The Sounds

RYUICHI SAKAMOTO: เบื้องหลัง 4 สกอร์หนังรางวัล ผลงานอันเลื่องชื่อของนักประพันธ์เพลงชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

The Sounds

RYUICHI SAKAMOTO: เบื้องหลัง 4 สกอร์หนังรางวัล ผลงานอันเลื่องชื่อของนักประพันธ์เพลงชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน

11 June 2020

ย้อนดูเส้นทางสู่ยุคทองของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ปรมาจารย์ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Merry Christmas, Mr. Lawrence The Last Emperor The Sheltering Sky และ The Revenant

 

การบรรเลงโหมโรงของวงออเครสตราที่มีผู้นำอย่าง ริวอิจิ ซากาโมโตะ (Ryuichi Sakamoto) ณ การแสดงในปี 2014 นั้น คือ ดนตรีประกอบช่วงเวลาการทำงานอยู่ที่บ้านของผู้เขียน เหมือนเป็นเสียงกริ่งที่ร่างกายและสมองของผู้เขียนรู้กันทันทีว่าได้เวลาเริ่มลงมือผลิตงาน

หลังจากผู้เขียนได้ถูกเสียงดนตรีขับกล่อมประโลมโสตประสาท เรียนรู้ท่วงทำนองและซึมซับสุนทรีย์ ก็อดไม่ได้ที่อยากจะสร้างความรู้จักกับชายผู้นี้ให้มากขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ จึงทำให้ตัวเองได้มีโอกาสรับชม RYUICHI SAKAMOTO: CODA (2018) ภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวตัวตนของเขาผ่านมุมมองในช่วงเวลาที่เขาได้ใกล้ชิดกับความตายมากที่สุด เพราะในปี 2014 เขาพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งที่ลำคออยู่ในระยะที่ 3 และถ้าหากสังเกตฉากแรกของเรื่องที่เขาอยู่กับเปียโนอันผุพังจากสึนามิ มันแสดงถึงการอ้าแขนรับความเป็นไปของโลกอย่างแท้จริง นั่นก็สามารถอธิบายเรื่องราวทั้งหมดได้ดีที่สุด ทั้งความคิด ความอ่านของเขาที่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อวัยหนุ่มยิ่งนัก

ในยุค ’70s -‘80s ใครก็ต่างเรียกเขาว่าเป็น “เจ้าพ่อแห่งวงการเทคโนป็อป” ความฉลาดทางดนตรีกับเทคโนโลยีในยุคบูมสุดขีด ทำให้เขาโด่งดังเป็นอย่างมากในฐานะสมาชิกวง YMO (Yellow Magic Orchestra) ที่ประกอบไปด้วยแฮรี่หรือฮารุโอมิ โฮโซโนะ (Haruomi Hosono) และยูกิฮิโร ทากาฮาชิ (Yukihiro Takahashi) แต่เวลาก็ช่วยให้ตัวตนของเขาค่อยๆ กระเทาะออกมาทีละเล็กละน้อยจนกระทั่งกลายเป็นริวอิจิในเวอร์ชั่นปัจจุบัน ทั้งในบทบาทของนักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม นักต่อสู้ต่อประเด็นการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ และเป็นนักสะสมสุ้มเสียงแห่งธรรมชาติด้วยความศรัทธาต่อเสียงที่ยืนยาวที่แม้เวลาผ่านไปนานเพียงใด เสียงนั้นก็ยังคงอยู่เป็นนิรันดร์

 

 

ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีหลายศิลปินที่ตื่นตัวไม่ได้หยุดนิ่งเฉย ริวอิจิก็คือหนึ่งในนั้น เขาได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์ Covid-19 ทั้งแนวแอมเบียนต์ (ambient) และแนวทดลอง (experiment) อย่างโปรเจกต์ Incomplete หรือการแสดงเปียโนของเขาร่วมกับศิลปินรับเชิญต่างๆ ให้คนอยู่ที่บ้านได้มีอรรถรสในชีวิตมากขึ้น

อย่างที่บอกไปว่าเมื่อผู้เขียนมาย้อนดูเส้นทางตั้งแต่ต้นของตำนานผู้นี้ ก็ยิ่งทำให้เลื่อมใสในวิถีของเขามากขึ้น เพราะสำหรับผู้เขียนนั้น ริวอิจิ ซากาโมโตะ ถือเป็นอัจฉริยะทางดนตรีที่เข้าใจและศึกษาทุกสิ่งอย่าง เขาเติบโตมากับดนตรีและไม่เคยขัดขวางความเป็นไปของโลก ความสามารถที่เขามีนั้นมากล้น เขาสามารถที่จะเล่นดนตรีได้ทั้งแบบดั้งเดิมตามขนบจนไปถึงอาวองการ์ด (ตลอดจนทั้งบรรดาพวกดนตรีคลาสสิก อิเล็กทรอนิกส์ป็อป แอมเบียนต์ แนวทดลองและแนวดนตรีสากล) เพราะในเมื่องานศิลปะคือการที่ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ตลอด ต้องเดินหน้าไม่หยุดกับที่ ทำให้ความสนใจของเขานั้นมีหลากหลายตามแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเป็นคำอธิบายได้ว่า ทำไมปัจจุบันเขาจึงให้ความสำคัญกับการมีอยู่ของเสียงแห่งธรรมชาติ

หากจะหาคำจำกัดความของชายผู้นี้คงจะเป็นเรื่องที่ยากเอาการ แต่เคยมีคนพูดว่าเขานั้นเปรียบเสมือนความรุ่งเรืองทางศิลปะแห่งยุคสมัยใหม่ เพราะวิธีที่เขาใช้ผลิตผลงานออกมานั้นต้องเกิดจากการบรรลุและเข้าใจสรรพสิ่งจนสามารถกลั่นกรองสิ่งที่พิเศษออกมา ถ้าในภาษาวิชาการเราอาจจะพูดได้ว่าวิธีการทำดนตรีของเขานั้น มีความเป็น “สหวิทยาการ”

 

 

หนึ่งในผลงานขึ้นหิ้งที่เรียกว่าทำให้คนทั้งโลกโค้งคำนับให้แก่เขา คือ การประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์สุดมาสเตอร์พีช เรื่อง The Last Emperor (1987) ของผู้กำกับเบอร์นาโด แบร์โตลุชชี (Bernardo Bertolucci) ที่ได้รับรางวัลออสการสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งผู้เขียนมาค้นพบว่า เรื่องราวฉากชีวิตของการทำสกอร์หนังของเขานั้นช่างน่าสนใจยิ่ง เพราะการชมภาพยนตร์เป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานมาตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็ก ตลอดจนเป็นวัตถุดิบที่มีอิทธิพลมากมายต่อเขาในการทำเพลง อย่างเช่นใน async (2017) อัลบั้มเดี่ยวที่เว้นห่างไปเป็นเวลา 5 ปีจากอัลบั้มก่อน เขานั้นบอกเองว่าทั้งหมดนี้ คือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ไม่เคยมีอยู่ของ อังเดรย์ ทาร์คอฟสกี (Andrei Tarkovsky) มันเป็นการตกผลึกจากความทรงจำของเขาที่กักเก็บไว้ตลอดช่วงเวลาที่ซึมซับมาจากหนังเรื่องต่างๆ ของผู้กำกับระดับตำนานชาวรัสเซียคนนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่อง Solaris (1972)

ความทรงจำครั้งแรกที่เขามีต่อเพลงประกอบภาพยนตร์ คือ ตอนอายุประมาณ 4-5 ขวบ ขณะที่เขากำลังหนุนตักแม่ ท่ามกลางความมืดในโรงหนัง เขาสารภาพว่าตอนนั้นจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับหนังรู้แค่ว่าเป็นภาพสีขาวดำ แต่จดจำเสียงของดนตรีประกอบได้ โดยทุกครั้งเวลาได้ยินวิทยุเล่นเพลงนั้นก็จะร้องทักตลอด จน 10 ปีให้หลังจึงรู้ว่าเพลงนั้น คือ เพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง La Strada (1954) ของผู้กำกับเฟเดรีโก เฟลลีนี (Federico Fellini) ที่ถูกแต่งโดย นีโน โรต้า (Nino Rota) นักประพันธ์ชาวอิตาเลียน ที่คนรุ่นเราจะคุ้นหูกับบทเพลงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather (1972) และจากนั้นริวอิจิก็เป็นแฟนคลับผลงานของเฟลลีนี และอีกหลายๆ คนอย่างนากิสะ โอชิม่า (Nagisa Ōshima) ผู้ให้โอกาสเขาได้แจ้งเกิดในฐานะนักแสดงและนักทำสกอร์หนังใน Merry Christmas, Mr.Lawrence (1983) ยาซูจิ โร โอซุ (Yasujirō Ozu) ผู้กำกับชั้นครูอีกคนที่มีชื่อเสียงกับเรื่อง Tokyo Story (1953) ฌ็อง-ลุก กอดาร์ (Jean-Luc Godard) และฟร็องซัว ทรูว์โฟ (François Truffaut) 2 ผู้บุกเบิกภาพยนตร์แนวนิวเวฟในฝรั่งเศสในยุค ’60s

นอกจากจะมีความสัมพันธ์กับหนังอย่างแน่นแฟ้นแล้วนั้นเขายังเป็นนักอ่านและสะสมวรรณกรรมตัวยง โดยได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อของเขาที่เคยเป็นบรรณาธิการให้กับนักเขียนนิยายชื่อดังชาวญี่ปุ่นอย่าง เค็นซาบูโร โอเอะ (Kenzaburō Ōe) และยูกิโอะ มิชิม่า (Yukio Mishima) ซึ่งตอนเด็กนั้นริวอิจิได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีความคิดเสรีที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยเป็นโรงเรียนเดียวกับศิลปินหญิงชาวญี่ปุ่นผู้โด่งดังอย่างโยโกะ โอโนะ (Yoko Ono) เขาได้เรียนรู้ศิลปะผ่านการวาดภาพ ฟังดนตรีคลาสสิกและได้ฝึกเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

 

 

เขาเคยอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการทำสกอร์หนังว่ามันค่อนข้างเป็นอะไรที่ต้องทรหดมากเหมือนเป็นการทรมานตัวเอง แต่สิ่งที่ดึงดูดให้เขายังยึดเหนี่ยวอยู่กับมันและรักที่จะทำต่อไปก็คือ การที่ได้พบเจอกับผู้คนมากความสามารถอย่าง อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อิญญาร์ริตู (Alejandro González Iñárritu) ผู้กำกับเรื่อง The Revenant (2015) และเบอร์นาโด แบร์โตลุชชี ที่ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ทำได้ มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีอะไรให้ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเขายังพลีกายพลีใจให้กับการทำสกอร์หนังในทุกวันนี้และที่สำคัญมันได้มอบให้ตัวเขาได้เข้าไปเรียนรู้ วัฒนธรรมและศิลปะต่างๆ นั้น ทั้งตอนที่ทำให้กับเรื่อง The Last Emperor ก็เป็นโอกาสที่ทำให้เขารู้จักกับดนตรีของจีนมากขึ้นและกับเรื่อง The Sheltering Sky (1990) ที่ให้เขาได้รู้จักกับดนตรีของแอฟริกาเหนือเป็นครั้งแรก

เสียงดนตรีที่เขาทำขึ้นมันต้องส่งเสริมต่อเรื่องราวที่อยู่รอบบริบท สกอร์หนังต้องช่วยเติมเต็มจินตนาการและอารมณ์ของคนดูได้ แม้บางครั้งมันจะมีข้อจำกัด แต่ริวอิจิก็บอกว่ามันเป็นหนทางของการค้นพบแนวทางใหม่ๆ อยู่เสมอ หรือกระทั่งกับร้านอาหาร Kajitsu ที่เขาชอบทานประจำ เขาได้ขออาสาทำเพลย์ลิสต์เพลงให้ใช้สำหรับเปิดในร้านสร้างบรรยากาศ เพราะเสียงดนตรีที่ออกมามันควรจะกลมกลืนและเป็นหนึ่งเดียวกับสื่อที่ถูกถ่ายทอดออกมา สุนทรีย์ของพื้นที่คือเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงอย่างมาก

ในบทความนี้เราจึงจะพาทุกคนชมเส้นทางชีวิตของนักประพันธ์เพลงระดับตำนานของโลกผ่านเบื้องหลังช่วงเวลาการทำสกอร์หนังเรื่องดังอย่าง Merry Christmas, Mr.Lawrence, The Last Emperor, The Sheltering Sky และ The Revenant

 

Merry Christmas, Mr.Lawrence

 

 

โอกาสครั้งแรกที่ทำให้ริวอิจินั้นได้พบกับตัวเองในโลกคู่ขนานอย่างเดวิด โบวี่ (David Bowie) เขาเคยให้สัมภาษณ์แกมติดตลกว่าที่เขาต้องทำเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เพราะว่าเพื่อที่จะเอาไว้กลบเกลื่อนการแสดงที่แข็งทื่อของตัวเอง Merry Christmas Mr.Lawrence ถือว่าเป็นผลงานที่ริวอิจินั้นได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดเพราะผู้กำกับอย่างโอชิมานั้นเชื่อใจเขาอย่างเต็มที่ เปิดโอกาสให้เขาได้คิดสร้างสรรค์ผลงานตามแบบฉบับของตัวเอง

แต่ถึงอย่างไรก็ตามริวอิจิก็ต้องติดขัดอยู่กับการที่จะเริ่มแต่งเพลงประกอบเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าตัวไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลยสักนิด รวมถึงการต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของภาพและดนตรีที่ต้องเดินไปกันอย่างพร้อมเพรียง ด้วยความที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรเขาจึงหันไปถามโปรดิวเซอร์อย่างเจเรมี โธมัส (Jeremy Thomas) ผู้มีส่วนสำคัญต่อชีวิตเขามาในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งเจเรมีได้แนะนำเพลงในเรื่อง Citizen Kane (1941) ที่มีผู้ประพันธ์อย่างเบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์ (Bernard Herrmann) ซึ่งตัวริวอิจิเองก็เคารพและนับถือเฮอร์มานน์เป็นอย่างมากแต่เขาก็ยอมรับว่าแนวทางดังกล่าวไม่ค่อยจะตรงกับที่เขาอยากทำสักเท่าไหร่

 

 

ตอนนั้นเขารู้เพียงว่าสิ่งที่ทำออกมามันต้องดูโดดเด่นและแปลกใหม่ ผลลัพธ์จึงออกมาในรูปแบบของการรวม 3 วัฒนธรรมโดยที่มีเสียงของเครื่องเคาะจังหวะจากญี่ปุ่น เสียงที่เหมือนระฆังในวันคริสต์มาสโดยเครื่องดนตรีพื้นที่ถิ่นของเกาะชวาอย่างกาเมลัน และการประกอบทุกอย่างให้เข้ากันด้วยซินธิไซเซอร์ อาวุธหลักของริวอิจิในช่วงยุค ‘80s กับวง YMO ของเขา นอกจากนี้ยังมีเพลง Forbidden Colours ที่สะท้อนความคิดความอ่านของเขาได้อย่างลึกซึ้ง ชื่อเพลงนี้เขาแต่งตามนิยายชื่อดังของยูกิโอะ มิชิม่า ที่เล่าถึงการกดทับความรู้สึกการเป็นโฮโมเซ็กชวลตามเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ เพลงดังกล่าวเกิดขึ้นได้การผสานสุดลงตัวระหว่างริวอิจิกับเดวิด ซิลเวียน (David Sylvian) อดีตนักร้องวง Japan วงดนตรีแนวนิวเวฟแห่งเกาะอังกฤษ ที่มาช่วยทั้งแต่งเนื้อร้องและขับร้องให้เพลงนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก

ปัจจุบันเขาได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มองย้อนกลับไปถึงผลงานของตัวเอง เขาก็รู้สึกว่ายังไม่ชอบมันนักเพราะว่าเพลงมันส่งเสียงดังมากกว่าเนื้อหาภาพที่ออกมา ในฐานะนักดนตรีมืออาชีพ สิ่งแรกที่เขาจะสัมผัสได้นั้นก็คือเสียง ถ้ามันแปลกแยกไม่กลมกลืนเมื่อไหร่จะก็เห็นทันที ฉะนั้นบทเรียนที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการทำสกอร์หนังเรื่องต่อๆ มา คือการที่ต้องผสานสองสิ่งทั้งเสียงและภาพให้เป็นหนึ่งเดียว

 

The Last Emperor

 

 

การควบสองบทบาทอีกครั้งทั้งในฐานะนักแสดงและนักประพันธ์เพลง ริวอิจิเคยให้สัมภาษณ์ถึงผู้กำกับเบอร์นาโด แบร์โตลุชชีว่าครั้งแรกที่ได้เจอกัน คือในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีที่เขาไปร่วมในฐานะนักแสดงจาก Merry Christmas Mr. Lawrence และโอชิมาเป็นคนแนะนำเขาให้ให้รู้จัก หลังจากนั้นไม่กี่ปีเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากโปรดิวเซอร์เจเรมี โธมัสให้รีบไปปักกิ่ง เพราะแบร์โตลุชชีอยากได้เขาไปร่วมแสดงเรื่อง The Last Emperor ซึ่งโดยจู่ๆ เขาโดนขอให้ช่วยแต่งเพลงให้สำหรับฉากที่จะถ่ายใน 2 วันถัดไป ซึ่งเขาไม่ทันตั้งตัวเลย การทำเพลงครั้งนั้นมีนักดนตรีชาวจีนในเมืองเป็นผู้ช่วย ซึ่งหลังจากถ่ายทำภาพยนตร์จบไปไม่นานก็มีโทรศัพท์มาอีกครั้งจากเจเรมี โธมัส คนดีคนเดิม เพื่อขอให้เขานั้นทำสกอร์ของหนังเรื่องนี้ ซึ่งสำหรับหนังฟอร์มยักษ์ระดับนี้เขาคิดในใจว่ามันจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสัก 2 สัปดาห์ แต่แล้วเขาก็ได้คำขาดมาว่ามีเวลาเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น หลังจากนั้นริวอิจิ ก็แต่งเพลงรวดเดียว 45 เพลง ได้ในสัปดาห์เดียวตามคำร้องขอ

 

 

ผลงานที่กวาดทั้งรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำ จากการร่วมงานของเขาระหว่างเดวิด เบิร์น (David Byrne) อดีตนักร้องวง Talking Heads และคอง ซู (Cong Su) นักประพันธ์ชาวจีน แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าสกอร์ของหนังเรื่องนี้ ยังไม่สามารถที่จะทำให้มันลื่นไหลอย่างธรรมชาติกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับภาพยนตร์ แต่สำหรับใครหลายคนมันคือประติมากรรมที่สุดแสนจะวิเศษแห่งวงการสกอร์หนังเลยทีเดียว

ริวอิจิเคยให้เหตุผลสำคัญที่ทำไมเขาถึงได้รักที่จะทำงานกับผู้กำกับชาวอิตาเลียนคนนี้ เพราะในตอนที่เขาได้อัดเพลงเสร็จและเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง มุ่งตรงไปที่ลอนดอนเพื่อเล่นให้กับทีมงานแบร์โตลุชชีฟัง หลังจากที่เขาเล่นเพลง Rain จบนั้น ทุกคนในทีมของแบร์โตลุชชีต่างกันกอดกันและร่ำไห้ออกมาพร้อมตะโกนโห่ร้องว่ามันช่างสวยงามเสียจริงๆ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ริวอิจิประทับใจต่อช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก

 

The Sheltering Sky

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างริวอิจิและแบร์โตลุชชียังเติบโตอย่างแนบแน่น อีกหนึ่งผลงานที่เขาทำร่วมกันกับ The Sheltering Sky ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อดังของพอล โบลส์ (Paul Bowles) ว่าด้วยเรื่องของคู่รักที่เดินทางไปท่องเที่ยวทะเลทรายซาฮาร่าหลังการจบลงของสงครามโลกครั้งที่ 2

เป็นอีกครั้งที่เรื่องของดนตรีประกอบหนังเป็นเรื่องปุบปับสำหรับริวอิจิ โดยผู้เขียนคัดตอนหนึ่ง ในภาพยนตร์เรื่อง CODA ซึ่งมีใจความว่า แบร์โตลุชชีพูดได้บอกกับเขาก่อนจะที่เริ่มอัดเพลงท่อนแรกของหนังว่า “เขาเองไม่ค่อยชอบช่วงแรกสักเท่าไหร่ ช่วยปรับหน่อยได้ไหม” เป็นการพูดก่อนที่ริวอิจิจะเริ่มอัดเพลงที่มีนักดนตรีวงออสเครตราจำนวน 40 คนอยู่ข้างหน้า และก็ย้ำว่าขนาดเอนนิโอ มอร์ริโกเน (Ennio Morricone) ยังทำได้เลย ซึ่งจนแล้วจนรอดริวอิจิก็แก้มันใหม่ได้สำเร็จ ซึ่งสุดท้ายมันกลับกลายเป็นผลงานที่ดีเกินคาด เขาได้พอใจกับผลงานของตัวเองจริงๆ สักทีกับเรื่อง The Sheltering Sky ด้วยแนวสกอร์ที่มีรากขนบดั้งเดิมสุดหนักแน่น บรรเลงโดยวงออเครสตรารอยัล ฟิลฮาร์มอนิก (Royal Philharmonic) ที่ส่งให้ชื่อเสียงในฐานะนักประพันธ์ของเขาเป็นที่น่าเกรงขามขึ้นอีกขั้น

 

 

อันที่จริงแล้ว ตามที่ได้กล่าวไปในตอนต้นว่าตัวของริวอิจิเองนอกจากจะเป็นคอหนังแล้วยังชอบสะสมหนังสือและวรรณกรรมอีกด้วย เขามีหนังสือ The Sheltering Sky ทั้งหมด 4 ภาษา ทั้งญี่ปุ่น จีน อังกฤษ อาหรับ ซึ่งมีฉากหนึ่งในหนัง The Sheltering Sy ที่พอล โบลส์ โผล่เข้ามาพร้อมพูดประโยคในหนังสือ เป็นฉากที่เขานั้นปลื้มมากจนมีผลต่อเพลง Full Moon ในอัลบั้ม async ที่ใส่คำพูดทั้งหมดนี้ ใส่ลงไปพร้อมกับทำนอง

“Because we don’t know when we will die
We get to think of life as an inexhaustible well
Yet everything happens only a certain number of times
And a very small number, really
How many more times will you remember a certain afternoon of your childhood
Some afternoon that is so deeply a part of your being that you can’t even conceive your life without it?
Perhaps four or five times more
Perhaps not even that
How many more times will you watch the full moon rise?
Perhaps twenty, and yet it all seems limitless”

 

The Revenant

 

 

อีกหนึ่งผลงานได้รับการพูดถึงอย่างมากในตอนโปรดักชั่น เพราะในช่วงระหว่างนั้นริวอิจิเองเพิ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งที่ลำคอในระยะที่ 3 นั่นส่งผลให้เขาต้องพักผ่อนและรักษาตัวอย่างดีที่สุด แต่นั่นก็ไม่อาจที่จะทำให้เขาบอกปฏิเสธการร่วมงานกับผู้กำกับที่เขาชื่นชอบในผลงานและยอมรับในตัวตนมากๆ อย่าง อิอาเลฆันโดร กอนซาเลซ อิญญาร์ริตู ซึ่งเขามองว่าโอกาสครั้งนี้เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

แม้ระหว่างทางเขาจะกระวนกระวายใจว่างานครั้งนี้ของเขาจะสำเร็จหรือไม่เพราะสังขารที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลาเหมือนอย่างแต่ก่อน สุดท้ายแล้วความทุ่มเทและตั้งใจของเขาก็ทำมันออกมาได้สำเร็จและสกอร์หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

 

สกอร์หนังดังกล่าวเป็นการร่วมงานของเขาระหว่างอัลวา โนโต้ (Alva Noto) นักดนตรีสายอิเล็กทรอนิกส์ชาวเยอรมันและไบร์ซ เดรสเนอร์ (Bryce Dessner) นักประพันธ์เพลงชาวอเมริกันสังกัด The National ทั้ง 3 คนได้ร่วมบันดาลความนามธรรมที่ผสมเสียงรายรอบของธรรมชาติ ทั้งเสียงฮือหึ่งมวลหนาที่ช่างเปล่าเปลียว เสียงกรีดแหลมที่ทิ่มแทงน่าอันตราย นำมาบันทึกเป็นหลายๆ เลเยอร์และเล่นพร้อมกัน อันที่จริงอาจจะพูดได้ว่าสกอร์หนังเรื่องนี้เป็นอิทธิพลที่รับมาจากเพลงประกอบภาพยนตร์ของทาร์คอฟสกี โดยส่วนตัวเขาชื่นชอบวิธีการใช้เสียงธรรมชาติ ที่ทาร์คอฟสกีช่างใส่ใจในรายละเอียดของทุกฉากไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามของผู้กำกับชาวรัสเซียคนนี้ นอกจากนั้นยังมีส่วนที่คล้ายคลึงกันของงานลำดับภาพอีกด้วย Main Theme ของ The Revenant มีการจัดกระจายช่วงทำนองและแทรกด้วยความเงียบที่ยาวนาน เพราะริวอิจิต้องการบทเพลงที่มีพื้นที่ว่างเพื่อให้เรามีเวลามากพอที่จะแหวกว่ายมองดูพินิจมันอย่างอิสระ เพราะสำหรับเขานั้นความเงียบช่วยอำนวยให้เติบโตและปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ในตัวเองมากขึ้น

 


 

“Silence’s importance is increasing as I’m getting older.”

เสียงของความเงียบที่ปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง เตือนเราถึงวันเวลาที่สังขารร่วงโรยไป

Related Stories

The Sounds

STONE METAL FIRE: เรื่องราวของ ‘หิน เหล็ก ไฟ’ ตำนานวงเฮฟวี่เมทัลไทยที่ไฟยังลุกโชน

คณะดนตรีที่ยังบรรเลงความดุดันอันอ่อนหวานแม้ผ่านกาลเวลาเกือบ 30 ปี

Read

The Sounds

THE ART OF IMPROVISATION: ศาสตร์แห่งการด้นสด เอกลักษณ์ที่ทำให้ดนตรีแจ๊สแตกต่างและโด่งดัง

ว่าด้วยเรื่องการอิมโพรไวส์ในดนตรีแจ๊ส อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

Read

The Sounds

DJ SONNY ON CITY POP: เสียงเพลงที่เป็นสมการของความสดใสในช่วงเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว

ดนตรีที่เชื่อมโยงกับความเหงาแต่ไม่เคยทำให้เราเดียวดาย

Read

0Shares
preloader