The Sounds

SID VICIOUS: ไอคอนคนสำคัญแห่งประวัติศาสตร์พังก์ ผู้เล่นดนตรีแทบไม่เป็น

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Sounds

SID VICIOUS: ไอคอนคนสำคัญแห่งประวัติศาสตร์พังก์ ผู้เล่นดนตรีแทบไม่เป็น

11 May 2020

ผ่านมาครึ่งศตวรรษ แต่ทำไม ซิด วิดเชียส ถึงยังเป็นไอคอนแห่งพังก์อย่างไม่เสื่อมคลาย

 

“พังก์” นั้นเป็นหนึ่งในแนวดนตรีที่แตกแขนงออกมาจากต้นไม้ต้นใหญ่ที่เรียกว่าดนตรีร็อก เพียงแต่พังก์นั้นมีความดิบเถื่อนกว่า ทั้งในแง่ซาวด์ดนตรีและเนื้อหาที่ถ่ายทอดออกมาผ่านบทเพลง โดยในยุคบุกเบิกที่ดนตรีพังก์ถือกำเนิดขึ้น ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายยุค ’60s ก่อนจะค่อยๆ ขยายความนิยมข้ามมหาสมุทรไปถึงอังกฤษในช่วงยุค ’70s นั้น ดนตรีพังก์เปรียบเสมือนกระบอกเสียงของเหล่าวัยรุ่นเลือดร้อน ผู้มีแนวคิดขบถ ต่อต้านกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่สังคมได้วางกรอบเอาไว้

เป็นเวลากว่า 60 ปีแล้วนับตั้งแต่ดนตรีพังก์ได้ถือกำเนิดขึ้น แน่นอนว่าต้องมี “บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์” มากมายที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อดนตรีประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องตระกูลราโมน แห่งวง The Ramones, Iggy Pop เจ้าของฉายา Godfather of Punk, โจ สตรัมเมอร์ (Joe Strummer) ฟรอนต์แมนแห่ง The Clash และสุดท้ายยังไงก็ต้องมีชื่อของ ซิด วิเชียส (Sid Vicious) รวมอยู่ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ซิด คือหนึ่งในสัญลักษณ์คนสำคัญแห่งวงการพังก์ เมื่อคิดถึงวิถีแห่งพังก์ ใบหน้าของ ซิด ก็แทบจะทับซ้อนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ ซิด ใช้เวลาอยู่ในโลกแห่งดนตรีพังก์แค่ 2 ปีกว่าๆ เท่านั้น ในฐานะมือเบสที่เล่นเบสแทบไม่เป็นแห่งวง Sex Pistols แต่ชื่อเขากลับไม่เคยเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์วงการพังก์เลย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ดังนั้นเนื่องในโอกาสที่วันที่ 10 พฤษภาคม 2020 นี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบอายุ 63 ปี ของ ซิด วิเชียส ที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้ฉลองแล้ว เราจึงขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปยังยุคสมัยที่ดนตรีพังก์ยังรุ่งเรืองอีกครั้ง และร่วมหาคำตอบไปด้วยกันว่าทำไมชายผู้อยู่ในโลกแห่งพังก์เพียง 2 ปี อีกทั้งยังเล่นดนตรีแทบไม่เป็น ร้องเพลงไม่ได้ ถึงกลายเป็นหนึ่งในไอคอนคนสำคัญของวงการพังก์

เรื่องราวของชายที่ชื่อ ซิด วิเชียส

 


 

Problems

ผลผลิตของปัญหาสังคม

 

ต่อให้ไม่ใช่แฟนเดนตายของวง Sex Pistols แต่ถ้าเคยผ่านหูผ่านตาเรื่องราวของ ซิด วิเชียส มาบ้าง เชื่อว่าก็คงไม่แปลกใจถ้าได้ทราบว่าชีวิตวัยเด็กของ ซิด นั้น ไม่สมบูรณ์พร้อม…ไม่สิ ต้องบอกว่าตรงกันข้ามกับความสมบูรณ์พร้อมอย่างสิ้นเชิง

ในตอนที่ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ปี 1957 ณ เมืองเลวิช ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซิด ยังไม่ใช่ ซิด แต่เขาคือเด็กชาย ไซม่อน จอห์น ริชชี่ (Simon John Ritchie) โดยแม่ของเขาคือ แอนน์ ริชชี่ (Anne Ritchie) นั้นเรียนไม่จบระดับมัธยมศึกษา ก่อนจะเข้าทำงานในกองทัพประเทศอังกฤษ และได้พบรักกับ จอห์น ริชชี่ (John Ritchie) ที่ทำงานเป็นคนเฝ้าประตูพระราชวังบัคกิ้งแฮม ควบคู่ไปกับการเป็นมือทรอมโบนสมัครเล่นในบาร์แจ๊สเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะให้กำเนิด ซิด

ไม่กี่เดือนหลังจากที่ ซิด คลอดออกมา จอห์น ผู้เป็นพ่อก็ได้ย้ายถิ่นฐานไปยังเกาะอิบิซ่า ประเทศสเปน และแน่นอนว่า แอนน์ กับ ซิด ไม่ได้ตามไปด้วย นั่นทำให้ ซิด กลายเป็นเด็กบ้านแตกตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นไม่นาน แอนน์ ก็ได้พบรักใหม่กับชายที่ชื่อว่า คริสโตเฟอร์ เบฟเวอร์ลีย์ (Christopher Beverley) เขาน่าจะกลายเป็นพ่อคนใหม่ของ ซิด ได้ แต่ก็โชคร้ายที่เพียง 6 เดือนหลังจากนั้น คริสโตเฟอร์ก็เสียชีวิตจากโรงมะเร็ง

นอกจากจะมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์พร้อมแล้ว แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะยังคิดว่าอุปสรรคในชีวิตของเด็กน้อยคนนี้ยังไม่มากพอ เลยบันดาลให้ แอนน์ ผู้เป็นแม่ และเป็นที่พึ่งเดียวในชีวิตของซิดกลายเป็น “ขี้ยา” ตัวฉกาจ

แม่คือสาเหตุสำคัญให้ ซิด เข้าสู่โลกแห่งยาเสพติดตั้งแต่อยู่ในชั้นประถม โดย แอนน์ มักจะบังคับให้เขาเป็นเด็กเดินยา รับส่งกัญชามาให้กับเธอ เพื่อหลบเลี่ยงความสนใจของตำรวจ แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการที่ครั้งหนึ่ง แอนน์ เดินทางไปรับยาเสพติดไกลถึงประเทศสเปน เธอก็เอา ซิด ในวัยประถมไปด้วย เพื่อให้การลับลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าประเทศอังกฤษเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากเธอเชื่อว่าคงไม่มีตำรวจคนไหนจะมาสงสัยคุณแม่ลูกอ่อน

 

เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมต้น ในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุ 16 ปีของ ซิด สิ่งที่ แอนน์ มอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูกชายของเธอคือเฮโรอีน พร้อมด้วยเข็มฉีดยาจำนวนหนึ่ง ก่อนที่เธอจะกล่าวว่า

“สุขสันต์วันเกิด ซิดนี่ย์ ลูกรัก”

แม้แต่ จอห์น ไลดอน (John Lydon) เพื่อนสนิทของ ซิด ซึ่งเป็นพยานเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ยังรู้สึกไม่เชื่อสายตากับสิ่งที่เห็น ทั้งๆ ที่เขาเองก็เป็นเด็กเกเรคนหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของ ซิด นั้น ผิดหลักจริยธรรมความถูกต้องไปไกลเกินกว่าจะรับได้ ยิ่งไปกว่านั้น จอห์น ยังบอกว่า ซิด รู้สึกดีใจกับของขวัญที่ได้รับ เขาคิดว่าแม่หวังดีกับเขา เนื่องจากเฮโรอีนคือสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลายจากความเครียดทั้งปวง

ซิด โดนไล่ออกจากบ้านตอนอายุ 17 ปี เนื่องจาก แอนน์ ผู้เป็นแม่ไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงดูเขาได้อีกต่อไป เลยจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย

“ฉันจำเป็นต้องเอาตัวเองรอดก่อน ดังนั้นแกนั่นแหละไสหัวออกไปจากบ้านซะ!” นี่คือประโยคที่ แอนน์ พูดกับ ซิด ในวันนั้น และอาจเป็นประโยคที่ทำลายเชือกเส้นสุดท้ายที่เหนี่ยวรั้งชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้เอาไว้ให้ขาดผึง

 


 

Seventeen

วัยระเริงและดนตรีพังก์

 

หลังจากต้องระเห็จออกจากบ้าน ซิด ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนในบาร์แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า King’s Road Boutique ซึ่งเปรียบเสมือนจุดรวมพลของชาวพังก์ลอนดอนในช่วงเวลานั้น ภายในก็เต็มไปด้วยอบายมุขแบบครบครัน ไม่ว่าจะเหล้า ยา หรือแม้กระทั่งเซ็กส์ โดย ซิด ก็เป็นหนึ่งในคนที่หลงใหลวัฒนธรรมพังก์มาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากเขาคิดว่าดนตรีพังก์นี่แหละเป็นกระบอกเสียงให้กับชีวิตเหลวแหลกของเขา รวมถึงความเป็นชนชั้นล่างที่ไม่เคยถูกเหลียวแลจากสังคม

โดยหนึ่งในเพื่อนสนิทที่ ซิด ใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุดก็คือ จอห์น ไลดอน ที่นอกจากในภายหลังเขาจะกลายเป็นนักร้องนำแห่ง Sex Pistols แล้ว เขายังเป็นผู้ตั้งชื่อเล่น ซิด วิเชียส อีกด้วย

 

 

ทั้งคู่สนิทสนมกันเนื่องจากเรียนด้วยกันที่ Kingsway College โรงเรียนมัธยมสำหรับผู้มีรายได้น้อย นั่นทำให้มีหลายครั้งที่ ซิด ไปเยือนบ้านของ จอห์น ซึ่งถึงแม้จะเป็นเด็กเกเร แต่ จอห์น ก็มีมุมน่ารักอยู่บ้าง โดยเขาได้เลี้ยงหนูแฮมเตอร์ไว้ที่บ้าน และตั้งชื่อมันว่า Syd (เป็นการตั้งตามชื่อของ Syd Barrett อดีตสมาชิกวง Pink Floyd ผู้ล่วงลับ)

ครั้งหนึ่งระหว่างที่ ซิด กำลังเล่นอยู่กับแฮมเตอร์ของ จอห์น เจ้าตัวจิ๋วก็งับเข้าที่นิ้วของ ซิด เต็มๆ ถึงขั้นเลือดซึมออกมา โดย จอห์น ที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับอุทานออกมาว่า

“Syd is really vicious! (ซิดมันร้ายการจริงๆ)” หลังจากนั้น จอห์น ก็เรียกเพื่อนสนิทของตัวเองว่า ซิด วิเชียส เรื่อยมา โดย จอห์น บอกว่าในตอนแรก ซิด ก็ไม่ได้ชื่นชอบชื่อนี้เท่าไรนัก แต่เนื่องจากในตอนนั้นกลุ่มเพื่อนของเขามีคนชื่อ จอห์น อีก 4 คน ดังนั้นการที่โดนเรียกว่า ซิด ยังไงเสียก็ดีกว่าโดนเรียกว่ากลุ่ม “Four Johns” เป็นไหนๆ

เป็นเรื่องย้อนแย้งที่ฟังดูแล้วน่าขำ ชายผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเหลวแหลก จอมขบถแห่งวงการดนตรี กลับมีชื่อเล่นตามสัตว์น้อยน่ารักอย่างแฮมเตอร์ แต่สำหรับคนใกล้ตัวของ ซิด พวกเขารู้ดีกว่าชื่อนี้เหมาะกับเจ้าตัวมาก

“ถ้าเขาไม่ได้เมายาอยู่ ซิด เป็นหนึ่งในคนที่ใจดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบเลยล่ะ” วิฟ อัลเบอร์ทีน (Viv Albertine) อดีตมือกีตาร์แห่ง The Slits กล่าว

จากการที่คลุกคลีอยู่กับกลุ่มพังก์ ในที่สุดปี 1976 ซิด ก็มีวงดนตรีวงแรกเป็นของตัวเอง ในชื่อ The Flowers of Romance โดยถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีเสียงที่ดีนัก แต่ด้วยหน้าตาอันหล่อเหลา ทำให้ ซิด ได้รับหน้าที่เป็นนักร้องนำ

ถึงแม้จะเป็นวงที่รวบรวมตำนานแห่งวงการพังก์ไว้มากมาย ทั้ง ซิด, คีธ เลเวน (Keith Levene ต่อมาได้กลายเป็นมือกีตาร์ของ The Clash), และ วิฟ อัลเบอร์ทีน แต่สุดท้าย The Flowers of Romance ก็ไม่ได้โด่งดังประสบความสำเร็จ พวกเขาได้เล่นแค่ใน Rainbow Finsbury Park ผับเล็กๆ ในกรุงลอนดอนเท่านั้น

ก่อนที่ในปี 1977 ชีวิตของ ซิด จะเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่

 


 

Holidays in the Sun

พังก์สตาร์โลกไม่ลืม

 

ในขณะที่ ซิด เป็นนักร้องนำให้กับ The Flowers of Romance เพื่อนสนิทของเขาอย่าง จอห์น ไลดอน ก็ได้ก่อตั้งอีกหนึ่งวงพัก์ร็อกขึ้นมาเช่นกัน ในชื่อ Sex Pistols และดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จกว่ากันพอสวมควร

หลังจากที่ The Flowers of Romance แยกย้ายกันไปตามวิถีทาง ซิด ก็ได้ถูกทาบทามให้เข้ามาเป็นสมาชิก Sex Pistols ในฐานะมือเบส แทนที่ เกล็น แมตล็อก (Glen Matlock) มือเบสคนเก่าที่ออกจากวงไป (สื่อบางสำนักรายงานว่า เกล็น ถูกขับออกจากวง เพื่อให้ ซิด ซึ่งหน้าตาดีกว่า มีจุดขายมากกว่าเข้ามาแทนที่ แต่ก็ไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ) ทั้งๆ ที่ ซิด นั้น เล่นเบสแทบไม่เป็น โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งเคยจับเบสมาเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

“ถ้า จอห์น ไลดอน คือเสียงแห่งพังก์ ซิด ก็คงเป็นทัศนคติและวิถีแห่งพังก์” มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) ผู้จัดการวง Sex Pistols ในขณะนั้นกล่าวถึงเหตุผลที่เลือก ซิด โดยเขายังกล่าวต่ออีกว่า ซิด มีความเป็นพังก์อยู่ในสายเลือด เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็ว่าได้

“ผมเคยเห็น ซิด เดินตามถนนแถว King’s Road ตั้งแต่ Sex Pistols ยังไม่ถือกำเนิด ผมก็คิดว่า ‘ไอ้หมอนี่มันเท่ชะมัด’ เขามักจะสวมใส่เสื้อยืดหรือเปลือกหน้าอก และสวมแจ็คเก็ตหนังทับ มีกุญแจคล้องอยู่ตามเข็มขัด ที่คอมีห่วงโซ่เล็กๆ ราวกับต้องการจะบอกโลกนี้ถึงความพังทลายของชีวิตตัวเอง ซิด มีความเป็นพังก์อยู่อย่างเต็มเปี่ยม” พอล คุก (Paul Cook) มือกลองแห่ง Sex Pistols กล่าว

ส่วน ซิด เองก็ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้กังวลเรื่องฝีมือการเล่นเบสของตัวเองเลยแม้แต่น้อย โดยครั้งหนึ่งเขาได้กล่าวออกมาว่า

“ผมไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมผู้คนมักจะคิดว่าเป็นเรื่องยากในการเล่นกีตาร์หรือเบส มันก็แค่จับคอร์ดและดีดไปมาให้เกิดเสียงเท่านั้น”

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่เขาพูด เนื่องจากนับตั้งแต่เข้ามาเป็นสมาชิกของ Sex Pistols ซิด ก็โดนเคี่ยวเข็ญให้เล่นเบสอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะ สตีฟ โจนส์ (Steve Jones) หรือแม้กระทั่ง เล็มมี คิลมิสเตอร์ (Lemmy Kilmister รุ่นพี่นักดนตรีของ Sex Pistols ที่ต่อมาได้กลายเป็นตำนานวงการเมทัลในฐานะฟรอนต์แมนแห่ง Motörhead) ต่างก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อนสอนวิชาเบสให้กับ ซิด โดยในช่วงแรกเจ้าตัวก็พยายามอย่างเต็มที่ แต่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน ความพยายามของ ซิด ก็ค่อยๆ หมดลง

นั่นทำให้ในบรรดาเพลงทั้งหมดของ Sex Pistols มีเพียงเพลง “Bodies” เท่านั้นที่เป็นฝีมือการเล่นของ ซิด ซึ่งก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเบสในเพลงนี้ “ต่ำกว่ามาตรฐาน” อย่างชัดเจน ส่วนเพลงที่เหลือเป็นฝีมือของ สตีฟ โจนส์ มือกีตาร์ และ เกล็น แมตล็อก มือเบสคนเก่า

 

 

ซิด ทำการแสดงร่วมกับ Sex Pistols ครั้งแรกในเดือนเมษายนปี 1977 ณ The Screen On The Green ในกรุงลอนดอน และลีลาบนเวทีของเขาก็เป็นที่ฮือฮาทันที ถึงแม้ว่าฝีมือดนตรีจะไม่เข้าขั้น แต่ ซิด มาพร้อมกับลูกบ้าเต็มพิกัด เขามักจะทำอะไรพิเรนท์ๆ ในโชว์เสมอ เช่นการทำลายเครื่องดนตรี หรือทำร้ายตัวเองจนเลือดอาบ

หลังจากปล่อยสตูดิโออัลบั้มแรก (และอัลบั้มเดียว) ในชื่อ Never Mind the Bollocks, Here’s the Sex Pistols ออกมา ชื่อเสียงของ Sex Pistols ก็โด่งดังขึ้นภายในพริบตา พวกเขาสามารถคว้าอันดับหนึ่งใน UK Chart ได้สำเร็จ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ซิด ได้พบกับ แนนซี สปุงเกน (Nancy Spungen) โสเภณีจากนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ย้ายถิ่นฐานมายังกรุงลอนดอน ซึ่งเธอนี่แหละคืออีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของ ซิด ในเวลาต่อมา

ซิด ได้พบกับ แนนซี่ ในปี 1977 ก่อนที่ทั้งคู่จะตกหลุมรักกันในเวลาอันรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่าคนรอบข้างจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก

“หลังจากรู้จักกับ แนนซี่ ได้เพียง 2-3 สัปดาห์ ซิด ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พฤติกรรมของเขาคือฝันร้ายของพวกเราเลยล่ะ” จอห์น ไลดอน ผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมวงและเพื่อนสนิทกล่าว

ส่วน มัลคอล์ม แมคลาเรน ผู้จัดการวง ถึงแม้ว่าเขาจะระอากับพฤติกรรมของ ซิด ไม่ต่างกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาก็เข้าใจ ซิด เป็นอย่างดี

“ซิด ไม่เคยรู้จักความรักมาก่อนในชีวิต ไม่ว่าจะจากครอบครัวหรือทางไหน แนนซี่ คือรักครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเขา”

ถึงแม้ว่า ซิด และ แนนซี่ จะรักกันปานกลืนกิน แต่ความสัมพันธ์ทั้งคู่ก็ไม่ราบรื่นนัก มีรายงานว่า แนนซี่ ซึ่งมีประวัติเข้ารักษาโรคจิตเวทมาตั้งแต่อายุ 15 มักจะใช้คำพูดรุนแรงกับ ซิด อยู่เสมอ ในขณะที่ ซิด เองก็ใช้ความรุนแรงทางร่างกายต่อ แนนซี่ อยู่บ่อยครั้งเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลถึงพฤติกรรมของ ซิด โดยตรง จากที่เคย “ห่ามตามวิถีพังก์” กลายเป็นความบ้าที่เลยเส้นความพอดีไปไกลโข

ในปี 1978 ขณะที่ Sex Pistols กำลังแสดงสดอยู่ในผับเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซิด ก็ได้ทุบกระจกบนเวทีจนแตก จะใช้เศษกระจกมากรีดหน้าอกของตัวเองเป็นคำว่า “gimme a fix” และในคืนเดียวกันนั้นเอง ซิด ก็ได้ตะโกนใส่กลุ่มผู้ชมว่า

“Cowboys are queers (เป็นคำที่ใช้เหยียดคนในรัฐเท็กซัส)” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยั่วโมโหผู้ชม จนสุดท้ายก็จบลงด้วยการทะเลาะวิวาทที่นองไปด้วยเลือด

หลังจากนั้นไม่นาน ซิด ก็ได้แผลงฤทธิ์อีกครั้งด้วยการใช้มือที่ห่อหุ้มด้วยโซ่จักรยานชกใส่เต็มหน้าของ นิค เคนท์ (Nick Kent) นักข่าวจาก New Musical Express ที่ติดตามไปทำข่าวการทัวร์อเมริกาของ Sex Pistols และยังเป็นอดีตสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Sex Pistols ด้วยเหตุผลเพียงแค่ไม่ชอบกางเกงที่ นิค ใส่เท่านั้น

และฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดผึงลง เมื่อสมาชิก Sex Pistols ซึ่งนำโดย ซิด ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทใหญ่โตที่ สนามบินฮีทโธรว์ ประเทศอังกฤษ ส่งผลให้ EMI ค่ายต้นสังกัดของ Sex Pistols ตัดสินใจลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการยกเลิกสัญญา ถึงแม้ว่าวงพังก์ร็อกวงนี้จะมาแรงขนาดไหนก็ตาม

 


 

My Way

เส้นทางที่เลือก

 

“There were times, I’m sure you knew
When there was fuck fuck fuck-all else to do
But through it all, when there was doubt
I shot it up or kicked it out
I faced the wall and the world
And did it my way”

 

ท่อนหนึ่งจากบทเพลง My Way ของศิลปิน แฟรงก์ ซินาตร้า ที่ ซิด วิเชียส ขับร้องแบบฉบับของตัวเอง ใน The Great Rock ‘n’ Roll Swindle สารคดีที่นำเสนอเรื่องราวของวงการพังก์ กำกับโดย จูเลี่ยน เทมเปิล (Julian Temple) เข้าฉายในปี 1980

หลังจากที่ Sex Pistols ยุคแรกเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดในปี 1978 สมาชิกวงทุกคนต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่า ซิด จะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากที่สุด เนื่องจากก่อนหน้านี้ Sex Pistols เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงไม่กี่อย่างในชีวิตของเขา ส่งผลให้เขารู้สึกเคว้งคว้าง อ้างว้าง ไร้จุดหมายเป็นอย่างมาก

“ในขณะที่ จอห์น ไลดอน หรือสมาชิกวงคนอื่นๆ สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้ เนื่องจากพวกเขามีอดีตให้ยึดเหนี่ยว คอยเป็นแรงขับเคลื่อน แต่ ซิด ไม่มีสิ่งนั้น เขาเป็นคนที่ไร้ซึ่งอดีต มีแต่ความหลังที่น่าเจ็บปวด ซิด ไม่ใช่คนโง่ แต่เขาเหมือนปีเตอร์แพน เป็นเด็กหลงทางที่ไม่สามารถเติบโตได้เพราะโดนความเจ็บปวดคอยกัดกิน” จาห์ วอบเบิล (Jah Wobble) นักดนตรีที่เคยร่วมงานใกล้ชิดกับ Sex Pistols กล่าว

ชีวิตของ ซิด เมื่อปราศจาก Sex Pistols เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ แนนซี่ มัวเมาไปกับฤทธิ์ของเหล้าและยาเสพติดด้วยกัน จนกระทั่งในเช้าวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1978 ณ Hotel Chelsea นิวยอร์กซิตี้ ซิด ก็ตื่นมาพบกับรอยเลือดมากมายที่กระเซ็นอยู่ทั่วห้องพัก ก่อนที่เขาจะพบกับศพของ แนนซี่ แฟนสาว ที่เสียชีวิตจากบาดแผลโดนมีดแทงด้านหลังในห้องน้ำ

เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น ซิด ก็กลายสภาพเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกถอดปลั๊กออก เขาเดินลงมาที่ล็อบบี้พร้อมสติอันเลื่อนลอย ก่อนจะพูดกับพนักงานโรงแรมด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นว่า

“ผมฆ่าเธอ ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ”

หลังจากนั้น ซิด ก็ถูกจับกุมตัวในข้อหาฆาตกรรม อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เลย บวกกับสติที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยจากฤทธิ์ยาเสพติดทำให้คำให้การของเขาต่อตำรวจค่อนข้างวกวน บางครั้งเขาก็ปฏิเสธ บางครั้งก็สารภาพ

“ผมฆ่าเธอเอง ผมฆ่าเธอเพราะผมเป็นแค่ไอ้หมาสกปรกตัวหนึ่ง”

กระแสสังคมในตอนนั้นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเชื่ออย่างสนิทใจว่า ซิด เป็นคนฆ่า เพราะที่ผ่านมาเขามีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงกับ แนนซี่ มาตลอด ยิ่งผสมรวมกับอาการเมายายิ่งมีความเป็นไปได้ ในขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของเอเย่นต์ยาเสพติด เนื่องจากห้องพักของ ซิด กับ แนนซี่ นั้นมีเอเย่นต์ยาเสพติดหลายคนเข้าออกบ่อยครั้ง นอกจากนั้น ซิด ยังรัก แนนซี่ มากๆ จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าเขาจะฆ่าเธอ

 

 

ซิด ประกันตัวออกมาเพื่อสู้คดีได้สำเร็จ เหลือเวลาอีก 6 เดือน ก่อนจะถึงวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขาไม่อาจอยู่ถึงวันนั้นเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ไม่นานหลังจากที่ แนนซี่ เสียชีวิต ซิด ได้โทรหาเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อว่า โรเบอร์ตา เบย์ลีย์ (Roberta Bayley) และนี่คือบันทึกการสนทนาของทั้งคู่

“ฉันดื่ม (เหล้า) ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”

“งั้นก็อย่าดื่มสิไอ้โง่ นายต้องเข้มแข็งขึ้นสักพักหนึ่ง”

“ไม่ ฉันเข้มแข็งไม่ได้ ฉันเข้มแข็งไม่ได้จริงๆ ธรรมชาติในตัวฉันคงฆ่าฉันตายภายใน 6 เดือนนี้” แล้ว ซิด ก็วางสายไป และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ เบย์ลีย์ ได้พูดคุยกับเพื่อนของเธอ เพราะไม่ใช่ 6 เดือน แต่เพียง 2 เดือนหลังจากนั้น ซิด ก็ถูกพบว่าเสียชีวิต จากการใช้ยาเสพติดประเภทเฮโรอีนเกินขนาด ยิ่งน่าเศร้ากว่าเดิมเมื่อทราบว่าเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของที่ แอนน์ หรือแม่ของ ซิด ให้มา โดยหวังให้ลูกชายได้คลายเครียดในช่วงสู้คดี

เรื่องราวของ ซิด วิเชียส ปิดฉากลงง่ายๆ เช่นนี้ แต่ตำนานของเขายังคงถูกกล่าวถึงไปอีกนานแสนนาน และคำถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นคำถามตั้งตั้นของบทความนี้ เชื่อว่ามาถึงตรงนี้ทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจกันอยู่แล้ว

สำหรับตัวผู้เขียนเองมองว่าเหตุผลที่ทำให้ ซิด วิเชียส เป็นตำนานเหนือกาลเวลาทั้งที่เล่นดนตรีไม่ได้ ร้องเพลงแทบไม่เป็น ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่า “ความบ้า” ของเขา ความบ้าที่ไม่ถูกปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นความบ้าที่เกิดจากสภาพสังคมรอบตัวบีบบังคับ ตั้งแต่วันลืมตาดูโลกจนถึงวันที่โบกมือลา เขาได้ใช้ชีวิตตามวิถีของตัวเองแบบไม่สนใจใคร

ซิด มีความเป็นพังก์อยู่อย่างเต็มตัว ส่วนหนึ่งอาจจะหมายถึงสไตล์ภายนอกของเขา แต่หลักใหญ่ใจความจริงๆ ที่ต้องการจะสื่อก็คือ ซิด เป็นตัวอย่างของผลผลิตที่ผิดพลาด จากสังคมที่เน่าเฟะ เต็มไปด้วยชนชั้นและความไม่เท่าเทียมที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่บทเพลงพังก์พยายามเป็นกระบอกเสียงมาโดยตลอด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ซิด วิเชียส จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งเหล่านี้

เรื่องราวของ ซิด อาจจะไม่ใช่เรื่องราวที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง แต่มันคืออุทาหรณ์ชั้นดีที่บอกให้ทุกคนได้รู้ว่าโลกนี้โหดร้ายแค่ไหน และต้องมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้มีใครต้องพบจุดจบแบบเดียวกับเขาอีก

“สิ่งที่คุณอยากให้เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณต่อจากนี้” ครั้งหนึ่งในฐานะมือเบส Sex Pistols นักข่าวคนหนึ่งยิงคำถามนี้ใส่ ซิด

“ผมอยากสนุกนั่นคือเป้าหมายชีวิตของผม”

“แล้วตอนนี้คุณไม่สนุกเหรอ”

“จะบ้าเหรอไง ผมไม่สนุก…ไม่เลยสักนิด”

ก็ได้แต่หวังว่าตอนนี้เขาจะค้นพบความสนุกในชีวิตแล้ว จากที่ใดที่หนึ่งอันแสนไกล

Related Stories

The Sounds

DJ SONNY ON CITY POP: เสียงเพลงที่เป็นสมการของความสดใสในช่วงเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว

ดนตรีที่เชื่อมโยงกับความเหงาแต่ไม่เคยทำให้เราเดียวดาย

Read

The Sounds

The Beatles: สี่เต่าทองสร้างสรรค์ดนตรีอย่างไรให้เป็นอมตะ แม้ผ่านกาลเวลากว่าครึ่งศตวรรษ

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด แต่บทเพลงของสี่เต่าทองก็ยังตรึงใจผู้ฟังได้เสมอ

Read

The Read

ICONIC COUPLES: 5 คู่รักในอดีตที่โลกไม่เคยลืม

เรื่องราวและความหอมหวานในวันวานที่แสนตราตรึง

Read

0Shares
preloader