The Inspirations

STORY OF COHEN: THE GODFATHER OF GLOOM

บทความโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W.MINISTRY

The Inspirations

STORY OF COHEN: THE GODFATHER OF GLOOM

24 April 2019

เรื่องราวของนักกวีสู่ผู้ประพันธ์บทเพลงทรงคุณค่า ตำนานผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจต่อโลก

t

Spread the words

สำหรับใครหลายคนแล้ว ลีโอนาร์ด โคเฮน (Leonard Cohen) อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างหรือมีความเป็นสมัยนิยมมากนัก แต่หากเอ่ยถึงชื่อของบทเพลง “Hallelujah” แล้ว ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ คนคงจะร้องอ๋อไปตามๆ กัน และเขาคนนี้คือผู้แต่งและขับร้องเพลงนี้คนแรก ของบทเพลงดังระดับโลกที่ได้รับความนิยมจนนำไปดัดแปลงกันมาหลายต่อหลายเวอร์ชั่นนับตั้งแต่ปี 1984 ด้วยคำร้อง ทำนองและเนื้อหาที่แต่งแต้มมาราวกับเป็นบทกวี แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากความสร้างสรรค์ในคำร้องของเขายังคงมีอีกมากนัก และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของรสนิยมกับการแต่งกายที่โดดเด่นของเขา
ลีโอนาร์ด นอร์แมน โคเฮน (Leonard Norman Cohen) เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 1934 ณ ชานเมืองในมอนทรีออล (Montreal) ประเทศแคนาดา โดยถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวชาวยิวผู้ร่ำรวย
ซึ่งเรื่องราวความสนใจในด้านบทกวี วรรณกรรมและศิลปะเสียงเพลงของเขาได้เริ่มต้นเส้นทางด้วยการผลักดันและสนับสนุนจากครอบครัว อันผ่านเส้นทางแสนยากลำบาก โดยเฉพาะความเศร้าโศกในชีวิตและราคะที่ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นเสียงแห่งจิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยมแห่งยุคสมัย

กวีเอกผู้นี้ได้สัมผัสกับดนตรีตั้งแต่วัยเพียง 13 ปีด้วยกีต้าร์ตัวแรกของเขา พร้อมเริ่มต้นฝึกปรือฝีมืออย่างต่อเนื่องด้วยการบรรเลงดนตรีแนว Country ในคาเฟ่แถบมอนทรีออล ก่อนจะเริ่มต้นก่อตั้งวงดนตรีของตนในชื่อของ “The Buckskin Boys” ที่มักจะบรรเลงบทเพลงไปพร้อมกับการเต้นสแควร์แดนซ์ ซึ่งสไตล์บทเพลงส่วนใหญ่ยังคงมาในรูปของ”บทกวี” (ที่ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนนึกถึงเขาจวบจนปัจจุบัน)
แม้บทเพลงจะเป็นสิ่งที่โคเฮนรักและหลงใหล แต่เขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งเรื่องของการศึกษา ในปี 1951 เขาเองได้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ McGill เอกวรรณกรรมอังกฤษ และได้รับตำแหน่งประธานนักศึกษาของกลุ่ม McGill Debating Union และชนะรางวัล Chester MacNaghten Literary จนได้รับเลือกในการลงบทกวีครั้งแรกในนิตยสาร CIV/n เมื่อปี 1954 ซึ่งชีวิตในมหาวิทยาลัยของเขาโดยมากมักจะทุ่มเทความสนใจหลักของการเรียนไปที่วิชาการเขียนมากกว่าสาขาแขนงอื่น จนกระทั่งจบการศึกษาในปี 1955 และหนึ่งปีให้หลัง เล่มบทกวีชิ้นแรกในชีวิตของโคเฮนได้ถูกปล่อยออกมาผ่านการรองรับของหลุยส์ ดูเด็ค (Louis Dudek) ในฐานะของ McGill Poetry Series ผ่านชื่อของ “Let Us Compare Mythologies” ที่กลายเป็นหนังสือหายากในปัจจุบัน ที่แม้จะเป็นเวอร์ชั่นก๊อบปี้ก็มีราคาสูงถึง 1000 เหรียญสหรัฐ
ในเวลาต่อมาโคเฮนเองได้ตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อด้านกฏหมายที่มหาวิทยาลัย Columbia ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเดินทางกลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้งในปี 1957 เพื่อเริ่มต้นทำงาน (แม้จะไม่ได้ตรงสายที่เรียนมา) และสร้างสรรค์บทกวีอย่างต่อเนื่องจน The Spice-Box of Earth (1961) หนังสือเล่มแรกของโคเฮนที่ได้รับการตีพิมพ์จาก McClelland & Stewart ที่ประสบความสำเร็จมากจนเกิดเป็นผลงานชุดลูกโซ่ทั้ง The Favourite Game (1963), Flowers for Hitler (1964), Parasites of Heaven (1966) และ Beautiful Losers (1966) ในเวลาต่อมา

แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อสถานภาพทางการเงินของอาชีพนักประพันธ์บทกวีเพียงอย่างเดียวของเขาไม่เอื้ออำนวย โคเฮนได้ย้ายไปยังสหรัฐอเมริกาพร้อมเริ่มต้นอาชีพใหม่ในฐานะของนักดนตรีโฟล์กและผู้ประพันธ์บทเพลงในช่วงวัยเลขสามของชีวิตที่อาจจะดูช้าไปสักนิดหากเทียบกับคนส่วนใหญ่ แต่นั่นไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับผู้มีพรสวรรค์กับจังหวะที่ลงตัว เขาได้คบค้าสมาคมกับศิลปินชื่อก้องโลกอย่าง แอนดี วอร์ฮอล (Andy Warhol) และเมื่อบทเพลง “Suzanne” เรื่องราวความสัมพันธ์ของเขากับซูซาน เวอร์ดัล (Suzanne Verdal) ได้ไปถูกตาต้องความสนใจของ จูดี้ คอลลินส์ (Judy Collins) ที่ทึ่งในความเป็นศิลป์และอัจฉริยภาพ จนได้ทำการพูดคุยและเชิญชวนไปร่วมบรรเลงบทเพลงในรายการโทรทัศน์ของเธอ จนในเวลาต่อมาทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนรักต่อกัน
ภายใต้การช่วยเหลือและโน้มน้าวของเธอ ในปี 1967 โคเฮนเองได้ปล่อยอัลบัมบทเพลงครั้งแรกโดยใช้ชื่อว่า “Songs of Leonard Cohen” ที่มีความเบาบางและอุ่นละมุนไปกับความโศกเศร้า รวมถึงบทเพลงชิ้นโบแดงอย่าง Suzanne, So Long Marianne และ Hey, That’s No Way to Say Goodbye เป็นจุดแข็งของอัลบัมที่ไม่ต้องบอกก็ทราบกันดีว่าเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และเป็นการปูเส้นสู่วงการดนตรีของโคเฮนอย่างเต็มภาคภูมิ

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในอัลบัมแรก โคเฮนเองยังคงพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง สองปีต่อมา “Song From a Room” ได้ถูกปล่อยออกมาในปี 1969 พร้อมบทเพลงยอดนิยมอย่าง Bird on the Wire, The Partisan, Lady Midnight และต่อเนื่องด้วย “Songs of love and Hate” ในปี 1971 กับบทกวีชูโรงอย่าง Famous Blue Raincoat บทเพลงที่เป็นมากกว่าบทเพลง เกี่ยวกับชายชราผู้ส่งผ่านข้อความถึงคนรักของภรรยาตน
ต่อจากนั้นไม่นานภรรยาของเขา ซูซาน เอลรอด (Suzanne Elrod) ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกอดัม (Adam) และลอร์คา (Lorca) บุตรสาวในสองปีต่อมา จนกระทั่งในปี 1974 โคเฮนได้กลับเข้าสู่การสร้างสรรค์ดนตรีอีกครั้งกับการอัดอัลบัม New Skin for the Old Ceremony ที่โดดเด่นด้วยบทเพลงอย่าง Who by Fire, Take This Longing และ Chelsea Hotel No. 2 อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักกับนักร้องนักแต่งเพลงหญิงระดับตำนานอย่าง แจนิส จอปลิน (Janis Joplin) ณ โรงแรมเลื่องชื่อในนิวยอร์ก

จนกระทั่งในปี 1984 หลังจากที่ปล่อยอัลบัมอย่าง Death of a Ladies’ Man ในปี 1977 และ Recent Songs ในปี 1979 ออกมา อัลบัมชุดสำคัญและทรงคุณค่าต่อ “คนทั่วทั้งโลก” อย่าง Various Positions ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมบทเพลงอย่าง “Hallelujah” บทประพันธ์เกี่ยวกับความรักแสนคับแค้นและเศร้าสลดในคราเดียวกัน ที่ในเวลาต่อมาผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่บอกเล่าถึงตัวตนของโคเฮนได้อย่างเด่นชัด ที่ถูกดัดแปลงและขับร้องผ่านศิลปินนับหลายร้อยคนในหลายภาษาจวบจนปัจจุบัน

หลังจากที่บทเพลงอันเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกได้ถือกำเนิดขึ้น โคเฮนเองยังคงสร้างสรรค์ผลงานต่อไปผ่านการออกอัลบัมอย่าง I’m Your Man (1988), The Future (1992), Ten New Songs (2001), Dear Heather (2004), Old Ideas (2012), Popular Problems (2014) และ You Want It Darker ในปี 2016 เป็นอัลบัมสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิต เขาเป็นคนที่รักการทำงานและบทกวีอย่างมาก จนบุตรชายของเขา อดัม โคเฮน ที่เมื่อเติบโตแล้วได้รับหน้าที่ในการผลิตอัลบัมให้กับเขา บอกกล่าวกับนิตยสาร Rolling Stone ว่า “At times I was very worried about his health, and the only thing that buoyed his spirits was the work itself.”




 
นอกเหนือไปจากอัจฉริยภาพทางด้านการดนตรีและเป็นนักกวีคุณภาพแล้ว ลีโอนาร์ด โคเฮน เองยังคงเป็นหนึ่งในบุคคลผู้มีความสนใจในสไตล์การแต่งตัวที่โดดเด่นและน่าสนใจอย่างมาก และแน่นอนว่าในหลายๆ อาภรณ์ของเขาเองได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับบทประพันธ์เพลงและโทนของเพลงอย่างเด่นชัด

“The Godfather of Gloom” เป็นฉายาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เพราะโคเฮนเองมีสไตล์การแต่งตัวที่ค่อนข้างไปในโทนสี ”หม่นหมอง” เป็นองค์ประกอบเสียส่วนใหญ่ทั้ง สีดำ กรม เทา น้ำตาล น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นโทนสีสว่างจากบุคคลผู้นี้ นอกเสียจากชิ้นงานสีฟ้าเจ้าของที่มาของบทเพลง Famous Blue Raincoat ที่สร้างความประทับใจให้แก่เขาอย่างมาก


I had a blue raincoat. It was a Burberry,And it had lots of buckles and various fixtures on it. It was a very impressive raincoat. I’d never seen one like it. And it always resided in my memory as some glamorous possibility that I never quite realized


รวมถึงองค์ประกอบของการแต่งกายชิ้นเด่นที่เรามักจะเห็นกันโดยมากของนักกวีผู้นี้นอกจากเรื่องของโทนสีแล้ว ก็คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากชุดสูท ซึ่งต้องเท้าความกันก่อนว่า ลีโอนาร์ด โคเฮน เองเติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวยจากการประกอบธุรกิจด้านการผลิตเสื้อผ้าเทเลอร์ ที่เมื่อรู้เช่นนี้แล้วความแคลงใจถึงความสไตล์จัดด้านการแต่งตัวจึงหายไป โคเฮนเองเป็นหนึ่งในสไตล์ไอคอนที่ชื่นชอบการสวมใส่เสื้อผ้าทางการเป็นอย่างมาก ชุดสูทกระดุมสองแถวเป็นสิ่งที่เขาโปรดปราน ลายผ้าแบบ Pinstripe (ของ Giorgio Armani) ก็เช่นกัน

“his style is very reminiscent of Margiela meets Dries Van Noten”


Olie Arnold, Style Director for Mr. Porter


 

ซึ่งครั้งหนึ่งในปี 1969 เขาเคยพูดคุยถึงเรื่องการแต่งกายกับไมเคิล ฮาร์ริส (Michael Harris) ผู้เป็นคนสัมภาษณ์เขาว่า “เสื้อผ้าคือสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของผู้สวมใส่ มันสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นและร้ายลงได้ เสื้อผ้าคือเรื่องของเวทมนตร์ และในบางครั้งที่ผมหาเสื้อผ้าชิ้นใหม่ที่บอกเล่าตัวตนของผมไม่ได้ ผมมักจะสวมใส่เสื้อผ้าเก่าซ้ำไปเรื่อยๆ”

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปจากบุคคลผู้ชื่นชอบโทนสีทึบและเสื้อผ้าทางการ เขาได้เริ่มสนใจในสไตล์ที่ลำลองมากขึ้นทั้งเสื้อเชิ้ตแบบ Work Shirt และแจ็คเก็ตแบบ Shearling ได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบจับมาประยุกต์ใช้กับการแต่งกายของเขามากขึ้นรวมถึงเสื้อสเวตเตอร์แบบ Rollneck สีน้ำตาลแก่ ได้กลายเป็นไอเทมชิ้นไอคอนิคที่บ่งบอกถึงตัวของโคเฮนได้มากพอๆ กับชุดสูท ผ่านภาพถ่ายทั้งหลาย รวมถึงเครื่องประดับอย่างหมวกทรง Fedora, Beanie และ Bolo Tie ต่างได้รับการสวมใส่มากขึ้นตามอายุและกรอบวัฒนธรรมที่ผ่อนปรนมากขึ้นตามยุคสมัย

นอกจากนี้เนื้อหาและเสียงดนตรีของโคเฮนเองนอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจต่อผู้ฟังแล้ว ยังคงส่งผลต่อแวดวงเครื่องแต่งกายอีกไม่น้อยทั้ง เป็นบทเพลงประกอบต่อโชว์ของ Maison Margiela คอลเลคชั่น Spring 2017 รวมถึงบทเพลงอย่าง Is This What You Wanted ในโชว์ของ Eckhaus Latta คอลเลคชั่น Fall 2017 รวมถึงคอลเลคชั่น Spring ของ Thaddeus O’Neil ปี 2018 ก็ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทเพลงอย่าง Beautiful Losers ในปี 1966 อีกทั้งยังมีการร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Comme des Garçons สู่ผลงานคอลเลคชั่นเสื้อยืดที่ตกแต่งด้วยภาพวาดและบทกวีของเขาหลังจากจบการทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2011
รวมถึงว่าโคเฮนเองเป็นบุคคลที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับ โจน จูเลียต บัค (Joan Juliet Buck) อดีตหัวหน้าบรรณาธิการนิตยสารโว๊คของประเทศฝรั่งเศส รวมถึงเคยมีสัมพันธ์กับ Dominique Issermann ช่างภาพแฟชั่นผู้สร้างสรรค์วิดีโอสำหรับบทเพลงอย่าง Dance Me to the End of Love และ First We Take Manhattan ให้แก่เขา และ Suzanne ยังเป็นบทเพลงที่สร้างความประทับใจต่อนักออกแบบระดับตำนานอย่าง จอร์โจ อาร์มานี (Giorgio Armani) อีกด้วย โดยที่เจ้าตัวออกมาบอกด้วยตนเองว่าเป็นบทเพลงโปรดของเขาตลอดกาล
ลีโอนาร์ด โคเฮน เสียชีวิตลงในวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 2016 ด้วยวัย 82 ปี ในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับอัลบัมที่ผ่านการสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 1967 จนถึง 2016 ทั้งหมด 14 ชุดงาน ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ด้านวรรณกรรมตลอดกาลของประเทศแคนาดาและของโลก โคเฮนได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ Canadian Music Hall of Fame, the Canadian Songwriters Hall of Fame, Rock and Roll Hall of Fame และได้รับเกียรติอย่าง Companion of the Order of Canafda ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับประชาชนในประเทศแคนาดา รวมถึงรางวัลแกรมมี่สาขา Best Rock Performance สำหรับอัลบัม You Want It Darker หลังจากเสียชีวิตไปแล้วในปี 2017



ชีวิตของ ลีโอนาร์ด โคเฮนได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีในปี 1965 ผ่านการกำกับโดยดอน โอเวน (Don Owen) และ (Donald Brittain) ในชื่อเรื่องอย่าง “Ladies and Gentlemen… Mr. Leonard Cohen” รวมถึงว่าเนื้อเพลงและความหมายของ Famous Blue Raincoat ได้ถูกนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง And While We Were Here เมื่อปี 2012 ผ่านการกำกับโดย แคต คอโร (Kat Coiro) ด้วยเช่นกัน
และในระหว่างวันที่ 12 เมษายน จนถึงวันที่ 8 กันยายนปีนี้ มีนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลีโอนาร์ด โคเฮน “Leonard Cohen: A Crack in Everything” ที่จัดแสดงโดย The Jewish Museum โดยเริ่มต้นจากกรุงนิวยอร์กผ่านไปยังโคเปนเฮเกนและสิ้นสุดที่ซานฟรานซิสโก แคลิฟอเนีย



“Leonard Cohen was a minstrel who told, in his own words, songs of love and hate which spoke of what we could never put so well. If David Bowie was about identity and style, Cohen was the voice of our emotions”


Alexandra Shulman, British Vogue Editor-in-Chief


“Dance Me To The End Of Love. So achingly romantic and sublime, it never fails to amaze with its beauty.”


Bay Garnett, British Vogue Contributing Editor


“The most memorable lyric has to be from Suzanne: “You know you can trust her for she’s touched your perfect body with her mind…”


Alice Temperley, Founder of Temperley London

Related Stories

The Inspirations

TOM FORD A MAN WITH A VISION

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากชายชื่อ ทอม ฟอร์ด
ภายใต้แนวคิดและวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลม

Read

The Inspirations

THE STORIES OF RALPH LAUREN

เคล็ดลับความสำเร็จในการสร้างโลกของ Ralph Lauren
อาณาจักรของห้องเสื้อที่บอกเล่าเรื่องราวชนชาติอเมริกันผ่านมุมมองของผู้กำกับ

Read

Through the Lens

THREE THINGS WE LEARNED FROM FINDING VIVIAN MAIER

ชวนคุยสามเรื่องที่จะพาคุณลงลึกถึงชีวิตของช่างภาพสตรีทผู้ลึกลับ

Read

0Shares
preloader