Silver Screens

NOTTING HILL: ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ชวนฝันแต่กลับจริงที่สุดในยุค ‘90s

บทความโดย บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Visual Designer, W. MINISTRY

Silver Screens

NOTTING HILL: ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ชวนฝันแต่กลับจริงที่สุดในยุค ‘90s

18 May 2020

ห้าช่วงเวลาประทับใจที่ดึงดูดให้ผู้ชมตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตลอดกาล

 

ถ้าเอ่ยปากถามใครหลายคนว่าให้ยกภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ตัวเองรักมาสักหนึ่งเรื่อง มันคงจะเป็นสิ่งที่ยากเอาการ เพราะมันมีหนังรอมคอมเป็นร้อยเป็นพันเรื่องที่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้เรามากมายซะเหลือเกิน แต่เหตุและผลที่บันดาลให้เรามาพูดถึง Notting Hill (1999) เพราะสำหรับผู้เขียนนั้นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่คนรอบข้างย้อนกลับมาดูอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลสุดเรียบง่ายก็แค่เพียงพวกเขาชอบหรือการหวนกลับไปเยี่ยมเยือนความทรงจำครั้งเก่า สำหรับรักบานฉ่ำที่น็อตติ้งฮิลล์ คือ หนังรักตลกที่ค่อนข้างจะเล่าเรื่องตามแบบฉบับความรักทั่วไปธรรมดาและอุดมไปด้วยช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรักกันไปมาของหนุ่มสาวสองคนที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกในชนิดที่คนดูไม่ต้องคาดเดา

 

จากตอนนั้นถึงตอนนี้น็อตติ้งฮิลล์ครองใจผู้ชมและถูกยกให้เป็นมงกุฏประดับวงการหนังโรแมนติกคอมเมดี้ด้วยการเล่นกับโครงสร้างเดิมๆ ของหนังแนวนี้ได้อย่างปราดเปรื่องในยุคปลาย ‘90s เหมือนดินเนอร์คอร์สหนึ่งที่อุดมไปด้วยสัดส่วนที่กำลังพอดี ความเรียบง่ายและไม่ซ้ำซ้อนของตัวบทที่ถูกดำเนินโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์ (Julia Roberts) รับบทเป็นแอนนา สก๊อต (Anna Scott) นางเอกเบอร์หนึ่งของวงการฮอลลีวูดมีรูปปรากฏอยู่ในทุกพื้นที่ไม่ว่าจะบนปกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ จอโรงหนัง รถบัสและฮิวจ์ แกรนต์ (Hugh Grant) รับบทเป็นวิลเลี่ยม แท็กเกอร์ (William Thacker) พ่อหม้าย เจ้าของธุรกิจร้านหนังสือท่องเที่ยวเล็กๆ ที่ไม่เคยมีกำไร ความรักที่สื่อสารกันไปกันมาแบบไม่ต้องตีความเยอะ ถ้าหากใครที่เชื่อว่าความรักจริงๆ แล้วมันไม่ต้องมีอะไรยาก ก็คงจะตกหลุมรักเรื่องนี้เป็นแน่แท้ การพบกันระหว่างตัวละครที่มีสถานะและภูมิหลังที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวไม่ใช่สูตรที่แปลกใหม่ในยุคนั้น การจับคู่ตัวละครในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเช่นในเรื่อง Roman Holiday (1953) ภาพยนตร์รักคลาสสิกที่นำแสดงโดย ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และเกรกอรี เพก (Gregory Peck)

 

พอมีโอกาสที่ทำให้เราอยากกลับมานั่งดูน็อตติ้งฮิลล์อีกครั้งตามเพื่อนๆ ก็ได้ค้นพบว่าประสบการณ์ที่คนเขียนบทได้พยายามสร้างในแต่ละช่วงนั้นมีความสำคัญอย่างมากที่จะปูข้อมูลต่างๆ เพื่อส่งเรื่องราวทั้งหมดสู่จุดไคลแม๊กซ์ อารมณ์ที่เรามีตามไปกับหนังและความรู้สึกที่เรากักเก็บได้ตลอดทางช่างส่งเสริมกันอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบหรือบทพูด เรื่องของฝ่ายชายที่ต้องการจะเด็ดดอกฟ้ามันช่างดูจะเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ชวนฝันเอามากๆ แต่ในความเหนือจริงทั้งหมดของเรื่องนี้ผู้เขียนกลับพบความจริงที่ซ่อนอยู่และเป็นฟันเพืองขับเคลื่อนเนื้อเรื่องไปจนถึงตอนจบ โดยผู้เขียนได้เลือก 5 ช่วงเวลาของหนังที่เป็นความประทับใจและส่งให้เรื่องนี้เป็นหนังรอมคอมที่ยืนเด่นมาตลอด 2 ทศวรรษ จากฝีมือของผู้เขียนบทอย่าง ริชาร์ด เคอร์ติส (Richard Curtis) ที่ผลงานอันโดดเด่นต่อมาของเขาคือเรื่อง Love Actually (2003), About Time (2013) และล่าสุดกับ Yesterday (2019)

 

The First-Ever Meet

 

 

หนังเริ่มต้นที่วันหนึ่งโชคชะตานำพาให้แอนนาเดินเข้าร้านหนังสือของวิล หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป เป็นฉากสำคัญที่ดึงคนดูให้เข้ามาในโลกของความสัมพันธ์ทั้งเขาและเธอ ชวนติดตามอย่างคาดหวังกับจังหวะต่อไปว่าจะลงเอยอย่างไร ‘การพบกันครั้งแรก’ คือหนึ่งในขั้นตอนของโครงสร้างสูตรตายตัวของหนังรอมคอมที่ต้องมี เหมือนกับเป็นจังหวะเปิดม่านโชว์และต้องจับคนดูให้อยู่หมัด ต้องยอมรับเลยว่าความห่างไกลกันระหว่างของสถานะเขาและเธอ นัยยะหนึ่งมันดึงดูดให้ตัวละครหญิงสนใจตัวละครชาย ที่เราก็ไม่รู้ได้แน่ว่าเธออาจจะประสบกับความทุกข์ของชีวิตคู่ที่เป็นอยู่ (แต่ตอนกลางของเรื่องเราจึงได้รู้ว่าผู้หญิงไม่ได้มีความสุขเลยกับความสัมพันธ์เดิม) พอเจอวิลที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสิ่งที่เธอคลุกคลี ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวภายในร้านหนังสือนั้น เหมือนเป็นการได้ทดลองส่วนผสมทางเคมีของทั้งสองคนว่าตรงกันไหม

 

Day Dreaming

 

 

จุดเปลี่ยนของหนังในช่วงต้นเรื่อง คือ หลังจากการพบกันครั้งแรกก็เกิดอุบัติเหตุน้ำส้มหกใส่เสื้อของแอนนาจากที่ทั้งคู่เดินสวนกันหน้าคาเฟ่ เป็นเหตุที่ทำให้วิลต้องเปิดบ้านต้อนรับผู้หญิงที่ทำให้เขาประหม่า เข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้า ทันใดที่แอนนาทำธุระส่วนตัวเสร็จและเดินลงบันไดมาสายตาที่เขามองเธอเหมือนราวว่าวิลกำลังต้องมนต์สะกดจริงๆ โทนของภาพที่ถูกสื่อออกมาในช่วงองก์นี้มีส่วนทำให้ช่วงดังกล่าวดูเหมือนเรากำลังเข้าไปอยู่ในความฝันของวิล บทพูดและท่าทีของวิลที่เชื้อเชิญเพื่อประวิงเวลาของแอนนาให้อยู่กับเขานานที่สุดเหมือนคนกำลังอยู่ในความฝันที่สมบูรณ์จนแทบไม่อยากตื่น จะเห็นได้ว่าเขาเสนอทั้งแอปพริคอตหมักน้ำผึ้งที่เขาเองก็ไม่แน่ใจในรสชาติของมัน น้ำโซดาหวานๆ สุดเฉิ่มที่คนรักษารูปร่างอย่างเธอคงไม่อยากดื่ม

นี่คือช่วงหนึ่งของหนังที่พยายามทำให้ผู้ชมหลงรักด้วยเสน่ห์ของฮิวส์กับบทอ้อนของเขา เพื่อเอาใจช่วยให้เขาได้พัฒนาความสัมพันธ์กับเธอต่อไปอีก ซึ่งก่อนที่เขาจะส่งเธอออกจากบ้าน ได้พูดกับเธอว่า “Surreal but nice.” เขายอมรับกับตัวเองว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาช่างวิเศษเหลือเกินจนไม่อาจคิดได้ว่านี่คือความจริง โมเมนต์ที่ว่าอาจจะดูเกินจริงแต่เชื่อว่าคงมีใครหลายคนที่ประสบกับความรู้สึกดังกล่าวจริงๆ ที่มันดีเกินไปจนพาให้เราคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่จริงไม่จริง ฉากนี้จึงสร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูไม่น้อยเลยทีเดียว

 

Magic Moment

 

 

หลังจากความประทับใจที่มีต่อกัน ทั้งคู่ก็ได้เริ่มดำเนินความสัมพันธ์ต่อไป จนนำมาสู่เหตุการณ์ที่วิลควงแอนนามาเป็นคู่เดตในงานวันเกิดของน้องสาวตัวเอง ในความคิดของผู้เขียนฉากบนโต๊ะอาหารนี้เป็นช่วงที่ดูธรรมชาติและจริงที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว การเล่าเรื่องตลกอย่างมีชีวิตชีวา ที่ห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝ่ายชาย บุคคลที่สุดแสนจะธรรมดา ที่ผู้เขียนบทเหมือนพยายามจะถ่างพื้นที่ของเส้นแบ่งระหว่างสถานะของแอนนากับวิลให้ชัดขึ้นอีก แต่แล้วหลังจากแอนนาได้แชร์เรื่องราวความทุกข์ตรมเพื่อช่วงชิงบราวนี่ชิ้นสุดท้าย มันเป็นการเปิดเผยตัวตนข้างในของฝ่ายหญิงอย่างหมดเปลือก ที่เธอก็มีความรู้สึกที่ผิดหวังเหมือนกันกับคนอื่นๆ ลบมายาคติที่ว่าเป็นชีวิตของดาราจะต้องมีแต่เรื่องน่ายินดีและความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา ช่องว่างที่หนังได้สร้างมาตั้งแต่ตอนต้นเริ่มได้สลายหายไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นนัยว่าเธอกำลังบอกกับฝ่ายชายว่าฉันพร้อมแล้วสำหรับสเต็ปถัดไป หลังจากนั้นทั้งคู่ออกจากบ้านและใช้เวลาที่เหลือของทั้งคืนนั้นในสวนหย่อมส่วนตัวของบ้านหลังหนึ่งด้วยกัน พร้อมการบรรเลงขึ้นของเพลง When You Say Nothing At All  ที่พัฒนาความรู้สึกของคนดูไปพร้อมกันกับตัวละคร

 

The Safe Place

 

 

หลังจากที่ช่วงต้นถึงกลางเรื่อง หนังฉายช่วงเวลาของการตกหลุมรักกันไปมาที่พอจะให้คนลุ้นว่าสองคนนี้จะได้คบกันจริงๆ สักทีไหมนะ แต่แล้วก็ถึงจุดแตกหักซะก่อนเมื่อวิลได้รู้ว่าแอนนานั้นมีคนที่คบด้วยอยู่แล้ว หลังจากเหตุการณ์นั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ได้ห่างเหินกันไป เรียกได้ว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนเขียนบทต้องการให้คนดูเทใจให้กับวิลเพื่อเอาใจช่วยให้เขาสมหวังกับความรักดีๆ สักครั้ง เพราะเรารู้กันอยู่แล้วว่าธรรมชาติของคนนั้นเลือกที่จะเชียร์ฝ่ายที่เป็นรอง โดยจากช่วงนี้โทนสีของหนังเริ่มปรับให้เรารู้สึกว่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นมันเป็นความจริงขึ้นเรื่อยๆ

จนเวลาล่วงเลยผ่านไป แม้เขาจะให้โอกาสตัวเองพบเจอกับผู้หญิงคนอื่น แต่เขาก็รู้ว่าไม่มีใครจะมาแทนที่ความรู้สึกที่เขามีต่อแอนนาได้ พอหนังตัดภาพมาวิลก็เจอแอนนาที่ประตูหน้าบ้านตัวเอง ในสภาพที่เธอสิ้นหวังเนื่องจากโดนมือดีปล่อยภาพนู้ดในอดีต แอนนาที่เต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ ภายในที่บอบช้ำ ต้องการปลอบประโลม เธอมองหาสถานที่จะให้ความปลอดภัยทางด้านจิตใจ ซึ่งวิลทำหน้าที่นั้นได้ดีมาตลอด เหตุนี้จึงเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งของหนังที่พยายามให้โอกาสทั้งคู่โคจรมาเจอกันอีกกับการเดินทางครั้งใหม่พร้อมอุปสรรคที่ท้าทายจิตใจ และเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่าความรู้สึกที่เธอมีให้กับเขาตั้งแต่ตอนพบกันครั้งแรกในร้านหนังสือนั้นไม่ใช่เรื่องของเสน่ห์หา

 

A Confession Of Love

 

 

มาถึงฉากโปรดของใครหลายคนที่สามารถท่องจำประโยคของแอนนาที่ขอความรักจากวิลได้อย่างขึ้นใจ “I’m just a girl, standing in front of a boy, asking him to love her.” นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่เธอมาขอโทษวิลและเป็นการแสดงออกถึงจุดเริ่มต้นที่ทั้งคู่ได้พบกันครั้งแรกในร้านหนังสือที่ตอนนั้นมันช่างจะดูเหมือนว่าเรื่องทั้งหมดไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ในครั้งนี้ทุกอย่างกลับกันและพิสูจน์แล้วว่าความชวนฝันที่หนังสร้างขึ้นในตอนแรกตอนนี้มันคือเรื่องจริง

วิกฤตของฉากนี้ช่วยสร้างให้อารมณ์ของหนังสูงขึ้นไปอีก เพื่อที่จะดันไปจบที่จุดไคลแม๊กซ์อย่างสมบูรณ์ เพราะก่อนหน้านี้คนดูได้มีประสบการณ์ร่วมกับวิลมาเต็มที่แล้ว อย่างที่รู้กันว่าวิลปฏิเสธรักของแอนนาทิ้งไปเพราะเขาตัดสินมันจากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมากับตัวเขาทั้งตอนที่ต้องเจอกับแฟนของแอนนาในโรงแรมและการจากไปรอบที่ 2 หลังจากนักข่าวแห่มาที่บ้าน ทำให้เขารู้ว่าความรักของเขาไม่มีทางเป็นไปได้กับเธออย่างแน่นอน สำหรับผู้ชายที่มองหาความมั่นคง ซึ่งมันทำให้หนังเรื่องนี้มันเล่าเป็นเส้นตรงที่จริงเข้าไปอีก เพราะถ้าวิลรับรักแอนนาในฉากดังกล่าวก็คงจะแปลกมากเท่ากับเป็นการปฏิเสธประสบการณ์ที่ปูมาให้คนดูตั้งแต่เริ่ม โดยภายมาหลังจากที่วิลเปิดดูภาพวาด มาร์ก ชากาล (Marc Chagall) ของแท้ที่แอนนาเอามาให้เขาก็รู้ว่าความรู้สึกที่เธอมีแต่เขานั่นคือความจริง และจึงได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของสูตรสำเร็จหนังรอมคอมคือ การเปิดฉากวิ่งตามหาแอนนาและสารภาพรักต่อเธอที่โรงแรมซาวอย เป็นจุดปลื้มปริ่ม ปิติยินดี ที่บรรดาปมด้ายทั้งหลายที่ทักไขว้ไปไขว้มาได้หลุดออกจากกันสักที

 


 

สิ่งที่ชูรสชาติของหนังเรื่องนี้ให้คนติดคืออารมณ์และความรู้สึกที่ดำเนินไปของเส้นเรื่องนั้นมีความสมเหตุสมผลในการกระทำ ว่ากันว่าบทหนังจะดีได้ก็ต้องเข้าใจว่าผู้ชมที่เป็นมนุษย์เหมือนกับเราต้องการอะไรและมองหาอะไร แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องดังกล่าวเรียกว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ล่ะ เราจะมีวิธีรับมือกับมันอย่างไร

Related Stories

Silver Screens

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

Read

Silver Screens

ETERNAL SUNSHINE OF THE SPOTLESS MIND: 
ความทรงจำที่เลวร้ายควรเก็บไว้หรือลบทิ้ง

บทเรียนจากหนังเก่าเรื่องโปรด ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังทันสมัย

Read

Silver Screens

FRIENDS: บทเรียนชีวิตหลากรส จากเพื่อนซี้ทั้ง 6 ในมหานครนิวยอร์ก

นอกจากเสียงหัวเราะแล้ว รอสส์ โจอี้ แชนเลอร์ เรเชล โมนิก้า ฟีบี้ ให้อะไรกับผู้ชมอีกบ้าง

Read

0Shares
preloader