The Read

TURNING PAGES: ‘สมมติ’ สำนักพิมพ์ที่อยากให้ทุกคนกล้าเปิดใจต่อการเริ่มตั้งคำถาม

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

The Read

TURNING PAGES: ‘สมมติ’ สำนักพิมพ์ที่อยากให้ทุกคนกล้าเปิดใจต่อการเริ่มตั้งคำถาม

23 July 2020

เพราะการเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน และ ‘การไม่รู้’ เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด

 

“การเขียนหนังสือ ถ้าไม่ได้มีจุดหมายทางการเมือง ตัวออร์เวลล์ก็ไม่รู้จะเขียนทำไม เพราะฉะนั้นคำว่าการเมืองมันไม่ได้หมายถึงเรื่องรัฐ หรือเรื่องอะไรโดยตรงมันคือภาพรวมทั้งหมดที่มันห่อหุ้มตัวเราอยู่” เอก เอกสิทธิ์ เทียมธรรม ผู้ช่วยบรรณาธิการและพนักงานประจำคนแรกของ ‘สำนักพิมพ์สมมติ’ ได้ขอยืมคำพูดของจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) มาพูดคุยกับผมต่อสถานะและบทบาทของสำนักพิมพ์สมมติที่ก่อตั้งโดยต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล และจ๊อก ชัยพร อินทุวิศาลกุล

สำหรับผมแล้ว ‘สมมติ’ คือหนึ่งในสำนักพิมพ์ที่ผมเคารพในผลงานที่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความชัดเจนของเนื้อหา ถ้าใครที่เป็นนักอ่านก็คงน่าจะทราบถึงชื่อเสียงเรียงนามของสมมติเป็นอย่างดี พวกเขาผลิตหนังสือที่มาพร้อมกับการตั้งคำถามเสมอๆ ให้ชวนคิดและถกในมุมมองที่หลายคนอยากพูดแต่พูดได้ไม่เต็มเสียงในพื้นที่สาธารณะ บทสนทนานี้เราจะมาหาคำตอบกันว่าอะไรคือหลักการการทำหนังสือที่แท้จริงของพวกเขากันแน่ พร้อมกับแนะนำคอลเลคชั่นหนังสือที่จะชวนคุณมา ‘เปิดใจ’ ต่อการตั้งถามและความรู้ในพรมแดนใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยคิดจะเดินทางไป

 

คณะทำงานสำนักพิมพ์สมมติ จากซ้าย จิรวัฒน์ รอดอิ่ม, สิทธิวัฒน์ เรืองพงศธร, ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล และเอกสิทธิ์ เทียมธรรม รูปภาพจากสำนักพิมพ์สมมติ

 

จริงอยู่ที่สมมตินั้นเลือกหยิบจับวรรณกรรมคลาสสิกมาตีพิมพ์ใหม่ แต่ผมรับรองว่าชื่อเรื่องของแต่ละเล่มนั้นอาจจะไม่เคยได้ผ่านตาใครหลายคน ที่ตัวผมเองขออนุญาตเรียกว่า ‘วรรณกรรมคลาสสิกทางเลือก’ สำหรับใครที่เป็นแฟนสก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) อาจจะคุ้นเคยกับ The Great Gatsby แต่คุณอาจจะไม่คุ้นกับเรื่อง Babylon Revisited ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน หรือใครที่มีเฮอร์มัน เมลวิลล์ (Herman Melville) เป็นนักเขียนขวัญใจ และหลงรัก Moby Dick อย่างสุดขั้วหัวใจก็อาจจะยังไม่เคยสัมผัส Bartleby, the Scrivener

ทั้งสองเรื่องชื่อไม่คุ้นนี้ คือตัวอย่างของการบ่งบอกถึงวิถีของสำนักพิมพ์แห่งนี้ได้ชัดเจน พวกเขาพร้อมที่จะเป็นทางเลือกที่หลากหลายให้กับนักอ่านชาวไทย เพราะยังมีวรรณกรรมคลาสสิกในโลกตะวันตกอีกมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปของสังคม วัฒนธรรมและการเมืองได้เป็นอย่างดี เฝ้ารอให้เราไปทำความรู้จัก ทุกเรื่องที่พวกเขานั้นคัดสรรมาเต็มไปด้วยความชอบและอยากทำจริงๆ ถึงแม้เจ้าตัวจะยอมรับว่ามีบางเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ผมมองว่านี่เป็นการกระทำที่ควรเกิดขึ้น เพราะมันสะท้อนได้ถึงความเสรีและและหลากหลาย ช่วยเสริมให้บรรยากาศของการอ่านเป็นอะไรที่ไม่น่าเบื่อ นอกจากวรรณกรรมน้ำดีจากฝั่งตะวันตก สมมติก็ให้ความสำคัญอย่างมากกับวรรณกรรมไทย ที่จะเห็นได้จากผลงานวรรณกรรมชั้นครูของ รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งสวนอักษรที่เราเคารพนับถือ โดยพวกเขาเลือกหยิบเรื่อง 00.00 น. ที่มาในรูปแบบปกิณกะ และเรื่องดอกไม้ในถังขยะ ที่เป็นบทบันทึกแห่งเมืองหลวงของอาปุ๊ มาตีพิมพ์ใหม่

เอกบอกกับเราต่อว่าหนังสือขึ้นหิ้งพวกนี้มีจุดร่วมบางอย่าง อาจคงเป็นเพราะความสากลของวรรณกรรมคลาสสิกเหล่านี้ จึงทำให้มันสามารถอยู่กับสังคมได้ในทุกยุคทุกสมัย ถ้าเปรียบเหมือนโรงละครแห่งหนึ่งที่มีฉากหลังคอยกำหนดบรรยากาศของเรื่องราวเป็นสังคมภายนอก ซึ่งตรงหน้ามีนักแสดงที่กำลังเข้าบทแสดงภาพแทนความเป็นปัจเจก วรรณกรรมก็เช่นเดียวกันที่ตัวแสดงหลักทั้งหลายล้วนเป็นมนุษย์ “สังคมอย่างเราๆ มันคงไม่ได้ไปไกลพ้นไปจากสิ่งที่มันเป็นอยู่ ด้วยความที่มันเป็นงานวรรณกรรม หยิบจับเล่มไหนมันก็ยังได้กลิ่นอายเห็นเค้าโครงที่มันเกิดขึ้น เปลี่ยนแค่ตัวละครแค่บรรยากาศฉาก อันนี้พูดถึงงานคลาสสิกทั่วๆ ไปนะ มันเป็นมนุษย์ทั้งหมด พอเราไปอ่านงานแบบนั้นมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก มันเปลี่ยนแค่ปี พ.ศ. เพราะว่าตัวละครหลักมันคือมนุษย์ โอเคเส้นเรื่องมันอาจจะบิดเป็นแบบนู้นเป็นแบบนี้แต่เนื้อเรื่องทั้งหมดมันเกิดจากมนุษย์”

 

ขั้นตอนการพิสูจน์อักษรและการดูสีหน้าแท่นพิมพ์เพื่อให้ปกหนังสือเล่มนั้นๆ อยู่ในโทนที่ต้องการ รูปภาพจากสำนักพิมพ์สมมติ

 

หากคุณภาพ ราคา และขนาด คือ 3 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษอย่างเพนกวินประสบความสำเร็จตั้งแต่ปี 1935 สำนักพิมพ์สมมติก็สามารถพูดได้เหมือนกันว่า 3 สิ่งที่ว่าพวกเขาก็มีเหมือนกัน เริ่มจากต้นทางการผลิตของพวกเขานั้นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ตั้งใจทำกันเป็นอย่างมากที่หากเรามองลึกลงไปกว่าอรรถรสของวรรณกรรมจะเห็นว่าในหน้ากระดาษเหล่านั้นบรรจุความฝันและแรงกายของพวกเขาอยู่

นอกจากเรื่องเนื้อหา เรื่องของขนาดก็เป็นจุดเด่น โดยเอกบอกว่าหนังสือของสมมตินั้นจะสามารถแบ่งออกเป็นสองขนาดหลักๆ ที่แยกเป็นสำหรับวรรณกรรมและงานวิชาการ รวมถึงการออกแบบปกที่ดูตั้งใจจะสื่อสารให้เป็นเนื้อเดียวกับเรื่องราวภายในเล่มของสมมติก็เป็นสิ่งที่ผมชอบเช่นกัน เอกเล่าให้ผมฟังว่าการทำงานออกแบบอาร์ตเวิร์ค ฝ่ายกองบรรณาธิการกับฝ่ายศิลป์จะแลกเปลี่ยนความเห็นกัน มากกว่าเป็นการโยนโจทย์โต้งๆ ให้กราฟฟิกดีไซเนอร์คนเดียวรับผิดชอบทั้งหมด ฉะนั้นปกที่เราเห็นไม่ว่าจะในชุดวรรณกรรมโลกสมมติและวรรณกรรมในวงเล็บ ล้วนมีการนำเสนอหนังสือได้อย่างน่าสนใจทั้งคู่ และทั้งสองยังมีการคุมโทน ยกตัวอย่างเช่น ชุดวรรณกรรมโลกสมมติจะอยู่ในระหว่างสองสี คือสีดำและสีส้ม เป็นต้น แต่สำหรับงานวิชาการทางสำนักพิมพ์เลือกที่จะเล่าผ่านและเล่นกับประเด็นในหนังสือจริงๆ ซึ่งหน้าตาของหมวดนี้ก็ค่อนข้างมีความหลากหลาย และยังมีเรื่องของการกำหนดราคาขายที่แตกต่างไปจากเจ้าอื่นๆ ในตลาด “ไม่ว่าจะเป็นงานที่อยู่ในหมวดหมู่ไหน รูปเล่มแบบไหน เราไม่ได้สะเปะสะปะ เรามีราคาที่ชัดๆ อยู่ เราไม่ได้คิดทางกลไกการตลาดที่ต้องมีเลขเก้าลงท้าย” ซึ่งราคาหนังสือของสำนักพิมพ์สมมติที่พบเห็นจะเป็นขั้นบันไดที่เริ่มต้น 100 บาท 150 บาท 200 บาทตามนี้

 

ต้นฉบับก่อนที่จะออกมาเป็นตัวเล่มหนังสือ รูปภาพจากสำนักพิมพ์สมมติ

 

“เราเคารพผู้อ่าน เราซื่อสัตย์ หนังสือของสมมติทุกปกจะไม่มีการมาตีพิมพ์ครั้งที่” บ่อยครั้งที่พบเห็นสำนักพิมพ์นำเอาจำนวนครั้งที่พิมพ์มาใช้ในการตลาดเพื่อเป็นการตอกย้ำว่าหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ขายดีขนาดไหน เพื่อดึงดูดใจนักอ่าน แต่กับสมมติพวกเขามีความเห็นที่ต่างไป (ครั้งที่พิมพ์ของหนังสือจะปรากฏบนหน้าเครดิตเป็นปกติ) ซึ่งอย่างเรื่อง 1984 ที่ผ่านการตีพิมพ์ใหม่มาไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง พวกเขาก็ไม่เคยนำยอดขายตรงนี้มาประกาศเชื้อเชิญผู้อ่าน นอกจากบทกล่าวนำและความเรียงที่พวกเขาได้เล่าเกริ่นถึงสำนวนโวหารและรสสัมผัสของเนื้อหาภายในหนังสือแต่ละเล่มที่ชวนให้ผมสงสัยใครรู้อยู่ตลอด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าเพิ่งเข้าใจไปว่าสำนักพิมพ์นี้จะเอนเอียงตกขอบไปทางไหน พวกเขาก็ยังในโลกใบเดียวกับเรา ซึ่งสมมติมีการทำโปรโมชั่นลดราคาเช่นเดียวกับสำนักพิมพ์ทั่วไป แต่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยการตลาดที่แยบยลน่าสนใจแบบไม่ฉาบฉวย เช่น จับเข้าคู่หรือเข้าชุดที่เป็นเหมือนการคูณ ทำให้เล่าเรื่องได้ทรงพลังและน่าติดตามมากขึ้น ถึงแม้เอกจะบอกเองว่าในฐานะปัจเจก (ลูกค้า) เขาก็สามารถเลือกได้เองอย่างเสรี แต่การทำในลักษณะนี้ก็ถือเป็นเครื่องมือช่วยผู้อ่านให้สะดวกมากขึ้น “ถ้าพูดแบบโรแมนติกก็เป็นการดูแลผู้อ่านไปในตัว”

 

การโคจรของคำถามเดิมในรอบหนึ่งทศวรรษ

 

การกลับมาของคำถามถึงเรื่องความอยู่รอดของสำนักพิมพ์เล็กจาก 10 ปีที่แล้วเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาวิกฤตโควิด-19 เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา นั่งคิดถอยหลังกลับไปทศวรรษที่แล้ว อุตสาหกรรมหนังสือต่างเริ่มถูกท้าทายด้วยหลายปัจจัยไม่ว่าจะอีบุ๊คส์เอยหรือว่าแพลตฟอร์มการอ่านที่เกิดขึ้นมาใหม่ และในวันนี้พวกเขาต้องต่อสู้ปัจจัยใหม่ที่เข้ามาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว (ที่ลำพังตัวเองก็ต้องพยายามทำงานให้ดีที่สุดอยู่แล้ว)

เอกเชื่อว่าแม้สถานการณ์จะกระท่อนกระแท่นแค่ไหน ถึงแม้มองดูจากภาพกว้างแล้วอาจชวนคิดว่าอุตสาหกรรมนี้จะไม่รอด แต่เขาเชื่อว่ายังมีหนทางของมันอยู่ เขาเล่าต่อว่าสิ่งที่สมมติเป็นหรือสิ่งที่สมมติทำนั้นต่างจากสำนักพิมพ์อื่นๆ ตรงที่ “สมมติเองเราทำงานกันอีกแบบนึง เนื้องานกับชีวิตมันเป็นเรื่องเดียวกัน พอมันทำอยู่ด้วยกัน ก็เหมือนเป็นเรื่องที่ต้องผ่านไปให้ได้ในแต่ละวัน” หลังจบประโยคนี้ทำให้เกิดคำถามในหัวผมมากมายเลยว่าอะไรกันนะ สิ่งใดกันที่ทำคนพวกนี้มีแรงกันมากขนาดนี้ และเชื่อในบทบาทของกระดาษทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ ทำไมมันช่างมีผลต่อชีวิตได้ขนาดนั้น ทำไมหนังสือถึงควรเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์เราควรจะพึ่งมี หลังจากที่ผมรวบรวมคำถามไว้ในหัวร้อยแปดเรื่อง ก็พลันนึกไปถึงว่าบางทีถ้อยคำของอาว์ที่ทิ้งไว้คงให้ความกระจ่างแก่ผมได้ไม่น้อยต่อประเด็นนี้ “เราไม่เคยหมดกำลังใจในการเขียนหนังสือ เพราะเป็นอาชีพที่เราเลือกแล้ว” จากเสียงพูดสุดท้าย ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

โดยเอกเริ่มอธิบายให้เราฟังอย่างช้าๆ ว่าจริงแล้วนั้นหนังสืออาจจะไม่ใช่ความสุขสูงสุดในชีวิตของคนเรา แต่มันเป็นความสุขที่คนเข้าถึงง่ายที่สุด เป็นความสุขที่แสนธรรมดาและหนังสือเป็นฟอร์แมตความบันเทิงที่มีมาอย่างนมนาน เหตุนี้จึงเป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่าหนังสือจะไม่มีวันตาย

“ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ปกติเราก็จะเห็นหนังสือเป็นเรื่องปกติ สังคมที่เขาอ่านหนังสือ สังคมที่เขาไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันว่าหนังสือจะตายหรือไม่ตาย คือมันก็วิวัฒน์ไปตามแต่ยุคของมัน แม้แต่พวกเทคโนโลยีก็มีโอกาสตายได้เหมือนกัน เพราะว่ามันมีอันอื่นเข้ามาซึ่งมันก็วิวัฒน์ไปเรื่อย ตัวหนังสือผมว่ามันก็เป็นคล้ายๆ กัน แต่ไอ้รูปเล่ม ผมว่าในสังคมไทยคงไม่ได้หายไปเร็วขนาดนั้น เพราะเราอยู่ในโลกที่ช้ามากๆ”

 

 

อย่างที่ได้บอกไปตอนต้นเรื่องว่าทางเราให้ทีมบรรณาธิการของสมมติเลือกหนังสือที่ชอบมาเล่าถึงตัวตนของสำนักพิมพ์ แรกเริ่มเรายื่นโจทย์การเลือกหนังสือให้กับพวกเขาภายใต้เรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเหมือนปริศนาให้เราค้นหาความจริงอย่างไม่หยุดหย่อน เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นสังคมในระดับไหน ก็ย่อมต้องพบเจอต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ และโลกใบนี้ สังคมนี้มีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในหลายระดับ ที่ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นมันจะไม่มีอยู่

สำหรับผมเองแค่เพียงเราเปิดหนังสือที่ไม่รู้จักมาก่อนและอ่านมันก็เท่ากับเราเปิดใจแล้ว ซึ่งก็เข้าเค้ากับการสร้างตัวตนให้เป็นทางเลือกที่หลากหลายแห่งวงการวรรณกรรมของสำนักพิมพ์สมมติ โดยเอกได้คัดเลือกหนังสือที่เต็มไปด้วยถ้อยคำและเนื้อหาที่จะแปรเปลี่ยนเป็นประสบการณ์เปิดโลกของผู้อ่านให้กล้าเปิดใจตั้งคำถามมาทั้งหมด 4 ชุดด้วยกัน

 

 

ชุดแรกที่เขาได้นำเสนอนั้นเป็นวรรณกรรมไทย เป็นที่ทราบกันดีว่าแม้สมมติจะผลิตวรรณกรรมแปลและมีงานวิชาการออกมาอย่างโดดเด่นแล้ว พวกเขาเป็นสำนักพิมพ์ที่ให้พื้นที่กับวรรณกรรมไทยอย่างจริงจัง ซึ่งเอกบอกกับผมว่าเผลอๆ อาจจะมีเรื่องมากกว่าทางฝั่งของงานวิชาการเสียอีก

มนุษย์นิพนธ์ โดย สหรัฐ พัฒนกิจวรกุล และแบบจำลองของเหตุผล โดย จรรยา อำนาจพันธุ์พงศ์ วรรณกรรมไทยปกแข็งสองเล่มนี้พวกเขามีความตั้งใจนำเสนอมากเพราะทางทีมนั้นทำด้วยความชอบจริงๆ และเอกบอกว่าเหมาะแก่การเริ่มต้นจะเปิดใจที่สุด หนังสือทั้งสองเล่มนี้มีลักษณะเป็นการเขียนความเรียงที่เล่าผ่านภาวะทางอารมณ์ ภาวะทางความคิดของมนุษย์คนหนึ่ง การอ่านสองเล่มนี้จึงคล้ายกับการที่เราไม่ได้ขึ้นรถเที่ยวเดียวแล้วจบเหมือนนิยายที่เราคุ้นชิน แต่จะเป็นในรูปแบบการพักตัวเองมาอยู่กับมุมหนึ่ง และเมื่อหายเหนื่อยจึงค่อยเดินทางต่อ

“มันเป็นงานที่ผลึกออกมาในห้วงอารมณ์ต่างๆ คือโดยรวมนี่มันเป็นการพูดถึงสิ่งที่มนุษย์พูดถึงอยู่ทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะอารมณ์ไหน มันก็ถูกมาเขียน ถูกมาย่อย ถูกมาผลึกให้เห็น เพราะฉะนั้นมันไม่มีเส้นเรื่องและมันไม่ต้องการให้เราต้องเดินทางกับมันรวดเดียวจบ งานแบบนี้คืองานแบบค่อยๆ หยิบ ค่อยๆ ชิม อ่านคั่นต่อวันได้ วันละบทสองบท ก่อนนอนก็ดีครับจะได้เป็นความนิ่งเงียบอีกแบบนึง หรือถ้าจะอ่านตอนเช้ากับมื้อกาแฟก็ได้อีกบรรยากาศนึง”

 

 

หลังจากเอกพาเราไปท่องเที่ยวในหมวดวรรณกรรมไทย ถัดมาเป็นวรรณกรรมแปลเล่มบางสองเล่มที่อาร์ตเวิร์คดึงดูดสายตาผมได้ตั้งแต่เขาหยิบนำมาวางไว้ตรงหน้า

Babette’s Feast โดย ไอแซค ไดนีเสน (Isak Dinesen) และ Bartleby, the Scrivener โดย เฮอร์แมน เมลวิลล์ เป็นสองตัวแทนจากโลกวรรณกรรมในวงเล็บที่เขาเลือกมาแนะนำ เรื่องแรกเป็นผลงานจากนักเขียนชาวเดนิสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ถ้าผมพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Out of Africa (1985) หลายคนจะอ๋อขึ้นมาทันที ซึ่งภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นผลงานดัดแปลงของผลงานเขียนของเธอ

สำหรับงานเลี้ยงของบาเบตต์เล่มนี้นั้น เอกได้บอกกับผมว่ารสสัมผัสของมันช่างน่ารักและรื่นรมย์มากเสียจริง ซึ่งเล่นกับประเด็นสังคม ศาสนา วัฒนธรรมและความรุนแรงของสงครามจากมุมของผู้อพยพ เล่าเรื่องผ่านตัวละครตัวหนึ่งที่อยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมขนาดมหึมากดทับอยู่

ถัดมากับอีกหนึ่งผลงานเรื่องสั้นชั้นยอดของเฮอร์แมน เมลวิลล์ เรื่องบาร์เทิลบีเล่มนี้เป็นหนังสือที่ถูกพูดถึงในโลกของปรัชญาอยู่ตลอด เอกบอกว่าเป็นวรรณกรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นวรรณกรรมในวงเล็บมากที่สุดและเล่มแรกของคอลเลคชั่นนี้ด้วย “วรรณกรรมในวงเล็บเป็นการพูดถึงวรรณกรรมระดับโลก ในฝั่งตะวันตกที่การอ่านเป็นเรื่องสากล มันถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่ได้พูดถึงในบ้านเรา เพราะฉะนั้นวรรณกรรมในวงเล็บมันก็เลยถูกหยิบมาเพื่อเป็นการเติมเต็มการอ่าน เหมือนว่าเราอ่านถ้อยคำในวงเล็บครับ ถ้าสมมติว่าเราข้ามวงเล็บไปความหมายมันก็ยังคงอยู่ แต่ว่าการเติมเต็มด้วยข้อความในวงเล็บนั้นจะช่วยเราขยายความรู้สึกอะไรบางอย่างเพิ่มเข้ามา”

 

“ความบังเอิญอาจมิใช่เรื่องที่จะอธิบายได้ด้วยเหตุผล
และฉันยอมรับมันในฐานะที่มันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง
แต่จะไม่ยอมรับในฐานะของสัมภาระที่ติดตัวไป”
– บางส่วนจากแบบจำลองของเหตุผล

 

ก่อนที่จะแนะนำเล่มถัดไป เขาเสริมต่อเกี่ยวกับวิธีเข้าถึงชุดวรรณกรรมก่อนหน้านี้ว่าอาจจะไม่ง่ายสักเท่าไหร่ที่คุณจะหาความความเพลิดเพลินกับมันได้อย่างทันที “วรรณกรรมพวกนี้เป็นการอ่านที่ผู้อ่านต้องลงแรงไปกับมันด้วย ไม่ใช่เรื่องราวประเภทที่ว่าเรื่องเรากำลังอ่านมันแล้วผลึกมาเป็นบทสรุปแบบไหน มันไม่มีบทสรุปตอนท้ายให้เรา เพราะการอ่านงานแบบนี้มันต้องอาศัยตัวผู้อ่านด้วยว่าเขาเห็นตรงไหน ซึ่งแต่ละคนมองไม่เห็นตรงกันอยู่แล้ว” ซึ่งในมุมของผมมันเป็นกระจกสะท้อนความเป็นปัจเจกได้คมชัดยิ่งขึ้น

 

 

การกล้าเปิดใจตั้งคำถามสู่สิ่งที่เราไม่รู้ คือพรมแดนที่สำนักพิมพ์สมมติอยากให้เราเดินทางเข้าไปเสมอ ว่าด้วยเพศ: จากธรรมชาติสู่จริยธรรมจนถึงสุนทรียะและหุ่นยนต์ โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา ผลงานวิชาการหนึ่งเดียวที่เราเลือกหยิบยกขึ้นมากระตุ้นต่อมความสงสัยใคร่รู้ของคุณ ซึ่งเอกบอกว่านอกจากประสบการณ์ที่งดงามและอิ่มอร่อยของวรรณกรรมคลาสสิกแล้วนั้น เราควรสร้างสมดุลให้ตัวเองด้วยความรู้ เพื่อช่วยเปิดกรอบความคิดของเราให้โตมากขึ้น อย่างเรื่องนี้ที่จะลงลึกให้เราเห็นคำว่า ‘เพศ’ ที่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงอำนาจในหลากหลายมิติอย่างไรบ้าง

“สิ่งรอบตัวเราสิ่งที่เรารับรู้กันอยู่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจเพียวๆ มันมีกรอบมีอะไรบางอย่างครอบคลุมตลอด อย่างที่ชัดเจนคือ เราเข้าใจว่าเรื่องเพศมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเจอแต่วันนึงมันกลับถูกลดทอนลงมาโดยศาสนา พอศาสนามาร่วมมือกับรัฐมันทำให้การมีเพศสัมพันธ์เปลี่ยนไป คุณแค่มีเพศสัมพันธ์เพื่อผลิตลูกให้พระเจ้า พอมันมาในฝั่งรัฐ การมีเพศสัมพันธ์ก็เพื่อสร้างคนออกมาให้รัฐตามกลไก และวันนึงมันก็ถูกการแพทย์เข้ามาครอบคลุม” และเนื้อหาภายในเล่มยังท้าทายเส้นศีลธรรมไปจนถึงเรื่องความสุขทางเพศกับหุ่นยนต์

 

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรืออย่างไร ที่ทำให้วรรณกรรมคลาสสิกชื่อดังอย่าง 1984 ถูกได้รับการพูดถึงอีกครั้งในวงกว้างของสังคมนักอ่าน มันชวนให้ผมคิดไปได้ถึงในหลายกรณี หนึ่งว่าช่วงเวลาที่มันถูกตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งเป็นจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะกับเรื่องราวในสังคมขณะนั้น หรือสองเพราะแท้จริงสังคมที่เราดำรงอยู่ในทุกวันนี้ยังก้าวไม่พ้นอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ แต่สำหรับเอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวช่วยย้ำเตือนถึงวิถีการคัดเลือกหนังสือของสำนักพิมพ์สมมติได้อย่างแท้จริง “ดังนั้นมันก็จะเป็นการยืนยันอีกหนึ่งเล่มว่าเราทำหนังสือจากตัวคอนเทนต์จากการเลือกเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากภาวะของกระแสอะไรต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น”

หนังสือเรื่อง 1984 วรรณกรรมที่สร้างสมดุลให้กับโลกทุนนิยมใบนี้ แต่งโดยจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) นักเขียนขบถผู้โด่งดังชาวอังกฤษผู้นี้นั้น เป็นหนังสือในนาม ‘สำนักพิมพ์สมมติ’ หนึ่งในสองเล่มแรก (อีกเล่มคือ Utopia) ที่ทางสำนักพิมพ์เลือกหยิบมาตีพิมพ์เปิดตัวเป็นทางการในปี พ.ศ. 2551 หลังจากที่มันหายหน้าหายตาไปจากแวดวงนักอ่านชาวไทยเป็นเวลา 20 ปี

ทั้งด้วยสีดำและสีส้มของชุดวรรณกรรมโลกสมมติและเนื้อหาของเรื่องที่เลือกมานี้ เราทั้งคู่เห็นตรงกันเลยว่าเราแทบจะเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า 1984 เป็นภาพแทนความเป็นสำนักพิมพ์สมมติโดยแท้จริง

“ทันทีที่การตัดสินใจเกิดขึ้น เราต่างมี
ทางเลือกใหม่โดยปราศจากการชี้นำของอดีต
หรืออนาคต มีเพียงความว่างเปล่าขณะก้มหน้าเดินต่อไป
ตามวิถีทางของแรงปรารถนาตัวเองเท่านั้น”
– บางส่วนจากมนุษย์นิพนธ์

 

คงไม่มีคำถามปิดท้ายไหนที่น่าถามคนทำหนังสือเท่ากับเรื่อง ‘หนังสือในฝันที่พวกเขาอยากจะตีพิมพ์’ ที่สามารถนำมาตีพิมพ์ได้โดยไร้ซึ่งข้อกำหนดหรือเงื่อนไขใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เอกได้นำคำตอบมาให้กับเราหลังจากได้หารือร่วมกับกองบก. ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันตอบว่า ‘ดอนกิโฆเต้’

“มันเป็นงานคลาสสิกที่อยู่ในศตวรรษที่ 17 และมันเป็นงานคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่มาก มันล้ำมาก ทั้งเรื่องของเวลากับตัวต้นเรื่องของมัน และถ้าจะมีหนังสือเล่มไหนสักเล่มที่ทางสำนักพิมพ์สามารถเลือกดึงมาพิมพ์ได้อย่างไม่มีเงื่อนไข หนังสือเล่มนั้นมันควรเป็นเรื่อง ‘ดอนกิโฆเต้’ ”

 


 

บทส่งท้าย

วรรณกรรมสามารถเปลี่ยนโลกได้จริงหรือ? ความคิดก้อนใหญ่นี้เป็นแค่ประโยคสวยหรูโรแมนติกหรืออุดมการณ์ที่กินได้ของนักปฏิวัติ

สำหรับผมเอง การตั้งคำถามว่าหนังสือมันสามารถเปลี่ยนโลกได้จริงๆ ไหม ผมว่าวิธีที่ง่ายที่สุดของการหาคำตอบนี้คือการย้อนดูตัวเราว่าตลอดทางที่เราเดินมาหมุดหมายในชีวิตแต่ละช่วง มันมีอิทธิพลของตัวละคร หรือผู้แต่ง หรือเรื่องราวในวรรณกรรมที่เราเคยคลุกคลีอยู่ด้วยไหม ทั้งเรื่องวิธีคิด ทัศนคติ องค์ความรู้ต่างๆ พวกนั้น เราเอามันมาใช้ไหม ถ้าเราเอามาใช้ นั่นแหละ มันก็อาจจะตอบได้ว่าเฮ้ย สิ่งพวกนี้มันทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้นนะ มันทำให้เรากล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันตอบได้ว่าวรรณกรรมมันเปลี่ยนอะไรได้บ้าง แม้สิ่งที่ผมพูดออกมามันจะออกมาในเชิงปัจเจกก็ตาม ซึ่งในความเห็นของเอกก็เชื่อเหมือนกันว่าถ้าจะมีหนังสือสักเล่มที่เปลี่ยนอะไรได้ มันก็ต้องเริ่มที่ตัวปักเจกก่อน คงไม่ได้ไปถึงกับระดับโครงสร้าง แต่ถ้าทุกคนสามารถเข้าถึงสิ่งเดียวกัน เชื่อในสิ่งเดียวกันโครงสร้างที่ว่าแข็งแกร่งแค่ไหนนั้นก็อาจจะต้องสั่นคลอนได้เหมือนกัน

“มันเปลี่ยนในฐานะปัจเจก สมมติผมอ่านแฟรงเกนสไตน์จบ ผมก็จะมองคนอีกแบบนึง ผมเห็นถึงความโศกเศร้าของมนุษย์ ผมเห็นความหลากหลายของมนุษย์ ผมอาจรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าผม เขาอาจจะต้องมีปมอะไรบางอย่างแน่เลย แต่ผมก็จบอยู่ตรงนี้ ไม่สามารถส่งต่อสาสน์ไปให้ใครได้ ในหนังสือฮาวทู คู่มือการใช้ชีวิตทั้งหลายที่มันเกิดขึ้น มันก็ขึ้นจากปัจเจกที่ต้องการเปลี่ยนตัวปักเจกเอง”

Related Stories

The Read

PASSPORT BOOKSHOP: หนังสือ 5 เล่มที่เหมาะแก่การเริ่มต้นปี

หนังสือ 5 เล่ม ที่จะเสริมภูมิต้านทานให้คุณตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้งก็สามารถบอกตัวเองให้สู้ต่อไปได้

Read

The Read

WILL E-BOOKS EVER REPLACE PRINTED BOOKS?

มนต์เสน่ห์จากตัวอักษรบนเยื่อกระดาษ สิ่งที่เริ่มเลือนหายจากโลกปัจจุบันอันเร่งรีบ

Read

The Read

RAINY SEASON NOVELS: 6 วรรณกรรมคุณภาพที่เหมาะแก่การอ่านท่ามกลางเสียงฝน

ชวนอ่านภาษาที่สละสลวยและซึมซับความหมายที่ลึกซึ้งในฤดูที่ชุ่มฉ่ำ

Read

0Shares
preloader