The Inspirations

SERGE GAINSBOURG: สไตล์ไอคอนแห่งยุค ‘60s พ่วงด้วยดีกรีนักรัก นักกวี นักปรัชญา และนักประพันธ์เพลง

บทความโดย Suwicha Sangkayoolakul, Features Editor, W. MINISTRY

The Inspirations

SERGE GAINSBOURG: สไตล์ไอคอนแห่งยุค ‘60s พ่วงด้วยดีกรีนักรัก นักกวี นักปรัชญา และนักประพันธ์เพลง

13 May 2020

หนุ่มฝรั่งเศสหน้าตาไม่พิมพ์นิยมแต่ลงตัวด้วยส่วนผสมของสเน่ห์ผู้ชายอันเหลือร้าย

 

ความน่ารังเกียจอยู่เหนือความงาม เพราะมันคงอยู่ได้เนิ่นนานกว่า 

 

นี่คือนิยามที่มีต่อความน่ารังเกียจของ Serge Gainsbourg ผู้ที่ถึงจะไม่ได้เป็นเจ้าของหน้าตาพิมพ์นิยมอันหล่อเหลาแบบ Alain Delon หรือ Paul Newman แต่ด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลม และความตลกขบขันกึ่งจิกกัดสังคม เป็นสิ่งที่สร้างสเน่ห์ที่น่าดึงดูที่สุดให้ Gainsbourg และนั่นทำให้เขามีภรรยาถึง 3 คน โดยที่หนึ่งนั้นคือ Jane Birkin นางเอกนักแสดงชาวอังกฤษ ที่อายุห่างจาก Gainsbourg อยู่หลายปี และทั้งคู่ได้สร้างบทเพลงรักทั้งในจอและนอกจอร่วมกันมากมาย

แต่ที่โด่งดังและเป็นที่วิพากย์วิจารณ์ในสังคมมากที่สุด คงเป็นเพลง ‘Je t’aime…moi non plus’ ที่ท้ายเพลงมีเสียงแปลกๆ ของ Birkin เหมือนเธอกำลังทำ กิจกรรม’ อะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้งคู่ถือเป็นคู่รักที่ได้รับความนิยมจากสื่อมากที่สุดในสมัยนั้น โดยสื่อขนานนามพวกเขาว่า ‘La Belle et La Bête’ หรือที่แปลได้ว่า โฉมงามกับเจ้าชายอสูรนั่นเอง และแน่นอนว่าชีวิตรักของ Gainsbourg เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของธารภูเขาน้ำแข็ง การที่เขาได้รับความนิยมและการยกย่องจากผู้คนยังมีบริบทอื่นที่กอปรสร้างความเป็น Gainsbourg ขึ้นอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นคือผลงานเพลง และรสนิยมในการแต่งกายของเขานั่นเอง

 

 

Gainsbourge และ Birkin แฟนสาวของเขา

 

เพลงของ Gainsbourg ไม่สามารถกำหนด Genre (แนวเพลง) ได้ชัดเจน เพราะตลอดชีวิตในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงของเขา Gainsbourg มีผลงานฝากไว้ให้อนุชนมากกว่า 500 บทเพลง ทั้ง Jazz, Rock and Roll, Electronic, Disco, และอีกมากมาย แต่การที่เพลงเหล่านั้นเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนก็เพราะเทคนิคในการประพันธ์เนื้อร้องของ Gainsbourg ที่มีทั้งการใช้ Onomatopoeia (การเลียนเสียงของธรรมชาติ หรือที่ในวรรณศิลป์ไทยใช้คำว่า สัทพจน์) Spoonerism (การผวนคำหรือประโยค ในวิชาการเล่นทางภาษาใช้คำว่า คำผวน) Dysphemism (ถ้อยคำหยาบคาย ไม่รื่นหู ซึ่งถือเป็นการแสดงออกของความขบถทางความคิดของ Gainsbourg) Paraprosdokian (การดัดแปลงสำนวนสุภาษิต เพื่อจุดประสงค์ในการสื่อความหมาย) Pun (การเล่นคำผ่านความหมายและ Rhyme (การใช้สัมผัสเสียงแบบฉันทลักษณ์ คล้ายโคลงของไทยเป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการสอดแทรกความคิดเกี่ยวกับบริบททางสังคม จริยศาสตร์ ปรัชญาการใช้ชีวิต เพศ และแง่มุมที่น่าสนใจต่างๆ ลงในบทเพลงก็เป็นการสร้างความนิยมและฐานแฟนเพลงที่มากขึ้นตามลำดับ

 

 

ยกตัวอย่างเพลง ‘La Javanaise’ ที่คำลงท้ายด้วยเสียง ‘ahv’ หลังเสียงสระทุกๆ เสียง หรือในเพลงJe suis venu te dire que je m’en vais’ ที่แต่งขึ้นหลังจาก Gainsbourg ค้นพบว่าเขาเป็นโรคหัวใจ เขาจึงเรียกสื่อฝรั่งเศสทุกๆ สำนักมาที่โรงพยาบาล พร้อมประกาศว่าเขาจะสูบบุหรี่และดื่มเหล้าให้หนักขึ้น ซึ่งบทเพลง Je suis venu te dire que je m’en vais แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ‘ผมมาเพื่อบอกว่าผมกำลังจะไป’ ซึ่งในส่วนนี้เองที่ Gainsbourg ได้พยายามถ่ายทอดทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตและความตายลงในบทเพลงของเขา นอกจากนั้นเพลง ‘Je t’aime…moi non plus’ ที่เขาร่วมร้องกับ Birkin คนรักของเขา ซึ่งตามที่กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า มันสอดแทรกเสียงการทำ กิจกรรม’ บางอย่าง ของคู่รักเอาไว้ในเพลง จนถูกทั้ง BBC และ Vatican แบน ถึงกระนั้นเพลงนี้ก็ยังเป็นที่นิยมและมียอดขายสูงถึง 4 ล้าน copies เลยทีเดียว

 

Gainsbourg และ Paletot Coat ตัวโปรดของเขา

 

อีกประการที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องเป็นสไตล์ไอคอนแห่งยุค ’60s คือการแต่งกายของเขา ที่ถ่ายทอดความไม่ยั้งคิดแบบที่เรียกกันว่า ‘French Insouciance’ ด้วยลุคที่มักมาพร้อมกับสูทสามส่วน หรือ Paletot Coat 6×2 (เสื้อโค้ทแบบกระดุมสองแถวแบบ Peaked Lapelsที่ Gainsbourg มักยกปกคอเสื้อของเขาขึ้นไว้เสมอๆ เนคไทเสื้อสีดำเรียว และบุหรี่ในมือ เป็นลุคของ Gainsbourg ในราวปี ’60s ก่อนที่เขาจะตัดสินใจคบหากับ Jane Birkin และเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวในยุค ’70s ที่ดูสบายๆ มากขึ้น ด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นหรือแขนยาว (พับแขนหรือปล่อยกระดุมที่ปลายแขนเสื้อไว้กับกางเกงขาแคบสีดำ และตบท้ายสร้อยคอเหล็กกับรองเท้า Penny Loafer

 

 

Gainsbourg เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง นักกวี นักปรัชญา ผู้กำกับ และนักรัก ตัวเขาเองถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน มีเพียงด้านเดียวที่ Gainsbourg บอกไว้เสมอๆ ว่าตัวเขาเองไม่เคยจะประสบความสำเร็จเลย คือในด้านการใช้ชีวิต หรือกล่าวง่ายๆ คือความสัมพันธ์อันล้มเหลวระหว่างตัวเขาเองและผู้คนรอบๆที่เขารัก และรักเขา Gainsbourg จากไปในวัย 63 ปี ด้วยโรคหัวใจ จากการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่อย่างหนัก ในพิธีศพของเขา ประธานาธิปดีของฝรั่งเศสในสมัยนั้นคือ François Mitterrand ได้กล่าวเอาไว้ว่า “Gainsbourg เป็นเหมือน Charles Baudelaire และ Guillaume Apollinaire (กวีคนสำคัญของฝรั่งเศสเขาได้ยกระดับบทเพลง ไปเป็นอีกระดับของงานศิลปะ…”

 

Related Stories

Through the Lens

THREE THINGS WE LEARNED FROM FINDING VIVIAN MAIER

ชวนคุยสามเรื่องที่จะพาคุณลงลึกถึงชีวิตของช่างภาพสตรีทผู้ลึกลับ

Read

The Inspirations

JAMES DEAN AND HIS REBELLIOUS STORIES

ชายหนุ่มที่ไม่ได้สนใจในกรอบของกฏเกณฑ์แห่งชีวิต ผู้ที่เสกความแตกต่างให้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Read

Silver Screens

AL PACINO: 8 บทบาทในความทรงจำของยอดนักแสดงมาดเข้มตลอดกาล

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่บทบาทเหล่านี้ก็ยังตราตรึงไม่เสื่อมคลาย

Read

0Shares
preloader