The Buyer’s Guide

TAME YOUR DESIRE: ฝึกใจให้ ‘อยากได้ จนไม่อยากได้’

บทความโดย Korakot Unphanit, Contributing Editor, W. MINISTRY

The Buyer’s Guide

TAME YOUR DESIRE: ฝึกใจให้ ‘อยากได้ จนไม่อยากได้’

3 July 2020

เอาชนะความอยากได้ อยากมี สู่วิถีการมองเห็นคุณค่าเหนือภาพลวงตาของป้ายราคาและค่านิยม

 

ครั้งหนึ่ง ผมเคยใส่รองเท้าราคาหมื่นห้า อยู่ในชุดสูทมูลค่าครึ่งแสน แต่เหลือเงินในบัญชีไม่ถึงพัน และอีกหลายวันกว่าจะถึงสิ้นเดือน

ราคาเครื่องแต่งกายพวกนั้น เศรษฐีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาอาจเห็นแล้วยิ้มเยาะ แต่มันคือราคามากพอที่จะทำให้ชนชั้นกลาง (กึ่งล่าง) ต้องปาดเหงื่อ

หน้ากระจกเย็นวันนั้น ผมสมเพชตัวเอง แต่งตัวดีหัวจรดเท้า แต่ชีวิตกลวงเปล่าเหลือเกิน

ใช่ครับ คำถามคือ ผมปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอนาถแบบนั้นได้อย่างไร

ต้องย้อนกลับไปในวัยเพิ่งจบมหาลัยพร้อมไฟฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน และงานแรกในชีวิต (ที่กินเงินเดือน) ก็ได้เป็น junior writer สมใจที่นิตยสารหัวฝรั่งเศส แม้ความรับผิดชอบของผมจะเป็นการสัมภาษณ์และเขียนบทความสารคดี แทบไม่มีการแตะแฟชั่นเลย (ตอนนั้น ไม่คิดอยากแตะด้วยซ้ำ) แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า การทำงานในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ ทำให้ชีวิตต้องคลุกคลีกับความฉูดฉาดของผู้คน ความฉาบฉวยของรสนิยม และ ‘ความอยากได้ อยากมี’ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนวงการนี้ก็มาเคาะประตูหัวใจให้เสียทรัพย์อยู่บ่อยครั้ง

เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่า ผมคงเผาผลาญเงินไปกับการซื้อของให้ได้มาครอบครองเหมือนใครเขา ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังครับ และต้องขอออกตัวตรงนี้เลยว่านี่ไม่ใช่บทความยกยอตัวเอง แต่เป็นบทความที่อยากชวนคุณผู้อ่านให้ฉุกคิดและไม่ตกเป็นเหยื่อของการใช้เงินเกินตัวไปกับความกลวงเปล่า แฉจากประสบการณ์ชีวิตของคนอย่างผมที่ทำงานในวงการแฟชั่นมาตลอด แม้จะเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวน แต่กระนั้น ผมก็ไม่ใช่คนที่อยากได้ อยากมี ในความหมายที่ต้องซื้อทุกอย่างเพราะของมันต้องมี ตรงกันข้าม ถ้ายิ่งอยากได้ ผมจะยิ่งอดใจ ไม่ซื้อมัน

และนั่น ทำให้ผมต้องขอบคุณตัวเอง

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มันอาจมีหลายเหตุผล

หนึ่ง แม้ครอบครัวผมไม่ได้ร่ำรวย แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยเลี้ยงลูกให้รู้สึก ‘ขาด’ จนต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นและอยากมีอย่างใครเขา

สอง รายได้จากอาชีพนักเขียนนั้น ไม่ได้มากมายถึงขั้นเอาเงินมาเผาเล่น (แต่ก็ไม่น้อยจนไส้แห้งอย่างที่ใครเฝ้าครหา) จะใช้จ่ายไปกับอะไร ต้องแน่ใจว่าจำเป็นและจะได้ใช้ในระยะยาว

สาม แม้ในวงการนี้ ผมจะเจอคน (ดูเหมือน) รวยเยอะ แต่กลไกการเลือกคบคนของผมมันช่วยคัดคนรวยกลวงเปล่าที่ดีแต่พูด (และเก่งแต่ใช้เงินพ่อแม่) ให้ออกไปไกลๆ และเหลือไว้เฉพาะคนรวยที่ไม่ดูถูกใคร ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่นั้นบ้างานมากกว่าบ้าน้ำลาย

และสุดท้าย ต้องขอขอบคุณอาชีพนักเขียนที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เข้าไปคุยกับผู้ประสบความสำเร็จในหลายสาขาอาชีพ คนเหล่านี้คือ ‘ตัวจริง’ และสิ่งที่ตัวจริงทุกคนมีเหมือนกันคือ พวกเขาให้คุณค่ากับชีวิตภายใน รู้จักใช้เงิน ไม่หลงระเริงไปกับภาพลวงตา ให้เกียรติคนรัก และไม่เคยเป็นตกทาสของสิ่งของนอกกาย

 

Michael Douglas as Gordon Gekko in a movie still from Wall Street

Michael Douglas ในคราบของ Gordon Gekko นักลงทุนใจอำมหิตแห่งวอลสตรีท ตัวละครที่กลายมาเป็นไอคอนของความโลภและวัตถุนิยมแห่งยุค ’80s ซึ่งถูกตีแผ่ในภาพยนตร์ Wall Street (1987)

 

มีการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งที่ผมประทับใจมากจนอยากจะแชร์ครับ วันนั้น ผมนัดคุยกับศิลปินพ่อลูกอ่อน ฝีแปรงที่ตวัดสีน้ำของเขาสร้างสรรค์ภาพคมกริบและและจัดจ้านไม่แพ้สไตล์การแต่งกาย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาหลงใหลในเสื้อผ้า แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาซื้อของน้อยลงมากคือการมีลูก

ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนรักของวินเทจเข้าไส้ ใครที่รักของเก่าจะรู้ดีว่าของแบบนี้ มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ มันอยู่ที่จังหวะ เหมือนคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน แต่ถ้าพลาดครั้งนี้ไปก็ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ หรือไม่นี่อาจเป็นการบอกลากันตลอดกาลเลยก็ได้ เขาบอกผมว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงต้องซื้อไว้ เพราะอาจหมดแล้ว หมดเลย แต่พอตอนนี้ เขาเกิดความคิดใหม่ ราคาเหล่านั้นมันคือค่าเทอมลูก มันคือค่าอาหารหลายอิ่ม มันคือค่าเดินทางให้เด็กน้อยได้มีโอกาสออกไปเจอโลกกว้างกว่าที่พ่อเขาเคยได้เจอ

“ลูก…ยิ้มให้ผมได้ แต่ของพวกนั้น มันยิ้มให้ผมไม่ได้” เขายิ้ม

ผมยิ้มตอบ จริงของเขา

ค่าของคน อยู่ที่คุณภาพของความคิด การรู้จักยับยั้งชั่งใจ และรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ

เป็นอีกครั้งที่การสัมภาษณ์ทำให้ผมตื่นเต็มตา วันนั้นเขาสวมเชิ้ตเวสเทิร์นเก่าๆ เครื่องประดับอินเดียนแดง กับกางเกงและรองเท้าที่ไม่ได้ดูมีราคา แต่เขาช่างงามสง่าเหลือเกิน

และนั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้ผมต้องตั้งคำถามถึงคุณค่าแห่งตัวตน และความอยากได้ อยากมีอีกครั้ง

 

 

ใครที่ใกล้ชิดกับผมมากพอจะต้องเคยเห็นว่าหน้าจอมือถือของผมนั้น เซ็ตเป็นรูปนาฬิกา Cartier Tank ผมเซ็ตไว้เป็นเป้าหมายว่าสักวันจะเอามันมาพันแนบข้อมือ แม้ Tank ตอนนั้น ราคาใน eBay จะยังไม่ถึงสองหมื่น (ครับ เล็งไว้ตั้งแต่ตอนที่มันยังไม่ฮิต) แต่มันก็ยังไกลเกินเอื้อมสำหรับนักเขียนรุ่นเล็กที่เงินเดือนสองหมื่น หักประกันสังคมเหลือหมื่นแปด และต้องจ่ายค่าห้องอีก 8 พัน

มองมันทุกวัน ใช้มันเป็นหมุดหมายเล็กๆ ในอาชีพ และเชื่อไหม ไอ้ที่คนเคยบอกว่า คิดถึงสิ่งใด จะเจอสิ่งนั้น มันเป็นจริง เพราะบ่ายวันหนึ่ง ไม่รู้อะไรเข้าสิงให้ผมไปเดินจตุจักรโซนนาฬิกา ผมเจอตัวเรือน Cartier Tank (เฉพาะเรือน ไม่มีสาย) ในไซส์ที่เล็กมากกว่าที่เคยเห็น ช่างดูกระแดะและอ้อนแอ้นอย่างไว้เชิง ดูเหมือนคนขายจะอ่านใจออก เขาเปิดตัวเรือนให้ดูเครื่องใน วัดกันไปเลยว่านี่คือของแท้แน่นอน

“8 พัน เรื่องเงียบ” เขาว่า

ผมเงียบกว่า และเตรียมหยิบมือถือขึ้นมาโอนเงิน

 

 

กลายเป็นว่าวันนั้น ผมดันกลับบ้านมือเปล่า

ตลอดทาง ผมคิดถึงมันตลอดเวลา คิดถึงทั้งนาฬิกาที่เป็นดั่งความฝัน ขณะเดียวกันก็พยายามคิดว่าทำไมผมจึงทิ้งโอกาสที่จะได้ครอบครองฝันนั้น

แวบหนึ่ง ผมคิดว่า หรือผมคงอยากได้มันมานานเกินไป นานจนความอยากได้นั้นกลายร่างเป็นหลักฐานยืนยันว่า ไม่มีมัน ผมก็อยู่ได้ และมีความสุขดี

หรือจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้อยากได้มันมากขนาดนั้นตั้งแต่ต้น

จนเมื่อเปิดประตูเข้าบ้าน และเห็นใบหน้าที่รอคอยการกลับมาทานข้าวพร้อมกัน ผมจึงได้คำตอบว่า จังหวะนั้น ตอนที่ผมจ้อง Tank ในมือคนขาย ภาพตัวเรือนเหลี่ยมรถถัง อักษร Must de Cartier กับเลขโรมันบนหน้าปัดสีแชมเปญและเข็มสีน้ำเงินจากการเผาไฟ กลับค่อยๆ เลือนหาย และแทนที่ด้วยภาพรอยยิ้มของคนรักหลังจากที่ผมพาไปกินอาหารมื้อใหญ่ในทริปปลายปี มองลึกลงไป จะเห็นแววตาแฝงประกายตื่นเต้นของเธอหลังเครื่องแลนด์ดิ้งที่นาริตะ เพราะนั่นเป็นทริปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิตเธอ ลองเงี่ยหูฟังข้างตัวเรือน เสียงเครื่องเดินเข็มเริ่มแผ่วลง แทนที่ด้วยเสียงหัวเราะของสาววัยสามสิบที่ได้ตีตั๋วเข้าไปในสนูปปี้มิวเซียมที่รปปงงิ

 

 

8 พัน ไม่แพงเลยสำหรับนาฬิกาในตำนานที่เคยกอดข้อมือทั้ง Andy Warhol, Muhammad Ali ไปจนถึง Yves Saint Laurent

แต่มันดูจะแพงเกินไปสำหรับคนที่สถานะทางการเงินบังคับให้ต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างรอยยิ้มของตัวเอง กับรอยยิ้มของคนรัก

แทบไม่ต้องคิดเลยว่าผมจะเลือกอันไหน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่า ผมคงตัดขาดจากความ ‘อยากได้ อยากมี’ ออกไปจากชีวิตจนหมดสิ้นแล้ว ผิดถนัดครับ เพราะทุกวันนี้ผมยังซื้อของ ยังไม่หยุดอยากได้และยังตั้งมันเป็นเป้าหมายให้ชีวิตขยันขันแข็ง แต่ทุกครั้งที่จะใช้จ่าย ผมทำมันด้วย ‘ความเข้าใจ’ มากขึ้น และจะไม่ซื้อจนกว่าจะมั่นใจว่านั่นคือสิ่งสำคัญในชีวิตและจะใช้มันได้นานจริงๆ เพราะไม่ใช่เรื่องผิดนี่ครับที่จะซื้อของ และไม่เห็นจะต้องรู้สึกผิดเลยหากใจยังละจากความอยากได้ อยากมี ไม่ได้ เพราะโดยส่วนตัว ผมไม่เคยเกลียดความรู้สึกนั้น ตรงกันข้าม ผมกลับรักมัน เพราะมันคือความรู้สึกที่ยืนยันว่าเรายังเป็นมนุษย์ ยังกระหาย ยังอยากได้สิ่งที่ไม่เคยมี และยังอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเมื่อวาน จุดสำคัญคือ อย่ากระหายจนโลภ อย่าอยากได้จนลืมตัวตน และอย่าอยากมีจนพร้อมจะแลกทุกความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ข้างๆ กัน

และค่ำวันนั้น ผมบรรลุวิชา ‘หัดอยากได้ จนไม่อยากได้’ ไปอีกสเต็ป

มันสอนผมว่า ความอยากได้ ไม่จำเป็นต้องเติมเต็มด้วยการใช้จ่ายให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น แต่เราอาจบรรเทาให้ความอยากได้หายไป ด้วยการหาสิ่งใหม่ ที่เราให้คุณค่ามากกว่า

เหมือนที่ Cartier Tank อาจทำให้ผมยิ้มกว้าง แต่รอยยิ้มของคนรักทำให้ผมยิ้มกว้างกว่า

นั่นเป็นเพราะว่าเธอยิ้มมา ผมยิ้มตอบ เรายิ้มให้กันและกัน

ไม่ใช่รอยยิ้มแด่ความฝันที่เกิดขึ้นเพียงฝั่งเดียว

Related Stories

The Read

PERFECTLY IMPERFECT: จะจงใจละไว้…ก็ไม่มีใครหาว่าคุณ “แต่งหล่อไม่เสร็จ”

จบหรือไม่ ใครตัดสิน ชวนศึกษาศิลปะในสไตล์ที่เสร็จครบและจบสมบูรณ์ในตัวมันเอง

Read

Horology

CARTIER TANK: นาฬิการถถังทรงเสน่ห์กับวิธีการสไตล์ให้เข้ากับหลากหลายโอกาส

เรือนเวลาแสนคลาสสิคที่ครั้งหนึ่งเคยประดับบนข้อมือของ Chet Baker Yves Saint Laurent และ Andy Warhol

Read

The Buyer’s Guide

WARDROBE ESSENTIALS: ไอเทมสามัญประจำตู้ของผู้ชายยุคนี้

ไบเบิลรวบรวมเสื้อผ้าชิ้นสำคัญพร้อมเคล็ดลับในการเลือก

Read

0Shares
preloader