The Read

NIGHTINGALE SPORTS COMPLEX: กลับไปเยือน ‘ไนติงเกลรามอินทรา’ สนามกีฬาที่เหลือแต่ความทรงจำ

บทความโดย Nanat Suchiva, Managing Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย W. MINISTRY

The Read

NIGHTINGALE SPORTS COMPLEX: กลับไปเยือน ‘ไนติงเกลรามอินทรา’ สนามกีฬาที่เหลือแต่ความทรงจำ

29 July 2020

คอมมูนิตี้วันหยุดยอดนิยมที่กลมกล่อมสำหรับครอบครัวยุค ‘80s - ‘90s

 

ณ ถนนรามอินทรามุ่งหน้าไปยังตลาดมีนบุรี มีทางเข้าของสวนสยามทะเลกรุงเทพอยู่ด้านข้าง จุดนี้เป็นทางผ่านกลับบ้านหรือเข้าเมืองไปทำงานของใครหลายๆ คนที่อยู่ละแวกกรุงเทพฝั่งตะวันออก จะเรียกว่ากรุงเทพชั้น (บ้าน) นอกก็ได้ และผมมั่นใจว่า ไม่มีใครไม่รู้จักสนามกีฬาที่ตั้งอย่างตระหง่านริมถนนอย่าง ‘ไนติงเกล สปอร์ต คอมเพล็กซ์’ แน่ๆ โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่แถบนี้มานานเกือบหรือเกิน 30 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว สมัยที่ยังไม่มีสังคมออนไลน์ ไม่มีสมาร์ทโฟนให้เราได้ไถกันทั้งวันแบบตอนนี้ ผู้คน (เมือง) ในสมัยนั้นมีกิจกรรมเพื่อความบันเทิงอยู่ไม่กี่แบบ ดูหนังในโรง ฟังเพลงในคลับ เต้นกันยับในดิสโก้เธค เดินห้างจับจ่ายสินค้าตั้งแต่ชิ้นเล็กไปจนใหญ่ และไปสปอร์ตคอมเพล็กซ์ หรือ ศูนย์กีฬา ที่เป็นเหมือนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของครอบครัว ที่ทุกคนจะมาอยู่พร้อมหน้า สนุกสนานกันและใช้เวลาจนหมดวันแบบไม่รู้ตัว

 

 

จริงอยู่ที่ผมสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็น ‘เด็กมีน’ แท้ๆ เพราะพ่อแม่พาย้ายมาอยู่แถบนี้เกือบจะ 30 ปี แต่บทความเกี่ยวกับสนามกีฬาเจ้าเสน่ห์นี้คงไม่สมบูรณ์ได้ หากไม่มีการส่งต่อเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ที่ผ่านเวลาแล้วเวลาเล่า ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ยันวันสุดท้ายที่น่าใจหายสำหรับหลายๆ คน จาก ‘ป้านุช’ ผมขอเรียกป้านุชว่าเป็น ‘พนักงานรุ่นบุกเบิกที่ยังพอจะติดตามตัวได้’ ก็แล้วกัน

แม้สนามกีฬาไนติงเกลแห่งนี้ ปิดตัวลงไปนานกว่า 3 ปี และมีบริษัทใหญ่เข้ามาถือครองที่ดินต่อ มองภายนอกอาจจะดูรกร้าง ว่างเปล่า ไร้ผู้คนสนใจ แต่รู้ไหมว่าที่นี้ไม่เคยหลับใหล เพราะยังมีกองถ่ายทำหนัง ภาพยนตร์ โฆษณา แวะเวียนกันเข้ามาไม่ขาดสาย และส่วนตัวผมก็ยังรู้สึกดีใจที่ยังมีคนคอยสอดส่องดูแล แม้จะดูเหงาๆ เพราะอะไรภายในก็ไม่ได้รับการบูรณะสังขรอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ยังดีที่ยังไม่ได้ถูกแปรสภาพเป็นอย่างอื่นไป เพราะมันคงใจหายสำหรับคนที่เคยมาใช้ชีวิตในวัยเด็ก หรือแม้กระทั่งผ่านไปผ่านมาอย่างแน่นอน

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ผมนัดป้านุชที่อยู่อาศัยถัดไปจากสนามกีฬา ที่ ‘เคย’ เป็นที่ทำงานเก่าของเธออยู่เพียงไม่กี่ก้าว เพื่อมานั่งคุย เปิดใจ ให้ข้อมูลกับผมที่เกิดไม่ทันปี พ.ศ. 2525 (ปีที่ก่อตั้งสนามกีฬาไนติงเกล) ว่าในอดีตนั้นที่แห่งนี้ถูกเรียกว่าคอมมูนิตี้วันหยุดสุดแสนจะกลมกล่อม ได้อย่างไร เราไปคุยกับป้านุชพร้อมๆ กันได้ในบทความนี้ 

 

 

ทันทีที่ผมลงจากรถพร้อมทีมงานเล็กๆ เพื่อเก็บภาพให้ทั่ว ผมเห็นมีคนโบกไม้โบกมืออยู่ด้านบนของอัฒจันทร์กลางคอร์ทเทนนิสที่เคยมีมากเกือบ 20 คอร์ท ผมเดินปรี่เข้าไปหาป้านุชเพื่อเริ่มบทสนทนา ขณะที่วางข้าวของและค่อยๆ นั่งลง ในใจผมคิดว่าที่ตรงนี้คงจะเป็นที่ที่จะทำให้เธอ ย้อนความทรงจำเกี่ยวกับที่ทำงานที่สุดท้ายในชีวิต เพราะเมื่อมองจากด้านบน เราจะสามารถมองเห็นสนามกีฬาแห่งนี้จนหมด แม้มันจะมีขนาดใหญ่จนสุดลูกหูลูกตาก็ตามที

ไนติงเกลในความทรงจำของพนักงานรุ่นแรกที่อยู่และยืนดูจนวันสุดท้าย

ใช่ครับสำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าสปอร์ตคอมเพล็กซ์นี้เคยได้ยินจากที่ไหน ‘ห้างไนติงเกลโอลิมปิกของแท้’ ที่ตั้งอยูในย่านพาหุรัดคือเจ้าของเดียวกัน ซึ่งก็ยังอยู่ยงคงกระพัน ไม่ตายจากไหน ผมเคยไปถามคุณแม่และรุ่นพี่ที่อายุราว 40 ปีขึ้นไป ก็ได้ความว่าห้างไนติงเกลนี่แหละ ล้ำสมัย นำเข้าสินค้าดีๆ แปลกๆ ใหม่ๆ มาให้คนเลือกซื้อแบบที่ไม่ค่อยมีใครกล้าเอาเข้ามาขาย และป้านุชก็เคยเป็นพนักงานที่นั่นมาก่อน ก่อนจะย้ายมาตั้งรกรากที่นี่

ที่นี่เริ่มแรกเลยก็มีคอร์ทเทนนิส สนามแบดมินตัน สระว่ายน้ำ ห้องยิม ที่ๆ สมาชิกจะมาใช้บริการเป็นส่วนใหญ่ แล้วตอนหลังนี่มีเพิ่มห้องปิงปองมาบ้าง สมาชิกส่วนมากก็มาเป็นครอบครัวซะเยอะ มีพ่อ แม่ ลูก แต่จะว่าไปแถวมีนบุรีสมัยก่อนมันก็ยังไม่เจริญเท่านี้อ่ะเนอะ มันเหมือนบ้านนอก (ขำ) ถึงจะคึกคัก แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้แออัดแบบทุกวันนี้”

 

 

ป้านุชมองไปยังสนามเทนนิสที่เหลือเพียงซากปรักหักพังของพื้นที่สีเลือนลาง ขณะนั่งคุยกับผมในวันที่ฟ้าฝนไม่ค่อยจะเป็นใจ บนอัฒจันทร์ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมของยุค ’80s ที่มี Arch มากมายให้พอได้จดจำสำหรับนักเทนเนสมือสมัครเล่น และมืออาชีพมากมายนับไม่ถ้วน และน่าสนใจที่ป้านุชบอกว่า สนามกีฬาไนติงเกลนี้ตั้งใจเปิดในปี พ.ศ. 2525 พอดี เพื่อให้รับกับการเฉลิมฉลองกรุงเทพมหานครมีอายุครบ 200 ปี อะไรมันจะช่างพอดิบพอดีอย่างนั้น

“ที่มันมีชื่อห้อยท้ายว่า สปอร์ตคอมเพล็กซ์ เนี่ยเจ้าของเขาตั้งมาตั้งแต่เริ่มแรกเลย กะจะให้เป็นสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของในย่านนี้เลย แล้วหนูรู้ไหม ไนติงเกลนี่แหละเคยเป็นสนามเทนนิสที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เพราะมีสนามมากที่สุดในสมัยนั้น เกือบ 20 คอร์ทแหนะ แล้วที่สำคัญมันมีจัดแข่งขันเทนนิสยาวชนระดับประเทศ เป็นแหล่งเพาะนักเทนนิสไทยท่ีเก่งๆ หลายคนเลยล่ะทั้ง พนมกร พลัดเชื้อนิล, สมบัติ แก้วมงคล, ภาราดร ศรีชาพันธุ์ ทุกคนเคยมาที่นี่หมดแล้ว นอกจากพวกสนามเทสนิสที่ครึกครื้น สระว่ายน้ำนี่แหละก็นิยมกันมาก ยิ่งสนามแบดมินตันไม่ต้องพูดถึง แต่สมัยนั้นห้องเวทเทรนนิ่งนี่เขาจะไม่นิยมกันมากเท่าไร ไม่เหมือนสมัยนี้” 

 

 

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเรื่องธรรมดา

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา สนามกีฬาแห่งนี้ก็ย่อมมีวันเกษียณตัวเองเหมือนกัน ระหว่างที่ผมคุยกับป้านุชนั้น ผมพยายามถามเธอว่าเสียดายไหมที่สถานที่ทำงานที่เรารักต้องมาปิดตัวลง เหลือไว้เพียงความทรงจำในอดีตที่พร้อมจะเลือนลางลงไปตามกาลเวลา ป้านุชยิ้มแล้วตอบได้เต็มปากว่าไม่เสียดายเลย เพียงแต่ใจหายเท่านั้น เพราะเข้าใจว่าอะไรมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

“จะว่าไปมันก็ใจหายอยู่เนอะ ก็มีบ้างเป็นธรรมดา เราอยู่กับมันมาตั้งหลายสิบปี ก็อย่างว่านะสุดท้ายถ้ามันเสื่อมความนิยมลงไป เจ้าของเขาก็ต้องทำอะไรให้มันเป็นประโยชน์มากขึ้นใช่ไหม จุดเปลี่ยนเลยที่ทำให้เจ้าของตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อก็เพราะในปี พ.ศ. 2554 เกือบสิบปีที่แล้ว ที่มีน้ำท่วมใหญ่ อะไรๆ ในนี้ก็พังทลายไปหมด เราเพิ่งจะซ่อมสนามเทนนิสไปเองด้วยซ้ำ แล้วพอหลังจากนั้นเขาก็มีคิดกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี เพราะมันจะต้องซ่อมใหม่ ลงทุนอีกเยอะมากมายมหาศาล จะซ่อมหมดทีเดียวก็ไม่ไหว เลยค่อยๆ ซ่อมไปจุกๆ จิกๆ ตามเรื่องตามราว”

 

 

 

“เราก็อยากทำสระว่ายน้ำใหม่เนอะ แต่พอเรามาดูค่าใช้จ่ายจริงๆ ค่าซ่อมมันแพงมากถึงหลักล้านเลยทีเดียว ผู้ใหญ่เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นไม่ทำดีกว่า เพราะถ้าทำไปแล้วไม่รู้จะคุ้มค่าไหม แล้วยิ่งตอนนั้นมีโรคหวัดนก โรคซาร์ส โรคระบาดมากมาย คนไม่มีเลยเชื่อไหม กระทบมากเลยช่วงนั้น สระว่ายน้ำไม่มีคน แต่ค่าใช้จ่ายเราต้องจ่ายทุกวันๆ ถ้าอยู่มาตอนนี้นี่ก็คงจะแย่เลยนะเพราะพิษโควิด-19 ต้องเล่นงานเราแน่ๆ” 

 

 

ป้านุชบอกว่า สัญญาณของการหมดอายุขัยของไนติงเกลนี้ เริ่มต้นที่สระว่ายน้ำปิดตัวลงก่อน เพราะสระว่ายน้ำเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนที่เพื่อนบ้านอย่างโรงพยาบาลนพรัตน์ได้ตอกเสาเข็มสร้างตึกใหม่ ก็ทำให้สะเทือนไปถึงกลไกของสระรุ่นวินเทจค่อนข้างมาก ท่อน้ำ กระเบื้อง ระบบหมุนเวียนน้ำก็ต้องใช้ช่างชุดใหญ่เข้าไปบูรณะซ่อมแซม และอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ๆ ที่พัดพาให้คอมมูนิตี้แห่งนี้ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อีกต่อไป จนทำให้ไนติงเกลต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

“ปีแรกๆ เริ่มมีสมาชิก ทำสมาชิกกัน แต่พอมาช่วงหลังๆ ลูกค้าน้อย แรกๆ เลยสมาชิกปีละแค่ 350 บาท พอเป็นสมาชิกปีละ 350 คุณมาเล่นคุณก็เสียค่าคอร์ท สระว่ายน้ำนี่ ผู้ใหญ่เสีย 30 บาท ก็เสียแค่ 25 บาท 20 บาท ก็ลดอย่างน้อย 10% – 15% อย่างคอร์ทเทนนิสนี่ชั่วโมงหนึ่ง 40 บาท คุณก็เสีย 30 บาทถ้าเป็นสมาชิก มันถูกมาก มากจนเราไม่มีรายได้เอาไปซ่อมแซมนั่น นู่น นี่” 

 

 

พิษเศรษฐกิจทำลายได้ทุกที่แต่ไม่ใช่กับไนติงเกล

ป้านุชพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า ในช่วงที่สนามกีฬาไนติงเกลบูมจริงๆ นั้น ถึงจะมีวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เรียกว่าอยู่อย่างสบายๆ ก็ไม่ผิด เพราะแม้มันจะเสื่อมความนิยมลงในยุคนี้อย่างที่บอกไปด้านบน แต่ถ้าพูดถึงความมั่นคงก็ต้องเรียกว่าแข็งแกร่งอยู่พอตัวในสมัยนั้น

“กิจกรรมการใช้ชีวิตแบบนี้มันก็เป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งที่ครอบครัวสมัยก่อนเขาจะหากันได้ อีกอย่างเราไม่ได้คิดแพง คิดราคาทั่วๆ ไป อาจจะถูกกว่าที่อื่นด้วยซ้ำไป ยิ่งค่าคอร์ทกับค่าบริการน่ะถูกมาก ค่าอาหารน้ำดื่มที่อื่นขาย 10 บาท เราขาย 7 บาทอะไรทำนองนั้น”

 

 

แหล่งรวมความอบอุ่นในแบบครอบครัว

ป้านุชเดินมานั่งที่ม้านั่งหินขัดตัวเก่า ที่มีป้าย ‘กรีนสปอต’ แปะอยู่ (ป้านุชบอกว่าตัวนี้มีมาตั้งแต่เปิด) พลางพูดว่ายุคที่สนามกีฬานี้รุ่งเรืองนั้น น่าจะอยู่ที่ช่วงปี พ.ศ. 2530 – 2540 ซึ่งนับเป็นช่วงก่อนที่อะไรๆ ในประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ชีวิตง่ายกว่าเดิม และผู้คนห่างไกลกันมากขึ้น แน่นอนว่าผมกำลังพูดถึงการใช้เวลาร่วมกันระหว่างครอบครัวในวันหยุด ซึ่งถ้าหากลองมองย้อนมาที่ตัวเองตั้งแต่จำความได้ คุณพ่อก็ชอบพาผมไปตระเวนเล่นกีฬาตามที่ต่างๆ ซึ่งไนติงเกลนี่แหละก็เป็นอีกที่ที่ต้องพากันแวะเวียนมาแบบไม่เคยขายสาย เพราะมันใกล้บ้าน

 

 

ยิ่งเดินไปจนเกือบจะครบรอบทุกสถานที่ของที่นี่ ผมยิ่งคิดถึงช่วงเวลาเด็กๆ และก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเสน่ห์ของสิ่งที่เรียกว่าสปอร์ตคอมเพล็กซ์มันคืออะไร ผมเองได้คำตอบคล้ายๆ กับป้านุชอย่างบังเอิญ 

“มันคือความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเราน่ะ เหมือนเพื่อนกัน เหมือนญาติกันมากกว่า คือถ้าเขามา ลูกเขามา รู้เลยว่าลูกคนนี้ๆ เด็กคนนี้พี่ คนนี้น้อง พ่อมาเล่นเทนนิส แม่มาเล่นแบดฯ ลูกว่ายน้ำ มาเป็นครอบครัว ให้ความรู้สึกเป็นครอบครัว”

 

 

ในฐานะที่ป้านุชอยู่ที่นี่มาตั้งแต่แรก ผมมั่นใจว่าจะต้องมีจุดไหนที่ชอบที่สุดเป็นธรรมดา ที่ที่เราเดินมาดูแล้วรู้สึกแฮปปี้ทุกครั้ง และสระว่ายน้ำนี่แหละคือที่ที่ป้านุชมองมันทุกวันแบบไม่เคยเบื่อเลย

“สระว่ายน้ำนี่แหละ จากม้านั่งพวกนี้ เพราะป้าประจำอยู่ข้างหน้า สระว่ายน้ำนี่จะอยู่ตลอดเลย คือเหมือนเป็นออฟฟิศเราด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่ดีเหมือนกันนะที่เราได้เห็นผู้คนเค้ามีความสุข” 

 

 

แม้ในวันนี้ ไนติงเกล สปอร์ต คอมเพล็กซ์จะเหลือเพียงชื่อ แต่ก็ยังไม่ได้หายไปไหน เป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่ป้านุชว่ามันก็ต้องตอบโจทย์อะไรใหม่ๆ แต่ผมก็ยังหวังอยู่แม้เพียง 1% ว่า ศูนย์กีฬานี้จะกลับมามีชีวิตอีกสักครั้ง แต่ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ก็คงทำได้เพียงเก็บไว้เป็นความทรงจำ และผมคิดว่าใครที่ได้อ่านบทความนี้ก็คงจะคิดเหมือนกันอย่างแน่นอน

Related Stories

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: BARE IT ALL AT A JAPANESE PUBLIC BATH

สลัดเสื้อผ้า สวมความมั่นใจ ตะลุยโรงอาบน้ำสาธารณะในโตเกียว

Read

The Read

ROMANCE IN BANGKOK: หรือกรุงเทพฯ จะไม่ใช่เมืองที่เอื้อต่อการตกหลุมรัก

สวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่อาจตรงกันข้ามสำหรับการเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบคู่รัก

Read

0Shares
preloader