The Grooming Guide

POMADE 101: บทความเดียวจบ…ครบทุกเรื่องโพเมดและการจัดแต่งทรงผม

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Grooming Guide

POMADE 101: บทความเดียวจบ…ครบทุกเรื่องโพเมดและการจัดแต่งทรงผม

13 July 2020

รวมคำตอบของหลากข้อสงสัยว่าด้วย "โพเมด" ไว้ในที่เดียว

 

 

ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ให้ความสำคัญพิถีพิถันกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง อยากให้ออกมาดูดี มีเสน่ห์มากที่สุด เหล่าสุภาพบุรุษเองก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่พวกเขามักจะเจอความขี้เกียจเข้าเล่นงานจนหลายคนล้มเลิกความตั้งใจไป ไม่ต้องถึงขนาดการแต่งหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายสิบนาทีเหมือนผู้หญิงหรอก ลำพังแค่เซ็ตผมอย่างเดียวก็ขี้เกียจแล้ว โดยเฉพาะการเซ็ทผมด้วย “โพเมด” ที่ดูจะมีพิธีรีตองกว่าการเซ็ตทั่วไป

หนึ่งในนั้นคือเราเอง ที่เมื่อก่อนแค่เห็นคำว่าโพเมดก็รู้สึกว่ามันยุ่งยากแล้ว แบ่งประเภทมากมายเต็มไปหมด แถมยังราคาแพง สุดท้ายเลยเลือกกลับมาตายรังกับเจลแต่งผมที่หาซื้่อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป จนกระทั่งวันหนึ่งได้ศึกษาและทดลองใช้โดยบังเอิญ ก่อนจะพบว่าประสิทธิภาพในการจัดแต่งทรงผมของมันแตกต่างจากที่เคยใช้มาอย่างชัดเจน หลังจากนั้นโพเมดก็กลายเป็นของสามัญประจำโต๊ะเครื่องแป้งของเรามาโดยตลอด

เชื่อว่าคงไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ประสบปัญหาดังกล่าว เราจึงลองนึกย้อนกลับไปหาตัวเองในครั้งอดีต…ในตอนนั้นเราสงสัยอะไรเกี่ยวกับการใช้โพเมดบ้าง มีปัญหาติดขัดอะไร และต้องการเรียนรู้อะไร ก่อนจะกลั่นออกมาเป็นบทความนี้ บทความที่จะทำให้คนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกับเรากระจ่างในเรื่องการใช้โพเมดจัดแต่งทรงผมทันทีที่อ่านไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย 

 


 

Intro

ทำความรู้จักโพเมด…มันคืออะไร?

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการใช้ เรามาทำความเข้าใจให้กระจ่างกันก่อนดีกว่า…ที่เรียกติดปากว่า “โพเมด” นั้นจริงๆ แล้วมันคืออะไร และทำมาจากอะไรกันแน่

“Pomade” มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า “Pommade” โดยหมายความถึงวัตถุเหลวเหนียวประเภทจาระบี มีส่วนผสมของปิโตรเลียม น้ำมันแร่ และขี้ผึ้ง ใช้ในการจัดแต่งผมให้เป็นทรงตามต้องการ นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติทำให้เส้นผมดูมันวาวกว่าปกติอีกด้วย

โพเมดเริ่มได้รับความนิยมในวงกว้างทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรปในช่วงยุคทศวรรษที่ ’20s ซึ่งถือเป็น “ยุคทองของการเข้าสังคม” ดังนั้นโพเมดในฐานะ “น้ำมันหอมจัดแต่งทรงผม” จึงได้เข้ามามีอิทธิพล เป็นส่วนหนึ่งของการกรูมมิ่งตัวเองให้ดูดี

ความโดดเด่นของโพเมดที่ทำให้มันแตกต่างจาก แว็กซ์, เจล, หรือสิ่งอื่นๆ ที่ใช้ในการจัดแต่งทรงผมคือการที่โพเมดสามารถจัดแต่งทรงผมให้อยู่ทรงตามต้องการได้ แต่ไม่ทำให้เส้นผมแข็งกระด้าง เส้นผมยังคงไว้ซึ่งความนุ่มสลวย นอกจากนั้นโพเมดยังทำให้เส้นผมมีความแวววาวตามธรรมชาติ และมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมที่เป็นส่วนผสมในเนื้อโพเมดอีกด้วย  ในขณะที่แว็กซ์หรือเจลอาจจะสามารถยึดเหนี่ยวเส้นผมให้อยู่ทรงได้มากกว่า แต่ก็เส้นผมก็จะแข็งกระด้าง ขาดความมันวาว 

ดังนั้นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นนี้ โพเมดจึงได้รับความนิยมผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานในฐานะของกรูมมิ่งคู่กายสุภาพบุรุษ

 


 

 

Category

โพเมดมีกี่ประเภท…และเส้นผมแบบนี้ต้องใช้โพเมดแบบไหน?

 

ด้วยความที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำให้ระหว่างการเดินทางผ่านกาลเวลา โพเมดได้มีการปรับปรุงดัดแปลงสูตรการผลิตรวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของผู้คน โดยสามารถแบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 ประเภท ดังนี้

Oil-Based Pomade: ถือเป็นโพเมดประเภทดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนาน มีลักษณะเป็นแว๊กซ์ที่จับตัวกันเป็นก้อนเหนียว ทำมาจาก ปิโตรเลียม น้ำมันแร่ ขี้ผึ้ง และอาจมีการใส่น้ำหอมลงไปเพื่อกลิ่นที่ดียิ่งขึ้นตามสูตรของแต่ละยี่ห้อ จุดเด่นของ Oil-Based Pomade คือการประยุกต์ใช้ได้กับการจัดแต่งทรงผมหลากหลายสไตล์ สามารถใช้หวีเพียงเล่มเดียวเปลี่ยนลุคได้ตลอดทั้งวัน เนื่องจาก Oil-Based Pomade มีทั้งแบบพลังการยึดติดเส้นผมเบาบาง ไปจนถึงพลังสูง นอกจากนั้นโพเมดประเภทนี้ยังมีคุณสมบัติทำให้เส้นผมแวววาวเป็นธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือล้างออกยาก ไม่สามารถทำให้มันออกไปหมดจากการสระผมเพียงครั้งเดียว

Water-Based Pomade: ประยุกต์มาจาก Oil-Based Pomade โดยมีการใส่น้ำลงไปในส่วนผสม เพื่อให้ล้างออกได้ง่ายยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ดังนั้นเนื้อครีมของโพเมดชนิดนี้มีความเหลวกว่าประเภทแรก อย่างไรก็ตามเมื่อ Water-Based Pomade เกาะติดกับเส้นผมได้สักระยะหนึ่ง จะเกิดความแข็งกระด้าง ทำให้การปรับเปลี่ยนทรงผมระหว่างวันต้องใช้ความชุ่มชื้นเข้าช่วย เช่นการใช้น้ำมาลูบให้เส้นผมอ่อนตัวก่อน หรือใช้หวีเปียกในการจัดแต่งทรงผม

Matte Pomade: ถือเป็นโพเมดที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกับโพเมดชนิดอื่นๆ เนื่องจาก Matte Pomade ไม่ได้ให้ความเงางามกับเส้นผม แต่โดดเด่นด้วยความด้านและพลังการจัดแต่งทรงผมที่ค่อนข้างสูง

Clay Pomade: เป็นโพเมดที่เพิ่งถือกำเนิดเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม โดยเนื้อครีม Clay Pomade นั้นมีความแห้ง ใช้งานสะดวก ทำให้เส้นผมแวววาวได้ แต่ก็ไม่เท่ากับ Oil-Based Pomade และ Water-Based Pomade อย่างไรก็ตามความโดดเด่นของโพเมดประเภทนี้คือการทำให้เส้นผมของผู้ใช้ดูหนามีมิติมากขึ้น

Fiber Pomade: ขึ้นชื่อเรื่องพลังยึดเกาะทรงผมที่สูงกว่าโพเมดชนิดอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันเรื่องความแวววาวก็ยังเป็นรอง Oil-Based Pomade และ Water-Based Pomade เหมาะกับการใช้จัดแต่งทรงผมสั้นที่มีความยาวไม่เกิน 3 นิ้ว

Gel Pomade: โดดเด่นเรื่องพลังการจัดแต่งทรงผมที่สูง มีความแวววาว แต่ก็ทำให้เส้นผมมีความแข็งกระด้างหลังจากผ่านเวลาไปสักระยะ ความแตกต่างระหว่าง Gel Pomade กับเจลจัดแต่งทรงผมทั่วไปคือ Gel Pomade ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเส้นผม

แน่นอนว่าเมื่อโพเมดมีมากมายหลายประเภทดังที่กล่าวมา จึงอาจเป็นปัญหาสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่รู้ว่าตัวเองควรใช้โพเมดประเภทไหน การหาคำตอบของข้อสงสัยนี้ไม่ยากอย่างที่คิด ก่อนอื่นลองสังเกตเส้นผมของตัวเองก่อนว่าเป็นอย่างไร เมื่อทราบแล้วก็ลองเลือกใช้โพเมดที่เข้ากับลักษณะดังกล่าว

ผมเส้นเล็กบาง

 เส้นผมแบบนี้ถือเป็นลักษณะที่ยากที่สุดในการจัดแต่งให้ออกมาเป็นทรงตามต้องการ ดังนั้นจึงต้องมีความพิถีพิถันในการเลือกโพเมดพอสมควร โดยโพเมดที่จะนำมาใช้จัดแต่งผมเส้นเล็กบางนั้นจะต้องไม่จับตัวกันเป็นก้อน หรือทำให้เส้นผมแข็งกระด้าง และนี่คือโพเมด 3 แบรนด์ที่เรานำมาแนะนำ จากประสบการณ์การใช้ส่วนตัวของผู้เขียน รวมเข้ากับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในสื่อต่างๆ 

 

Pomade for thin hair

 

Imperial Matte Pomade Paste

Water-Based Pomade จากแบรนด์เก่าแก่แบรนด์นี้เหมาะกับลักษณะผมเส้นบางเนื่องจากมีพลังการยึดเกาะอยู่ระดับที่พอเหมาะ  แต่ที่สำคัญคือความแวววาวและความแข็งกระด้างของเส้นผมเมื่อมันแห้งที่อยู่ในระดับพอดี เนื่องผู้ที่มีเส้นผมลักษณะนี้ ความแวววาวที่มากเกินไปอาจทำให้เห็นร่องรอยความบางของเส้นผมได้

Lock Stock & Barrel Pucka Grooming Creme

อีกหนึ่ง Water-Based Pomade ที่มาในลักษณะเนื้อครีม ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ชายผมเส้นเล็กบางที่ต้องการลุคธรรมชาติ นอกจากนั้น Lock Stock & Barrel Pucka Grooming Creme ยังมีความโดดเด่นเรื่องการทำให้ผมดูมีวอลลุ่ม ทำให้เส้นผมที่เล็กบางดูมีมิติมากยิ่งขึ้น

Baxter of California Clay Pomade

ด้วยพลังการจัดแต่งทรงผมมากกว่า 2 ตัวด้านบน ทำให้ Clay Pomade จากแบรนด์ Baxter of California กระปุกนี้สามารถจัดแต่งทรงผมได้หลากหลายมากกว่า โดยเฉพาะทรงที่ต้องอาศัยพลังในการยึดเกาะสูงเช่น Spike หรือ Slick Back ส่วนความแวววาวนั้นอยู่ในระดับที่กำลังพอดี เป็นธรรมชาติ

ผมหนา

ตรงข้ามกับเส้นผมในลักษณะแรก เนื่องจากเส้นผมที่หนานั้นย่อมหมายถึงน้ำหนักที่มากตามไปด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้โพเมดที่มีพลังในการยึดเกาะสูงเพื่อให้ผมอยู่ทรงได้ตลอดทั้งวัน แต่ในเรื่องของความแวววาวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล สามารถเลือกใช้โพเมดที่มีความแวววาวได้เต็มที่ และนี่คือโพเมดทั้ง 3 แบรนด์ที่เราเลือกมาแนะนำ

Pomade for thick hair

 

Smooth Viking Pomade

Water-Based Pomade ของ Smooth Viking กระปุกนี้โดดเด่นด้วยพลังในการจัดทรงที่สูง รวมถึงความแวววาวที่ไม่เป็นรองใคร ดังนั้นต่อให้จะเป็นสุภาพบุรุษที่มีเส้นผมหนาแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา โพเมดกระปุกนี้สามารถทำให้ผมอยู่ทรงดั่งใจได้ทั้งวันโดยที่ไม่ทิ้งมิติความเป็นธรรมชาติของเส้นผม

Suavecito Pomade

หนึ่งใน Water-Based Pomade ยอดนิยม และสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านบาร์เบอร์ของท่านชาย มีพลังในการจัดแต่งทรงผมสูง แต่กลับล้างออกง่ายในการสระผมแค่ครั้งเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นทรงที่จัดแต่งยากอย่าง Pompadours หรือ Slick Back ก็ไม่ใช่ปัญหา

Jovinno Natural Pomade

สำหรับผู้ชายที่เส้นผมหนาแต่ยังต้องการมิติความเป็นธรรมชาติ โพเมดกระปุกนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจาก Jovinno Natural Pomade นั้นมาพร้อมกับพลังจัดแต่งที่สูง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาความพริ้วไหวของเส้นผมได้ ไม่ทำให้เส้นผมแข็งกระด้าง สามารถใช้หวีเล่มเดียวจัดแต่ง เปลี่ยนลุคให้ตัวเองได้ตลอดทั้งวัน

ผมหยิกหยักศก

คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้มีเส้นผมลักษณะนี้คือให้ใช้โพเมดในขณะที่ผมยังเปียก จัดแต่งให้เป็นทรงก่อนจะใช้ไดร์เป่าผมให้แห้ง เพื่อที่เกลียวล็อกของเส้นผมจะได้อยู่ในลักษณะที่พอดี เป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นให้เลือกโพเมดที่ถูกออกแบบมาเพื่อผมหยิกหยักศกโดยเฉพาะ เพราะสิ่งสำคัญที่ผมลักษณะนี้ต้องการคือพลังในการเกาะติดแบบเกลียวล็อก ซึ่งแตกต่างจากเส้นผมประเภทอื่นๆ  และนี่คือ 3 แบรนด์ที่เราเลือกมาแนะนำ

 

Pomade for curly hair

 

Imperial Classic Pomade

โพเมดสุดคลาสสิคที่อยู่คู่กับบาร์เบอร์มาทุกสมัยนี้กระปุกนี้ขึ้นชื่อเรื่องพลังการจัดแต่งทรงผมในระดับสูง ทำให้เกลียวล็อคของผมหยิกหยักศกดูเป็นธรรมชาติ ไม่แวววาวมาก เพราะเส้นผมลักษณะนี้มีมิติตามธรรมชาติอยู่แล้ว ที่สำคัญคือล้างออกง่าย ใช้งานสะดวก

American Crew Pomade

มีพลังจัดแต่งที่ต่ำกว่า แต่มีความแวววาวมากกว่ากระปุกด้านบน ที่สำคัญคือ American Crew Pomade กระปุกนี้มีส่วนผสมของลาโนลินและน้ำมันหอมระเหย ส่งผลให้ผมของผู้ใช้งานมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับเส้นผมในอีกรูปแบบหนึ่ง

Upper Cut Deluxe Pomade

Water-Based Pomade จาก Upper Cut อีกหนึ่งแบรนด์โพเมดที่ยึดครองตลาดมาอย่างยาวนานกระปุกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเส้นผมหยิกหยักศกโดยเฉพาะ มีพลังจัดแต่งที่สูง ล็อคทุกเกลียวทุกลอนได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับความแวววาวที่ก็สูงไม่แพ้กัน ดังนั้นสำหรับบุรุษหนุ่มผมหยิกที่อยากเริ่มต้นในการใช้โพเมด Upper Cut Deluxe Pomade กระปุกนี้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว

 


 

Step-by-Step

เมื่อยืนอยู่หน้ากระจก

 

หลังจากที่เลือกโพเมดกระปุกที่เหมาะกับตัวเองได้แล้ว ต่อไปก็เข้าสู่ขั้นตอนการใช้งาน หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ เช็ดผมให้พอหมาด ก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้ากระจกและทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลย 

 

How to styling hair with pomade

 

Step 1: ใช้ปลายนิ้วหยิบโพเมดจากระปุกขึ้นมาในปริมาณ “พอเหมาะ” โดยคำว่าพอเหมาะของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน เป็นประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่เบื้องต้นคือปริมาณจะแปรผันกับความยาวของเส้นผม ยิ่งผมยาวยิ่งต้องใช้ในปริมาณที่เยอะ แต่ถ้าเป็นโพเมดที่มีพลังในการจัดแต่งในระดับสูง ก็ควรระวังไม่ให้หยิบขึ้นมามากเกินไป จากนั้นก็ใช้ความอุ่นของนิ้วมือทำให้โพเมดละลายตัว โดยการถูนิ้วของมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน วนเป็นลักษณะวงกลมจนโพเมดชโลมทั่วทุกนิ้ว เป็นอันเรียบร้อย

Step 2: ใช้นิ้วชโลมโพเมดลงบนเส้นผม ข้อสำคัญคือควรชโลมลงบริเวณรากผมก่อน เพราะจะช่วยให้สามารถจัดแต่งไปในทิศทางต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ยึดเกาะเป็นทรงได้ดียิ่งขึ้น 

Step 3: หลังจากที่ชโลมรากผมจนทั่วแล้ว ก็ค่อยๆ ไล่ขึ้นมาชโลมทั่วทั้งเส้นผมให้ทั่วถึง ส่วนจะชโลมบริเวณไหนบ้างนั้นก็ขึ้นอยู่กับทรงผมที่ต้องการจะจัดแต่ง

 

How to styling hair with pomade

 

Step 4: ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการใช้หวี แน่นอนว่าเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความชำนาญ รอบคอบ และประณีต ค่อยๆ หวีไปจนออกมาเป็นทรงตามที่ต้องการ รวมถึงการเก็บรายละเอียดไรผมที่เล็ดลอดออกมาจากแนวผมปกติด้วย ครั้งแรกๆ อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เชื่อเถอะว่าถ้าได้ฝึกฝนหน้ากระจกทุกวัน ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถใช้หวีจัดแต่งทรงผมได้อย่างเชี่ยวชาญแน่นอน

Step 5: ปิดท้ายด้วยการใช้ลมอุ่นจากไดร์เป่าผมเพื่อล็อคทรงผมที่จัดแต่งไปให้อยู่ทรงตลอดทั้งวัน นอกจากนั้นยังช่วยให้เส้นผมดูมีน้ำหนักมีมิติมากยิ่งขึ้น

 


 

FAQ

หลากข้อสงสัย

มาถึงตรงนี้การจัดแต่งทรงผมด้วยโพเมดที่เคยดูเป็นเรื่องยากก็คงง่ายขึ้นแล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย เราจึงขอรวบยอดหลากหลายคำถามมาตอบให้ทราบ และจะได้ปิดท้ายบทความนี้ลงอย่างกระจ่างแจ้งที่สุด

โพเมดควรใช้กับผมเปียกหรือผมแห้ง?

ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลและลักษณะของเส้นผม โดยผมหยิกหยักศกนั้นควรใช้ตอนที่ผมยังเปียก ส่วนผมบางตรงหรือผมหนานั้นควรจะเช็ดผมให้แห้งพอประมาณ ก่อนจะใช้โพเมดชโลมลงไป

ควรล้างโพเมดออกจากผมก่อนเข้านอนหรือไม่?

แน่นอนว่าการสระผมให้สะอาดก่อนเข้านอนเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับผู้ที่ใช้โพเมดในชีวิตประจำอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องล้างออกให้สะอาดหมดจด (เพราะโพเมดบางชนิดอาจต้องการการสระผมมากถึง 3 ครั้ง) การสระผมเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว และในวันต่อไปก็ลดปริมาณของโพเมดที่ใช้ลง

โพเมดส่งผลต่อสุขภาพเส้นผมอย่างไร?

ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของโพเมดแต่ละชนิด โพเมดบางชนิดทำมาจากวัตถุดิบธรรมชาติล้วนๆ จึงไม่มีผลเสียต่อสุขภาพเส้นผม แต่ก็มีบางชนิดที่ใช้สารเคมีเป็นส่วนผสมด้วยก็อาจทำให้ผมเกิดการแห้งแตกปลายได้

โพเมดทำให้ผมหลุดร่วงได้หรือไม่?

ไม่อย่างแน่นอน ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันยังไม่มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงถึงความเกี่ยวข้องของเรื่องนี้

โพเมดใช้กับผมยาวได้หรือไม่?

โพเมดนิยมในหมู่สุภาพบุรุษดังนั้นส่วนใหญ่มันจึงถูกออกแบบมาเพื่อผมที่ไม่ยาวจนเกินไป อย่างไรก็ตามก็สามารถใช้โพเมดที่มีพลังการจัดแต่งต่ำกับผมที่ยาวเพื่อความแวววาวของเส้นผมที่มากขึ้นได้เช่นกัน

Related Stories

The Grooming Guide

ARE MEN READY FOR HAIR DYE?

พูดคุยเรื่องผู้ชายกับการย้อมสีผม ในวันที่ความสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องการจัดทรง

Read

The Grooming Guide

THE TRICKS TO STYLING UNRULY HAIR ON MEN

ตีโจทย์ปัญหาเส้นผมชี้ฟูใหม่ ด้วยวิธีดัดผมที่ไม่ธรรมดาจากมือผู้เชี่ยวชาญ

Read

0Shares
preloader