The Style Guide

TAILORING OF TOMORROW: สนุกอย่างมีสไตล์ สบายอย่างมีรสนิยม บทสรุปของสายเทเลอร์กับความเป็นไทย

บทความโดย Korakot Unphanit, Contributing Editor, W. MINISTRY

The Style Guide

TAILORING OF TOMORROW: สนุกอย่างมีสไตล์ สบายอย่างมีรสนิยม บทสรุปของสายเทเลอร์กับความเป็นไทย

29 August 2020

น่าคิดว่ากระแสการแต่งกายแบบ sartorial ที่อยู่ๆ คนก็ลุกขึ้นมาใส่สูทผูกไท จะไปจบที่ตรงไหนในวิถีชีวิตแบบไทยๆ ทุกวันนี้

 

“Future tailoring ต้อง dress down เท่านั้น”

แพ็ธ-ณภัทร สุทธิธน รุ่นพี่ที่เคารพรักที่ผมรู้จักมักคุ้นเคยปรารภไว้ และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

ที่เหมือนออกมาประกาศกร้าวแบบนี้ ก็ไม่ได้มีนัยยะใดแอบแฝงหรอกครับ แค่อยากตั้งข้อสังเกตดูว่า กระแสการแต่งตัวแบบ sartorial ที่อยู่ๆ ทุกคนก็หันมาใส่สูทผูกไท (และจริงๆ ก็ใส่มาสักพักแล้ว) นี้ มันจะไปจบที่ตรงไหน

ด้วยอาชีพนักเขียน สัญชาตญาณในบทบาทผู้เฝ้าสังเกตการณ์สังคมมันบอกผมว่า ผมจะเริ่มคาดการณ์ถึงอนาคตของบางสิ่ง เมื่อพบว่าคนหมู่มากที่ไม่เคยมีความสนใจในสิ่งนั้นมาก่อน เริ่มสนใจและพูดถึงมัน เหมือนที่เซียนหุ้นหลายคนเคยเปรยไว้ว่า เมื่อคนเล่นหวยเริ่มพูดถึงหุ้น นั่นคือสัญญาณที่คุณต้องกลับมาทบทวนตลาดและหุ้นที่ถืออยู่ให้มั่น มันกำลังบอกว่า หนึ่ง ความเฟ้อกำลังมา สอง ไม่แน่ว่า ตลาดนี้กำลังถึงจุดสูงสุดในไม่ช้า และสาม เหมือนทุกวงการ เมื่อขึ้นสุดเพดาน ถ้าไม่พังจนสลายหายไป ก็ย่อมต้องย้อนลงมาตั้งหลัก และรอจังหวะกระโดดขึ้นไปทำ new high อีกครั้ง

แฟชั่นก็เหมือนกัน มันวนลูปครับ การที่อยู่ๆ คนรู้จักที่ปีที่แล้วยังเห็นเขาใส่สตรีทแฟชั่นทั้งตัว มาวันนี้เปลี่ยนเป็น Bespoke หัวจรดเท้า และอีกหลายคนที่เคยปฏิเสธสูทสีเทาหรือกรมท่าหัวชนฝา แต่มาวันนี้ กลับมองข้ามช็อตด้วยการตัดสูทตัวแรกเป็นสีเลือดหมู เพื่อไปชนกับเพื่อนในงานแต่ง (ที่ก็ตัดสีเลือดหมูมาเหมือนกัน) การเห็นสูทเกลื่อนฟีดอินสตาแกรม ไหนจะมีร้านคลาสสิคเมนส์แวร์ที่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ อีก ถ้าถามผม มันคือคำตอบครับว่า กระแสนี้คือแฟชั่นที่กำลังมา (จริงๆ มานานแล้ว) และมันไม่หายไปไหนหรอกครับ ถ้าพูดให้ถูกกว่านั้น มันไม่เคยหายไปไหนอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ มันเข้าถึงคนหมู่มาก และการแต่งกายสไตล์ sartorial เหล่านี้จะกลายเป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ในสายตาคนไทย มันจะกลายเป็นแค่หนึ่งในตัวเลือกที่คนจะหยิบมาใช้ยามที่ต้องใส่สูทผูกไทไปในงานทางการ

 

Book cover and a picture from Ametora by W. David Marx

หนังสือ Ametora เขียนโดย W. David Marx พูดถึงอิทธิพลย้อนกลับของไอวีสไตล์ที่ชาวญี่ปุ่นกลายเป็นผู้กู้ชีพเสื้อผ้าอเมริกัน, ขวา: ส่วนหนึ่งจากภายในเล่ม เสื้อผ้าแนวไอวี ลีก ของเหล่าเด็กหนุ่มสมาชิกกลุ่ม Miyuki ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของเยาวชนในทศวรรษ 1960’s ของประเทศญี่ปุ่น

 

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนครั้งหนึ่งที่อาหารญี่ปุ่นคือของแปลก ย้อนกลับไปในยุคที่บริษัทญี่ปุ่นตัดสินใจเข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิตในไทย นักวิชาการบางท่านวิเคราะห์ว่าตอนนั้นประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการ Japanization หรือกระบวนการ ‘ทำให้เป็นญี่ปุ่น’ ไม่เพียงโรงงานเท่านั้น แต่เรายังรับวัฒนธรรมการกินดื่มแบบญี่ปุ่นเข้ามาด้วย วัฒนธรรมที่ครั้งหนึ่งมีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่า expat ญี่ปุ่นที่ต้องมีพื้นที่รับรองสำหรับการเลี้ยงลูกค้า (ชาวญี่ปุ่นอีกเหมือนกัน) เจรจาธุรกิจ (ส่วนมาก ก็กับชาวญี่ปุ่น) และมีไว้ให้เหล่าคนงานพักผ่อนหย่อนใจยามเลิกงาน (ก่อนจะไปตีกอล์ฟในวันหยุด) พูดง่ายๆ ไลฟ์สไตล์เหล่านี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นในต่างแดนรู้สึกเหมือน ‘ได้อยู่บ้าน’

 

 

ซึ่งกระบวนการ Japanization นี้ ก็คล้ายๆ กับที่ญี่ปุ่นก็เคยผ่านกระบวนการ Americanization ในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อเมริกาเข้ามาจัดระบบญี่ปุ่น หลายอย่างถูก ‘ทำให้เป็นอเมริกัน’ ไม่เพียงเท่านั้น ชาวญี่ปุ่นยังหลอมรวมความเป็นญี่ปุ่นให้เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ และต่อยอดให้กลายเป็นอเมริกัน (หรือชาติไหนก็ตาม) ในกลิ่นอายญี่ปุ่น มรดกทางวัฒนธรรมและการตีความใหม่เหล่านี้ปรากฏให้เห็นในไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน อาทิ แจ๊สแบบญี่ปุ่น, การนำวัฒนธรรมไอวี ลีก มาต่อยอด ใส่รสวาซาบิจนกลายเป็น Japanese Ivy และมีห้องเสื้อที่ตัด bespoke sack suit เป็นเรื่องเป็นราวอย่าง Tailor Caid, การทำ archive ของ Levi’s และอีกหลายแบรนด์อย่างเป็นระบบ ไปจนถึง Converse made in Japan ที่ทัวริสต์อเมริกันยังต้องถ่อมาซื้อ

 

Pictures of Thai actor Nirut Sirijanya

นิรุตติ์ ศิริจรรยา หรือ ที่ใครเรียกกันติดปากว่า “อาหนิง” นักแสดงมากความสามารถในระดับสากล ในหลากหลายบทบาท ภาพจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

 

คนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกในการตีความวัฒนธรรมใหม่…

และรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์อย่างไม่เคอะเขิน เย็นศุกร์ไหนที่เริ่มเบื่อลาบทอดแกล้มรีเจนซี่ที่สวนอาหาร เราก็แห่กันไปกินไก่ปิ้งแกล้มสาเกที่ร้านอิซากายะ ฟูจิไม่ใช่แค่ชื่อภูเขา แต่นั่นคือร้านอาหารญี่ปุ่น chain แรกๆ ที่ตีตลาดห้างต่างจังหวัด (คู่คี่มากับฮะจิบังบะหมี่หมายเลขแปด) ทำให้การกินปลาดิบไม่ใช่ของแสลง รู้ตัวอีกที เรามีซูชิตลาดนัดคำละ 5 บาท เรากินคัตสึด้งเป็นอาหารเที่ยง และทุบตะไคร้ ใส่พริกเผา สาดน้ำปลา ปรุงราเมนเป็นรสต้มยำกุ้งและซดกันหน้าตาเฉย

กระแส sartorial ก็เช่นกัน มันจะยังอยู่ แต่จะอยู่อย่างสง่างามและเปิดเผยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่า มันปรับเข้ากับไลฟ์สไตล์แบบไทยๆ ได้เนียนแค่ไหน

อาจต้องย้อนกลับไปดูบริบทแบบไทยๆ สักนิดครับ ในทรรศนะของผม การใส่สูทผูกไทไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา แม้จะเห็นในภาพเก่าว่าพอจะมีคนใส่สูทอยู่บ้าง ก็ยังฟันธงไม่ได้ว่า ‘ทุกคน’ ใส่แบบนี้ และใส่กันทุกวัน ยิ่งมาคิดว่าการถ่ายรูปในสมัยนั้น ไม่ใช่กิจกรรมที่ตาสีตาสาทำได้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าที่เราเห็นคนใส่สูทผูกไทในรูปถ่ายเก่าๆ นั้น ไม่เป็นเจ้าขุนมูลนายก็เป็นประชาชนผู้มั่งคั่งที่พอจะมีกำลังจ้างช่างมาชักภาพ

สิ่งที่ผมพอจะทำได้จึงเป็นแค่การสันนิษฐานไปตามข้อมูลและความรู้สึกที่มีอยู่ครับ ผมคิดว่า หนึ่ง ในสมัยที่เสื้อผ้าสำเร็จรูปยังไม่เป็นที่นิยม แม้แต่เสื้อเชิ้ตก็ยังต้องวัดตัวตัด (ลืมสูท ready-to-wear ไปได้เลย) หนุ่มสาวยุคคุณตาคุณยายยังเด็กอาจเหลือทางเลือกในการแสดงออกเชิงแฟชั่นได้ไม่เยอะ การเดินเข้า ‘ห้องเสื้อ’ เพื่อวัดตัวตัดเสื้อตามแบบในแคตตาล็อก การทำ customize อย่างที่คนยุคนี้เรียกกันติดปากว่า bespoke นั้นเป็นเรื่องแสนธรรมดา ซึ่งส่วนมาก แบบที่มีให้เลือกก็เป็นสูท แจ็คเก็ต หรือเครื่องแต่งกายสไตล์ sartorial นับว่าเป็นแฟชั่นที่กำลังมาและแสดงออกถึงความศิวิไลซ์ในแบบตะวันตกที่ผู้คนยอมรับในเวลานั้น

สอง คนสมัยก่อนอาจใส่สูทผูกไทบ่อยกว่าคนสมัยนี้กันจริงๆ อาจเพราะอากาศมันเอื้อ เมื่อก่อน หน้าหนาว ยังหนาว และหน้าร้อน ถึงจะร้อน แต่ในวันเดียวกันนั้น ยังมีช่วงอุณหภูมิต่ำสุดที่เรียกความเย็นได้บ้าง ไม่ร้อนบ้าคลั่งอย่างทุกวันนี้ที่ดื่มเบียร์กลางคืนก็ยังเหงื่อตก สถิติของกรมอุตุนิยมวิทยาเก็บข้อมูลอุณหภูมิของไทยไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 ดูเฉพาะกรุงเทพฯ ช่วงหน้าหนาว อุณหภูมิยังเคยแตะเฉลี่ยที่ 15 องศาเซลเซียสเลย (12 มกราคม 2498 เคยลงต่ำไปถึง 9.9 องศาเซลเซียสมาแล้ว) ถ้าในปัจจุบันยังหนาวได้แบบนั้น อาจทำให้หลายคนทะลึ่งใส่ทวีดแจ็คเก็ต (ในน้ำหนักแบบโมเดิร์นทวีด) สวมทับเสื้อเชิ้ตไม่ผูกไทสบายๆ ได้เป็นเดือน อาจไม่ต้องย้อนไกลขนาดนั้นก็ได้ครับ สักสิบกว่าปีก่อน เพื่อนผมสมัยเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนเตรียมอุดมศึกษา ยังบ่นว่าต้องสวมสเว็ตเตอร์ AIIZ (ที่ซื้อตอนลดราคา) ยืนสั่นบนรถเมล์ทุกเช้าในหน้าหนาว แต่ทุกวันนี้ อุณหภูมิต่ำสุดกลับสูงขึ้นทีละนิดทุกปี โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเกาะความร้อนเมืองหรือ urban heat island

 

Old photo of a Thai television channel from archive

สมุดภาพเจ้าหน้าที่ของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด จัดทำโดยอาจินต์ ปัญจพรรค์และคณะ ตีพิมพ์เมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2506

 

สาม วาระ โอกาส และความเป็นทางการ ยังเป็นค่านิยมที่คนให้ความสำคัญมากกว่าในสมัยนี้ ผมเพิ่งค้นเจอสมุดภาพเจ้าหน้าที่ของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด ในกระทู้พันทิป ซึ่งหนังสือเล่มนี้พิมพ์เมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2506 จัดทำโดยอาจินต์ ปัญจพรรค์และคณะ ภายในประกอบด้วยภาพพอร์ตเทรตและประวัติโดยสังเขป สังเกตได้ว่าบุรุษหลายท่านเลือกสวมสูท ผูกไท ไม่ก็โบว์ไท จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ คิดง่ายๆ เหมือนถ่ายหนังสืออนุสรณ์ คุณย่อมเลือกสวมสิ่งที่ดีที่สุด และไม่อาจเหมารวมได้ว่า บุรุษเหล่านั้นแต่งกายแบบนั้นไปทำงานทุกวัน (แต่อย่างน้อย การแต่งกายแบบใส่สูทผูกไทยังเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในโอกาสสำคัญๆ) ตรงกันข้าม ในกระทู้เดียวกัน คุณจะเห็นบุคลากรหลายท่านในชุดเสื้อเชิ้ตขาว แขนสั้นบ้าง ยาวบ้าง ผูกไท ใส่สแล็คและรองเท้าหนังไปทำงาน สำหรับผม นั่นดูเป็นเครื่องแบบที่เขาเหล่านั้นใส่ไปทุกวันเสียมากกว่า

 

Old rare photos of male employees of a Thai television channel

บางส่วนจากสมุดภาพเจ้าหน้าที่ของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด บุคลากรชายหลายท่านเลือกสวมสูท ผูกไท หรือโบว์ไท

 

ไม่ใช่แค่ชาวช่อง 4 บางขุนพรหม หนอนหนังสือเก่าต้องเคยเห็นภาพ ’รงค์ วงษ์สวรรค์และผองเพื่อนนักหนังสือพิมพ์ในชุดสูท ไทสลิมบนปกหนังสือ ‘ไม่นานเกินรอ’ หรือสวมเชิ้ตขาวหลังแป้นพิมพ์ดีดในห้องทำงาน ไปจนถึงการสวมสูทเต็มยศในงานพระราชทานเพลิงศพของเหม เวชกร แม้คนเมื่อก่อนจะไม่ได้ใส่สูทตลอดเวลา และแต่งกายแคชวลบ้างในเวลาทำงาน แต่ก็ไม่ถึงขั้นเสื้อโปโล กางเกงยีนส์ (ขาดๆ) กับรองเท้าผ้าใบไปคุยงานกับลูกค้าอย่างทุกวันนี้ โดยเฉพาะถ้าในงานทางการ เมื่อถึงคราวต้องใส่ บุรุษสมัยก่อนทุกท่านล้วนเข้าใจและ ‘ใส่เป็น’

 

(Left) Rare photo of Thai TV Club employees, (Right) Thai writer Rong Wongsawan and his friends

ซ้าย: ป้ายในภาพ ลงวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 ถ่ายหน้า Thai TV Club สังเกตชุดทำงานที่แม้จะไม่สวมแจ็คเก็ต แต่สันนิษฐานว่านี่น่าจะเป็นมาตรฐานของชุดทำงานในสมัยนั้น ที่แม้จะแคชวล แต่ไม่มากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน, ขวา: ’รงค์ วงษ์สวรรค์และเพื่อน ในชุดสูท ผูกไท บนหน้าปกหนังสือ ‘ไม่นานเกินรอ’

 

เราเปลี่ยนมาแต่งตัวสบายกันขนาดนี้ได้อย่างไร

เมื่อแกะรอยบริบทสมัยก่อน และพยายามทำความเข้าใจว่าคนเมื่อก่อนแต่งตัวอย่างไร ผมพอเข้าใจได้ แต่สิ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้คือ เราเปลี่ยนมาแต่งตัวสบายกันขนาดนี้ได้อย่างไร ในความคิดเห็นของผม (ย้ำว่าผมคนเดียว และไม่ได้มีเจตนาเหมารวมว่าคนหมู่มากจะคิดแบบนี้) อาจเป็นเพราะ

หนึ่ง คน ในฐานะปัจเจกบุคคล มีสิทธิในการแสดงออกมากขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงคนหมู่มากหรือองค์กรที่ตนเองสังกัดอยู่ พูดง่ายๆ ผมสามารถแต่งตัวต่างจากเพื่อนในทีมได้ โดยที่คนอื่นก็ยังเคารพว่าเรายังอยู่ทีมเดียวกัน

 

Thai writer Rong Wongsawan at Hem Vejakorn's funeral in 1969

’รงค์ วงษ์สวรรค์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ครูเหม เวชกร ที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ 28 กันยายน พ.ศ. 2512

 

สอง ปัจจุบัน สังคมเปิดกว้างและยอมรับความต่างในการแต่งกายมากขึ้น เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น คนมีทางเลือกในเชิงสไตล์และแฟชั่นที่จะแสดงออกได้มากขึ้น โดยไม่ต้องยึดติดว่าต้องดำรงสไตล์นั้นตลอดไป พูดง่ายๆ แนวแฟชั่นต่างๆ เป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ที่มีไว้ให้หยิบมาใช้ตามอารมณ์และโอกาสต่างๆ คนมีสิทธิเลือกแต่งกายอย่างที่เขาอยากจะแต่ง ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้สวมว่าวันนี้อยากจะแสดงออกอย่างไร (ในทางกลับกัน คนเห็นก็มีสิทธิ์คิดหรือวิพากษ์วิจารณ์สไตล์นั้นด้วยเช่นกัน) วันนี้อยากจะไอวี ลีก พรุ่งนี้อยากจะเวิร์คแวร์ก็ได้ ตราบใดที่ยังสามารถรักษาจุดยืน นั่นคือความเป็นตัวตนเอาไว้ได้

สาม แม้แต่ ‘เครื่องแบบ’ ก็มีความหมายต่างไปจากเดิม หยิบแจ็คเก็ตทหารเวียดนามกระเป๋าเฉียง อาร์มตรงยุคติดเต็มแขนมาใส่ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นทหารผ่านศึก และไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังป่าวประกาศสิ่งนั้น

สี่ ในยุคนี้ การใส่สูทผูกไทอาจไม่ใช่คำตอบเดียวของความเป็นทางการ

 

Thai writer Rong Wongsawan interviewing politician Pridi Banomyong in Paris in 1978

’รงค์ วงษ์สวรรค์ สัมภาษณ์ปรีดี พนมยงค์ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2521 (ภาพจากหนังสือ ‘วานปีศาจตอบ’, อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติมจากที่นี่

 

ห้า อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างที่รู้สึกกัน ใครจะอยากใส่เสื้อหลายชั้นถ้ามันไม่เข้ากับบริบทเลยสักนิด

หก ทัศนคติแบบ ‘สบายๆ อะไรก็ได้ ไม่เป็นไร’ ที่เป็นทั้งเสน่ห์ คือ เรามีเสรีภาพในการแสดงออก (ผ่านสไตล์การแต่งกายที่หลากหลายขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน) แต่ขณะเดียวกัน ความสบายเกินไป ก็เป็นข้อเสีย คือ เรามักใช้มันเป็น ‘ข้ออ้าง’ ที่จะละเลยกาลเทศะ เพียงเพราะว่าอากาศร้อน รักสบาย อ้างคติประจำใจว่าอย่าตัดสินใครจากภายนอก และทำให้วลี “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” มีความหมายค่อนไปในทางลบ ไม่แปลกเลยที่เราจะลืมวิธีผูกเนคไท ไม่เข้าใจว่าควรทำอย่างไรเมื่อต้องไปงานทางการ สุดท้าย ในยุคที่ Individual style เฟื่องฟูขนาดนี้ คุณจะทำอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมว่า ในเมื่อใช้วิจารณญาณอย่างดีที่เลือกใส่มันแล้ว ก็ต้องยอมรับความคิดเห็นที่คนอื่นมองมาให้ได้เช่นกัน

 

กระแส sartorial กับบริบทลำลองในบ้านเรา

ที่พยายามวิเคราะห์มาหลายปัจจัย ก็ไม่ได้หวังว่าเราจะต้องกลับไปแต่งตัวเนี้ยบเหมือนสมัยก่อนกันหรอกครับ ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกว่า มันถูกต้องแล้วที่ไม่เหมือนเดิม มนุษยชาติคงต้องพิจารณาตัวเองกันยกใหญ่หากทุกวันนี้เรายังใส่ frock coat สามชิ้น ผูกโบว์ไทในทำนองเดียวกับอับราฮัม ลินคอล์น เพราะความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าโลกกำลังหมุนไปข้างหน้า และทำไงได้ครับ ในเมื่อค่านิยมของโลก (ไม่ใช่แค่ในไทย) เอนมาทางแคชวลมากกว่าฟอร์มอล แทนที่จะขวางโลกด้วยการฝืนแต่งกายตามธรรมเนียมโบราณที่ขัดกับจังหวะชีวิตยุคใหม่ ผมจะนำองค์ความรู้เดิมมาปรับให้ดู ‘ร่วมสมัย’ อย่างสง่างาม

‘ร่วมสมัย’ คำนี้คือคีย์เวิร์ด ชี้ชะตาว่าของเก่าจะยังดำรงอยู่หรือไม่ ใช่ครับ กระแส sartorial ในไทยจะยืนหยัดอย่างสง่างามและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยได้ มันต้องถูกปรับเข้ากับบริบทลำลองในบ้านเราให้ได้ก่อน ผมขอแยกเป็น 2 ส่วนให้เห็นภาพง่ายๆ คือ การปรับเชิง function และเชิง aesthetic

เชิง function ก็อย่างที่รู้สึกกันได้ครับ โจทย์คือ จะทำยังไงให้ใส่ tailoring ได้อย่างสง่างามในอุณหภูมิที่บ้าคลั่งตลอดทั้งปี เพราะก่อนจะมีสไตล์ คุณต้องรู้สึกสบายเสียก่อน แน่นอนครับ ผมเคยพูดไปเยอะแล้ว หลีกเลี่ยงผ้าใยสังเคราะห์ เปิดใจรับผ้าวูลธรรมชาติที่หดตัวยามเจออากาศหนาว และขยายตัวยามเจออากาศร้อน อย่ามองสูทแค่ผ้า แต่จงศึกษาและลงทุนกับสูทโครงสร้างหางม้าดั้งเดิม ต่อให้เป็นผ้า Dormeuil, VBC หรือ Zegna ก็หมดราศีและร้อนรักแร้เปียกครับหากคุณทำมันด้วยวิธีอัดกาว (ที่ถูกกว่า เร็วกว่า และพังง่ายกว่า) เมื่อใดที่คุณเริ่มโฟกัสไปที่หางม้า มากกว่ายี่ห้อผ้า นั่นหมายความว่า คุณมาถูกทางแล้วครับ

 

Drake's Advertisement

Drake’s กับ aesthetic ที่เห็นเป็นต้องรู้…ทันที

 

ทิศทางของ tailoring ในวันนี้…และพรุ่งนี้

ส่วนการปรับในเชิง aesthetic นั้น อาจต้องย้อนมาดูว่าเราอยากจะสร้าง ‘สุนทรียะ’ อะไรให้ปรากฏ แบรนด์อย่าง Drake’s ทำได้ดีและเห็นภาพมาก การพัฒนาสินค้าให้เข้ากับรสนิยมของคนสมัยนี้ การทำสไตลิ่ง ถ่ายลุคบุ๊ค รวมไปถึงบทความที่นำเสนอบนเว็บไซต์นั้น ล้วนเป็น aesthetic ของแบรนด์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า tailoring หรือสไตล์การแต่งกายแบบ sartorial นั้น สนุก เข้าถึงง่าย ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ ตรงกันข้าม กลับสร้างแรงกระเพื่อมในหมู่วัยรุ่น ให้พวกเขาเห็นความเป็นไปได้ว่า ไม่จำเป็นต้องผละจากยีนส์สุดที่รัก แค่เพิ่มแจ็คเก็ตดีๆ ทับบนเสื้อยืดตัวเก่า หรือวันดีคืนดี หากพวกเขาอยากจะผูกไท ก็มีความเป็นไปได้อีกตั้งมากมายที่สามารถทำได้และไม่ดูแปลกแยกไปจากบริบทสังคม สนุกอย่างมีสไตล์ สบายอย่างมีรสนิยม มันคือ tailoring ในบริบทของ ‘วันนี้’ คล้ายกับที่ Polo Ralph Lauren เคยทำไว้ให้กับหมู่ชนคนไอวีเมื่อหลายสิบปีก่อน

 

Saman Amel Advertisement

Aesthetic นิ่งขรึมแต่เปี่ยมชั้นเชิงแบบฉบับ Saman Amel

 

อีกแบรนด์ที่ผมติดใจใน aesthetic มากคือ Saman Amel แบรนด์ tailoring แบบ made-to-measure จากสตอกโฮล์ม หากเปรียบเทียบกัน สุนทรียะของ Drake’s ที่เห็นได้ชัดเจนคือการสไตลิ่งผ่านสีสันแสนสนุก ผ่าน silhouette สมัยใหม่ ผ่านการชนแพทเทิร์นที่กลมกล่อม และผ่านการผสมผสานแบบข้ามสปีชีส์ทั้งแนวเทเลอร์, เวิร์คแวร์ หรือแม้แต่กางเกงว่ายน้ำ ที่เห็นแล้วชวนตื่นเต้น

แต่กับ Saman Amel นั้น ต่างออกไป ถ้าพูดกันง่ายๆ แบรนด์นี้สะท้อนปรัชญาการออกแบบ และสุนทรียะแบบสแกนดิเนเวียน ใช้สีแบบ tone on tone ที่แม้จะใช้สีเดียวกันแต่คนละเฉด มีการใช้สีโทนร้อน โทนเย็น และหยิบยืมสีมาจากภูมิทัศน์แห่งสแกนดิเนเวีย เพิ่มมิติให้กับสไตล์ด้วยการตัดกันของเท็กซ์เจอร์ อาทิ ความนุ่มละมุนสายตาของแจ็คเก็ตเบบี้คาเมลแฮร์ในสีน้ำตาลธรรมชาติ ชนกับยีนส์ขาวคอตต้อนจาก Loro Piana ชนกับความนิ่มของเสื้อยืดที่ถักจากเมอริโนวูลสีออฟไวท์ ไปจนถึงความเงา แต่ดิบและแอบกระด้างของ pure silk ที่มีปมด้ายปรากฏให้เห็นเป็นระยะ เป็นเท็กซ์เจอร์ที่ทั้งเนี้ยบหรูและดูเร้าใจอยู่ในที

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือทรงและ silhouette ที่สูงโปร่ง เอวคอด อกเต็ม แนวไหล่และเส้นสายของทั้งแจ็คเก็ตและกางเกงนั้นช่างเรียบร้อยหมดจด ไม่มีความแฟนซีอย่าง spalla camicia หรือ pagoda shoulder ทุกเส้นเหลือไว้แค่สิ่งจำเป็นที่เห็นแล้วสะอาดตา แต่ไม่ใช่ความ minimal ที่เอะอะก็ตัดทุกอย่างออกจนโล้นเตียน

 

Saman Amel in a deep brown tuxedo

Saman Amel ในชุดทักซิโด้สีน้ำตาลโทน deep brown

 

และที่ผมว่าน่าสนใจมากคือการที่พวกเขาตีความ eveningwear ในสุนทรียะใหม่ ทำให้ ‘ชุดกลางคืน’ ที่ดูห่างไกลและใส่ยากในบริบทปกตินั้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น ทักซิโด้สีน้ำตาลเข้มในโทน deep brown ที่แหวกธรรมเนียมจากสีดำหรือมิดไนท์บลู พวกเขาเลือก ribbed silk มาบุตรงปก เท็กซ์เจอร์ที่เงาแต่ด้านกว่าซิลท์อื่นๆ นี้ช่วยลดคอนทราสต์ของผ้าสีน้ำตาลให้ดูกลมกล่อม

 

Saman Amel ivory jacket and polo

ดินเนอร์แจ็คเก็ตสีงาช้าง ปก notch ของ Saman Amel ภาพซ้ายคือการสไตลิ่งกับโบว์ไทใบแบบฉบับคลาสสิก ซึ่งตัดอารมณ์กับภาพขวา โปโลลำลองคอวี และยีนส์เฟดเมื่อชนกับดินเนอร์แจ็คเก็ตสีงาช้าง ถือเป็นการตีความ eveningwear ใหม่ที่ลบเส้นแบ่งระหว่าง daywear และ eveningwear ให้จางลง

 

หรือการที่พวกเขาเสนอให้ใช้ผ้าลินินสีดำมาตัดแจ็คเก็ตทักซิโด้หน้าร้อน เมื่อนำลินิน ผ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความแคชวล มาในโทนสีดำสุขุม ผ่านมือช่างรังสรรค์เป็นชุดที่ทางการที่สุดชุดหนึ่งอย่างแจ็คเก็ตทักซิโด้กระดุม 2 แถว ปกแหลมบุด้วย Ottoman silk ให้ผิวสัมผัสเงากรอบ นี่คือการตีความที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างแคชวลและฟอร์มอลเสียกระจุย ผมเห็นภาพตัวเองใส่ชุดนี้ กับเชิ้ต wing collar ผูกโบไท จิบวิสกี้ในคืนที่ร้อนที่สุดของกรุงเทพฯ กลับกัน ผมก็เห็นตัวเองใส่มันคลุมทับเสื้อยืดขาวคอย้วยๆ ยีนส์เฟดหนักๆ ลินินดำสู้แดดจ้า ดูสุขุมมาแต่ไกล แต่เมื่อเข้าใกล้จะเห็นรอยยับกรำประสบการณ์ (และรอบซับหยดวิสกี้ กับกลิ่นบุหรี่จางๆ จากคืนก่อนไว้ให้เรียกความทรงจำสีหม่น)

แม้จะคนละ aesthetic แต่ทั้งคู่ต่างอยู่บนสโคปเดียวกัน

แคชวลแต่ยังฟอร์มอล

Dressed down แต่ยัง dressed up

ผลิตอย่างประณีต ด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม แต่นำเสนออย่างร่วมสมัยในแบบของตัวเอง

 

Saman Amel tuxedo

แจ็คเก็ตทักซิโด้ลินินดำ ในทรงกระดุม 2 แถวของ Saman Amel คือความต่างสุดลงตัวระหว่างความแคชวลของลินิน และความฟอร์มอลของทักซิโด้

 

คำถามใหญ่ในเชิง aesthetic ของ sartorial แบบไทยๆ

คือ จะสร้างสุนทรียะอย่างไรให้ดูเป็นไทยและปฏิบัติได้จริง และแน่นอนว่า ความเป็นไทย ไม่ใช่แค่ลายกนก รสเผ็ด หรือการไหว้ แต่มันคือทัศนคติในการใช้ชีวิตที่เรายังต้องมาช่วยกันหาคำตอบ

สุดท้าย เราต้องหาตัวเองให้เจอก่อนครับ สิ่งที่น่ายินดีคือตอนนี้ คนไทย (ในวงการสูท) เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพ โครงสร้างหางม้าถูกถามถึงบ่อยพอๆ กับยี่ห้อผ้า และมีหลายร้านที่งัดกรรมวิธีการทำสูทแบบดั้งเดิมมาใช้ หางม้าเต็มตัว รางกระดุมเย็บมือ patch stitching ให้ปกโค้ง แต่มันจะไม่มีความหมายเลยหากผู้ประกอบการนำสิ่งนี้มาใช้โดยไม่ปรับให้เข้ากับตัวตน ยุคสมัยและการใช้ชีวิต แม้จะทำดีเพียงใด แต่ผมคนหนึ่งล่ะครับที่ไม่อยากใส่สูทที่เหมือน Tommy Nutter หรือ Liverano ก็อปเกรดเอ

ส่วนในมุมผู้บริโภคหรือผู้ใส่ ถ้ายังคิดอะไรไม่ออก ก็แต่งตัวแบบเดิมนั่นแหละครับ เสื้อยืด ยีนส์เก่า แล้วหยิบแจ็คเก็ตเทเลอร์มาคลุมทับ หรือไม่ก็สูทที่พนักงานขายเคยห้ามไม่ให้ใส่แยกชิ้นก็ได้ หยิบมันมาใส่แบบแยกชิ้น และใส่มันให้เหมือนยีนส์ ใส่มันอย่างเท่าเทียมกับเครื่องแต่งกายอื่นๆ ใส่มันโดยลืมไปเลยว่านี่คือแจ็คเก็ตเทเลอร์ที่เคยรุ่งเรืองสมัย 1930’s เราย้อนเวลากลับไปสู่ยุครุ่งเรืองแห่งการใส่สูทผูกไทไม่ได้แล้วครับ และไม่มีเหตุผลที่จะทำแบบนั้น ไม่มีอะไรดูฝืนมากไปกว่าการแต่งสูทสามชิ้นผูกไทเต็มยศเหมือน Fred Astaire แต่เดินเต้นแท็ปอยู่บนฟุตบาทกรุงเทพฯ ในศตวรรษที่ 21

การหยิบมาทั้งดุ้นโดยไม่ปรับอะไรเลย นั่นมันคอสตูม ไม่ใช่สไตล์ และนั่น ไม่ใช่วิธีทำให้สไตล์ sartorial คงอยู่อย่างยั่งยืน

ตรงกันข้าม แทนที่จะตั้งหลักทำ new high มันกลับทำให้สิ่งนี้ล่มสลายเร็วขึ้น

เปรียบเทียบง่ายๆ ดนตรีแจ๊สหรือคลาสสิคคงไม่อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ หากนักดนตรียังคงเล่นมันเหมือนหลายร้อยปีที่แล้ว โดยไม่ปรับหรือสร้างอะไรให้ผู้ฟังสมัยนี้เลย tailoring ก็เหมือนกัน การทำแบบเดิม ใส่แบบเดิม ไม่ใช่การรักษาของเก่าเอาไว้ แต่การรักษาที่แท้จริงคือการต่อยอด ตีความใหม่ และปรับให้เข้ากับชีวิตในวันนี้

ถ้ายังไม่พยายามทำให้มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน มันก็เป็นได้แค่เสื้อคนแก่ แค่คอสตูมที่คนหนุ่มสาวหยิบมาใส่ แค่ของเก่าที่รอเวลาตายไปกับอดีต

Related Stories

The Read

A LOOK BACK AT THE PAST DECADE IN MENSWEAR PART 1

บทความนี้ไม่ใช่แฟชั่นรีพอร์ท แต่เป็นเรื่องราวตลอด 10 ปีผ่านกระจกหลังของพาหนะที่เราเรียกกันว่าเมนส์แวร์

Read

The Read

A LOOK BACK AT THE PAST DECADE IN MENSWEAR PART 2

ครึ่งหลังของบทความที่เราได้รวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสื้อผ้าผู้ชายตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

Read

The Style Guide

SOFT SILHOUETTE

ความรีแล็กซ์อย่างหรูหราและสง่างามที่ปรากฏในเมนส์แวร์ทุกวันนี้มีที่มาที่ไป พึงรู้จักและรู้จริง

Read

0Shares
preloader