Silver Screens

QUENTIN TARANTINO’S MOST UNDERRATED FILMS

บทความโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W.MINISTRY

Silver Screens

QUENTIN TARANTINO’S MOST UNDERRATED FILMS

29 May 2019

เตรียมพร้อมสู่ Once Upon A Time In Hollywood ไปกับเรื่องราวของผู้กำกับ เควนติน แทแรนติโน และผลงานที่ “ดีแต่ไม่ดัง” ที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

Spread the words

Violence is one of the most fun things to watch.” ความรุนแรงเป็นหนึ่งในสิ่งที่บันเทิงที่สุดที่จะนั่งดู หลายคนอาจจะเห็นด้วยกับข้อความนี้ในฐานะผู้ชม แต่จะมีสักกี่คนกันที่นำเอาความรุนแรง ซาดิสก์ มาเป็นส่วนผสมในการสร้างภาพยนตร์จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนได้เหมือนอย่าง Quentin Tarantino ผู้กำกับชาวอเมริกัน วัย 56 ปี และผู้เป็นเจ้าของคำพูดข้างต้น

ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดของเขาอย่าง Once Upon A Time In Hollywood อันเป็นผลงานลำดับที่ 9 ของเขา กำลังจะออกฉายและอนุญาตให้เราได้เข้าไปทำความรู้จักกันในโรงภาพยนตร์อีก 4 เดือนข้างหน้า เราขอถือโอกาสนี้พาคุณไปทำความรู้จักกับประวัติและการกำกับที่ขึ้นชื่อ (และไม่ค่อยถูกเอ่ยชื่อ) ของเขากันเสียก่อน
เควนติน เจอโรม แทแรนติโน (Quentin Jerome Tarantino) เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ปี 1963 ในเมืองนอกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรชายของ Connie McHugh และ Tony Tarantino ผู้ซึ่งประกอบอาชีพเป็นนักแสดงและโปรดิวเซอร์ ด้วยอาชีพของผู้เป็นพ่อส่งผลให้ตัวเควนตินเองได้สัมผัสกับโลกของภาพยนตร์มาตั้งแต่ยังเล็ก จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 15 ปี ที่ตัวเควนตินตกผลึกแล้วว่าการศึกษาแบบทั่วไปไม่ได้ตอบโจทย์ต่อชีวิตของเขา เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือการใช้เวลาไปกับการดูหนังจำนวนมากและหนังสือการ์ตูนกองโต จึงได้ลาออกจากโรงเรียนที่ Narbonne High School ในนครลอสแอนเจลิส เพื่อใช้เวลาไปกับสิ่งที่เขาหลงรักอย่างเต็มเวลา และได้ประกอบอาชีพเป็นเด็กเดินโต๊ะในโรงละคร The Pussycat Theatre ซึ่งเป็นสถานที่ฉายภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ในเวลาต่อมาตัวเขาได้เริ่มสนใจเกี่ยวกับการแสดง และได้เข้าร่วมคลาสเรียนที่ The James Best Theatre Company ที่ซึ่งทำให้ตัวเควนตินได้รู้จักกับผู้คนมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ Craig Hamann ผู้ซึ่งเขาได้ตัดสินใจร่วมกำกับและสร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยกันอย่าง “My Best Friend’s Birthday” ที่ออกฉายเมื่อปี 1987 ตัวเขาเองได้รับหน้าที่ในการเขียนบทและกำกับ รวมไปถึงลงไปเล่นเป็นตัวละครที่ชื่อ Clarence Poole ด้วยตนเองเสียด้วย (เควนตินชอบเข้าไปปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์ที่เขากำกับเองอยู่บ่อยครั้ง)


If you just love movies enough, you can make a good one.



จากนั้นไม่นานเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงยุค 90’s ในช่วงขณะนั้นตัวเควนตินเองได้ประกอบอาชีพเป็นผู้กำกับอิสระ โดยเงินก้อนแรกที่เขาได้รับจากการทำงานในแวดวงนี้มาจากการว่าจ้างของ Robert Kurtzman ให้เขียนสคริปต์สำหรับภาพยนตร์เรื่อง From Dusk Till Dawn ที่ออกฉายในปี 1996 แต่ในระหว่างนั้นตัวเควนตินเองได้กำลังสร้างสรรค์โปรเจคส่วนตัวอยู่ โดยรับหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับ คนเขียนบทและแสดงด้วยตนเอง กับภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง “Reservoir Dogs” ในปี 1992 แม้ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาจะได้รับการเสียงตอบรับในทิศทางที่ดีในเชิงของความเป็นภาพยนตร์จากเหล่านักวิจารณ์ แต่กลับไม่ได้สร้างเม็ดเงินให้กับตัวเควนตินเท่าที่ควร แต่กระนั้นเองเส้นทางและเอกลักษณ์ของ “หนังเควนติน” ได้เริ่มฉายแววและปูทางให้เขาก้าวเข้าสู่โลกของผู้กำกับภาพยนตร์ได้อย่างภาคภูมิ แม้จะไม่เคยลงเรียนสาขาวิชาด้านการกำกับภาพยนตร์มาแต่อย่างใด
เอกลักษณ์และความน่าสนใจของการกำกับของเควนตินไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินเรื่องที่เข้าใจง่ายสบายความคิดอย่างที่ภาพยนตร์น้ำหนึ่งเรื่องอื่นๆ ทำ แต่กลับเป็นบทสนทนาอันยืดยาวระหว่างตัวละครที่แทรกความยียวนกวนประสาท ที่หลายครั้งอาจจะดูออกทะเลไปบ้าง แต่แท้จริงนับเป็นกลเม็ดการเล่าถึงบุคลิกและปูมหลังของตัวละคร ซึ่งดึงความสนใจของคนดูได้อย่างน่าประหลาดต่างหากที่มัดใจเหล่าคอหนังไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ที่แม้จะมีผลงานเพียง 8 ชิ้น ตลอดช่วงเวลา 27 ปีในฐานะของผู้กำกับภาพยนตร์ก็ตามแต่ ความรุนแรงของฉากเองก็เช่นกันที่ตัวเควนตินมีวิธีปรุงแต่งให้ฉากลักษณะดังกล่าวออกมาไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่ควรจะเป็น (แฟนหนังเควนตินคงลืมไม่ลงกับฉากทรมานจากเรื่อง Reservoir Dogs ตอนที่ Mr. Blonde เค้นความลับจาก Marvin ก่อนจะลงมือเฉือนใบหูของเขาอย่างสบายอารมณ์ พร้อมเต้นตามจังหวะเพลง Stuck in the Middle With You ของ Stealers Wheel ที่ Mr. Blonde จงใจเปิดประกอบกิจจากวิทยุเมื่อนาทีก่อน) ทิ้งให้คอหนังทั่วโลกอยู่ในอาการขบขันปนหวาดเสียว และต้องอ้าปากค้างในเวลาเดียวกันต่อฉากลักษณะนี้ เควนตินเล่นงานเราอีกแล้ว




หลังจากที่เราได้เข้าใจถึงประวัติพอสังเขปของ เควนติน แทแรนติโน กันมาระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่เราพุ่งเป้าความน่าสนใจต่อไปก็คือเรื่องกระแสตอบรับของภาพยนตร์ที่เขาสร้างสรรค์ แน่นอนว่าผลงานการกำกับที่เป็นที่เลื่องชื่อมากที่สุดที่เราเชื่อว่าผู้อ่านส่วนมากย่อมรู้จักกันดีจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกเสียจาก นักฆ่าสาวชุดเหลืองคาดดาบคาตานะใน Kill Bill (2003) ที่ดูสนุก ไม่ซับซ้อนแต่แทรกไปด้วยบทสนทนาสไตล์ตัวละครเควนติน และความรุนแรงชนิดเลือดตกยางออก อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้กำกับคนนี้ไม่เคยลืมหยอดลงไป พร้อมกับการที่ได้นักแสดงสาวคู่บุญอย่าง Uma Thurman ที่เคยรับบท Mia Wallace ใน Pulp Fiction เมื่อ 9 ปีก่อนหน้า มารับบทนำของเรื่องอีกด้วย
เช่นเดียวกันกับ Inglourious Basterds ในปี 2009 เรื่องราวของกลุ่มทหารกองโจรชาวยิวอเมริกันผู้แฝงตัวและคิดล้มล้างกองทัพนาซี ที่นำแสดงโดย Brad Pitt กับ Christoph Waltz ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องพร้อมอารมณ์ขันที่ตรงจังหวะ ฉากต่างๆ ฝีมือการแสดงและกำกับชั้นเยี่ยม ดีกรีรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ผนวกกับการจบเรื่องแบบเอาใจคนดูโดยไม่ตึงเครียดไปกับความเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเกินไป ที่ตัวผู้กำกับได้ติต่างบทให้เหล่าทหารกองโจรเป็นดั่งวีรบุรุษสงครามที่ปิดจบกองทัพนาซี (มีการพลิกตอนจบด้วยการย่างสดกองพลนาซีในโรงละคร) ฉีกให้เส้นเรื่องที่ออกมามีความแปลกใหม่และน่าสนใจ จึงไม่ยากเลยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะติดตลาดและเป็นที่พูดถึงอย่างรวดเร็ว พร้อมกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 320 ล้านเหรียญสหรัฐ กับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขา ที่ตอกย้ำได้ถึงความเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์เรื่องหนึ่งของเควนติน
และในอีก 3 ปีต่อมาผลงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นก็ได้กำเนิดขึ้นกับภาพยนตร์สไตล์เวสเทิร์นกับเรื่องราวที่ชูเอาทาสคนผิวสีเป็นตัวนำอย่าง Django Unchained (2012) ที่อุดมไปด้วยเอกลักษณ์ของความเป็น “หนังเควนติน” อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นฉากเลือดสาด บทสนทนาป่วนสมองชวนติดตามกับนักแสดงนำอย่าง Jamie Foxx, Christoph Waltz และ Leonardo DiCaprio ไม่ว่าจะด้วยความเสพง่าย การดำเนินเรื่องที่สมดุล หรือความเรียลจากการกำกับและการแสดง หรือเพราะชื่อเสียงของนักแสดงนำก็ตามแต่ ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นชิ้นงานที่สร้างรายได้ได้มากที่สุดในจำนวน 8 เรื่องของเควนติน กับรายได้รวมที่ 425.4 ล้านเหรียญสหรัฐ  ด้วยจำนวนรายได้และจำนวนการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อีก 5 ตำแหน่ง การจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในชิ้นงานขึ้นหิ้งของผู้กำกับคนนี้ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกินจริงสักเท่าไหร่นัก




Underrated Movies


ในบรรดาผลงานการกำกับทั้ง 8 ชิ้นที่ผ่านมาของเควนตินนั้นมีทั้งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และก็มีชิ้นงานที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่ง 3 เรื่องที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้คือตัวอย่างของหนังที่เราจัดว่า “ดีแต่ไม่ดัง” ของเควนติน ทารานทิโน่ (กรุณาโปรดระวังการสปอยล์สักเล็กน้อย)

Jackie Brown (1997)


บทการกำกับภาพยนตร์ลำดับที่ 3 ของเควนติน เรื่องราวเกี่ยวกับการข้องแวะระหว่างแอร์โฮสเตส ตำรวจ และเจ้าพ่อค้าอาวุธเถื่อนผิวสีเลือดร้อน แน่นอนว่าความโดดเด่นในส่วนของบทสนทนายังอยู่ในระดับที่คงมาตรฐานของหนังเควนตินได้อย่างเข้มข้น ความยียวนกวนประสาท การหักเหลี่ยมของตัวละคร รวมถึงการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของแต่ละตัวละครเองก็ช่วยให้เส้นเรื่องดูมีมิติมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ทั้งหมดไป 74.7 ล้านเหรียญสหรัฐจากต้นทุนตัวเลข 12 ล้าน

แต่ด้วยหลายองค์ประกอบส่งผลให้หนังเรื่องนี้ไม่สามารถเดินทางไปได้ไกลเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีรายชื่อนักแสดงอย่าง Samuel L. Jackson และ Robert De Niro แต่เมื่อนักแสดงที่เป็นคนดำเนินเรื่องหลักไม่ได้ดึงดูดสักเท่าไหร่นักอย่าง Pam Grier อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร รวมไปถึงข้อวิพากษ์ถึงการใช้คำที่รุนแรงและเหยียดเชื้อชาติด้วยคำพูดอย่าง “Nigger” ที่ Spike Lee และผู้คนในวงการหลายคนต่างมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับคนผิวสีต่อฮอลลีวูด (อันนี้ยังไม่นับคำสบถอย่าง Motherf*** , Bit** ตลอดทั้งเรื่อง) ที่ส่งผลอย่างแน่นอนต่อจำนวนผู้ชมและมุมมองของคนส่วนใหญ่




Dead Proof (2007)


“ซิ่งนรก” น่าจะเป็นนิยามของหนังเรื่องนี้ ผลงานการกำกับหมายเลข 5 ของเควนติน ที่ออกฉายเมื่อปี 2007 เรื่องราวของสตั๊นท์แมนผู้มีรสนิยมซาดิสก์กับรถมัสเซิลสายพันธุ์อเมริกัน ปีศาจร้ายบนท้องถนนของผู้ที่พบเห็น หนังเรื่องนี้แม้จะทำรายได้ไปเพียง 30.7 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม แต่เอกลักษณ์เด่นของผู้กำกับรายนี้ต่างมีให้เห็นอย่างครบถ้วน ทั้งความลึกลึบของบรรยากาศและบทสนทนา   ความรุนแรงชวนติดตาด้วยมุมกล้องการถ่าย ผสมเข้ากับการแสดงจาก Kurt Russell และการพลิกบทบาทในตอนท้ายจากผู้ล่าสู่ผู้ถูกล่า คือสีสันที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูไม่ดาษดื่นเหมือนหนังแข่งรถฆาตกรรมทั่วๆ ไป แม้เควนตินจะตั้งใจทำออกมาให้เป็นรูปแบบของหนังเกรด B ก็ตาม

ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้รับความนิยมหรือพูดถึงมากนักส่วนหนึ่งมาจากการฉายแบบ Double Feature (ฉายรอบเดียวต่อเนื่องกับภาพยนตร์อีกเรื่อง) กับ Planet Terror (2007) ของ Robert Rodriguez ที่ทั้งคู่ต่างตั้งใจทำออกมาในลักษณะของหนังเกรด B ในชื่อโปรเจคว่า Grindhouse รวมถึงว่า แม้ตัวแสดงนำอย่าง Kurt Russell จะเป็นนักแสดงที่มากฝีมือก็ตาม แต่ด้านชื่อเสียงหรือความเป็นที่รู้จักนอกวงการอาจจะไม่ได้มากพอที่จะดึงความสนใจของคนให้ดูหนังที่เป็นสองเรื่องซ้อนกันได้ อีกทั้งเส้นเรื่องหลักเน้นหนักไปในมุมของการฆาตกรรมและการไล่ล่าด้วยรถยนต์เพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่น่าสนใจเท่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่สตอรี่ไลน์มีองค์ประกอบอื่นๆ มากกว่า




The Hateful Eight (2015)


เรื่องสุดท้ายที่เราอยากแนะนำให้ผู้อ่านได้ดูกัน กับผลงานชิ้นที่ 8 ของเควนติน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้กำกับคนนี้ได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์สไตล์เวสเทิร์นต่อเนื่องจากบทกำกับที่ประสบความสำเร็จอย่าง Django Unchained แต่น่าเสียดายที่ในครั้งนี้กลับไม่ได้ฮอตฮิตติดชาร์จเช่นเดิม ทั้งที่ตัวภาพยนตร์เองเล่นมุขเดียวกันกับ Reservoir Dogs หนังเรื่องแรกของเขาในปี 1992 ยืนพื้นด้วยบทสนทนาแสนวุ่นวายชวนให้คิดตาม กับฉากความดิบเถื่อนที่คงมาตรฐานไว้ได้อย่างดี มีการถ่ายทอดเหตุการณ์ของแต่ละบุคคลให้ทราบเหมือนเช่น Jackie Brown และที่น่าประทับใจคือการเผยตัวตนและเจตนารมณ์ที่แท้จริงที่ไม่มีใครคาดคิดให้กับตัวละครที่แทบจะไม่มีตัวตนมาตลอดทั้งเรื่อง ที่นับว่าเป็นการกระจายบทบาทได้อย่างเท่าเทียมตามที่ความต้องการของตัวเควนตินเองที่บอกว่า “ชื่อเสียงของนักแสดงไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าการรวมพลังและสามัคคีกันของทุกคนสำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะทุกตำแหน่งต่างสำคัญเท่ากันและขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้” และช่วยให้หนังมีมิติที่มากขึ้นกว่าสองขั้วของธรรมมะ-อธรรมเหมือนหนังทั่วไป

เป็นที่น่าเสียดายกับผลลัพธ์ที่ออกมา อาจจะเนื่องด้วยความเป็นหนังที่ต้องคิดตามอย่างต่อเนื่อง และบรรยากาศที่ชวนตึงเครียด กับการใช้โลเคชั่นเดียวตลอดการถ่ายทำ ทำให้ผู้ชมบางส่วนอาจจะมองว่าเป็นการสร้างสรรค์ของผู้กำกับที่หมดมุขหรือไร้ซึ่งจินตนาการ (ทั้งที่จริงๆ แล้วความเจ๋งของมันคือการทำหนังสองชั่วโมงกว่าอย่างไรให้น่าติดตามและจบเรื่องได้ในโลเคชั่นเดียวต่างหาก) ผนวกเข้ากับความเป็นหนังสไตล์เวสเทิร์นที่บางคนอาจไม่ได้นิยมหรือติดตาม แต่เราเชื่อว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญก็คือ ช่วงเวลาที่หนังเรื่องนี้เข้าโรงภาพยนตร์ ไปทับเส้นกับหนังฟอร์มใหญ่อย่าง Star Wars: The Force Awakens ที่เข้าฉายในอาทิตย์ต่อมา ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้ถูกกลบหายไปจากกระแสได้เร็วกว่าที่คาดไว้

นอกเหนือไปจากผลงานทั้ง 8 เรื่องของเขาแล้ว ตัวเควนตินเองได้มีบทบาทในการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน อย่างการรับหน้าที่เขียนบทในเรื่อง True Romance (1993) หรือออกแบบเส้นเรื่องให้กับเรื่อง Natural Born Killers (1994) รวมถึงรับบทบาทเป็น Special Guest Director ให้กับ Sin City (2005) ร่วมกับ Frank Miller และ Robert Rodriguez ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนกับโปรเจค Grindhouse เมื่อปี 2007 ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเหล่าหนัง Underrated ด้านบน

ถือเป็นไอเดียการอุ่นเครื่องก่อนที่ Once Upon A Time In Hollywood จะเข้าฉาย ที่จะทำให้คุณอยากกลับไปย้อนหาภาพยนตร์เก่าเหล่านี้มานั่งดูคั้นเวลา และดูซิว่าคุณเองจะเห็นด้วยกับเราหรือเปล่า

 

Once Upon A Time In Hollywood เข้าฉายวันที่ 12 กันยายนนี้


Related Stories

Silver Screens

MASTERPIECES OF CINEMATOGRAPHY THROUGH THE 4 MOVIES WE LOVE

4 กำกับศิลป์คุณภาพ
อันแฝงด้วยเรื่องราวของศิลปะระดับตำนาน

Read

Silver Screens

MOVIES WITH SOMETHING MISSING

พบกับ 4 ภาพยนตร์ที่ไม่ครบองค์ประกอบหลัก แต่กลับชดเชยความขาดหายได้อย่างเหลือเชื่อ

Read

0Shares
preloader