Through the Lens

PHOTOGRAPHER 17.57 OPENS UP ABOUT HIS LAB “ELLA.BKK”

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Through the Lens

PHOTOGRAPHER 17.57 OPENS UP ABOUT HIS LAB “ELLA.BKK”

19 September 2019

เรื่องราวของช่างภาพรหัสลับ 17.57 ที่เป็นตัวอย่างได้ดีว่าชีวิตไม่มีทางลัด

Spread the words

บ่ายวันพฤหัสกลางเดือนกันยายนที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เป็นแค่วันที่อากาศร้อนวันนึงเช่นเดิมเหมือนทุกปี เรามีนัดที่ร้านกาแฟแถวสามย่านเพื่อนั่งคุยกับบิน จอมยุทธ์ฝีมือดีอีกคนของวงการถ่ายภาพ Portrait ไทยในปัจจุบัน หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในโลกของอินสตาแกรมในนามว่า 17.57 (seventeenfiftyseven) ที่มีคนติดตามกว่าหกหมื่นคน และที่สำคัญเขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้านล้างฟิล์มที่มีเซอร์วิซมายด์ที่ดีไม่แพ้คุณภาพงานอย่าง Ella.Bkk


เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงครึ่งที่เราลงลึกถึงเรื่องในอดีตจนถึงปัจจุบันที่เรื่องราวต่างๆ สะท้อนตัวตนของบินออกมาผ่านธุรกิจร้านล้างฟิล์ม ที่ทำให้เราเข้าใจว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จของช่างภาพคนนึงมันไม่มีทางลัดเลย ก่อนที่จะเปิดประตูร้าน Ella.Bkk และก้าวเท้าเข้าไปในร้าน มันเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเลยที่จะต้องรู้จักเบื้องหลังชีวิตของผู้ชายคนนี้ก่อนที่จะพูดถึงร้าน เหมือนกับประโยคนึงที่บินพูดขึ้นมาว่าถ้าหากคุณได้เข้ามาที่ร้าน Ella ก็เท่ากับคุณได้รู้จักตัวตนส่วนนึงของผมแล้วเพราะเขาเชื่อว่าร้านล้างฟิล์มแห่งนี้เป็นเหมือนความคิดที่เติบโตขึ้นพร้อมกับตัวเขา

จุดเริ่มต้นการเดินทางของชายผู้ร่วมก่อตั้ง Ella.Bkk


บินเริ่มต้นจากหลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ตอนอายุ 17 สมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ด้วยกล้อง Pentax K1000 คู่ใจที่เป็นครูคนแรกของใครหลายคนรวมถึงบินเองด้วยในช่วงนั้นเขาได้สะสมประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ มาตลอดทางด้วยการฝึกงานร้านทำป้ายโฆษณา หรือรับถ่ายงานเล็กๆ เท่าที่เด็กหนุ่มคนนึงจะทำได้ เขาเผยความรู้สึกตอนนั้นว่าการเริ่มถ่ายรูปมันไม่ง่ายเอาซะเลย ภาพออกมาไม่ดี ไม่เท่ห์เหมือนสิ่งที่คิดไว้ แต่นั่นทำให้ตัวเขาเองมีความมุ่งมั่นในการถ่ายภาพเพิ่มขึ้น


ต่อมาในช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นช่วงที่เขาได้ลองผิดลองถูกหลายอย่างเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เขาเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และได้เข้าร่วมชมรมถ่ายภาพของมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นเองทำให้เขาได้ลองใช้ห้องมืดเป็นครั้งแรก รวมถึงการถ่ายภาพขาวดำด้วยและทำให้ตัวเขาได้มาโคจรเจอกล้องฟิล์มที่สำคัญอีกหลายตัวในชีวิต ได้แก่ Minolta X300, Leica M และ Rolleiflex อีกมากมายที่บินรักมากและสะสมจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ซึ่งบินนั้นใช้ภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มทำพอร์ตผลงานหลังเรียนจบของตัวเขาเองด้วย

เขาเล่าว่าก่อนจะก้าวเท้าออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมีรุ่นพี่ได้เตือนถึงความยากลำบากในการเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะมาขัดขวางความหลงใหลของเขาที่มีต่อมันได้ หลังจากเรียนจบ เจ้าตัวจึงได้ขึ้นมากรุงเทพฯ เหมือนผู้คนมากมายที่มีฝันนำทางและต้องการที่จะไปให้ถึง ระหว่างที่บินบรรยาย เขาได้เน้นกับเราตลอดว่าช่วงเวลาที่ทำงานในกรุงเทพช่วงแรกนั้น เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาทำงานเป็น ได้เรียนรู้ระบบจากบริษัทใหญ่ เขาเริ่มต้นด้วยการขาย Leica M6 ของตัวเองเพื่อเปลี่ยนไปใช้ Canon 5D กล้องดิจิตอลฟูลเฟรมรุ่นท็อปสมัยนั้น เพื่อเริ่มงานถ่ายภาพในเวดดิ้งสตูดิโอ ย่านทองหล่อ เขาได้เรียนรู้วิธีการเข้าหาลูกค้า โดยจะต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจภายใน 15 นาที  การเข้างานเร็วในแต่ละวันสร้างวินัยที่ดีให้แก่ตัวเอง ระหว่างที่เขาพูดไปได้พลางยิ้มไปกับภาพอดีตตอนนั้น แต่ทำได้ไม่นานเขาก็มีความรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่การถ่ายรูปความรักที่เขาอยากจะทำ แต่เขาก็บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสตูดิโอก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

จากทำงานในสตูดิโอกลางทองหล่อ เขาย้ายงานมาเป็นพนักงานออฟฟิศของบริษัทออกแบบตกแต่งภายใน สัญชาติสวีเดนแห่งหนึ่ง เขายังคงทำงานเกี่ยวกับภาพถ่าย แต่คราวนี้เขาเล่าว่าเหมือนได้เปิดโลกไปอีกมิติ ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น รูปตึกทรงแปลกๆ รูปแปลนผังเมืองสวยๆ ริมทะเล งานเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการถ่ายภาพของเขาพอสมควรกับแนวทางมินิมอลที่เขาใช้เล่าตัวตนของตัวเอง ช่วงเวลานั้น นอกจากทำงานบริษัทเขายังรวมกลุ่มกับพรรคพวกในกลุ่ม 50 mm. รับถ่ายภาพตามงานรับปริญญา


หลังจากทำงานไปได้สักระยะก็ถึงจุดที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต ที่เขาบอกกับเราว่าตื่นเช้ามาแล้วไม่ใช่ไม่อยากไปทำงานนะ แต่รู้สึกว่ามีความคิดสร้างสรรค์เต็มไปหมดเลย แต่พอมาถึงที่ทำงานความคิดสร้างสรรค์ของเรามันหายไปหมดเลย จนเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างนี้ไปทำไม ใช้ชีวิตเพื่อฝันของคนอื่นหรอ

Image Courtesy of Seventeenfiftyseven

การตัดสินใจครั้งใหญ่ เพื่อรักษาตัวตนของตัวเอง


หลังจากตัดสินใจออกจาก comfort zone เขาหันมาเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์เต็มตัว โดยที่ก่อนลาออกเขาวางแผนไว้เป็นอย่างดีว่าจะต้องมีอุปกรณ์ให้พร้อมก่อน เพราะเขาเป็นคนที่ถ้าไม่พร้อมในเรื่องไหนจะไม่ทำเรื่องนั้น ความสนุกและความอิสระของฟรีแลนซ์มันก็มาพร้อมกับความไม่แน่นอน เขาบรรยายถึงความรู้สึกตอนช่วงไม่มีงานให้เราฟังว่ามันอยู่ยากจริงๆ แต่ซึ่งพอทำไปสักระยะก็ปรับตัวได้ ซึ่งงานหลักของเขาตอนนั้นคือการถ่ายภาพงานรับปริญญา ถึงทุกวันนี้บินก็ยังเคารพในอาชีพนี้และภูมิใจที่เติบโตมาจากจุดนี้


การเป็นช่างภาพรับปริญญามันให้อะไรเราหลายๆ อย่างนะ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหาลูกค้า การให้เกียรติ เรื่องของเวลา เรากล้าพูดเลยนะ เราไม่เคยดูถูกอาชีพนี้แม้จะเหนื่อยแต่บินก็ยิ้มรับและบอกว่าเขามีความสุขกับมันมากจริงๆ การที่ได้เดินทางไปทำงานในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ได้เจอมิตรภาพระหว่างทางมันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ โดยทุกครั้งที่ออกไปทำงานก็จะมีกล้องฟิล์มติดไปด้วยตลอด

Image Courtesy of Seventeenfiftyseven

ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์ทำให้มีเวลาทำงานโปรเจกต์ยิบย่อยอะไรเยอะมาก ซึ่งตอนนั้นมีโปรเจกต์นึงที่เป็นจุดเริ่มต้นพาให้ชื่อ 17.57 เป็นที่รู้จักในวงกว้างศัตรูที่รักนี่คือชื่อชุดภาพที่ทำให้บินโด่งดังขึ้นมา ชุดภาพดังกล่าวมาจากเพลง ศัตรูที่รัก ของ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ โดยบินนำมาเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายของตัวเขาเองที่อยากจะสื่อสารออกไป โดยได้ ขิม จุฬารัตน์ หาญรุ่งโรจน์ ผู้หญิงที่มีดวงตาสวยมากคนนึงที่ช่วยให้การเล่าเรื่องของเขาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เขาบรรยายสารที่อยู่ข้างในชุดภาพนี้ให้เราฟังว่าการถ่ายภาพของเรามันมีข้อความอยู่ถ้าเข้าไปดูชุดภาพของเราก็จะเห็นว่า เส้นผมที่เคลื่อนไหว เราอยากจะให้ภาพมีมูฟเม้นท์ อยากให้ภาพมันรู้สึกอึดอัดเหมือนความรู้สึกกับแฟนเก่าของเรา ที่เราก้าวข้ามไม่ได้สักทีก็เหมือนกับศัตรูที่รัก

Image Courtesy of Seventeenfiftyseven

หลังจากชุดภาพศัตรูที่รักสร้างชื่อเสียงเรื่องการถ่าย Portrait ให้กับตัวเขาเอง บินเล่าต่อว่าครั้งหนึ่งเคยถูกทาบทามให้ไปถ่ายงานแฟชั่นแต่เขาก็รู้แนวทางนั้นไม่ใช่ตัวตนของเขาถ่ายแฟชั่นกับ Portrait ดูแล้วมันอาจจะเหมือนกันแต่ต่างกันเยอะ พูดง่ายๆ ถ้าถ่ายแฟชั่นก็คือเรามีของสิ่งหนึ่งที่เราอยากขาย เราถ่ายเพื่อขายของ แต่หลักการ Portrait คือบรรยายบุคคลนั้นให้กับคนที่ไม่รู้จัก โดยที่คนๆ นั้นต้องมีความเป็นตัวเองอยู่ เราไม่ได้เปลี่ยนเขาไปทั้งหมดเลย เราก็เลยรู้สึกว่า Portrait คือสิ่งที่เราชอบและเป็นทางของเรา


แต่ใครล่ะเนอะจะบ้าถ่ายแต่ Portrait ทุกวัน บินพูดขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะ เขาเล่าว่าย้อนไปสี่ห้าปีก่อนเขาจะให้น้ำหนักกับการถ่ายภาพอย่างนี้ โดยช่วงไหนที่มีงานรับปริญญาเข้ามาก็จะเป็นช่วงถ่าย Portrait แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนก็จะไปถ่ายเชิงสถาปัตยกรรม ถ่าย Landscape เบื่อคนก็ไปคุยกับตึก ต้นไม้บ้าง โดยปัจจุบันเขานิยามตัวเองว่าเป็น Lifestyle Photographer คือถ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งได้แรงบันดาลใจจากงาน Portrait ของญี่ปุ่น ที่แฝงเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างแยบยลไว้ในภาพๆ นึงได้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณา

ที่มาของนามแฝง 17.57


นั่งพูดคุยกันมาตั้งนานพลันยิ่งอยากให้รู้ที่มาที่ไปของเจ้านามแฝง 17.57 นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน ทำไมต้องเป็น 17.57 เราตั้งคำถามด้วยความสงสัยแต่ก็พร้อมที่จะเข้าใจ บินออกตัวก่อนเลยว่าเขาเป็นคนหัวดื้อมาก ทั้งที่ชื่อนี้เป็นที่เรียกยากของคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนร่วมงานและผู้จ้างงาน เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะให้ใช้นามแฝงว่า Seventeenfiftyseven โดยไม่เปิดเผยชื่อและนามสกุลจริงเวลาลงผลงาน เขากล่าวกับเราต่อว่าไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้กับสื่อไหนมาก่อน


จริงๆ แล้วมันมาจากเวลา คือเราทำงานชิ้นนึงเสร็จและเรามองดูนาฬิกาบอกเวลา 17:57 และตอนนั้นเราอยู่มอห้าทับเจ็ดและเราอายุสิบเจ็ด เลขที่ก็สิบเจ็ด เราก็เลยคิดว่าเราจะใช้ชื่อนี้ไปตลอดถึงแม้ว่าชื่อ 17.57 จะทำให้เขาเป็นที่รู้จักหรือเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน ที่ปัจจุบันเราเรียกกันว่า อินฟลูเอนเซอร์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บินรู้สึกว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นเราไม่เคยลืมว่าเราเป็นเป็นช่างภาพ เป็นคนเล่าเรื่อง ไม่ได้เป็นสิ่งอื่นตามกระแสเลย


นอกจากนั้นเขาเชื่อว่าถ้าตั้งใจทำงานทุกงานเหมือนงานสุดท้ายในชีวิต แล้วงานมันจะออกมาดีเอง เรื่องราวของบินเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีที่จะบอกได้ว่าชีวิตไม่มีทางลัด ต้องค่อยๆ เดินตามจังหวะของเวลาจากเด็กผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพสู่ช่างภาพมืออาชีพ ต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง เปลี่ยนงานหลายงานกว่าจะลงตัวได้ เหมือนกระบวนการถ่ายภาพฟิล์มที่มีขั้นตอนหลายขั้นตอนกว่าจะได้รูปๆ นึง

เราเป็นคนเชื่อว่าใต้น้ำมีภูเขาน้ำแข็งอยู่ข้างใต้เยอะมาก
เราก็เลยเป็นคนไม่ค่อยเชื่ออะไรที่มันฉาบฉวยเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีทางลัด ซึ่งจะทำอะไรก็ต้องใช้เวลาพัฒนา

เปิดประตู...สู่ร้านล้างฟิล์มมาตรฐานญี่ปุ่นใจกลางเมือง


ถึงตรงนี้เราต้องขออนุญาตผู้อ่านเดินลัดเข้าประตูร้าน Ella.Bkk แล้ว บินเล่าว่าร้านนี้เริ่มต้นจากที่มีเพื่อนที่ทำแลปล้างฟิล์มอยู่ก่อนเลิกกิจการไป ประกอบกับเขาถ่ายฟิล์มทำงานอยู่แล้วก็เลยตัดสินใจซื้อเครื่องล้างฟิล์มมาเพื่อการใช้งานส่วนตัว แต่ด้วยที่คอนโดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ จึงนำไปฝากไว้ที่บ้านรุ่นน้องคนนึง ต่อมารุ่นน้องคนนั้นได้ชวนเปิดร้านล้างฟิล์ม แต่เขาเองก็ได้บ่ายเบี่ยงที่จะทำมันมาโดยตลอดเพราะเหตุผลนึงคือ เขาบอกว่าการทำร้านล้างฟิล์มทำดีก็จะเสมอตัว ทำไม่ดีก็จะโดนด่า แต่ภายหลังก็ตัดสินใจทำเพราะไหนๆ เขาก็มีของอยู่แล้วแต่มีข้อแม้ที่ว่าต้องทำให้ได้มาตรฐานแบบญี่ปุ่น ทั้งเรื่องคุณภาพของตัวงาน มารยาทและการบริการที่ดี ซึ่งถ้าทำแล้วก็ต้องทำให้มันดี ทำจำนวนเท่าที่ไหวคำนึงถึงเรื่องคุณภาพเป็นหลัก


เขาตั้งใจออกแบบห้องล้างฟิล์มให้เป็นห้องกระจกใสเหมือนร้านขนมปังเพราะอยากให้เห็นกระบวนการทำงาน ส่วนพื้นที่ร้านก็ปูพื้นทั้งหมดด้วยปาเก้เพราะอยากได้ความโฮมมี่ เวลามีคนเดินในร้านจะให้เสียงที่เพราะกว่าและความรู้สึกที่ดีกว่าปูน และชั้นสองด้านบนมีเคาเตอร์ทำเป็นในส่วนของล็อบบี้รับแขก มีห้องน้ำด้านล่างที่ตกแต่งสไตล์ซิซิเลีย ชวนให้คิดถึงหนังเรื่องเดอะก็อดฟาเธอร์ โดยหลักในการทำร้านของเขาไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย แค่ทำร้านแบบที่ตัวเราเองอยากจะเข้าไปนั่งก่อน

เขากล่าวยอมรับว่าการเปิดร้านนี้ทำให้ความคิดของเขาโตขึ้น เพราะการที่เราเป็นเจ้าของกิจการนั่นหมายถึงเขาต้องดูแลชีวิตคนชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะ มีพนักงานสองคนที่เรารับผิดชอบและพนักงานหนึ่งคนมีครอบครัว เรามานั่งทำเล่นๆ ไม่ได้ มันคือชีวิตคนเลยโดยทุกวันนี้เขาพยายามจะพาพนักงานออกไปดูงานตามแลปดีๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น สเปน อเมริกา เพราะการที่เราได้ไปเห็นว่าที่ต่างๆ มีกระบวนการการทำงานอย่างไรจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปด้วย เขาได้เปรียบเหมือนกับการได้ทานอาหารอร่อยถ้าไม่เคยทานจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนที่เรียกว่าของอร่อย


บินยังคงแสดงจุดยืนว่าเป็นคนที่เชื่อในกลไกที่เป็นระบบและต้องการมาตรฐานที่แน่นอนจริงๆมาตรฐานนั้นแปลว่าคุณต้องทำอะไรซ้ำๆ เป็นร้อยๆ ครั้ง ถึงจะเรียกสิ่งนั้นว่ามาตรฐาน ถ้าคุณทำมันสำเร็จแค่ครั้งนึงมันไม่ใช่ คุณอาจจะฟลุ๊คก็ได้ เพราะฉะนั้นมาตรฐาน เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ไม่เพียงมาตรฐานที่เขาอยากให้ร้านตัวเองทัดเทียมญี่ปุ่น เรื่องของความรักในอาชีพและการทำงานให้มีความสุขเหมือนคนญี่ปุ่นนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาคอยบอกพนักงานของตัวเอง

เรื่องราคา ร้านนี้มีเรทเดียวคือ 170 บาทต่อม้วน (135 มม.) บินเสริมต่อว่าร้านเรามีมอตโต้อยู่ว่า ราคาเดียว ทำให้ดีที่สุด เราไม่มีการแบ่งเกรด ในเมื่อคุณไว้ใจให้เราทำ เราก็ยินดีที่จะทำให้ดีที่สุดโดยที่ต่อไปนี้เขาได้แจ้งกับเราว่าที่ร้านจะมีตำแหน่ง Film Expert ที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องฟิล์มให้กับคนที่เข้ามาใช้บริการอีกด้วย พร้อมทำฟิล์มเอฟเฟคออกมาให้ลูกค้าได้ทดลองกัน โดยที่ร้านเลือกใช้เครื่องสแกนรุ่นเก่าอายุ 10 -20 ปีแล้ว ที่มีโปรไฟล์สีที่สวย มีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน ที่ตัวเครื่องมีแหล่งกำเนิดไฟจากหลอดไส้ ไม่เหมือนเครื่องรุ่นใหม่ที่เป็นหลอด LED โดยเขาเปรียบเทียบว่าเหมือนการที่เราย่างเนื้อบนเตาถ่านกับเตาแก๊ส ซึ่งความหอมและรสชาติมันต่างกัน

“Look at me I'm as helpless as a kitten up a tree” ท่อน Verse ของเพลง Misty ถ้าใครเป็นแฟนเพลงของ Ella Fitzgerald ก็คงร้องตามต่อได้เลย ใช่แล้วล่ะครับ ชื่อร้าน Ellla.bkk มาจากชื่อนักร้องหญิงผู้โด่งดังผู้นี้ บินกล่าวเสริมกับเราต่อว่าเขาและหุ้นส่วนอีกสองคนมีความรู้สึกว่าการเปิดร้านนี้เหมือนผู้ชายสามคนมีลูกสาว ประกอบกับความชอบในชื่อที่สะกดด้วย E-L-L-A ที่เวลาเขียนแล้วมันเท่ห์ดี พร้อมกับบอกเป้าหมายของร้านคือจะต้องเป็นที่หนึ่ง แต่ที่หนึ่งในนี้ไม่ใช่เรื่องของจำนวนของยอดฟิล์มที่เยอะที่สุดแต่เป็นร้านล้างฟิล์มที่ลูกค้ามาแล้วมีความสุขที่สุด เราอยากเจริญเติบโตแบบยั่งยืนมากกว่า


สอดคล้องกับสิ่งที่บินได้บอกกับผมว่าเขาตั้งใจให้ร้านนี้เป็นมิตรกับทุกคน แบบที่ว่าใครเดินเข้าไปก็ได้ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเป็นมืออาชีพเราอยากทำร้านล้างฟิล์มสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเข้ามาและก็ชอบในฟิล์ม  ไม่ใช่แบบ Before it was cool คือการที่เรามาชอบทีหลังก็ไม่ได้เแปลว่าเราชอบน้อยกว่านะ อย่าไปคิดเลยว่ามันจะคลูหรือไม่คลู คิดซะว่าการที่ได้คุยกับคนที่ชอบสิ่งเดียวกันมันดีขนาดแค่ไหน

บินได้เปิดเผยกับเราต่อว่าแม้ว่าร้านจะเกิดขึ้นจากการตั้งชื่อก่อนก็จริง แต่เขานั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลายแหล่งที่มา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Maison Kitsuné จากคาเฟ่ที่ต่อยอดเป็นแบรนด์เสื้อผ้า โดยเขานั้นยอมรับว่าเป็นแฟนตัวยงของ Maison Kitsuné เขาเล่าไปพร้อมกับสายตาที่ชื่นชมกับเดินทางของแบรนด์ดังกล่าว เขาตั้งใจที่ทำให้ Ella.Bkk เติบโตในทิศทางเดียวกัน ที่ในอนาคตอาจจะมี ส่วนของคาเฟ่กาแฟคอยบริการแขก มีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง หรืออาจจะเป็นอีเว้นท์แพลนเนอร์ในอนาคต แต่ตอนนี้ขอโฟกัสกับฐานหลักคือร้านล้างฟิล์มก่อนเพราะเขาอยากทำให้มันดีจริงๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่เร่งรีบ


นอกจากนี้เขายังอยากทำให้ Ella.Bkk เป็นคอมมูนิตี้ที่คนมีความชอบเดียวกันได้มาทำสิ่งที่ชอบร่วมกัน ที่ในอดีตเขาเคยได้จัดงานของกลุ่มคนชอบ Leica ในนาม Leican ที่ได้พาเขาไปรู้จักกันกับผู้คนต่างๆ ที่ผ่านมา Ella.Bkk ก็ได้จัดกิจกรรมถ่ายภาพ ก็ได้เสียงตอบรับที่ดี คนที่เคยมาแล้วก็กลับมาอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับตัวร้านและเขาเอง เพราะสิ่งนี้หรือการทำอะไรแบบนี้มันเป็นสิ่งที่การถ่ายรูปให้เขามาตลอดทั้งชีวิตการถ่ายรูปมันให้ทุกอย่างที่เรามีอยู่ตอนนี้ได้เพื่อน มีร้านของตัวเอง ได้มิตรภาพที่ดี แต่เราก็ต้องแลกเวลาทั้งหมด ต้องอุทิศให้มันเหมือนกัน A fighter never quits, A quiter never wins คือปณิธานของเรา ที่เรายังอยู่ในวงการนี้ได้เพราะเราไม่เคยออก เหมือนกับคำถามที่บินชอบถามตัวเองว่าตัวเขาเองจะเลิกถ่ายภาพเมื่อไหร่ ซึ่งคำตอบก็ยังคงเปล่งเสียงดังเช่นเดิมว่าคงเลิกไม่ได้

Related Stories

Through the Lens

ANALOGUE PHOTOGRAPHY

มากกว่า ‘เนื้อภาพ’ คืออารมณ์และความรู้สึกที่อยู่ในนั้น ซึ่งกล้องฟิล์มจะเก็บสิ่งเหล่านี้มาได้อย่างครบถ้วน

Read

Through the Lens

THREE THINGS WE LEARNED FROM FINDING VIVIAN MAIER

ชวนคุยสามเรื่องที่จะพาคุณลงลึกถึงชีวิตของช่างภาพสตรีทผู้ลึกลับ

Read

Through the Lens

THROUGH THE LENS OF FAN HO: 1950s-1960s HONG KONG

รำลึกความหลังบรรยากาศฮ่องกงในอดีต ผ่านผลงานของ “แฟน โฮ” ช่างภาพในตำนาน

Read

0Shares
preloader