The Read

A LETTER TO MY YOUNGER SELF: สไตล์กับการใช้ชีวิตที่อยากย้อนบอกตัวเองตอนเป็นวัยรุ่น

บทความโดย Korakot Unphanit, Contributing Editor, W. MINISTRY

The Read

A LETTER TO MY YOUNGER SELF: สไตล์กับการใช้ชีวิตที่อยากย้อนบอกตัวเองตอนเป็นวัยรุ่น

28 July 2020

13 ข้อคิดแห่งสไตล์จากชีวิตของชายวัย 30 ขวบ

 

ผมใส่ชุดนิสิตมาตั้ง 4 ปี แต่กลับไม่มีเชิ้ตขาวดีๆ เลยสักตัว ถึงวันสัมภาษณ์งานแรกในชีวิต ผมไปในลุคทรงผมเกาหลีกะลาครอบ เชิ้ตอ็อกซ์ฟอร์ดสีชมพูแบบ button-down ที่ปกสั้นจนไม่ต้องติดกระดุมยังดีกว่า (ไม่ต้องพูดถึง collar roll) แย่กว่านั้นคือผมใส่ไซส์แอล ทั้งที่เป็นหนุ่มไซส์เอส ยัดในทีนี่เสื้อพอง เป็นบอลลูน และใส่กับกางเกงชิโน่สีน้ำเงิน (ใครเขาใส่ชิโน่ไปในวันสัมภาษณ์งานกัน) พับขาด้วยนะ ให้เต่อโชว์ตาตุ่มนิดๆ ปิดท้ายด้วยโลฟเฟอร์สีน้ำตาลทรงโบ้ทชูวส์ นี่ถ้าเสริมหมวกปานามาสานมือจากช่างฝีมือชาวเอกวาดอร์อีกนิด ผมก็พร้อมไปจิบพีน่าโคลาด้าริมทะเลได้เลย มาย้อนคิดอีกที อยากจะขอบคุณพี่ๆ บก. ทุกท่านที่มองเห็นความตั้งใจและไฟฝันในการทำหนังสือมากกว่าจะโฟกัสกับภาพลักษณ์ภายนอกที่ไม่ถูกกาลเทศะเอาเสียเลย

มันน่าคิดนะครับว่า ผมโตมากับคติ ‘อย่าตัดสินคนจากภายนอก’ ซึ่งยังยึดถือจนถึงทุกวันนี้ แต่ขณะเดียวกัน ผมเองก็ใช้มันเป็น ‘ข้ออ้าง’ เพื่อมองข้ามการใส่ใจภาพลักษณ์ ผมจึงผ่านชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยมาด้วยทัศนคติที่มองว่าการแต่งกายที่แสดงออกถึงความเป็นทางการนั้น เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ยิ่งในยุคที่ individual style เฟื่องฟูขนาดนี้ หลายครั้ง ความเหมาะสมของกาลเทศะ จึงถูกละเลยด้วยคำว่า ‘การเป็นตัวของตัวเอง’ ที่ผิดที่ ผิดเวลา

ผมเพิ่งจะขึ้นเลขสามในไม่กี่วันนี้ครับ ไหนๆ ก็จะบอกลาคำว่า ‘วัยรุ่น’ ไปแล้ว ขอใช้โอกาสนี้กลั่น 13 ข้อคิดแห่งสไตล์จากชีวิตวัย 30 ขวบ ที่ถ้าผมในสมัยก่อนเข้ามหา’ลัยได้อ่าน คงดีไม่หยอกเลย

 

1. ตัดสินใจ ‘โตเสียที’ (รวมถึงด้านภาพลักษณ์ด้วย)

Glenn O’ Brien เคยเขียนไว้ว่าผู้หญิงมี sweet sixteen หรือสัญญาณเริ่มแตกเนื้อสาวในวัย 16 ขวบ นอกจากความเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ผู้หญิงหลายคนยังเริ่มแสดงความเป็นสาวออกมาให้เห็นผ่านการเริ่มรักสวยรักงาม หัดแต่งหน้า เรียนรู้เรื่องสไตล์และการเข้าสังคม แต่กับเด็กผู้ชาย จริงอยู่ที่เด็กชายก็มีสัญญาณภายในที่บ่งชี้การเริ่มเป็นหนุ่มนั่นคือ เสียงแตกเนื้อหนุ่ม หัวนมเริ่มแตกพาน หน้าอกผาย แต่กับภาพลักษณ์ภายนอกล่ะ นั่นอาจหมายถึงการเริ่มต้นบอกลาเสื้อยืดสกรีนคำคม (แบบที่เขียนบนผนังห้องน้ำ) ไม่ใส่รองเท้าแตะหนีบยามออกนอกบ้าน หัดเล็มหนวดเครา ขนจมูก รักษาความสะอาด ระวังกลิ่นตัว ไปจนถึงการเริ่มทำความเข้าใจกับธรรมเนียมการเข้าสังคม เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นทางการ แต่ขณะเดียวกัน อย่าลืมครับว่ายังเป็นเด็ก (และเราจะเป็นเด็กได้อย่างสมเหตุสมผลได้ก็แค่ในวัยนี้) ดังนั้น ต้องรักษาความสดใสให้สมวัย แต่เริ่มฝึกการตัดสินใจในแบบผู้ใหญ่ที่ไม่คิดถึงแต่ตัวเอง

 

2. ถ้ายังไม่ตัดสินใจไปอยู่ในป่า การเคารพกาลเทศะ ให้คุณค่ากับวิถีประชาและค่านิยมที่คนในสังคมนั้นยึดถือ ถือเป็นมารยาทที่สำคัญในสังคมเมือง

เพราะทุกสังคมมีกติกาครับ (แม้แต่ในป่า) ดังนั้น ทำความเข้าใจกับระดับความเป็นทางการในบริบท สังคมที่อยู่ให้ได้ และแทนที่จะต่อต้านว่ามันคือสิ่งฟุ่มเฟือย จงศึกษาและลงทุนกับมันอย่างชาญฉลาด และคิดเสียว่าสไตล์คือทักษะที่ต้องฝึกไว้หากคิดจะเข้าสังคม

 

3. ใส่เครื่องแบบนักศึกษาถูกระเบียบอย่างภาคภูมิใจ

เพราะคำว่า ‘ถูกระเบียบ’ ไม่ได้หมายความว่าเชย ตรงกันข้าม คุณทำให้มันสง่างามอย่างร่วมสมัยได้ หากรู้จักการเลือกฟิตติ้งที่พอดีตัว แต่ตลอด 4 ปี ผมกลับใส่สแล็คผ้ายืดขาเดฟที่รัดติ้วขนาดที่ว่าถ้าพี่ตูนบอดี้สแลมเห็นยังอาจต้องมองค้อน กว่าผมจะเปลี่ยนเป็นกางเกงสีกรมท่าขากระบอกเล็ก ก็ปาเข้าไปในวันถ่ายสูจิบัตรโปรเจ็คจบครับ

มองย้อนกลับไป ผมไม่เสียใจเลยที่แต่งตัวตามสมัยนิยม แต่กลับนึกเสียดายโอกาสที่จะได้แต่งตัวตามขนบธรรมเนียมอันงามสง่า (ซึ่งนี่อาจเป็นช่วงสุดท้ายในชีวิต ใครหลายๆ คนที่จะได้สัมผัสกับความเป็นทางการ) เชิ้ตขาวรีดเรียบ สแล็คกรมท่ารีดจีบหน้าคมกริบ ตัดขาพอคลุมหน้ารองเท้า เผื่อผ้าให้ทิ้งตัวกองไว้ในความยาวแบบ small break หรือ full break เลย ก็ได้ถ้าใจคุณรุ่นใหญ่พอ (จำไว้ว่า อย่าเต่อครับ การตัดขาเต่อโชว์ตาตุ่มนั้นเป็นหนึ่งในความผิดพลาดแห่งช่วงวัยที่อยากกลับไปแก้ไขเหลือเกิน) ใส่กับถุงเท้าคอตต้อนสีดำบางๆ เหมือนถุงน่องสตรี กับรองเท้าหนังอ็อกซ์ฟอร์ดสีดำแบบ whole cut หรือไม่ก็ cap toe แต่ไม่ brogue

และในวันสำคัญ จะตั้งใจผูกเนคไทตราพระเกี้ยวแบบ four in hand หรือถ้าอาจารย์รู้สึกครึ้มใจในความเบี้ยวของปมไท ก็จะเปลี่ยนให้เป็น full windsor ต่อให้ตัดโลโก้สถาบันบนไทออกไป ชุดนี้ก็ยังเป็นเครื่องแบบสุดคลาสสิคที่ใส่ได้หลายโอกาส (และพนันกันไหมว่าคุณต้องได้ใส่มันสักครั้งในชีวิต) และขอบอกตรงนี้เลยครับว่า ผมไม่ได้มองว่า uniform คือการบังคับหรือจำกัดสิทธิ ถ้าไม่ชอบใจ และสถาบันเปิดโอกาสให้ใส่ชุดไปรเวทได้ ก็แค่ไม่ต้องใส่ ผมยินดีด้วยครับ แต่ถ้าวันไหนคิดจะใส่ ก็ต้องใส่ให้เป็น

 

4. คุณภาพ มาก่อนปริมาณ

วันก่อนผมเพิ่งเคลียร์ตู้เสื้อผ้า และพบว่า ไม่มีของชิ้นไหนจากช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ผมเอามาใส่ได้ในตอนนี้เลย สุดท้าย ผมไม่ได้ต้องการเสื้อผ้าเยอะครับ แค่ต้องการเสื้อผ้าคุณภาพดีที่หยิบมาใส่ซ้ำๆ และรู้สึกดี “แหม่ วัยรุ่น จะเอาเงินที่ไหน” อย่าให้คำถามนั้นมาปิดกั้นความเป็นไปได้ครับ เพราะเท่าที่คลุกคลีกับสไตล์มา ผมไม่เห็นว่ามันจะใช้เงินเยอะอย่างที่ว่ากันเลย ถ้าคุณ ‘รู้จักเลือก’

 

5. ซื้อของที่ดีที่สุดที่สามารถซื้อได้

โดยไม่ทำให้ต้องกินแกลบไปอีกหลายเดือน และทุกวันนี้มีของดีๆ ราคาเอื้อมถึงให้เลือกซื้อมากกว่ายุคผมเยอะครับ เดินเข้ายูนิโคลก็ได้เชิ้ตผ้าคอตต้อน 100% ทรงดีๆ ในราคาสบายกระเป๋านักศึกษา รองเท้าหนังสีดำล่ะ นิสิตหรือ first jobber เงินเดือนหมื่นกว่าๆ ทนเก็บเดือนละพันห้า สามเดือนก็ได้อ็อกซ์ฟอร์ดคุณภาพคุ้มราคาจากร้านออนไลน์ที่คัดเลือกของมาขาย ซึ่งทุกวันนี้มีอยู่เต็มไปหมด (คราวหลังจะมาว่ากันถึงเรื่องนี้) เห็นไหมว่าคุณจัดสรรได้ตามงบประมาณ งบน้อยจึงไม่ใช่ข้ออ้างที่จะละเลยการแต่งตัวให้ดี

 

6. อย่าประหยัดไม่เข้าเรื่อง

สมัยวัยรุ่น ผมใส่เชิ้ตขาวที่ทั้งเก่าโทรม ปกและรักแร้ขึ้นคราบเหลืองอ๋อยจนคนรอบข้างบอกให้ไปเปลี่ยน แต่ผมก็ยังใส่อยู่อย่างนั้น ไหนจะผมเผ้าที่ปล่อยยาวจนผมปรกหน้าผาก รากไทรไม่เป็นทรงแต่ผมก็ยังไม่ยอมไปตัด ไหนจะรองเท้าอ็อกซ์ฟอร์ดที่ใส่จนพื้นเหี้ยนไร้ดอกยาง แถมมีรูใต้เท้า ผมก็ยังใส่มันลุยฝนอย่างนั้น เพราะบอกตัวเองว่าต้องประหยัด (และไม่มีใครเห็นรูนี่) แต่ที่น่าขันคือ ผมยังเจียดเงินกินสตาร์บัคส์ทุกเช้า ตลกและสมเพชตัวเองดีครับที่ดันไปประหยัดในสิ่งที่ควรปรับปรุง เพราะการประหยัดที่แท้จริงคือการลงทุนกับของคุณภาพ ดูแลรักษาตามอาการ ใช้มันจนเก่า ถ้าพังก็ส่งไป resole ใหม่ และใช้อีก ผมในวันนี้มาค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่า รองเท้าราคาสามหมื่นที่ฟิตติ้งพอดี ทำจากหนังวัวคุณภาพสูง ประกอบอย่างประณีต แม้จะใช้มันจนเก่า (ของคุณภาพแบบนี้ ใส่กันเป็นสิบๆ ปีครับ) ก็ยังดูดี และ ‘ถูกกว่า’ กว่ารองเท้าราคาสามพันในสภาพใหม่ออกห้าง และต้องซื้อคู่ใหม่ในทุกๆ ปี

 

7. ผมไม่ได้บอกว่า การใส่สูทผูกไทคือคำตอบเดียวของความเป็นทางการ

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือรูปแบบการแต่งกายที่ได้รับการยอมรับในสากลโลก แล้วควรลงทุนซื้ออะไร ไอเทมคลาสสิคคือคำตอบ ถ้าย้อนกลับไปได้ ชิ้นแรกที่ผมจะซื้อคือเชิ้ตขาว เลือกแบบปกป้านหรือ spread collar ปกยาวสักสามนิ้ว ป้านออกในองศาที่ผูกไทแล้วสวยพอดี ชิ้นที่สองคือรองเท้าหนังสีดำ แบบผูกเชือก จะอ็อกฟอร์ดหรือดาร์บี้ ก็อยู่ที่ความเป็นทางการของชีวิตคุณ อย่างผมโลฟเฟอร์สีดำ เรียบๆ หนังดีๆ สักคู่ดูจะใช่กว่า ชิ้นที่สามคือสแล็คสีเทาเข้ม ง่ายหน่อยก็ทรง single pleat ซับซ้อนขึ้นมาอีกนิดก็ทรง flat front แต่ระลึกไว้เสมอครับว่าต้องรีดจีบหน้าให้ดี (หัดซะ) ชิ้นที่สี่คือเบลเซอร์สีกรมท่า หากเงินถึง และหาช่างที่ทำแบบ full canvas ได้ ก็จัดเต็มครับ แต่ถ้าช่างทำไม่ได้ (ในความหมาย full canvas จริงๆ ไม่ใช่สูทอัดกาว) ผมจะเลือกผ้า hopsack fresco หรือลินินผสมวูลและซิลค์ ที่เนื้อหนาในสไตล์ summer tweed ในโทนสีกรมท่าที่เข้มพอจะใส่กลางคืนแล้วไม่สว่างสุดในงาน และบอกให้ช่างประกอบมันแบบ unstructured คือไม่มีแคนวาสหรือโครงสร้างด้านใน ให้สูทขึ้นรูปด้วยตัวผ้าของมันเอง ย้ำให้ดีว่าไม่อัดกาวนะครับ ต่อให้ช่างบอกว่าต้องอัดนิดหน่อยตรงปก ผ้าส่วน หน้าอก หรือผ้าส่วนปลายเพื่อให้ผ้าดูมีน้ำหนักขึ้น คุณก็ต้องยืนยันว่าไม่ครับ เราไม่ได้อยากได้แจ็คเก็ตที่ดูแข็งแรงแต่ร้อน (และกาวที่อัดไว้จะแตกเป็นลายเส้นเลือดบนผ้าในอีกไม่กี่เดือน) แต่เราอยากได้สูทนิ่มที่เป็นทรงตามหุ่นผู้สวม (และเชื่อผม แม้จะดูนิ่มแต่มันแข็งแรงกว่าสูทอัดกาวเยอะ) ถ้าช่างทำหน้าไม่เข้าใจ ผมจะไม่ฝืนเขา แค่บอกลาอย่างสุภาพ และหาช่างใหม่จนกว่าจะเจอคนที่เข้าใจกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากผมในช่วงวัยรุ่นคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ คงรื่นรมย์กับการเข้าสังคมมากกว่าที่จะต่อต้านอย่างที่เคยทำ และคงไม่ใส่ชุดจิบเบียร์ริมหาดไปสัมภาษณ์งานแน่ๆ

 

8. กัดฟันลงทุนกับสูทดีๆ สักตัว

เพราะสูท แม้จะไม่ได้ใส่บ่อย แต่มั่นใจได้เลยครับว่า ถ้าต้องใส่มัน แสดงว่าโอกาสนั้นต้องสำคัญจริงๆ และถ้าซื้อได้แค่ตัวเดียว ผมจะเลือกสูทกระดุมแถวเดียว กระดุมสามเม็ด สีกรมท่าหรือไม่ก็เทาเข้ม จะ ผ้าวูล 100% วูลซิลค์ วูลโมแฮร์ หรือ pure silk ก็ขอให้เลือกผ้าที่ไม่ผสมโพลีเอสเตอร์ เย็บใน โครงสร้าง full canvas และเย็บแบบหางม้าลอย (floating canvas) ใช่ครับ ฟังดูน่าเบื่อทั้งทรงและสี แต่ยังไม่เคยเห็นใครเสียใจเพราะใส่มันเลยสักคนเดียว

 

9. อย่าทำตัวเท่ แต่ไม่มีจะกิน

อย่าให้ถึงกับตัดสูทตัวเดียวแล้วล้มละลายเลยครับ ใช้จ่ายให้สมฐานะ เอาพอหอมปากหอมคอ ยอมรับว่าตอนเป็นวัยรุ่น ผมคิดมากครับว่าคนอื่นจะมองยังไง กลัวไปหมดว่าเราจะเป็นตัวตลกในงาน พอโตมาหน่อยถึงได้รู้ครับว่าเอาความกังวลนั้นมากวดขันตัวเองให้แน่ใจว่าแต่งตัวเหมาะสมกับกาลเทศะดีกว่า เพราะมันไม่มีใครสนใจเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

10. หัด ‘อยากได้ จนไม่อยากได้’

เพราะกิเลสนั้นไม่เคยสมดุลกับรายได้ครับ และคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้น ควรต่อสู้กับความอยากได้อยากมีได้อย่างสูสี และรู้ว่าตอนนี้ อะไรคือสิ่งสำคัญ

 

11. ดื่มกาแฟราคาแพงให้น้อยลงหน่อย แล้วเอาเงินนั้นมาเก็บออม

ติดกาแฟได้ ไม่ว่า แต่หาดีๆ แล้วจะเจอกาแฟสดดีๆ ที่ราคาถูกกว่ากันครึ่งหนึ่ง ถามตัวเองครับว่า ติดกาเฟอีน ติดรสหวานขม หรือติดรสนิยมที่ไม่สมฐานะ และจงคิดอย่างเดียวกันเมื่ออยากได้เสื้อผ้าแฟชั่นตามกระแส

 

12. อย่าวิจารณ์สไตล์ของใคร โดยเฉพาะการวิจารณ์ในเชิง ‘สนุกปาก’

เพราะอย่าลืมครับว่า หนึ่ง ‘ความงาม’ ไม่ได้มีแบบเดียว และไม่จำเป็นต้องมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ สอง เขามีสิทธิที่จะใส่ และสาม มันไม่ใช่เรื่องของเรา

 

13. สุดท้ายแล้ว ความเป็นเด็ก ไม่ใช่อายุ และความเป็นผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้วัดกันที่ผมหงอกและริ้วรอย

แต่อยู่ที่ทัศนคติ การปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างให้เกียรติ หากยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองเริ่มง่ายๆ ด้วย การหัดพูด ‘ขอบคุณ’ อย่างจริงใจ และพูด ‘ขอโทษ’ อย่างจริงใจกว่า และอย่าลืมสบตาคู่สนทนาตอนพูดคำพวกนี้ ที่สำคัญ อย่าโตแค่ภาพลักษณ์ หากผมโตขึ้นแต่การแต่งตัวหัวจรดเท้าแบบผู้ใหญ่ แต่ยังไม่เปิดใจในความต่าง และไม่ละวางซึ่งการตัดสินใคร ก็คงเป็นได้แค่เด็กในร่างผู้ใหญ่ที่ยังไม่รู้จักโต

Related Stories

The Style Guide

BIG PICTURE: สไตล์ที่กลมกล่อม ต้องมาพร้อมความตื่นเต้นของการด้นสดที่คาดเดาไม่ได้

หัดมองภาพใหญ่ รักษาไว้ซึ่งสมดุลระหว่างการอิมโพรไวส์และการวางแผน

Read

The Buyer’s Guide

TAME YOUR DESIRE: ฝึกใจให้ ‘อยากได้ จนไม่อยากได้’

เอาชนะความอยากได้ อยากมี สู่วิถีการมองเห็นคุณค่าเหนือภาพลวงตาของป้ายราคาและค่านิยม

Read

The Buyer’s Guide

WARDROBE ESSENTIALS: ไอเทมสามัญประจำตู้ของผู้ชายยุคนี้

ไบเบิลรวบรวมเสื้อผ้าชิ้นสำคัญพร้อมเคล็ดลับในการเลือก

Read

0Shares
preloader