Silver Screens

PERMANENT STYLE FROM AN ’80s THAI ROMANCE FILM

บทความโดย Nanat Suchiva, Managing Editor, W. MINISTRY

Silver Screens

PERMANENT STYLE FROM AN ’80s THAI ROMANCE FILM

11 September 2019

“พริกขี้หนูกับหมูแฮม” กับสไตล์อมตะจากเมื่อวาน ที่วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังคงคิดถึง

Spread the words

“จอห์นคะ...กว่าคุณจะได้ยินเสียงของฉันตัวฉันก็คงไปอยู่นิวยอร์กแล้ว อีกครั้งแล้วสินะที่ฉันต้องโยกย้าย” อ่านจบประโยคนี้เมื่อไหร่เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องมีอินโทรเสียงซินธิไซส์เซอร์จากแทร็คยอดฮิตของยุคนี้อย่าง “พบกันใหม่” จาก Polycat ขึ้นมาปรากฎอยู่ในหัวแน่นอน แต่สำหรับผมที่อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบ 30 ปีแล้ว กลับได้ยินเสียงเพลงท่อนฮุก “อยู่ไกลกันเกินครึ่งฟ้า...หากยังมีใจถึงกัน จะโยงใยความสัมพันธ์จนมาพบกันใกล้ตา” จาก มัม ลาโคนิค วนเวียนอยู่ในโสตประสาทให้ฮัมได้ทั้งวัน

สำหรับผมแล้ว มั่นใจว่าภาพยนตร์จอเงินเรื่องพริกขี้หนูกับหมูแฮม หรือ ชื่อภาษาอังกฤษสุด Cliché ที่ชื่อว่า A Very Romantic Story in the Very Big City คือหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ดีที่สุดในยุคปลาย ‘80s และมันยังเป็นอย่างนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

จริงอยู่ที่พริกขี้กับหมูแฮมถูกนำมาฉายในโรงครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1989 ซึ่งผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่เมื่อโตขึ้นในระดับหนึ่งเราก็ได้ดูจากสื่อวิดิทัศน์ ( VDO นั่นล่ะครับ ) ที่คุณพ่อคุณแม่นั่งดูกันในห้องนั่งเล่น แล้วก็รู้สึกแค่ว่า มันเป็นเรื่องที่สนุก เนื้อเรื่องก็เข้าใจง่ายดี พระเอกนางเอกใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกภาพสวยงาม สะพานโกลเด้นเกทในซานฟรานซิสโกที่เคยใฝ่ฝันว่าอยากไป มันช่างต่างกับหนังไทยในสมัยนั้นที่ถ่ายทำแต่ในประเทศไทย อะไรๆ ก็ดูเดิมๆ
เมื่อราวๆ เกือบๆ 15 ปีที่แล้ว นึกครึ้มใจเปิดเรื่องนี้ดูที่บ้านอีกครั้ง คราวนี้ไม่เหมือนครั้งแรกที่ดู เพราะกำลังอยู่ในช่วงวัยกลัดมัน วัยรุ่นที่ดูหนังฟังเพลงอะไรก็กลายเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไปเสียหมด และ ก็นึกตอนนั้นว่าถ้าเราเป็นวัยรุ่นที่เกิดในยุค ‘60s - ‘70s แบบ รุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ดูหนังเรื่องนี้ในโรงมันคงอิ่มเอมใจไม่น้อยเลย แต่ไม่เป็นไรยังไงเราก็ยังได้เสพสมภาพยนตร์แสนโรแมนติกเรื่องนี้อย่างเข้าใจมากขึ้น มองภาพ Cinematography เนื้อเรื่องที่โดดเด่นไปในด้านเฟรนด์โซนระหว่างพระเอกและนางเอกจนได้กลับมารักกันในตอนท้าย

พูดมายาวเหยียด คุณอาจสงสัยแล้วว่าทำไมผมถึงต้องงัดภาพยนตร์ที่ขึ้นหิ้งออกมาเขียนถึงอีกครั้ง? คำตอบคือในปี 2019 นี้ ผมได้หยิบมันมาดูเป็นครั้งที่ 3 ของชีวิตเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีบวกกับกำลังสนใจเรื่องราวของศิลปะ เพลง และการแต่งกายของผู้คนในยุคนั้น เพราะอิทธิพลของเสื้อผ้ายุค ‘80s - ‘90s - 2000s มันเริ่มคุกคามเราเข้าไปทุกๆ ที

แล้วแฟนของพระเอกอย่าง “จอห์น” (แสดงโดย ขจรศักดิ์ รัตนนิสัย) และ นางเอกของเรื่องอย่าง “พิม” (แสดงโดย จันจิรา จูแจ้ง) จะอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร ก็เลยอยากจะมาแกะสไตล์ของพระเอกให้ดูกันว่าแต่ละชุดที่เขาใส่นั้น มันไม่ได้ต่างอะไรไปกับที่เราเห็นๆ กันจากแบรนด์ดังๆ ของโลกในตอนนี้ยกตัวอย่างเช่น Balenciaga ที่ราวกับว่า Demna Gvasalia เคยแอบเปิดพริกขี้หนูกับหมูแฮมในออฟฟิศที่ปารีสเลยทีเดียว
ขอวกออกจากเรื่องความประทับใจของหนังสักนิด เพราะไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องแฟชั่นการแต่งตัวแล้ว เราคงเห็นกันอย่างโจ่งแจ้งว่า ไม่ว่าจะแบรนด์สตรีทโลคอล ไปจนถึงไฮแบรนด์ของโลกในปีสองปีที่ผ่านมาต่างเอา “สไตล์จากเมื่อวาน” หยิบมาเล่น ปัดฝุ่น นำเสนอใหม่ (Reintroduce) ให้เด็กๆ ยุคที่เกิดหลังปี 2000 ได้รู้สึกว้าวกันเล่นๆ ทั้งเสื้อยืดตัวใหญ่ๆ กางเกงขากระบอกที่ไม่ได้เข้ารูป การใช้เลเยอร์ของเสื้อเชิ้ตที่มีเสื้อยืดคอกลมธรรมดาๆ อยู่ข้างใน หรือ กางเกงมีจีบเอวสูงรัดเข็มขัด ซึ่งของเหล่านี้สำหรับผมแล้วมันไม่เคยหายไปเลย เพียงแต่มันถูกคลื่นของการทดลองผิดลองถูก ความเฉิ่ม ความสับสนของกระแสแฟชั่นโลกในยุคหลังปี 2000s กลบไปในระยะหนึ่งเท่านั้น

เพราะไม่ว่าจะอย่างไรเสื้อผ้าในยุคปลาย '80s ไปจนถึงต้นๆ ยุค '90s ก็ยังเป็นความ Nostalgic และไร้เดียงสา ไม่พยายามที่จะตราหน้าว่าจะต้องทำให้คนที่เห็นประทับใจไปมากกว่าหน้าที่ปกคลุมร่างกาย และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เสื้อผ้าแห่งยุคปลาย '80s แบบที่ จอห์นใส่ มันไม่เคยได้รับคำก่นด่าว่า “เชย” เลยแม้แต่น้อย

กลับมาที่พริกขี้หนูกับหมูแฮมของเราอีกครั้ง ผมจะเถียงคอเป็นเอ็นทุกครั้งหากมีใครบอกว่า “หนังไทยไม่เคยสอนเราแต่งตัว” นั่นอาจจะเพราะเขาไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ หรือเลือกดูเรื่องไม่ถูกก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยดูพริกขี้หนูกับหมูแฮม ผมรับประกันว่าคุณจะไม่ผิดหวังเพราะมันคือภาพยนตร์เพชรเม็ดงามเรื่องหนึ่งของไทย ที่ไม่ได้มีดีแค่บท สถานที่ มุมกล้อง บรรยากาศความโรแมนติก แต่มันคือชุดที่พระเอกได้สวมใส่ตลอดเรื่อง จากฝีมือของคุณ “พจมาน แดงฉาย” ผู้เป็นคอสตูมดีไซน์เนอร์ให้กับเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว




Leather Flight Jacket

หลังจากที่จอห์นได้เจอกับพิมแบบในฉากเปิดตัวคู่พระนาง และมีปากเสียงถึงเรื่องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของห้องเช่าที่กลางมหานครนิวยอร์กแล้ว เขาได้ออกมาพบปะเพื่อนร่วมงานอย่าง “ชัย” ณ ตลาดเปิดท้ายขายของมือสอง หรือ Flea Market ละแวกนั้น พร้อมเล่าเรื่องราวประหลาดว่ามีผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ขึ้นมานอนอยู่ในห้อง พร้อมด้วยการเลเยอร์เสื้อผ้าถึง 3 ชิ้น ตั้งแต่เสื้อยืดคอกลม Crew Neck, เสื้อเชิ้ตผ้าแชมเบรย์ตัวเก่ง (ที่เราจะเห็นจอห์นใส่เกือบตลอดทั้งเรื่อง) และ Flight Jacket แบบหนัง ที่มีรูปทรงคล้าย Bomber Jacket ถ้าให้เดาก็คงเป็นช่วงอากาศเริ่มเย็นในนิวยอร์กตอนถ่ายทำ เราจึงเห็นการจับเสื้อผ้าหลายๆ ชิ้นมาอยู่ด้วยกันเช่นนี้ ซึ่งรูปทรงของคอสตูมของจอห์นในฉากนี้หากเทียบกับปัจจุบัน เราก็ยังเห็นอยู่ประปราย และไม่ได้รู้สึกว่ามันเก่าหรือล้าสมัยเลย




High-Waisted Trousers With Belt

เมื่อกลับมาจากข้างนอก จอห์นเปิดประตูมาเจอกับพิมที่กำลังขะมักเขม้น ดูดฝุ่น ปัดกวาดเช็ดถูกห้องราวกับว่าเธอยังเป็นเจ้าของห้องเช่าที่แฟนเก่าเพิ่งจะขายให้จอห์นเมื่อไม่นานนี้ จอห์นยังคงสวมเสื้อเชิ้ต แต่ครั้งนี้เป็นเสื้อเชิ้ตผ้าคอตต้อนตัวหลวมโคร่งเอกลักษณ์ของ Silhouette เสื้อผ้าในยุค 30 ปีที่ผ่านมา แต่อาจจะพิเศษหน่อยที่มีกระเป๋า Flap Pocket แบบตะวันตกเป็นลูกเล่น พร้อมกางเกงมีจีบเอวสูงและเข็มขัดแบบมีหัว ซึ่งสำหรับผมแล้วมันเป็นชุดที่ลงตัวที่สุดในเรื่องเพราะหากนึกดูแล้วในปัจจุบันหากจะมองหาเสื้อผ้าในท้องตลาด มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะจับจ่ายเสื้อผ้ารูปทรงแบบนี้ และเมื่อมันอยู่ด้วยกันก็ยังให้ความทะมัดทะแมงได้ พร้อมกลิ่นอายของ ความเป็นยุค 80’s ตอนปลายๆ ได้อย่างไม่ต้องพยายาม




Rayon Tee And Sweat Pants

จะว่าฉากนี้เป็นทั้งฉากที่ตลก และ ตื่นเต้นที่สุดในเรื่องก็ว่าได้เพราะเป็นฉากที่จอห์นกำลังพักผ่อน อ่านหนังสือ นั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่าง พร้อมพ่นควันบุหรี่ในท่านั่งสบายๆ ในชุดเสื้อยืดพิมพ์ลายธรรมดาๆ ผ้าเรยอง กับกางเกง Sweat Pants ก่อนที่แฟนสาวของเขาอย่าง “แพต” จะมาเยี่ยมแบบเซอร์ไพรส์เพราะไม่ได้นัดมาก่อน พิมที่อาศัยอยู่ในห้องจึงต้องหนีแบบหัวซุกหัวซุน และจอห์นก็ช่วยปกปิดแบบเกือบจะไม่รอด

ลองนึกดูสิว่าหากคุณเดินไปที่ร้าน Fashion Retailer ยักษ์ใหญ่อย่าง Uniqlo แล้วหยิบเสื้อผ้าตามแบบที่จอห์นใส่ แล้วนั่งไทม์แมชชีนกลับไปยุคนั้น แน่นอนว่าไม่มีผู้คนแตกตื่นและเป็นที่สังเกตว่าคุณมาจากโลกอนาคตแน่นอน และในทางกลับกันหากจอห์นสามารถนั่งไทม์แทชชีนกลับมาในปี 2019 ได้ ก็คงไม่มีใครบอกว่าเขาเฉยเช่นเดียวกัน




Overshirt with Crew Neck Tee

จอห์นในชุดง่ายๆ ที่มีเพียงเสื้อเชิ้ตลายตารางหรือ  Plaid จับคุ่กับเสื้อยืด Crew Neck สีดำธรรมดาๆ ในอิริยาบถการเป็นผู้ปลอบใจพิมหลังจากกลับมาจากงานปาร์ตี้คนไทยในนิวยอร์ก ที่พิมได้เจอกับ “นัท” แฟนหนุ่มที่เธอยังเชื่อว่าไม่ได้หายไปไหนแบบที่จอห์น บอกตอนต้นเรื่อง แต่กลับมาปรากฎตัวที่งานพร้อมแหม่มผมทอง ทำให้พิมใจสลาย โวยวาย และ ลงไม้ลงมือกับนัทไป จนกลับมาฟุ้งซ่านหมดอะไรตายอยากที่ห้อง พระเอกอย่างจอห์นจึงต้องรับบทเพื่อนที่รู้ใจแม้จะรู้จักกันได้ไม่นาน สำหรับผมแล้วคิดว่าผู้กำกับและคนเขียนบทคงจะตั้งใจให้ฉากนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความหวังดีจากเพื่อน จนขยับมาเป็นความห่วงใยแบบคนรักอย่างห่างๆ ในที่สุดก็เป็นได้




Chambray Shirt And Chino Pants

ในบรรดาคอสตูมและฉากของเรื่องพริกขี้หนุกับหมูแฮม ฉากนี้เป็นฉากที่ผมชอบมากที่สุด เพราะเป็นฉากที่จอห์นผู้ซื่อสัตย์กับความรัก และพิม สาวผู้ผิดหวังจากความรักและโดดเดี่ยวในเมืองใหญ่ได้เริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น เขาและเธอตะลอนเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ของนิวยอร์กอย่างสนุกสนานเพื่อให้ลืมความทุกข์ ดูไปดูมามันเหมือนเป็นกิจกรรมของคู่รักที่เพิ่งจะจีบกันใหม่ๆ อย่างไงอย่างงั้น

ประโยคเด็ดของจอห์นในฉากนี้คือ “รักแฟนไหม รักสิ ก็ที่ผมเป็น Job Hunter อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะจะเก็บเงินไปแต่งงานกับเธอ...แพตซี่ของผมไม่ใจง่ายเด็ดขาด เรารู้ใจกันยิ่งกว่าอะไร ความรักเรามั่นคง จริงจัง และก็ยิ่งใหญ่มาก” ก่อนที่ต่อมาแพตจะเข้ามาบอกเลิกแบบกะทันหันเพราะกำลังจะแต่งงานกับหนุ่มฝรั่งมังค่า และทำให้จอห์นคลั่งแบบคนอกหักไม่ต่างจากพิมพ์ในตอนกลางเรื่อง นี่คือจุดที่ “คนถูกทิ้ง” ทั้งสองคนเข้าใจกัน และทำให้เกิดเป็นความรักของเรื่อง

เสื้อเชิ้ตแชมเบรย์, เสื้อยืด Crew Neck สีขาว, Flight Jacket หนัง ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ แต่ในครั้งนี้จอห์นใส่กางเกงชิโน่สีกากี ทรงหลวมแบบ Loose Fit มันช่างเข้ากับบทพูด แซนด์วิชในมือ และ กลิ่นของความรักปนความผิดหวังแบบไม่น่าเชื่อ




Blouson Jacket

อีกหนึ่งฉากที่สวยที่สุดในเรื่อง คือฉากที่จอห์นพาพิมพ์มาชมทุ่งทาโฮ ซึ่งเป็นที่ที่เขาหมายมั่นปั่นมือว่าจะรวบรวมเงินเปิดกิจการปั๊มน้ำมันกับชัยเพื่อนรักของเขาในอีกไม่ช้า “นานไหมคะ...ก็ไม่นานหรอก รอให้ผมพ้นสภาพพระเอกแห่งป่าเชอร์วู้ดไปซะก่อน”

และเรายังได้เห็นแจ็คเก็ตอีกตัวที่โผล่มาในเรื่อง ลักษณะเป็น Bluoson Jacket ทรงกล่องพร้อมปกเสื้อแบบใหญ่ ในสีสันแนว Military ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นเสื้อผ้าแบบทหารที่จอห์นชอบ และผู้ออกแบบคอสตูมก็จับมันให้อยู่เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ลุ่มๆ ดอนๆ ในนิวยอร์กของจอห์นด้วย




Leather Chukka Boot

คุณเคยรู้สึกไหมว่ารองเท้าหนังหุ้มข้อทรง Chukka มันดูล้าหลัง สำหรับผมคำตอบคือไม่ เพราะหากดูในภาพนี้ในฉากที่จอห์นกำลังเซ็งเรื่องที่แอบเห็นแฟนเก่าของพิมกลับมานัดเจอหน้าอพาร์ทเมนท์ของเขา และมานั่งสูบบุหรี่ที่ทุ่งทาโฮที่เขารัก พร้อมเสื้อโอเวอร์เชิ้ต, กางเกงชิโน่ และ รองเท้าหนังทรง Chukka มันช่างเป็นชุดที่ลงตัวกับสภาพอากาศแบบซัมเมอร์ในนิวยอร์ก และเมืองไทยในขณะเดียวกัน และที่สำคัญมันไม่ได้รู้สึกว่าเก่าเลย เพราะขณะที่ผมนั่งเขียนอยู่ ลองก้มดูตัวเอง ก็สวมชุดคล้ายจอห์นจนน่าตกใจ




Sweat Shirt And Sweat Pants

เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของเรื่องเมื่อตอนที่พิมกำลังนั่งรถย้ายไปนิวยอร์กเพื่อไปอยู่กับป้าของเธอแบบไม่ได้ลา เพราะจอห์นยังนอนสลบอยู่ที่อพาร์ทเมนท์หลังมีเรื่องชกต่อยกับแก๊งค์ค้ายาเสพติด และเหลือไว้เพียงเทปที่พิมอัดไว้ให้ในประโยคคลาสสิกที่สุดของเรื่องที่ว่า “จอห์นคะ...กว่าคุณจะได้ยินเสียงของฉันตัวชั้นก็คงไปอยู่นิวยอร์กแล้ว อีกครั้งแล้วสินะที่ฉันต้องโยกย้าย”

จอห์นวิ่งแบบสุดพลังเพื่อไล่ตามรถในชุด Sweat Shirt และ Sweat Pants แบบเข้าชุดราวกับว่าเตรียมพร้อมจะสิ่ง 4 x 100 ตามรถบัสที่พิมพ์นั่งอยู่อย่างเตรียมตัวมาอย่างดี พร้อมตะโกนว่า “คุณยังไปไหนไม่ได้ คุณยังติดหนี้ผมอยู่ 10 เหรียญ...คุณต้องกลับมาใช้หนี้ผมสัญญาสิ” เป็นฉากที่เรียกน้ำตาผมได้อย่างไม่น่าเชื่อแม้มันจะดูไม่สมจริงก็ตามที่คนๆ หนึ่งจะวิ่งตามรถบัสได้แบบนั้น ทั้งที่ยังเจ็บป่วยอยู่




Field Jacket

ฉากสุดท้ายของเรื่อง ที่จอห์นในชุดเสื้อยืดพิมพ์ลายกับ Field Jacket ได้เจอกับพิมหลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน พิมกับมาหาจอห์นตามสัญญาที่เคยให้ไว้พร้อมคืนเงิน 10 เหรียญที่เป็นสัญญลักษณ์ของการ “พบกันใหม่” อีกครั้ง และนี่คือเรื่องราวของจอห์นและพิมที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความรักความอบอุ่นที่ไม่ว่าจะงัดเรื่องนี้มาดูเมื่อไหร่ ก็ไม่มีวันเบื่อเลย

 

ในวันที่ 12 กันยายนนี้ พริกขี้หนูกับหมูแฮม จะถูกนำมาฉายใหม่ในรูปแบบจอเงินอีกครั้งในโรงหนังใหม่แต่ชื่อเก่าอย่าง Lido Connect ใครที่อยากไปชมความโรแมนติกปนความยียวน และชุดเสื้อผ้าที่ “ไม่มีวันเก่า” ของทั้งจอห์นและพิม ก็ตีตั๋วแล้วเข้าไปชมกันได้เลย


ขอบคุณภาพจาก Mono Flim

Related Stories

Silver Screens

STYLE LESSONS FROM OUR FAVORITE MOVIE CHARACTERS

แรงบันดาลใจจากตัวละครโปรดในงานกำกับศิลป์ สู่การเลือกสรรเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริง

Read

The Inspirations

TAKING NOTES FROM LEGENDARY THAI ACTORS

ย้อนเวลากลับไปหาดาราไทยในอดีต
สไตล์ที่จัดเจนกับความเก๋าที่ไม่มีวันหมดอายุ

Read

Silver Screens

7 RUNNING MOVIES THAT FUEL YOUR SPIRIT

เมื่อเรื่องวิ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในแค่คำว่ามาราธอน
ทุกๆก้าวล้วนมีความหมายและให้คุณค่าในทางที่แตกต่างกันไป

Read

0Shares
preloader