The Inspirations

STYLE LESSONS FROM THE JAZZ MASTERS

The Inspirations

STYLE LESSONS FROM THE JAZZ MASTERS

14 August 2018

สไตล์ที่มาพร้อมกับตัวโน้ต
กับมนต์เสน่ห์ยามค่ำคืนที่ไม่เคยย้อนกลับ

Image Courtesy of reverb-res.cloudinary.com

บทความโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W.Ministry

แม้ดนตรีแจ๊สในปัจจุบันกาลจะไม่ได้รับความนิยมชมชอบเทียบเท่าดนตรีกระแสหลักดั่งยุคสมัย 20’s-30’s แต่บทประพันธ์แห่งท่วงทำนองดนตรีที่ถูกขนานนามว่าเข้าถึงยากและห่างไกลชีวิตคนเมืองรูปแบบนี้ ก็ไม่เคยจางหายไปจากบริบทสังคมที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา ดนตรีแจ๊สยังคงวนเวียนสอดแทรกวิญญาณและส่วนสำคัญลงไปในบทเพลงยุคใหม่ ส่งต่อศิลปะของความดื่มด่ำอันน่าพิสมัย รวมถึงการเป็นต้นแบบของการแต่งกายที่มีรสนิยมสำหรับสุภาพบุรุษอยู่เสมอ

Image Courtesy of w.bigapplejazz.com

เมื่อกล่าวถึงเพลงแจ๊สแล้วหากเรามองมันอย่างผิวเผิน ก็อาจจะเป็นเพียงดนตรีประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้หลงไหลและรักใคร่ในเสียงเพลงแบบคลาสสิก และเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปกับเสียงที่เกิดจากเครื่องลมทองเหลืองอย่างทรัมเป็ต แต่หากมองอย่างลงลึกไปแล้วนั้นสิ่งที่บทเพลงเหล่านี้ได้มอบให้กับโลกนั้นไม่ได้มีเพียงบทเพลงจรรโลงหู แต่เป็น “ศิลปะ” ของการดื่มด่ำไปกับบรรยากาศที่ได้รับจากการละเลียดฟังทีละโน้ตอย่างมีมนต์เสน่ห์และยากที่จะหาแนวดนตรีใดมาทดแทนได้

Image Courtesy of aab-edu.net

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าแนวการประพันธ์ทำนองเพลงแจ๊สนี้มีรากลึกต้นกำเนิดมาจากเพลงบลูส์ ซึ่งเริ่มต้นมาจากกลุ่มบุคคลที่เป็นทาสชนผิวดำชาวแอฟริกา หรือชื่อเรียกอีกชื่อว่า Afro American ณ นิวออร์ลีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ความเศร้าที่ได้รับมาจากการกดขี่ ทำให้แนวดนตรีประเภทนี้ค่อนข้างมีนัยยะของความหม่นหมองสอดแทรกอยู่ประปราย แต่นั่นก็ชวนให้ลุ่มหลงไปกับบรรยากาศอันเปลี่ยวเหงาที่มักจะมาพร้อมด้วยเครื่องดื่มอย่างมาร์ตินี่ หรือค็อกเทลสุดกลมกล่อมสักแก้ว เพื่อปล่อยให้ความคิดได้ดื่มด่ำร่วมไปกับค่ำคืนที่ไม่เคยวนกลับมาที่เดิมถึงแม้จะปรารถนาสักเพียงไหน เพราะไม่มีแม้คืนใดที่เพลงแจ๊สจะสามารถเล่นออกมาได้เหมือนเดิมแม้จะในบทเพลงเดียวกันก็ตามที และเสน่ห์อันชวนหลงไหลนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เพลงแจ๊สเป็นมากกว่าเพียงแนวดนตรีบนโลกมนุษย์

นอกจากเอกลักษณ์ในด้านรูปแบบของแนวดนตรี อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งชี้ตำนานที่คงอยู่ของดนตรีแจ๊สได้เป็นอย่างดีก็คือเครื่องแต่งกาย เพราะหากย้อนกลับไปถึงยุคสมัย 20’s ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “Jazz Age” แล้ว อิทธิพลจากศิลปินในยุคนั้นยังแผ่รังสีมายังนักดนตรีรุ่นต่อๆไป จนกระทั่งในปัจจุบัน เพราะหากศึกษาลงลึกกันถึงแก่นแล้วจะพบว่าเพลงแจ๊สมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนแฟชั่นและกำหนดแนวทางการแต่งตัวของเหล่าชายฉกรรจ์อยู่ไม่น้อย และแจ๊สไอคอนทั้ง 4 คนนี้ก็ได้ฝากบทเรียนอันล้ำค่าไว้ให้เราอย่างไร้กาลเวลา


Miles Davis

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Miles เป็นหนึ่งคนที่แต่งตัวได้มีรสนิยมที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการดนตรี เพราะถึงแม้ในช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิตของเขาในยุค 80’s จะค่อนข้างสุดโต่งในทางที่ไม่ค่อยจะสู้ดีไปสักนิด แต่ในยุคเฟื่องฟูสุดขีดของเขาในช่วงปี 60’s เราจะเห็นหลายครั้งที่ Miles ควงชุดทักซิโด้สุดเนี้ยบ และเสื้อสูทคัตติ้งประณีตสัดส่วนเหมาะสมพอดีตัวที่รับต่อปลายแขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ เข้าคู่กับเสื้อเชิ้ตสีโทนสว่างอยู่เสมอ เขาคือหนึ่งในผู้ที่ตีความไอวีสไตล์ได้แยบยลที่สุด


Chet Baker

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ริเริ่มปฏิวัติการแต่งกายของสุภาพบุรุษในวงการดนตรีแจ๊ส ที่มักจะแต่งกายกันด้วยเสื้อสูทคัตติ้งประณีต แต่ความขบถของ Chet Baker คือการหยิบจับเอาเสื้อยืดสีขาวมาสวมคู่กับเบลเซอร์โทนเข้มแถมด้วยนาฬิกา Dress Watch อย่าง Cartier Tank ที่ทำให้ภาพของเขาออกมามีความลำลองแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา และรูปแบบการแต่งกายของเขายังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดความร่วมสมัยกับปัจจุบันได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่เบลเซอร์สีเข้มกับเสื้อยืดโทนสว่าง หรือการสวมใส่รองเท้าประเภท Loafers กับกางเกงที่มีความยาวเหนือข้อเท้าเล็กน้อย


Bill Evans

นักดนตรีแจ๊สผู้มากับเดรสโค้ด Black Tie พร้อมกับผมทรงเรียบแปล้แบบ Slick Back และกรอบแว่นตาเหลี่ยมหนาอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสไตล์ของ Bill นั้นไม่ได้อยู่ที่เรื่องเครื่องแต่งกายอันเฉียบคมเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจและเรียนรู้สำหรับนักเปียโนแจ๊สสัญชาติอเมริกันผู้นี้เห็นทีจะเป็นเรื่องความเข้าคู่กันของทรงผม แว่นตา และโครงหน้าต่างหาก การจัดวางแว่นทรง Horn-Rim เข้ากับใบหน้าทรงสามเหลี่ยม (Triangular Face) เพื่อเสริมจุดนำสายตาให้กับโครงหน้าและปิดบังจุดด้อยบริเวณโหนกแก้มพร้อมด้วยผมทรงแบบ Slick Back ที่นอกจากจะดูสุภาพแล้วยังทำให้ใบหน้าโดยรวมดูมีมิติมากขึ้น


Thelonious Monk

นักเปียโนและนักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางให้เป็นบุคคลชั้นแนวหน้าของวงการแจ๊สในสหรัฐอเมริกา เพราะนอกจากสไตล์การแต่งเพลงเฉพาะตัวของเขาแล้ว การแต่งกายก็ไม่ได้มีความโดดเด่นย่อหย่อนลงไปกว่ากันเลย ด้วยการสวมใส่หมวกชนิดต่างๆ จับคู่กับชุดสูท ทั้ง Fedora, Beanie, Beret หรือแม้แต่หมวกชาวนา ก็เป็นอะไรที่เข้าคู่กันได้ดี ไม่แพ้เคราที่เงางามอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นภาพจำของเขา สิ่งที่เราน่าจะเรียนรู้จาก Thelonious ไม่ใช่การสวมใส่หมวกประเภทต่างๆที่มีอยู่บนโลกให้ครบทุกรูปแบบ แต่เป็นเรื่องของการเคารพในความเป็นตนเองและยอมรับซึ่งความแตกต่างที่เป็นลักษณะนิสัยที่ดีและควรค่าต่อการทำความเข้าใจสำหรับบุรุษทุกคน

ดนตรีแจ๊สจึงไม่ได้เป็นเพียงแนวเพลงประเภทหนึ่งหากแต่ยังคงแฝงไว้ซึ่งนัยยะต่างๆที่บ่งบอกถึงความสุนทรีย์ที่หลากหลายไม่ว่าจะผ่านเสียงเพลง บรรยากาศ หรือกลิ่นอายความเศร้าหมอง ที่ทำให้ดนตรีแจ๊สเป็นอะไรที่มากกว่าความรื่นเริงดาษดื่น และเครื่องแต่งกายนั้นก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ส่งต่อให้เพลงแจ๊สมีที่ยืนในสังคมมนุษย์เพราะมันคือศิลปะของการดื่มด้ำกับค่ำคืนที่ไม่มีวันย้อนกลับ

อ่านเกี่ยวกับ 7 อัลบั้มอมตะที่จะเป็นใบเบิกทางสู่การเริ่มต้นฟังดนตรีแจ๊ส

 

 

 

 

Spread the words

Related Stories

Around Town

WHAT TO DO IN BANGKOK THIS DECEMBER

ส่งท้ายปี 2019 ด้วย 5 กิจกรรมน่าสนใจในเดือนนี้

Read

The Inspirations

LIKE FATHER, LIKE SON

สไตล์การแต่งกายที่เราได้จากพ่อ ผ่านภาพถ่ายในความทรงจำ

Read

Query & Advice

HOW DO I GUIDE MY DAD ON STYLE?

ทลายกำแพงความเคยชินของคุณพ่อ เพราะสไตล์ไม่ได้มีอายุเป็นตัวขวางกั้น

Read

0Shares
preloader