The Read

RAINY SEASON NOVELS: 6 วรรณกรรมคุณภาพที่เหมาะแก่การอ่านท่ามกลางเสียงฝน

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

The Read

RAINY SEASON NOVELS: 6 วรรณกรรมคุณภาพที่เหมาะแก่การอ่านท่ามกลางเสียงฝน

3 July 2020

ชวนอ่านภาษาที่สละสลวยและซึมซับความหมายที่ลึกซึ้งในฤดูที่ชุ่มฉ่ำ

 

ภายใต้บรรยากาศฤดูฝนเช่นนี้ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ขดตัวอยู่ใต้ผืนผ้าห่ม พร้อมเครื่องดื่มแก้วโปรดร้อนๆ สักแก้ว ใช้เวลาคุณภาพอย่างสุขสงบอยู่กับตนเองและห้วงความคิดส่วนตัวชั่วขณะ เตรียมพร้อมที่จะท่องไปในโลกอันแปลกใหม่ผ่านสื่อกลางอันคุ้นเคยที่เรียกว่า ‘หนังสือ’

การอ่านนั้นก็เป็นเสมือนการเปิดประตูเพื่อก้าวเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่ง ท่องเที่ยวไปในดินแดนแปลกตาโดยมีตัวละครในหนังสือเป็นเพื่อนคู่เคียง อีกทั้งยังได้ข้อคิดและมุมมองใหม่ๆ ต่อชีวิตเป็นของที่ระลึกกลับมา

และในบางครา ความสุขของการอ่านก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและตัวหนังสือบนหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง ’บรรยากาศ’ รอบตัวในขณะอ่าน หนังสือบางเล่มอาจจะเหมาะกับการอ่านใต้แสงอาทิตย์ริมทะเล บางเล่มอาจจะเหมาะกับฤดูหนาวที่มาพร้อมกับอารมณ์แบบเหงาๆ และเช่นเดียวกัน สำหรับหนังสือบางเล่ม การอ่านโดยมีท้องฟ้ามืดครึ้มและเสียงหยาดฝนกระทบหน้าต่างเป็นฉากหลัง ก็ดูจะเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมและสามารถสร้างอรรถรสในการอ่านได้อย่างสูงสุด และนี่คือหนังสือคุณภาพ 6 เล่ม ที่เหมาะแก่การอ่านในบรรยากาศฝนตกเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

a book cover of THE STRANGE CASE OF DR. JEKYLL AND MR. HYDE BY ROBERT LOUISE STEVENSON

Image Courtesy of Alma Classics

 

THE STRANGE CASE OF DR. JEKYLL AND MR. HYDE BY ROBERT LOUISE STEVENSON

เรื่องราวที่จะบอกว่าเป็นเรื่องสั้นก็ไม่เชิง แต่ก็ไม่สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นวรรณกรรม ด้วยความที่เรามักจะคิดว่าวรรณกรรมต้องเป็นหนังสือเล่มหนาที่ใช้พลังในการอ่านอย่างล้นเหลือ งานเขียนเล่มนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนักและสามารถหยิบมาอ่านจนจบได้ในเวลาชั่วข้ามคืน โนเวลลาเล่มเล็กๆ นี้เป็นหนึ่งในงานเขียนคลาสสิกยุควิกตอเรียนที่ถือได้ว่าเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของ Robert Louise Stevenson อีกเล่มนอกเหนือจาก Treasure Island เรื่องราวของทนายความหนุ่มผู้ตามสืบคดีปริศนาระหว่าง Dr. Jekyll และ Mr. Hyde การหายตัวอย่างลึกลับ และการฆาตกรรมที่ยังคงเป็นปริศนา ภายใต้บรรยากาศมืดครึ้มของกรุงลอนดอนในช่วงศตวรรษที่ 19

นอกจากจะเข้ากับบรรยากาศฝนตกฟ้าร้องแล้ว The Strange Case of Dr. Jekyll and Mr. Hyde นั้นยังไม่ใช่เพียงวรรณกรรมสืบสวนสอบสวนทั่วๆ ไป แต่เป็นเรื่องเล่าชั้นยอดที่กระตุ้นให้เราได้ขบคิดและแฝงไปด้วยข้อความระหว่างบรรทัดที่มีความหมายลึกซึ้งพร้อมการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างแยบยล ความปรารถนาที่ฝังอยู่เบื้องลึก สัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ที่อาจไม่ได้งดงามนัก ความขัดแย้งในจิตใจ ตลอดจนแรงบีบอัดของบรรทัดฐานทางสังคมอันเข้มงวดและไร้เหตุผล ประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะถูกสำรวจอีกครั้งผ่านเรื่องราวอันลึกลับ ภายใต้ปลายปากกาเขาในหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพเล่มนี้

 


 

a book cover of the ballad of the sad cafe

Image Courtesy of Via Libri

 

THE BALLAD OF THE SAD CAFÉ BY CARSON MCCULLERS

‘The Ballad of the Sad Café’ หรือ ‘บทเพลงโศก แห่งคาเฟ่แสนเศร้า’ เป็นวรรณกรรมโรแมนติกของนักเขียนหญิงชาวอเมริกันชื่อดัง Carson McCullers ที่มีเสน่ห์ในตัวเองและไม่เหมือนกับหนังสือความรักตามสูตรสำเร็จเล่มอื่นๆ เพราะเป็นการนำเสนอมุมมอง ‘ความรัก’ ที่ไม่ได้หวานเลี่ยน แต่ ‘เป็นจริง’ และอบอวลไปด้วยความเปลี่ยวเหงาในแทบทุกตัวอักษร

เรื่องราวของหญิงสาวที่ใช้ชีวิตแต่งงานเพียงแค่ 10 วัน ก่อนที่สามีของเธอจะจากไปอย่างเป็นปริศนา ชีวิตของ ‘อมิเลีย’ มีแต่ความโดดเดี่ยวและเฉยชา จนกระทั่ง ‘ไลมอน’ ชายผู้อ้างตัวว่าเป็นญาติของเธอได้ก้าวเข้ามาในชีวิตและเติมสีสันให้กับวันธรรมดาๆ ทั้งสองร่วมกันสร้างคาเฟ่เล็กๆ ในเมืองและเติมเต็มมันด้วยเสียงเพลง แต่แล้วความกระอักกระอ่วนและปัญหาต่างๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของอมิเลียได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธออีกครั้ง

‘ความรักนั้นเป็นประสบการณ์ร่วมระหว่างคนสองคน แต่ข้อเท็จจริงที่ว่านั้น ไม่ได้หมายความว่าสองคนที่เกี่ยวข้องกันในความรักครั้งหนึ่งๆ จะมีประสบการณ์เดียวกันเสมอไป เพราะในทุกความรัก จะมีคนที่เป็น ‘ผู้รัก’ และ ‘ผู้ถูกรัก’ อยู่เสมอ แท้จริงแล้ว ความรักอาจเป็นสิ่งที่โดดเดี่ยวและน่าทุกข์ใจก็เป็นได้’

 


 

a cover of the classics novel Wuthering heights

Image Courtesy of Pinterest

 

WUTHERING HEIGHTS BY EMILY BRONTË

หาก Romeo and Juliet คือที่สุดแห่งบทละครรักต้องห้าม Wuthering Heights ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตำนานความรักไม่สมหวังในรูปแบบของวรรณกรรมโกธิค ที่ควรค่าแก่การอ่านสักครั้งในชีวิต

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ระหว่าง Catherine และ Heathcliff สองตัวละครผู้อาศัยอยู่ในเมือง Yorkshire ประเทศอังกฤษ ในยุควิกตอเรียน ผ่านมุมมองของ Mr. Lockwood ชายหนุ่มที่จำต้องพักอาศัยอยู่ในคฤหาสถ์เก่า เพราะติดพายุฝนด้านนอก เป็นเรื่องราวที่คละคลุ้งไปด้วยความโศกเศร้า ความเกลียดชัง การแก้แค้น และความปรารถนาอันแรงกล้า อีกทั้งยังผสมผสานสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติกับความสมจริงไว้ได้อย่างลงตัว

หากใครกำลังมองหาวรรณกรรมโกธิคไว้ลองอ่านสำหรับบรรยากาศหน้าฝนแล้ว Wuthering Heights ถือเป็นหนึ่งในเล่มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเริ่มต้น เพราะหนังสือเล่มนี้มีองค์ประกอบของวรรณกรรมโกธิคอย่างครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉากหลังอันมืดหม่นและเปียกแฉะของหุบเขาที่ห่างไกลผู้คน หรือตัวละครที่ดูเศร้าสร้อยลึกลับไร้ที่มาที่ไปแต่แฝงไปด้วยอันตราย

 


 

A cover of a novel Frankenstein

Image Courtesy of Wordery

 

FRANKENSTEIN: THE MODERN PROMETHEUS BY MARY SHELLEY

หากกล่าวถึง Frankenstein ไม่แปลกนัก ที่หลายๆ คนจะติดภาพสัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวที่มีแต่ความชั่วร้าย จริงอยู่ที่วรรณกรรมเล่มนี้อาจเป็นต้นแบบให้กับเรื่องราวสยองขวัญหลายๆ เรื่อง และก็เป็นจริงเช่นกันที่วรรณกรรมเล่มนี้มีบรรยากาศมืดหม่นและเหงาหงอย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่เรายกหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาแนะนำ แต่นอกเหนือจากบรรยากาศหม่นๆ ชวนขนลุกแล้ว Frankenstein: The Modern Prometheus ยังมีอะไรให้ค้นหาและดื่มด่ำอีกมาก

“มนุษย์นั้นทรงอำนาจ ทรงคุณธรรม และสง่างาม แต่ก็เลวทรามต่ำช้าด้วยในขณะเดียวกัน บางเวลามนุษย์ก็เป็นเพียงหน่อเนื้อเชื้อไขของกฎอันชั่วร้าย และบางเวลาก็อาจถูกเทิดทูนปานประหนึ่งผู้สูงศักดิ์หรือเทพเจ้า”

ถึงแม้จะเป็นผลงานเพียงเล่มเดียวของ Mary Shelley แต่วรรณกรรมเล่มนี้ถูกกลั่นกรองออกมาจากความรู้สึกเบื้องลึกของนักเขียนหญิงในยุคที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิมีเสียงและถูกมองข้ามไม่ต่างจาก ‘สัตว์ประหลาด’ ในเรื่อง ความรู้สึกของการแปลกแยกจากสังคม ความเหงา และความโดดเดี่ยว ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างลึกซึ้งและถึงแก่น จากคนที่เคยสัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นด้วยตนเอง เธอได้พาผู้อ่านจมดิ่งลงไปสัมผัสถึงความโหยหาในคุณค่าความเป็นมนุษย์ พร้อมเปิดเผยเบื้องหลังอันน่าสะเทือนใจและมุมที่น่าสงสารของ ‘สัตว์ประหลาด’ ร่างเขียวที่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าชื่อแฟรงก์เกนสไตน์

 


 

A cover of the book south of the border west of the sun

Image Courtesy of Readery

 

SOUTH OF THE BORDER, WEST OF THE SUN BY HARUKI MURAKAMI

เมื่อพูดถึงนักประพันธ์แดนอาทิตย์อุทัยที่ชื่อว่า Haruki Murakami หลายคนอาจจะนึกถึงวรรณกรรมเลื่องชื่ออย่าง Norwegian Wood ในปี 1987 ที่โด่งดังอย่างยิ่งยวดในเรื่องของความโศก เหงา เศร้าและความตาย (ตามชื่อภาษาไทยที่ใช้ว่า ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย) แต่นอกเหนือไปจากนี้แล้วยังมีอีกผลงานอื่นๆ อีกมากที่ประพันธ์ออกมาได้อย่างสวยงามกินใจและล้ำลึก ซึ่ง South of the Border, West of the Sun คือหนึ่งในนั้น

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ผิดจากแนวทางหลักของนิยาย Murakami แต่อย่างใด เพราะมันยังคงวนเวียนอยู่กับความรักใคร่ เพลงแจ็ส ความเป็นมนุษย์และ “การฝังใจกับความรักเก่า” ฮาจิเมะ ชายหนุ่มชนชั้นกลางที่มีรักฝังใจต่อ ชิมาโมโตะ หญิงสาวที่เขาพบรักตั้งแต่อายุได้ 12 ปี ชีวิตของฮาจิเมะดำเนินไปเป็นเส้นตรง สัมผัสกับความเป็นมนุษย์มากน้อยตามแต่ชีวิตจะนำพาทั้งส่วนที่ดีและผิดพลาด จนพบรักกับยูกิโกะและให้กำเนิดบุตรสาวสองคน เรื่องราวดูเหมือนจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น จนกระทั่งวันหนึ่ง สตรีผู้ดูเหมือนคนรักเก่าของเขาได้ปรากฏให้เห็นในคืนฝนพรำ ม้วนหนังเก่าในลิ้นชักที่ถูกเก็บไว้กว่ายี่สิบปีจึงกลับมาฉายใหม่อีกครั้ง

เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านได้ขบคิดเกี่ยวกับการเติบโต ความเป็นผู้ใหญ่ ความรู้สึกอันแรงกล้าที่สวนทางกับหน้าที่ที่จำเป็น เป็นเรื่องราวของความเป็นมนุษย์โดยเนื้อแท้ ที่อาจทำให้เรามองย้อนกลับมายังตนเองและเกิดคำถามว่า สุดท้ายแล้วอะไรกันแน่ คือสิ่งที่เราต้องการในชีวิตมากที่สุด

 


 

a cover of THE COMPLETE SHORT STORIES OF ERNEST HEMINGWAY

Image Courtesy of Pinterest

 

THE COMPLETE SHORT STORIES OF ERNEST HEMINGWAY

‘ปาป้า’ หรือ Ernest Hemingway เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนักเขียนคนโปรดของเรา ด้วยผลงานที่โดดเด่นและสไตล์ที่คมชัด หลายๆ คนอาจจะคุ้นกับชื่อหนังสือ The Old Man And The Sea แต่นอกจากวรรณกรรมขึ้นหิ้งที่ทำให้เขาได้รางวัลเล่มนี้แล้ว Hemingway ยังมีผลงานยิบย่อยอีกมากมายที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน และ The Complete Short Stories of Ernest Hemingway ก็เป็นอีกหนึ่งหนังสือรวมเรื่องสั้นคลาสสิคของเขา ที่ควรค่าแก่การอ่านสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง Cat in The Rain ซึ่งเหมาะสำหรับบรรยากาศฝนพรำช่วงนี้เป็นอย่างยิ่ง

‘Cat in The Rain’ หรือ ‘แมวในสายฝน’ ในฉบับแปลภาษาไทยนั้นเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์อันระหองระแหงของคู่แต่งงานคู่หนึ่ง ที่ถูกเล่าโดยมีฉากหลังเป็นโรงแรมริมทะเล ณ ชายฝั่งอิตาลีภายใต้บรรยากาศฝนตกแบบเหงาๆ พร้อมกับเจ้าแมวที่ตากฝนอยู่นอกหน้าต่าง ซึ่งในภายหลัง แมวตัวนี้ได้จุดประกายนำทั้งคู่ไปสู่บทสนทนาอันเข้มข้นเกี่ยวกับชีวิตคู่และการแต่งงาน เฮมิงเวย์สื่อโดยนัยถึงความร้าวฉานในชีวิตสมรสของคู่รักคู่หนึ่งผ่านเหตุการณ์เล็กๆ ในเรื่องได้อย่างไร้ที่ติ สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่อยากอ่านงานเขียนที่ใช้ภาษาสละสลวยและมีความหมายลึกซึ้ง เรื่องสั้นเรื่องนี้ก็นับเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

 


 

Related Stories

The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 1

ซีรี่ย์บทความใหม่ของเราที่จะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน

Read

The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 2

ตอนที่ 2 ของซีรี่ส์บทความใหม่ที่เราจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน

Read

The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 3

ตอนที่ 3 ของซีรี่ส์บทความใหม่ที่เราจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน

Read

0Shares
preloader