The Inspirations

TADAO ANDO: 4 ข้อคิดที่คนวัยใกล้ 30 ต้องรู้ไว้จาก ‘ทาดาโอะ อันโดะ บทสนทนากับนักเรียน’

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

The Inspirations

TADAO ANDO: 4 ข้อคิดที่คนวัยใกล้ 30 ต้องรู้ไว้จาก ‘ทาดาโอะ อันโดะ บทสนทนากับนักเรียน’

26 June 2020

เรื่องของหนังสือเล่มบางที่จะพาเราเดินทางผ่านประสบการณ์การหล่อหลอมตัวตนและจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของเจ้าพ่อสถาปัตยกรรมคอนกรีต

 

“เพราะเราอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสับสน เราจึงควรต้องหวนคืนสู่วิถีอันสุดแสนจะพื้นฐานเช่นนี้”

 

ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ผู้เป็นกำลังสำคัญของงานสถาปัตยกรรมแนวโมเดิร์น เขียนไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2011 ในบรรทัดสุดท้ายของบทนำในหนังสือ ‘ทาดาโอะ อันโดะ บทสนทนากับนักเรียน’ (Tadao Ando Conversations With Students) แปลโดยหม่อมหลวงปิยลดา ทวีปรังษีพร

ผมเจอหนังสือเล่มนี้ในจังหวะช่วงชีวิตที่กำลังต้องการใครสักคน หรือความคิดบางอย่างที่จะแนะนำถึงวิธีการที่มนุษย์จะขับเคลื่อนมนุษย์ในวัยยี่สิบปีปลายๆ คนหนึ่งให้มองเห็นลู่ทางใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้ และ ประโยคดังกล่าวด้านบนเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ผมรุดอ่านหนังสือเล่มนี้จบเพียง 2 ชั่วโมง

ผมตั้งคำถามต่อตัวเอง ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบมาสักระยะหนึ่ง สถานีต่อไปของคนวัยใกล้เลขสาม ที่ผู้คนมักชอบนำมาเล่นตลกหยอกล้อกันว่า “ใกล้จะหมดเวลาสนุกแล้วนะ” แต่เนื้อแท้จริงนั้น มันแฝงความหดหู่สุดแสนเข็ญ ปลายทางที่แม้เราเองก็ไม่สามารถจะตอบตัวเองได้

 

Osaka Prefectural Sayamaike Museum, Osaka (2001)

 

จริงอยู่ที่หนังสือเล่มนี้กำเนิดขึ้นมาด้วยปณิธานต่อประเด็นวิชาชีพสถาปัตย์ เป็นเหมือนคัมภีร์ห้าห่วงแห่งมิยาโมโต้ มุซาชิของนักเรียนสถาปัตย์ ทาดาโอะ อันโดะได้ถ่ายทอดความคาดหวังต่อวิชาชีพลงในเนื้อหา ด้วยเรื่องของการที่จะต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสำนึกความเป็นไปของโลกที่ต้องส่งออกมาผ่านความสร้างสรรค์ การค้นหาตัวตน เพื่อตอบตัวเองต่ออุดมการณ์ที่ยึดมั่น การถกเถียงและฟันฝ่าอุปสรรคนานานับประการ ที่บางครั้งบางทีจะต้องฟาดฟันกับตัวเองด้วย รอยบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการลองผิดลองถูก มันจะเป็นเส้นทางที่กำหนดเราว่าในอนาคตเราจะหน้าตาชีวิตอย่างไร

บทสนทนาที่อันโดะพูดคุยกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโตเกียวในปี 1988 นั้นจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่มนุษย์ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างใครหลายคนและผม ควรค่าแก่การพิจารณาสำหรับช่วงเวลาชีวิตที่มีผลต่อในอนาคตครั้งใหญ่ที่สุด โดยหนังสือเล่มบางๆ เล่มนี้จะพาเราเดินทางผ่านประสบการณ์การหล่อหลอมตัวตนและจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ของอันโดะเซนเซ

 

Meditation Space, Paris (1995) / Portrait by Nobuyoshi Araki

 

ผมก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ในช่วงที่ประเด็นเรื่องการห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมถูกผลิตออกมาภายใต้การเป็นเครื่องมือของการตลาด ความจำเจของคำสอนที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติ มันชวนให้เบื่อหน่ายกับเรื่องราวประมาณนี้อยู่เสมอ แต่เนื้อหาในหัวข้อเดียวกันที่ผมได้รับรู้จากถ้อยคำของอันโดะในหนังสือเล่มนี้นั้น ช่างต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แม้สิ่งที่ผมนำมาพูดในบทความนี้จะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการเดินทางทั้งหมดของอันโดะ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ผมก้าวเดินไปอย่างมั่นคงอีกหมื่นแสนก้าวต่อจากนี้

อย่างที่เรารู้กันว่า ‘พื้นที่’ คือหัวใจของงานสถาปัตยกรรม หนึ่งตัวอย่างจากแนวคิดในเชิงสถาปัตย์อันน่าสนใจที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง อันโดะใช้พื้นที่ของเขาเป็นสะพานให้มนุษย์กับธรรมชาติ มองเห็นซึ่งกันและกัน สามารถสัมผัสและได้รับรู้ถึงตัวตนของกันและกัน แม้ว่ามนุษย์ในทุกวันนี้จะอยู่ในยุคทุนนิยมที่พัฒนาจนเกินจะต้านทาน เติบโตรวดเร็วอย่างไร้ขีดจำกัด แต่เขาก็ขอเพียงแค่พื้นที่หรือช่องว่างตรงนั้น ได้สร้างความรู้สึกให้คนรู้ว่าในโลกนี้ไม่ได้นี้มีแค่เราอยู่เพียงผู้เดียว ยังมีธรรมชาติที่รายล้อมรอบเราอยู่ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “มีเช้าวันหนึ่งที่มาลิบู ขณะที่ผมกำลังลงไปไซต์ก่อสร้าง ก็มีฝูงสิงโตทะเลโผล่มาทักทาย ช่วงเวลาตอนนั้นมันทำให้ผมระลึกเสมอว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้เพียงเผ่าพันธุ์เดียว ยังมีพวกเขาที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติเหมือนกับเรา”

 

Atelier Oyodo ll, Osaka (1989-1991)

 

เขามักบอกอยู่เสมอว่าความตั้งใจของเขาในการสร้างงานสถาปัตยกรรมสักชิ้นหนึ่งคือ ต้องการให้คนที่ได้เข้าไปสัมผัส ‘ที่ว่าง’ ได้ถูกกระตุกให้รู้สึกและเตือนสติให้ได้คิด มองเห็นสิ่งที่อยู่กับเราและใส่ใจรอบข้างมากขึ้น ฉะนั้นแนวคิดของอันโดะหาใช่แค่เพียงหัวข้อการปัจฉิมนิเทศให้กับนักศึกษาเรียนสถาปัตย์ เพื่อให้เติบโตเป็นสถาปนิกที่ดีเท่านั้น แต่สามารถฟูมฟักให้กับแนวคิดของคนหนุ่มสาวได้อีกมากหลายในสาขาวิชาชีพอื่นได้เช่นกัน สำหรับผมมันเป็นเรื่องจริงกับการที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เร่งรีบทำให้ภาพของสิ่งที่อยู่ข้างทางของเรามันพร่าเลือน จนมองไม่เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น

อันโดะบอกว่าที่ว่างนั้นไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่เอาไว้เพื่อสร้างความกลมกลืนให้แก่งานของเขาต่อบริบทรอบข้างเท่านั้น แต่มันยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของงานสถาปัตย์ที่ทำให้ผลงานชิ้นนั้นสมบูรณ์ด้วย พลังอันยิ่งใหญ่ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ของผลงานอันโอ่อ่าไม่ใช่พลังอำนาจของใครสักคน แต่เป็นพลังแห่งธรรมชาติ สำหรับเขาต้องการส่งต่อประเพณีวัฒนธรรมไม่เพียงแต่ในเรื่องของตัวรูปทรงอาคารเท่านั้นแต่ยังต้องการส่งจิตวิญญาณผ่านผลงานด้วย โครงสร้างเหล็กและคอนกรีตเหล่านั้นจึงเป็นเพียงเสมือนสถานที่แสดงเจตจำนงต่อแนวคิดที่เขามีต่อโลกใบนี้อย่างแท้จริง

 

จงออกเดินทาง

 

ทาดาโอะ อันโดะเกิดในย่านชนชั้นแรงงานของเมืองโอซาก้า โดยบริเวณนั้นเรียกว่า ชิตะมะจิ พื้นที่ที่แวดล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น ความทรงจำครั้งแรกที่ทำให้เขาหลงใหลต่องานสถาปัตยกรรม คือการได้ช่วยที่บ้านทำงานกับช่างไม้ในละแวกเดียวกัน เพื่อต่อเติมบ้านของตัวเอง และนั่นนับเป็นครั้งแรกที่เขาสนุกกับการทำงานเกี่ยวกับพื้นที่

อย่างที่หลายคนทราบว่าในอดีต อันโดะนั้นเคยเป็นนักมวยมาก่อน ซึ่งเขาเลิกล้มความตั้งใจนั้นไปเพราะเขารู้ดีว่าพระเจ้าไม่ได้มอบพรสวรรค์ด้านนี้มาให้เขา แต่ช่วงระหว่างนั้นเจ้าตัวก็ได้ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆ ในแถบคันไซ ตอนอายุ 17 ปี เขาใช้เวลาส่วนมากกับการนั่งรถไฟไปเกียวโต เพื่อได้ไปเที่ยวชมโบราณสถานชื่อดังต่างๆ ไปซ้ำๆ ไปบ่อยๆ จนพระที่ประจำวัดต่างๆ นั้น ได้พาเขาเดินดูในมุมต่างๆ ที่ทางวัดไม่เคยเปิดให้คนภายนอกเข้ามาดูอย่างแน่นอน

และในปี 1958 มีอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาสนใจงานสถาปัตยกรรมยิ่งขึ้น คือ การได้เข้าในตึกอิมพีเรียลในโตเกียวที่ออกแบบโดยแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (Frank Lloyd Wright) ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้เปิดประสบการณ์สัมผัสถึงความหมายของ ‘ที่ว่าง’ อย่างแท้จริง มันส่งผลให้เขามีความสนใจต่องานสถาปัตย์ตะวันตก ก่อนที่เขาจะได้มาพบเจอกับผลงานของ เลอ กอร์บูซิเอ (Le Corbusier) เป็นครั้งแรกในร้านหนังสือมือสองใกล้บ้าน การได้เห็นภาพสเก็ตซ์ของ เลอ กอร์บูซิเอ มันเหมือนเป็นการจุดไฟในตัวเขาให้ลุกโชน เขาได้เห็นภาพสเก็ตซ์ของวิหารโนเทรอดาม ดูโอท์ ที่ทาดาโอะนำมาฝึกมือคัดตามอยู่บ่อยครั้ง

 

Church of Light, Osaka (1989)

 

หลังจากที่เขาได้เดินทางไปทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อตามดูสถาปัตยกรรมต่างๆ ในประเทศตัวเองแล้วมันก็ถึงเวลาที่เขาอยากจะเจอกับแรงบันดาลใจอย่าง เลอ กอร์บูซิเอ บุคคลผู้เป็นต้นแบบ ในเรื่องของการเป็นสถาปนิกผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนสถาปัตย์มาก่อน

ในปี 1965 อันโดะจึงตัดสินใจเดินทาง เพื่อศึกษารากวัฒนธรรมสถาปัตยกรรมตะวันตก เพื่อศึกษาวัฒนธรรมและความแตกต่าง เพราะเมื่อเราเข้าใจมนุษย์เราก็จะเข้าใจพื้นที่ที่มนุษย์ควรจะใช้ชีวิตอยู่ แม้การเดินทางครั้งนั้นเขาจะผิดหวังที่ไม่ได้พบกับ เลอ กอร์บูซิเอ แต่เรื่องราวระหว่างทางที่เขาได้พบได้สอนอะไรเขามากมาย และใช้การเดินทางเปรียบเหมือนครูที่สำคัญให้เราได้ซึมซับความเป็นมนุษย์มากขึ้น ภายหลังอันโดะได้ให้ความหมายต่อการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนทางทางกายภาพ การเผชิญกับตัวเองโนโลกแห่งจิตคือสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตในฐานะมนุษย์

 

จงเป็นตัวของตัวเอง

 

การทำตามอุดมคติส่วนตัว คือ ส่ิงที่โดดเด่นที่อันโดะมองเห็นจากผลงานของ เลอ กอร์บูซิเอ เขาเชื่อว่าสิ่งดังกล่าวสามารถนำพาให้ความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกหลุดพ้นจากความเป็นจริงที่สังคมสร้างขึ้นได้ เขามองว่า เลอ กอร์บูซิเอ นั้นระหว่างที่ยึดมั่นตามหลักของตัวเองแล้วก็สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้าง ในขณะเดียวกันสายตาทั้งคู่ของเขาก็เฝ้าติดตามสังเกตความเป็นไปของสังคมด้วย

การใช้คอนกรีตในการทำงานของอันโดะ นั้นเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าเขาต้องการรำลึกและเทิดทูนถึง เลอ กอร์บูซิเอ ผู้จุดไฟแห่งจิตวิญญาณสถาปนิกให้แก่ตัวเขาตอนอายุยี่สิบกว่าปี เพราะเลอ กอร์บูซิเอ นั้นใช้คอนกรีตเป็นวัสดุหลักในการสร้างผลงานต่างๆ ในฝรั่งเศสครั้งที่เขาเคยได้ไปเห็นมาแล้วด้วยสายตาตัวเอง เขายอมรับว่าภาพเหล่านั้นยังติดตาและฝังแน่นหยั่งลึกลงไปในตัวเขา ที่สำคัญเขารู้สึกได้ว่าคอนกรีตเหล่านี้มันช่างตีฆ้องร้องเป่าถึงนัยยะแห่งอิสรภาพดังเหลือเกิน

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 วงการสถาปัตยกรรมโมเดิร์นต่างต้องดิ้นรนให้ตัวเองนั้นแตกต่าง อันโดะ มีความกังวลต่อการแสดงผลงานผ่านจิตวิญญาณของเขาที่ต้องโอบอุ้มบริบทโดยรอบเข้ามาในงานพร้อมกับต่อสู้กับสิ่งที่คนมองว่ามันเป็นของตายด้าน อย่างรูปทรงเรขาคณิตและวัสดุอย่างคอนกรีตที่มันกลายเป็นความคับข้องใจของเขา

 

Plan and Interior Perspective of Row House in Sumiyoshi / Perspective of Church of the Light

 

สมการใหญ่ที่ชวนให้อันโดะต้องตั้งคำถามต่อตัวเองว่า การที่เขาจำกัดตัวเองต่อการรังสรรค์ผลงานผ่านรูปทรงเรขาคณิตที่จำเจและวัสดุที่ไม่แปลกใหม่ เขาจะสามารถถ่ายทอดความคิดความอ่านของตัวตนเขาได้ไหม เพราะอิสรภาพต่อการสร้างสถาปัตย์ให้แตกต่าง คือ จุดหมายหลักที่ต้องไปให้ถึง ซึ่งในภายหลังเขาเข้าใจได้ว่าจริงๆ แล้วองค์ประกอบและโครงสร้างพวกนี้จะไม่มีความหมายใดๆ เลยถ้าปราศจากผู้คนหรือชีวิต

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้ชมที่เดินทางมาดูผลงานของเขาได้ให้ความเห็นว่างานของเขามีกลิ่นของวัฒนธรรมญี่ปุ่นอบอวลไปหมด ทั้งที่โครงสร้างนั้นเป็นคอนกรีตสุดแสนจะให้ความรู้สึกสากล เขาจึงมองย้อนกลับไปในตัวเองและทำความเข้าใจว่าเราเกิด เราอยู่ เรามีชีวิตกับสิ่งรอบข้างใดบ้าง ตรงจุดนี้จึงทำให้เขามองว่าการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใดเราควรรู้จักตัวเองให้ถ่องแท้ ตัวเองในที่นี้รวมถึงทุกอย่างที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เพราะนั่นแหละคือส่ิงที่จะพูดและสร้างตัวตนของเราได้อย่างแท้จริง สุดท้าย อันโดะ ได้ยอมรับว่าตัวเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นไปโดยไม่รู้ตัว มันได้ซึมแทรกเข้าไปส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของเขา ฉะนั้นการเป็นตัวของตัวเอง คือ พื้นฐานของการเป็นมนุษย์

ถ้าพิจารณาผลงานของเขานั้น คอนกรีต คือตัวแทนความเป็นสากลกับความหลงใหลที่ท้าทายตัวเขามาเสมอที่อยากจะใช้มันเพื่อก้าวข้ามความจำเจไปสู่อีกพรมแดนหนึ่งและปรัชญาญี่ปุ่น คือตัวแทนความเฉพาะตัวของพื้นถิ่น ที่ธรรมชาติได้ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวภายในจิตใจเขาตั้งแต่ตอนเกิด ซึ่งอันโดะชอบที่จะใช้แสงกับที่ว่างในงานของตัวเองเพื่อให้คนสามารถปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติได้

 

จงเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น

 

เวลาที่อันโดะให้สัมภาษณ์ที่ไหน ประเด็นที่เขาจะพูดถึงอยู่ตลอดก็คือเรื่องของการทำงานร่วมกับคนอื่น สำหรับเขาแล้วนั้นงานสถาปัตย์คือการร่วมแรง ที่จะต้องมีคนจากหลายอาชีพเข้ามาทำให้ภาพนามธรรมที่อยู่ในหัวของนักออกแบบกลายมาเป็นอาคารทรงสง่า ที่ตั้งตระการตาเด่นอยู่ได้อย่างไม่อายใคร เพราะเหตุนี้เองเราถึงได้ยินคนพูดว่าวิชาชีพสถาปัตย์ต้องอาศัยความรู้หลายๆ ด้านมาประกอบกัน

เขามองว่าหน้าที่ของสถาปนิกจะใกล้เคียงกับวาทยากรของวงดนตรีออเคสตร้า ที่เป็นคนกำกับการเคลื่อนไปเคลื่อนมาของตัวโน๊ตให้สามารถจบเพลงได้อย่างสมบูรณ์ การทำงานสร้างสถาปัตยกรรมก็เช่นเดียวกัน ซึ่งวิถีดังกล่าวเขาได้อิทธิพลมาจากสุดยอดสถาปนิกแนวบรูทัลลิสต์อย่าง เลอ กอร์บูซิเอ บุคคลที่ทำให้เกิดเส้นทางการเดินทางครั้งสำคัญในชีวิตของเขา

การทำงานร่วมกับคนที่แตกต่างจากหลายสาขาอาชีพที่มีความชำนาญต่างกันคือความตื่นเต้น และเป็นแรงบันดาลใจให้เขากระหายทำงานอยู่เสมอๆ และเขามองว่าในฐานะสถาปนิก เราต้องไม่จำกัดความรู้ตัวเองอยู่แค่ในเขตแดนของงานสถาปัตย์ แต่ต้องรู้จักก้าวออกไป (เหมือนกับการออกเดินทางเพื่อเปิดสายตาให้กว้างไกลมากขึ้น) ติดต่อสานสัมพันธ์กับองค์​ความรู้ในด้านต่างๆ โดยให้เหตุผลว่าในถนนเส้นนี้มีหลายครั้งที่เราจะต้องพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก และสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษาที่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของโลกใบนี้มากกว่าแค่เรื่องหลักวิชาของตนเอง

 

The Poly Grand Theatre, Shanghai (2014)

 

สำหรับเขาแล้วนั้นงานสถาปัตยกรรมจะไม่ทางสำเร็จได้ลำพังเพียงสถาปนิกคนเดียว และหน้าที่สำคัญอีกอย่างของสถาปนิก คือต้องสร้างความรู้สึกว่างานที่อยู่ตรงหน้านี้ ทุกคนคือเจ้าของผลงาน มันสำคัญมากต่อการที่เราจะสร้างสรรค์สิ่งใดร่วมกับคนหลายกลุ่ม และต้องทำให้เขาเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นร่วมไปกับเราให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร ช่างไม้ ช่างประปา และทุกๆ คนที่หน้าที่ในพื้นที่นั้น

อันโดะเล่าว่าทุกครั้งที่เขาได้ลงไปทำงานในพื้นที่ก่อสร้าง เขาจะไม่ลืมที่จะถ่ายรูปคนงานทุกคน เพราะเป็นสัญลักษณ์ถึงการร่วมแรงกันเพื่อไปสู่จุดเป้าหมายเดียวกัน การสร้างบรรยากาศลักษณะนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อตัวเขาที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เรื่องนี้เป็นทักษะการทำงานสำคัญที่ไม่ว่าเราจะเป็นสถาปนิกหรือไม่ ผมเชื่อว่ามันจะเป็นตัวเชื่อมที่ดีที่จะนำเราไปสู่พื้นที่แห่งโอกาสในอนาคต

 

จงเปิดใจให้กว้าง

 

อันโดะแสดงให้เราเห็นว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้แม้ว่าในยุคหนึ่งมันจะถูกพูดถึงและเชิดชูไว้เพียงใด ท้ายที่สุดเมื่อเวลาเปลี่ยนไปมันก็จะกลายเป็นจารีต ที่พร้อมจะถูกความท้าทายใหม่ๆ ขึ้นมาเทียบเคียงและเอาชนะในที่สุด

ข้างต้นเป็นความเห็นของเขาที่มองว่าสถาปัตยกรรมในช่วงยุคโมเดิร์นก็เกิดขึ้นจากการขบถต่อความสวยงามแห่งโบซาร์ สุดท้ายความโมเดิร์นนั้นก็ต้องยอมจำนนต่ออิสรภาพของข้อมูลที่หลากหลายขึ้นจนกลายเป็นโพสต์โมเดิร์น

จงศึกษาสิ่งรอบตัวที่ดูแตกต่าง แต่อาจจะมีอะไรคล้ายกับเรื่องราวที่เรากำลังทำอยู่ อันโดะยกตัวอย่างแฟรงค์ เกห์รี (Frank Gehry) ที่วิธีการทำงานของเขาทั้งคู่นั้นแสนที่จะแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งคู่ก็เคารพวิถีของกันและกัน เขาเลื่อมใสเกห์รี ว่าเป็นภาพแทนการทำงานสถาปัตยกรรมที่ไม่ต้องกังวลและอึดอัดกับความจริงรอบด้านที่สถาปนิกสักคนจะต้องพบเจอ และในขณะเดียวกันก็อิจฉาเกห์รีที่มีช่วงเวลาได้ปั้นแต่ง คิดงานได้อย่างสร้างสรรค์ โบยบินอิสระเฉกเช่นศิลปินสักคนหนึ่ง

 

Koshino House, Hyōgo (1984)

 

จุดนี้เป็นสิ่งที่เขาอยากจะบอกต่อคนรุ่นหลังว่า การที่คนเรามีวิธีเข้าถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกันไป มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร มันคือความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ที่มีสิ่งแบบนี้เกิดขึ้น ฉะนั้นเราควรที่จะต้องมีทัศนคติที่กว้างขวาง พร้อมที่จะรับฟัง เข้าใจเรื่องราวต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

สำหรับเขาแล้วนั้นสิ่งที่ผมเห็นด้วยที่สุดคือการที่เขาบอกว่างานสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคที่ผ่านมานั้นมีจุดยืนของตัวเองอย่างโดดเด่นและท้าทายกาลเวลาอย่างสง่างาม ทุกชิ้นงานมีเรื่องเล่าที่น่าศึกษาเสมอ มันสอดคล้องกับสิ่งที่ผมคิดตรงที่เราต้องพยายามที่จะเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อนำมันมาเป็นองค์ความรู้ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในภายภาคหน้า และจงอย่าได้สร้างคู่เปรียบเทียบ แต่จงมองและเข้าใจมันผ่านด้วยสายตาของวัฒนธรรมนั้นๆ

พูดอีกทางหนึ่ง อันโดะพยายามที่จะบอกเราว่าอย่าได้ใจแคบไปเลย เราเพิ่งอายุยี่สิบกว่าปีเอง จงเปิดใจให้กว้างเท่าที่สุดจะกว้างได้ เพราะบางทีแรงบันดาลใจที่เรามองหามันอาจจะไม่ได้อยู่ตรงเรื่องข้างหน้าของสิ่งที่เราสนใจเสมอไป ซึ่งตัวเขาเข้าใจดีว่าหนทางที่จะเดินไปด้วยวิธีแบบนี้มันต้องอาศัยความกล้าแกร่งของพละกำลังและจิตใจเพียงไหน เขาจึงได้ขอร้องให้เราจงสู้เพื่อความเชื่อของตัวเราเอง ที่มันจะกลายเป็นเลือดเนื้อและจิตใจเราในอนาคต ที่สักวันความฝันจะเป็นจริงได้

 

“The hope and the dream is not something you can receive from someone.
It’s important to start from within.”

ความหวังและความฝัน ไม่ใช่ของล้ำค่าที่คุณจะรอรับจากใครสักคน
แต่มันต้องก่อสร้างจากตัวคุณเอง

Related Stories

Arts

DIETER RAMS: ย้อนดู TP1 วิทยุและเครื่องเล่นแผ่นเสียงพกพาตัวแรกของโลก จากสุดยอดนักออกแบบแห่งศตวรรษที่ 20

ผลงานแห่งความสมดุลที่เขาภูมิใจ ภายใต้ “Less, but better.” หนึ่งในหลักคิดของดีเทอร์ รามส์ ที่มีอิทธิพลต่อนักออกแบบรุ่นหลังมากมาย

Read

Arts

HOT SEATS PART 1: HANS J. WEGNER AND HIS ICONIC CHAIRS WE LOVE

จากช่างทำตู้ไม้ในเมืองเล็กๆ ของเดนมาร์ก สู่ตำนานนักออกแบบเก้าอี้ที่ทั้งโลกยอมรับ

Read

Arts

THE INDUSTRIAL DESIGNS THAT MOVED THE WORLD

เรื่องราวของบุรุษนักออกแบบเชิงอุตสาหกรรม ผู้กอบกู้อเมริกาหลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่

Read

0Shares
preloader