดูจะเป็นประเด็นที่ใกล้ชิดกับความเป็นมนุษย์มากกว่าใน The Tree of Life และ Knight of Cups

ตัวละครเอก 4 คนของเรื่องนี้ถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการที่พวกเขาพยายามอย่างที่สุดเพื่อจะหลุดพ้นออกจากอะไรบางอย่างตามแนวทางของตัวเอง รสชาติของการชมภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเหมือนกับการดูสารคดีที่ว่าด้วยหนุ่มสาว 4 คนซึ่งกำลังเดินหน้าในความสัมพันธ์อันไร้ทิศทาง 

การเฝ้าหาตัวตนของตัวเองผ่านคนอื่นคือสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราก้าวเข้าไปมีบทบาทในชีวิตของใครก็ตาม เราต่างก็เสแสร้งและพยายามเป็นคนในแบบที่เขาเหล่านั้นต้องการ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางข้อแม้ที่ถูกพันธนาการไปด้วยชื่อเสียงและสังคม จนสูญเสียตัวตนที่แท้จริงของเราไป และเมื่อถึงเวลาที่เรารู้ตัวว่ามีบางสิ่งหล่นหายไป เราต่างก็เร่งรีบอย่างที่สุดเพื่อจะตามหามันให้เจอ

 


 

A Hidden Life (2019)

ความอิสระในฐานะมนุษย์

 

ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ เทอร์เรนซ์ มาลิค อย่าง  A Hidden Life เขาก็ยังคงไม่ทิ้งตัวตนการเป็น “นักแสวงหา” โดยในคราวนี้เขาเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวการแสวงหาความเป็นอิสรภาพของชีวิตในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

A Hidden Life เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องจริง บอกเล่าเรื่องราวของ ฟรันซ์ เจเกอร์สแตตเทอร์ (ออกัสต์ ดีห์ล) เกษตรกรหนุ่มชาวออสเตรีย ในเมืองราเดกุนด์ ผู้เคยออกรบให้กับนาซีจนมีคำตอบให้กับตัวเองแล้วว่าเขาคงไม่อาจให้มือที่เคยเพาะปลูกสิ่งดีงามไปเข่นฆ่าหรือรับใช้ฮิตเลอร์ได้อีก แต่สงครามที่เขาพยายามหนีก็กลับมารังควานชีวิตครอบครัวเขาอีกครั้ง

การที่คนในหมู่บ้านเริ่มแสดงท่าทีรังเกียจเขาและ ฟรานซิสกา เจเกอร์สแตตเทอร์ (วาเลอรี แพชเนอร์) ผู้เป็นภรรยาหลังจากที่เขาแสดงท่าทีรังเกียจฮิตเลอร์ที่เปรียบเสมือนพ่อของคนออสเตรียขณะนั้น จนกระทั่งเขาต้องกลับไปสู่กองทัพอีกครั้งแต่คราวนี้ด้วยความดื้อด้านหัวชนฝาก็ทำให้เขาต้องถูกจองจำเพราะไม่ยอมอ่อนข้อต่อนาซี ทิ้งไว้เพียง ฟรานซิสกา กับลูก ๆ ที่ยังคงต้องต่อสู้ในสงครามแห่งความเกลียดชังในหมู่บ้านและพยายามทำทุกทางเพื่อคืนอิสรภาพให้กับเขาต่อไป

 

A Hidden Life (2019) -Directed by Terrence Malick

 

A Hidden Life ยังคงไม่ประนีประนอมกับผู้ชมในการยิงคำถามเข้าใส่ มันเป็นคำถามง่ายๆ ที่ว่า “ผิดด้วยหรือที่มนุษย์ปราถนาอยากที่จะมีชีวิตอิสระเสรีโดยไม่ทำทำให้ใครเดือดร้อน” คำตอบของมันก็คงง่ายดายถ้าในปัจจุบันมนุษย์ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ไม่มีเรื่องของกิเลสตัณหามาเจือปน  อย่างที่ตัวของ มาลิค พยายามเปรียบเทียบให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงสังคมมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความรัก โลภ โกรธ หลง ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องทำตามปราถนาของใครบางคนอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจจะหลุดพ้นได้จริงๆ เสียที

การที่มนุษย์คนหนึ่งต้องแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างกับใครบางคนเพื่อที่จะมีชีวิตตามที่ตัวเองปราถนากลายเป็นเหมือนบรรทัดฐานของสังคมไปแล้ว ทั้งๆ ที่มันช่างดูผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยวเหลือเกิน

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ เทอร์เรนซ์ มาลิค ต้องการจะบอกกับผู้ชมคือคุณค่าของการเป็นมนุษย์นั้นก็แค่เพียงได้ชีวิตอิสระเสรีตามที่ตัวเองต้องการโดยไม่เดือดร้อนใคร เก็บเกี่ยวความสุขเล็กน้อยระหว่างทาง และจะไม่รู้สึกเสียดายเมื่อวันสุดท้ายแห่งชีวิตเดินทางมาถึง

 

Related Stories

Silver Screens

NOTTING HILL: ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ชวนฝันแต่กลับจริงที่สุดในยุค ‘90s

ห้าช่วงเวลาประทับใจที่ดึงดูดให้ผู้ชมตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตลอดกาล

Read

Silver Screens

COMING OF AGE: “หนังข้ามผ่านวัย” ชั้นยอด 6 เรื่อง ที่สะท้อนความเจ็บปวดวัยรุ่นแต่ละยุค

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด เป็นวัยรุ่นก็เหนื่อยด้วยกันทั้งนั้นแหละ

Read

0Shares
preloader