Arts

POP ART ARTISTS WHO PAVED THE WAY FOR POP CULTURE

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Arts

POP ART ARTISTS WHO PAVED THE WAY FOR POP CULTURE

15 July 2019

5 ศิลปินป๊อปอาร์ต ผู้ปูทางให้กับวัฒนธรรมร่วมสมัย

Spread the words

หากกล่าวถึงป๊อปอาร์ต(Pop Art) สิ่งแรกที่เรานึกถึงคงจะหนีไม่พ้นภาพงานศิลปะสีสันฉูดฉาดทั้งหลายอาจเริ่มด้วยภาพพิมพ์ชุดซุปแคมป์เบลของเจ้าพ่อป๊อปอาร์ตอย่างแอนดี้วอร์ฮอล(Andy Warhol) หรืออาจจะเป็นภาพเส้นตรงกับรูปเรขาคณิต3 สีที่เรียงกันอย่างไม่สิ้นสุดของพีทมงเดรียน(Piet Mondrain) งานศิลปะเหล่านี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวกระแสหลักของยุค'60s - '70s ที่ไม่ว่าใครก็จะต้องนึกถึงหากกล่าวถึงช่วงเวลานั้นและด้วยความเป็นเอกลักษณ์จนแทบจะเป็น‘สัญลักษณ์’ นี้เองไม่แปลกนักที่หลายๆคนจะคิดว่าป๊อปอาร์ตเป็นเพียงกระแสของคนในอดีตที่อาจจะไม่ได้‘ป๊อป’ เท่าไรนักในบริบทวัฒนธรรมของคนหนุ่มสาวศตวรรษที่21

แต่หากเราลองสังเกตดีๆจะพบว่าป๊อปอาร์ตนั้นไม่เคย‘ล้าสมัย’ และยังสามารถพบเห็นได้รอบๆตัวไม่ว่าจะเป็นในวงการแฟชั่นหรืออุตสาหกรรมเพลงหรือแม้กระทั่งสถาปัตยกรรมการออกแบบอาจเป็นคอลเลคชั่นรองเท้าของNike หรือConverses ที่ถูกแต่งแต้มด้วยภาพการ์ตูนของลิกเทนสไตน์(Roy Lichtenstein) หรือเสื้อผ้าVersace บนรันเวย์ที่ละลานไปด้วยหน้าของมาริลินมอนโรว์หลากสีจากงานของวอร์ฮอล

แท้จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่า‘ป๊อปอาร์ต’ นั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจซ่อนอยู่อีกมากทั้งตัวผลงานอันแฝงไปด้วยเสียงที่พยายามจะบอกอะไรบางอย่างและตัวศิลปินที่ซับซ้อนน่าค้นหาและเป็นแรงบันดาลใจอีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อโลกปัจจุบันในแบบที่คาดไม่ถึงแล้วคุณจะพบว่าคำกล่าวของวอร์ฮอลที่ว่า“POP ART IS FOR EVERYONE” นั้นเป็นจริงอย่างไม่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย

WHAT IS POP ART?


‘ป๊อปอาร์ต’ เป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 โดยหลักๆอยู่ในสหรัฐอเมริกา‘วัฒนธรรมร่วมสมัย’ (Pop Culture) และการผลิตซ้ำแบบอุตสาหกรรมภายใต้โลกบริโภคนิยม(Consumerism) คือหัวใจหลักของศิลปะแนวนี้ป๊อปอาร์ตถูกสร้างมาโดยความตั้งใจที่จะให้เป็นศิลปะของคน‘ทุกชนชั้น’ ซึ่งแตกต่างจากงานวิจิตรศิลป์แบบดั้งเดิม(Fine Arts) อันขึ้นอยู่กับรสนิยมเฉพาะกลุ่มของชนชั้นสูงซะเป็นส่วนใหญ่เอกลักษณ์ที่เด่นชัดของป๊อปอาร์ตคือการใช้‘สีสันที่สดใส’ และ‘รูปแบบการผลิตซ้ำ’ ซึ่งดูผิวเผินอาจจะไร้ซึ่งความประณีตงดงามและขัดกับนิยามดั้งเดิมของคำว่า‘ศิลปะ’ ที่เราเชื่อกันจึงเป็นเหมือนการฉีกกฎเดิมๆและการปฏิวัติวงการศิลปะครั้งใหญ่ในสมัยนั้นและนี่คือ5 ศิลปินป๊อปอาร์ตที่เปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมสมัยไปตลอดกาล




ANDY WARHOL (1928-1987)

Image courtesy of Fedraevents

“The best thing about a picture is that it never changes,
even when the people in it do.”


หากพูดถึงป๊อปอาร์ตแล้วไม่กล่าวถึงแอนดี้วอร์ฮอลก็คงจะเปรียบได้กับเจมส์บอนด์ที่ไม่ดื่มดรายมาร์ตินี่เป็นอาจิณวอร์ฮอลถือเป็นศิลปินคนแรกที่ทำให้สไตล์ที่โดนมองว่า‘แปลกประหลาด’ อย่างป๊อปอาร์ตเป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วยชุดภาพพิมพ์‘Campbell’s Soup Cans’ ในปี1962 นอกจากนี้เขายังมีผลงานโด่งดังอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น‘Marilyn Diptych’ (1962) ‘Banana’ (1966) หรือ‘The Last Supper’ (1986) แต่ความเป็น‘ตำนาน’ ของชายหนุ่มที่มาพร้อมทรงผมแปลกๆคนนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลงานของเขาเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงตัวตนและ‘ความเป็นแอนดี้วอร์ฮอล’ ทั้งหมดด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์และการใช้ชีวิตที่หรูหราสุดโต่งภาพของการเป็นศิลปินคนดังนักธุรกิจและนักไต่เต้าทางสังคมที่เริ่มต้นมาจากศูนย์ชายผู้ประสบความสำเร็จด้วยตนเองแบบไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนแต่ภายใต้เปลือกอันฉาบฉวยนี้วอร์ฮอลมีความซับซ้อนมากกว่านั้นเขายังเต็มไปด้วยความเป็นศิลปินและจิตวิญญาณที่มุ่งมั่นในการสร้างความแตกต่างพร้อมวิพากษ์วิจารณ์สังคมบริโภคนิยมผ่านผลงานทั้งหลายอย่างแยบคายด้วยความสำเร็จและความซับซ้อนน่าค้นหานี้ไม่แปลกเลยที่ศิลปินมากมายไม่ว่าจะเป็นเดวิดโบววี่(David Bowie) หรือรอบบี้วิลเลียมส์(Robbie Williams) เลือกที่จะแต่งเพลงโดยใช้ชื่อ‘Andy Warhol’ เป็นชื่อเพลงและย้ำให้เห็นถึงความเป็น‘อมตะ’ ของชายผู้ไม่เหมือนใครคนนี้




ROY LICHTENSTEIN (1923-1997)

Left image courtesy of gvshp, Right image courtesy of Art Market Monitor

“I take a cliché and try to organize its forms to make it monumental.
The difference is often not great, but it is crucial.”


หากเห็นผลงานของเขาผ่านๆเราอาจจะคิดว่าเป็นภาพในหนังสือการ์ตูนที่ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไรนักจนอาจมองข้ามไปแต่หากตั้งใจพินิจดูให้ดีถึงรายละเอียดก็จะพบว่าสิ่งที่เห็นเป็นลายเส้นและการลงสีธรรมดาในคราแรกกลับกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆหลากสีที่ร้อยเรียงประกอบกันจนกลายเป็นภาพภาพหนึ่งเทคนิคเบื้องหลังผลงานอันเปรียบเสมือนลายเซ็นที่ใครเห็นก็ต้องนึกถึงลิคเทนสไตน์นี้เรียกว่า‘Ben-Day Dots’ หรือการใช้‘จุด’ กับ‘วงกลม’ มาประกอบกันเป็นภาพอย่างไรก็ตามถึงแม้จะดูสวยงามและผ่านกระบวนการเนรมิตที่ใช้เวลานานผลงานของเขาก่อให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นมากมายในยุคสมัยนั้นนักวิจารณ์หลายๆคนมองว่าผลงานของลิคเทนสไตน์เข้าข่ายการ‘ลอกเลียนแบบ’ ด้วยการนำภาพในหนังสือการ์ตูนมาวาดใหม่จนถึงขั้นมีบทความในนิตยสารLIFE ที่เขียนถึงเขาอย่างเสียๆหายๆโดยมีหัวข้อว่า“Is (Lichtenstein) the Worst Artist in the U.S.?” แต่กระนั้นผู้เขียนยังคงเห็นว่าผลงานของลิคเทนสไตน์นั้นล้ำลึกและมีเสน่ห์ในแบบของตนเขาเลือกที่จะเล่นกับ‘การแดกดัน’ และ‘ความจำเจซ้ำซาก’ ในวัฒนธรรมร่วมสมัยและสื่อออกมาอย่างเป็นนัยผ่านผลงานของตนไม่ว่าจะเป็นตัวเทคนิคหรือข้อความในภาพที่เขาคัดเลือกมาหรือแม้กระทั่งการตัดเฟรมทุกอย่างนั้นล้วนผ่านการคิดมาอย่างถี่ถ้วนและมีเป้าหมายของตนเองเสมอ




KEITH HARING (1958-1990)

Left image courtesy of Dallas Observer, Right image courtesy of Mudpuppy

“Children know something
that most people have forgotten.”


ภาพวาดที่อาจจะดูเหมือนเด็กวาดกับลายเส้นง่ายๆและสีสันที่ฉูดฉาดแต่กลับแฝงไปด้วยความสดใสสนุกสนานอันยากจะเลียนแบบสิ่งเหล่านี้คือเอกลักษณ์ของชายผู้มีสถานีรถไฟใต้ดินเป็นห้องทำงานอย่างคีธแฮร์ริ่งผลงานอันโด่งดังของเขาที่เราคุ้นเคยไม่ว่าจะเป็น‘Radiant Baby’ ภาพเด็กที่มีลำแสงออกจากหัวหรือ 'The Barking Dog’ ที่เป็นภาพสุนัขกำลังเต้นต่างถือกำเนิดขึ้นณใต้ดินอันพลุกพล่านของนครนิวยอร์กทั้งสิ้นความโด่งดังของคีธแฮร์ริ่งนั้นเรียกได้ว่าเกิดมาจากวัฒนธรรมสตรีทอาร์ตอย่างแท้จริงถึงแม้เขาจะไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของตำรวจเท่าไรนักและถูกจับด้วยข้อหาทำลายทรัพย์สินรัฐอยู่หลายคราผลงานอันได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะแบบกราฟฟิตี้ของเขานั้นมีเนื้อหาลึกซึ้งและมีคุณค่ามากกว่าที่ใครหลายๆคนคิดเนื้อหาเกี่ยวกับการเกิดความรักความผูกพันความสัมพันธ์ทางเพศและสังคมรวมถึงการเมืองการปกครองที่ถูกสอดแทรกเข้ามาในงานของเขาเสมอและความล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยวาดภาพด้วยชอล์คตามแผ่นป้ายโฆษณาบนท้องถนนกลายเป็นศิลปินระดับโลกที่ยังคงถูกพูดถึงแม้ในยุคปัจจุบัน




PIET MONDRIAN (1872-1944)

Left image courtesy of Arnold Newman, Right image courtesy of Lempertz

"It is not important to make many pictures
but that I have one picture right."


พีทมงเดรียนนั้นเป็นอย่างที่เขาพูดไว้อย่างไม่ผิดเพี้ยนเพราะเขาเคยกล่าวไว้ว่า“สิ่งสำคัญของการเป็นศิลปินไม่ได้อยู่ที่ว่าสามารถผลิตผลงานออกมาได้มากเท่าใดแต่มันคือการได้ผลิตภาพที่‘ใช่’ สักภาพก็เพียงพอ” สำหรับมงเดรียนแล้วภาพที่เป็นเหมือนกับลายเซ็นของเขาคือ Composition with Red, Yellow and Blue (1930) ภาพที่มีชื่อง่ายๆอย่างตรงไปตรงมานี้กลายเป็นภาพที่สร้างความโด่งดังให้กับมองเดรียนในระดับโลกได้อย่างน่าเหลือเชื่อและกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินในยุคต่อๆมาอย่างแพร่หลายทั้งในเรื่องสถาปัตยกรรมแฟชั่นรวมถึงดนตรีไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องในกรุงเฮกประเทศเนเธอร์แลนด์เสื้อผ้าในคอลเลคชั่น The Mondrian ของ Yves Saint Laurant ในปี1966 หรือมิวสิควิดีโอเพลง This is How We Do It ของนักร้องชื่อดังอย่าง Katy Perry ที่ต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพดังกล่าวสำหรับตัวมงเดรียนเองนั้นเขาได้ลองผิดลองถูกมาสักระยะกว่าจะเจอรูปแบบที่‘ใช่' หลังจากได้สัมผัสกับศิลปะหลากหลายแนวตั้งแต่ Fauvism จนถึง Cubisim มงเดรียนก็ยังไม่ค้นพบสิ่งที่เป็นตัวตนของเขาจนสุดท้ายจึงได้คิดค้นศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า ‘Neo-Plasticism’ หรือ ‘De Stijl'  ขึ้นมาด้วยตัวเองซึ่งก็คือรูปแบบศิลปะที่จำกัดการใช้เพียงแค่เส้นตรงและแม่สีในการสรรค์สร้างผลงานถึงแม้คอนเซ็ปต์จะดูเรียบง่ายธรรมดาแต่เส้นตรงและรูปทรงแข็งๆที่เรารู้จักกลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ฝีแปรงของศิลปินผู้นี้




JEAN-MICHEL BASQUIAT (1960-1988)

Left image courtesy of Art News, Right image courtesy of Huffpost

"I'm not a real person. I'm a legend."


เป็นเรื่องน่าเสียดายที่โลกต้องสูญเสียอีกหนึ่งศิลปินระดับ‘ตำนาน’ อย่างญองมิเชลบัสกีอาไปด้วยวัยเพียง27 ปีกระนั้นเรายังคงสามารถมองเห็นรอยเท้าของเขาได้รอบตัวไม่ว่าจะเป็นในโลกแฟชั่นหรืออุตสาหกรรมดนตรีตั้งแต่เพลงของแรปเปอร์ชื่อดังอย่างJay-Z ที่ร้องว่า “It ain’t hard to tell, I’m the new Jean-Micheal” หรือแบรนด์รองเท้าสตรีทอย่าง Supreme Clot Neff และ Reebok ที่ยังคงใช้บาสกีอาเป็นแรงบันดาลใจอยู่ในหลายๆคอลเลคชั่นผลงานส่วนใหญ่ของเขาอาจไม่ได้สดใสและตรงไปตรงมาแบบคีธแฮร์ริ่งแต่จะออกไปในทางลึกลับมืดหม่นและทรงพลังเสียมากกว่าและเช่นเดียวกันกับแอนดี้วอร์ฮอลความพิเศษของชายคนนี้ไม่ได้อยู่แค่ในผลงานของเขาเท่านั้นแต่ยังขยายรวมไปถึง‘ตัวตน’ ที่ไม่เหมือนใครบาสกีอาอาจไม่ได้เรียนจบไฮสคูลเหมือนเพื่อนในวัยเดียวกันแต่เขากลับเลือกใช้‘พิพิธภัณฑ์’ เป็นห้องเรียนและใช้ศิลปะสตรีทอาร์ตบวกกับพรสวรรค์ชั้นยอดของตนเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์เรื่องลึกๆอย่างการเมืองวัฒนธรรมหรือแม้กระทั่งศาสนาผ่านงานศิลป์จนประสบความสำเร็จอย่างมากภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีเราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขาคือ‘ราชาแห่งสตรีทอาร์ต’ ของยุคนั้นอย่างแท้จริง

Related Stories

Arts

INTO THE LIGHT AND ATMOSPHERE OF CLAUDE MONET

ศิลปะที่ใช้แสงของห้วงเวลาบรรยายอารมณ์ สู่ความประทับใจในผลงานแบบอิมเพรสชั่นนิสม์

Read

Around Town

A GUIDE TO ENJOYING MUSEUMS

5 เคล็ดลับที่จะทำให้การเที่ยวพิพิธภัณฑ์ครั้งต่อไปของคุณ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

Read

Arts

HOW MONOCHROME PAINTINGS INFLUENCE FASHION DESIGNERS

ภาพวาดโมโนโครมที่มีชีวิต ส่งผลต่อแนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าอย่างน่าสนใจ

Read

0Shares
preloader