The Read

PERFECTLY IMPERFECT: จะจงใจละไว้…ก็ไม่มีใครหาว่าคุณ “แต่งหล่อไม่เสร็จ”

บทความโดย Korakot Unphanit, Contributing Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Visual Designer, W. MINISTRY

The Read

PERFECTLY IMPERFECT: จะจงใจละไว้…ก็ไม่มีใครหาว่าคุณ “แต่งหล่อไม่เสร็จ”

27 May 2020

จบหรือไม่ ใครตัดสิน ชวนศึกษาศิลปะในสไตล์ที่เสร็จครบและจบสมบูรณ์ในตัวมันเอง

 

หลายครั้งที่ต้องใส่สูท ผูกไท ผมมักจงใจไม่ใส่พ็อกเก็ตสแควร์ และมักโดนทัก บางคนว่าผมแต่งตัวไม่เสร็จ บางคนก็ทนไม่ไหว ถึงขั้นเอาผ้าของเขามายัดให้ บางคนคิดว่าผมลืมไป แต่บางคนกลับเข้าใจและมองตา พยักหน้าเหมือน ‘รู้กัน’

ที่ทำแบบนั้น แม้จะจงใจ แต่ไม่มีเจตนาให้คนทักหรอกครับ ยอมรับว่าในวัยที่เด็กกว่านี้ ทุกครั้งที่มีโอกาสได้แต่งตัว ผมเคยพยายามคิดและแต่งให้ดูต่างจากปกติ ในอารมณ์ ‘อยากทดลอง’ มากกว่าที่จะอยาก ‘ลองของ’ หรือพิสูจน์ให้ใครเห็น แต่หลายครั้ง ผลลัพธ์กลับออกมาดูเรียกร้องความสนใจโดยไม่รู้ตัว มาในวัยนี้ ถึงได้รู้ว่า สไตล์ไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่ต้องเป็นจุดสนใจ ยิ่งเนียนไปกับผู้คนและบริบทสังคมได้มากเท่าไหร่ ยิ่งดี

แต่พอโดนทักเรื่องไม่ใส่ (หรือให้ใส่) พ็อกเก็ตสแควร์ มันชวนให้ผมคิดถึงเหตุการณ์สมัยเรียนศิลปกรรม ผมในตอนนั้นเป็นนิสิตดุริยางค์ศิลป์ตะวันตกปี 1 มีโอกาสได้สนทนากับพี่บัณฑิตสาขาทัศนศิลป์ เราคุยกันในห้องเพ้นท์ติ้ง และเหลือบไปเห็นภาพจิตรกรรมบนเฟรมผ้าใบของใครบางคน

“บังไม่เคยทำงานเสร็จเลย”

‘บัง’ ที่เขาว่า คือเพื่อนร่วมรุ่นของเขา

‘งาน’ ที่เขาว่า คือภาพวาดของบัง

แม้พี่บัณฑิตจะพูดแบบนั้น แต่น้ำเสียงและรอยยิ้มกลับบอกว่า เขาชื่นชมสไตล์การวาดรูปอันเปี่ยมเอกลักษณ์ของเพื่อนคนนี้มาก ซึ่งผมเห็นด้วย แต่ที่ผมไม่เข้าใจ คือมัน ‘ไม่เสร็จ’ ยังไง เพราะในความรู้สึกของผม ภาพของรุ่นพี่ที่ผมเห็นนั้นห่างไกลจากคำว่าไม่เสร็จไปมากนัก และไม่รู้ด้วยเหตุผลใด ผมจึงไม่ได้ถามเขาต่อ

มาคิดๆ ดู ในประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกก็เคยมีผลงานที่แต่งไม่เสร็จ หรือ Unfinished Work ชิ้นขึ้นชื่อที่นักฟังดนตรีคลาสสิกต้องร้องอ๋อ นั่นคือ Requiem in D minor, K. 626 หรือเพลงสวดศพที่ Wolfgang Amadeus Mozart แต่งค้างไว้ และด่วนสิ้นใจไปก่อน

ว่ากันว่าผลงานชิ้นนั้น มีเพียง 2 ท่อนแรกเท่านั้นที่เขาประพันธ์ไว้สมบูรณ์ทั้งเมโลดี้และการเรียบเรียงเสียงประสาน (orchestration) ระหว่างแต่ง เหมือนรู้แน่ว่าจะถึงฆาตในอีกไม่นาน Mozart ร่างแนวทำนอง ร่างแนว Basso Continuo ซึ่งประกอบด้วยแนวเบสและทางเดินคอร์ด (chord progression) ของท่อนอื่นๆ ร่างท่อนเชื่อม และเขียนข้อความสั้นๆ ระบุแผนการในการแต่งเพลงนี้ไว้อย่างเพรียบพร้อม

 

Requiem in D minor, K. 626 by Wolfgang Mozart

ต้นฉบับลายมือของ Mozart แสดงหน้าแรกของ Requiem จากโน้ตเพลงสังเกตได้ว่าสมบูรณ์ทั้งแนวนอน (แนวทำนอง) และแนวตั้ง (แนวเสียงประสาน)

 

แต่สุดท้าย ความตายก็ชนะเขา เหลือทิ้งไว้เพียงต้นฉบับที่ไม่ครบถ้วนกระบวนเพลงสวดศพ ภรรยาของเขาจึงต้องส่งไม้ผลัดให้คีตกวีอีก 2 ไม้ต่อ (หรือมากกว่า ตรงนี้ไม่อาจทราบได้) คนแรกคือ  Joseph Von Eybler ที่มาเรียบเรียงเสียงประสานและแต่งต่อโดยยึดข้อความและไอเดียของเมโลดี้ที่ Mozart ร่างไว้ เขาหยุดที่ท่อน Lacrimosa และตัดสินใจไม่แต่งต่อ จึงเป็นธุระให้ภรรยา Mozart วาน Franz Xaver Süssmayr มาปิดจ็อบ เพราะนอกจาก Süssmayr จะแต่งโดยอิงตามแนวทำนองและข้อความที่ Mozart ระบุไว้แล้วนั้น เขายังแต่งบางท่อน ‘ขึ้นมาใหม่’ ให้ครบกระบวนเพลงสวดศพ แม้สุดท้าย ผลงานนี้จะด้นไปจนจบตามธรรมเนียม และกลมกล่อมดี แต่เซียนเพลงบางท่านถึงขั้นฟังออกทันทีว่าท่อนนี้ ของใคร

การด่วนจากไปก่อนแต่งจบ นั้นพอเข้าใจได้ครับ แต่มีอีกเพลงที่คนแต่งยังไม่ตาย แต่ดันแต่งไม่จบ ส่วนเหตุผลว่าทำไมไม่แต่งต่อนั้น ไม่อาจทราบได้ เพลงนั้นคือ Symphony No. 8 in B minor, D 759 หรือในชื่อเล่นว่า Unfinished Symphony ประพันธ์โดยคีตกวีนาม Franz Schubert

 

Symphony No. 8 in B minor, D 759 or Unfinished Symphony by Franz Schubert

สกอร์เพลง Movement ที่ 3 ที่สเก็ตช์ด้วยมือ ซึ่งเป็นมูฟเมนต์ที่ Schubert แต่งไม่เสร็จ ทำให้ซิมโฟนีชิ้นนี้เสร็จสมบูรณ์โดยมีแค่ 2 มูฟเมนต์เท่านั้น

 

แฟนเพลงและนักดนตรีวิทยาต่างสันนิษฐานไปต่างๆ นานา บ้างก็เชื่อว่า Schubert จงใจจบซิมโฟนีบทนี้ไว้แค่ 2 กระบวนเพลง แทนที่ซิมโฟนีบทนี้จะมี 4 กระบวนเพลง  (movement) ตามสังคีตลักษณ์ซิมโฟนี (Symphony Form) ที่นิยมในยุคคลาสสิกและโรแมนติกตอนต้น อีกฝั่งก็แย้งว่า ถ้าจงใจจบแค่ 2 ท่อน แล้วเขาจะร่างท่อนที่ 3 ไว้ทำไม บ้างก็ว่าที่แต่งไม่จบ เพราะช่วงนั้นไม่ว่าง และอาจจะอินกับการแต่งเพลงโซโลเปียโน Wanderer Fantasy แต่ไม่ว่าเหตุผลอะไร เขาก็ฝากบทเพลงนี้ไว้แค่ 2 ท่อน กลายเป็นผลงาน ‘เหมือนจะไม่เสร็จ’ ที่ตราตรึงหัวใจมิตรรักแฟนเพลงมากกว่าซิมโฟนีที่เสร็จสมบูรณ์แล้วของใครหลายคน

ในวงการวรรณกรรมไทยก็มีงานแบบนี้ นวนิยายเล่มเขื่องอย่าง ‘เงาสีขาว’ จากปลายปากกาของแดนอรัญ แสงทองนั้น หากใครเคยอ่านคงสะพรึงกับข้อความยาวเหยียดไร้ย่อหน้าที่ตัวเอกพ่นความรู้สึกนึกคิดและถ่ายทอดออกมาในสไตล์ ‘กระแสสำนึก’ เป็นการเล่าเรื่องที่มีสไตล์คล้าย Ulysses ของ James Joycs ยอมรับตามตรงว่าผมอ่านเงาสีขาวจบ แต่ Ulysses นี่ แค่เปิดผ่านตาก็ตัดสินใจปิดแล้วครับ กลัวเมาหนังสือและทนอ่านไม่ไหว

 

ปกหนังสือเงาสีขาว แดนอรัญ แสงทอง

เงาสีขาว เขียนโดยแดนอรัญ แสงทอง หรือในชื่อจริงว่า ‘เสน่ห์ สังข์สุข’ เป็นนวนิยายไทยที่รัฐบาลฝรั่งเศสคัดเลือกและแปลเผยแพร่เป็นภาษาฝรั่งเศส เล่าเรื่องในสไตล์ ‘กระแสสำนึก’ ดำเนินเรื่องด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความครุ่นคิด และความบ้าคลั่งของศิลปินในวัยหนุ่ม

 

แม้จะยาวและเข้มข้นจนคนอ่านลืมหายใจ (เพราะมันสนุกเป็นบ้าและภาษาอร่อยเหาะ) แต่แดนอรัญกลับบอกว่า ผลงานเล่มนี้ถือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของไตรภาคเงาสีขาวที่เขาตั้งใจให้มี 3 เล่ม แต่สุดท้าย เขาได้ทิ้งโครงการที่จะพิมพ์อีก 2 เล่มไปอย่างไม่แยแส โดยให้เหตุผลว่า มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และไม่สมจริงกับชีวิตเขาในขณะนั้น

ยอมรับตามตรง ผมมารู้ความจริงที่ว่าเขาล้มเลิกโครงการไตรภาคไป ก็ตอนที่อ่านเงาสีขาวเล่มนี้ (ที่ว่ากันว่า เป็นภาคที่ 2 ของไตรภาค) จบไปแล้ว ในทรรศนะของผม ผมรู้สึกว่ามันจบ….ในแบบของมัน เหมือนกันกับชีวิต ลองคิดดูสิครับ การเข้ามาและจากไปของใครบางคนในชีวิตก็เหมือนละครฉากหนึ่ง ผู้กำกับไม่จำเป็นต้องฉายที่มาของคนๆ นั้นให้เราเห็นตั้งแต่ต้น เรารู้จักเขา ก็ตอนที่เรารู้จักกัน จากนั้น ถ้าคิดว่าจะไปต่อ จึงค่อยๆ เรียนรู้ ‘ภาคก่อนหน้าของเขา’ ก่อนที่เราจะเจอกัน เผลอๆ ไม่จำเป็นต้องย้อนดูให้ครบทุกภาค ก็ยังดูเข้าใจ และรู้ตัวอีกที เราอาจหายไปจากชีวิตกันและกัน หรือถ้าอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า เราก็ต้องตายจากกันสักวันหนึ่ง

คนดูบางคนอาจคิดว่า นี่มันจบแบบค้างคา แต่บางคนกลับรู้สึกว่า ไม่มีอะไรจะจบบริบูรณ์ได้มากกว่านี้อีกแล้ว จะ ‘จบ’ หรือไม่ จึงขึ้นอยู่ที่ ‘ใครมองมัน’

และหากนับรวม ‘สไตล์’ และ ‘การแต่งกาย’ เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง คงคล้ายกันกับศิลปะแขนงอื่นๆ ที่ถึงแม้ในงานที่คล้ายจะไม่จบ ก็ล้วนมีจุดจบในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับสายตาและสุนทรียะของผู้มอง สูทที่ตัดในสไตล์ Drape Cut ที่ปรากฎหน้าอกพองฟูและมีรอยผ้าทิ้งตัวคล้ายจับจีบอยู่ที่ส่วนบนของวงแขนส่วนหน้า (front scye) และบางส่วนของรักแร้ด้านหลัง บางคนมองสิ่งนี้เป็นความงาม แต่บางคนกลับรู้สึกว่านี่คือ defect พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมเทเลอร์จึงปล่อยผ้าให้ย่นทั้งหน้าหลัง และไม่เก็บงานให้เรียบร้อย

เช่นกันกับการใส่เสื้อเชิ้ตและสูท ก็ไม่จำเป็นต้องจบด้วยการผูกเน็กไทหรือต้องใส่พ็อกเก็ตสแควร์ทุกครั้งแบบครบชุดเสมอไป ในบางบริบทนั้น ไม่ใส่ อาจดีกว่า เพราะสุดท้าย การรักษา ‘ความพอดี’ ต่างหากที่จะทำให้ลุคนี้ ‘จบบริบูรณ์’ ไม่ต่างจากการสร้างสรรค์งานศิลป์ ศิลปินผู้สร้างงานศิลป์ชิ้นอมตะและน่าจดจำได้นั้น ไม่ใช่ว่าเขาเก่งกว่าใครๆ แต่เป็นเพราะเขารู้จังหวะว่าเมื่อไหร่ ควรจะวางพู่กัน

ส่วนจะวางเมื่อไหร่นั้น ผมตอบไม่ได้ครับ อาจขึ้นอยู่กับบริบท กาลเทศะ หรืออารมณ์ ณ ตอนนั้น

และนั่น…มันเป็นเรื่องของปัจเจก!

ใช่ครับ มันเป็นเรื่องของคุณ

และมีแต่ตัวคุณเท่านั้น… ที่รู้ดี

Related Stories

The Read

FIND YOUR OWN STYLE RECIPE: ข้อคิดเรื่องสไตล์ที่ได้จากหน้าเตา

ค้นพบสูตรลับของศาสตร์แห่ง “การไม่พยายาม” ที่เอดิเตอร์ของเราได้เรียนรู้ระหว่างเข้าครัวทำอาหารในช่วงกักตัวอยู่บ้าน

Read

The Inspirations

FAMILY PORTRAIT: เปิดกรุภาพครอบครัวแง้มดูตู้สไตล์สามัญประจำบ้าน

จุดเริ่มต้นของสไตล์ที่อยู่เพียงใต้ปลายจมูกมาแสนนาน

Read

Query & Advice

HOW A SUIT SHOULD FIT, ACCORDING TO TAILORING EXPERTS

สองกูรูด้านคลาสสิคเมนส์แวร์ของเรา จะมาตอบอีกหนึ่งคำถามที่ใครก็ต้องเคยเผชิญทุกครั้งที่ตัดสูท

Read

0Shares
preloader