The Read

NEIL ARMSTRONG: นิราศจันทราของผู้ชายธรรมดาท่ามกลางห้วงอวกาศแสนไกล

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

The Read

NEIL ARMSTRONG: นิราศจันทราของผู้ชายธรรมดาท่ามกลางห้วงอวกาศแสนไกล

7 August 2020

ห้วงความคิดในขณะที่เฝ้ามองโลกในระยะห่าง 244,390 ไมล์

 

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือจะนึกถึงมันอีกสักกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งกับมัน เพราะสำหรับเรามันคือหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ถึงแม้ว่าเราจะเกิดไม่ทันรับรู้ความรู้สึกในตอนนั้นแบบสดๆ ก็ตาม…เรากำลังพูดถึงการเหยียบพื้นดวงจันทร์ของภารกิจ Apollo 11 ที่นำโดย นีล อาร์มสตรอง, บัซ อัลดริน, และ ไมเคิล คอลลินส์

เรามักจะเหม่อมองดวงจันทร์แล้วคิดว่ามันช่างเป็นสถานที่แสนห่างไกล ไกลจนดูเหมือนเกินกำลังมนุษย์จะไขว่คว้า แต่ในความเป็นจริงมนุษย์กลับเดินทางไปถึง ณ ที่แห่งนั้นมานานแล้ว ก่อนที่เราจะลืมตาดูโลกเสียอีก 

ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดแต่เรื่องราวการเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ของมนุษย์โลกนั้นมีเสน่ห์ให้เรารู้สึกหลงใหลใคร่รู้อยู่เสมอ เกิดเป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของเราซ้ำแล้วซ้ำอีก

“โลกในฐานะดาวเคราะห์สีน้ำเงินจะสวยงามขนาดไหน”

“การเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ท่ามกลางห้วงจักรวาลกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดจะรู้สึกยังไง” 

หนึ่งในคนที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก นีล อาร์มสตรอง มนุษย์คนแรกผู้เหยียบผิวดวงจันทร์ และในโอกาสที่เดือนสิงหาคมคือเดือนเกิดของเขา เราจึงถือโอกาสนี้เดินทางย้อนเวลากลับไปในปี 1969 สำรวจห้วงความคิด อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของผู้ชายธรรมดาในช่วงเวลาที่เขาอยู่ท่ามกลางดวงดาราและดวงจันทร์ 

 


 

Before Launched

ก่อนพุ่งทะยาน

 

คนส่วนใหญ่รู้จักชื่อ นีล อาร์มสตรอง จากภารกิจ Apollo 11 ในฐานะมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ นีล ได้เดินทางสู่ห้วงอวกาศ เพราะก่อนหน้านั้นเขาเคยพุ่งทะยานออกนอกผิวโลกไปแล้วครั้งหนึ่งในภารกิจ Gemini 8 โครงการทดสอบสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการนำมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ และเดินทางกลับโลกอย่างปลอดภัย 

 

Neil Armstrong before Apollo 11 launched

 

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ Gemini 8 นีล ก็ได้รับมอบหมายอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ คือการเป็นผู้บัญชาการภาคพื้นดินให้กับโครงการ Apollo 8 ที่จะส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ ดูด้านมืดของมัน และจะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้เห็นโลกในฐานะดาวเคราะห์สีน้ำเงินเต็มดวง

หลังจากที่ควบคุมภารกิจ Apollo 8 เสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี วันหนึ่ง นีล ก็ได้รับข่าวสารที่ไม่คาดฝัน

“มีเวลาสักครู่ไหม” เด็ค สเลย์ตัน ผู้บังคับบัญชาของ นีล เดินเข้ามาถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“แน่นอนครับหัวหน้า” นีล ตอบรับ

“ตอนนี้เรากำลังคิดเรื่องภารกิจต่อไปนี่จะมอบหมายให้คุณทำ”

“เยี่ยมไปเลยครับ”

“เราคิดว่าจะส่งคุณไปทำภารกิจ Apollo 11”

“ขอบคุณสำหรับความเชื่อมั่นครับ ผมจะพยายามอย่างเต็มที่” นีล พูดพร้อมฉีกยิ้มกว้าง 

นีล ไม่ได้โกหก เขารู้สึกดีใจและยินดีกับโอกาสที่ได้รับจริงๆ ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นโอกาสที่ Apollo 11 จะสามารถลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้อย่างปลอดภัยมีเพียง 50% เท่านั้น นั่นหมายความว่าภารกิจครั้งใหม่ก็อาจจะไม่ได้ต่างอะไรจากการโยนเหรียญเสี่ยงทาย มีโอกาสเพียงครึ่งเดียวที่เขาจะได้กลับมาเจอครอบครัวอีกครั้ง

 

Neil Armstrong before Apollo 11 launched

 

นีล ได้เปิดออกมาเปิดเผยแนวคิดของเขาในภายหลัง และมันก็ทำให้คนภายนอกเข้าใจตัวตนของเขาที่รู้สึกยินดีกับการทำภารกิจเสี่ยงตาย

“ผมคิดว่าการที่มนุษย์จะไปดวงจันทร์ก็เพราะธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย เราจำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกับปลาแซลมอนที่ว่ายทวนน้ำความลึกลับสร้างความสงสัย และความสงสัยเป็นพื้นฐานของความปราถนาที่มนุษย์ต้องการจะเข้าใจ”

“ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีจำนวนการเต้นของหัวใจที่จำกัด และผมไม่อยากจะทำให้มันสูญเปล่าไปแม้แต่ครั้งเดียว”

 


 

A Rocket to the Moon

บนจันทรา ท่ามกลางหมู่ดาว

 

“This is Major Tom to Ground Control

I’m stepping through the door

And I’m floating in a most peculiar way

And the stars look very different today

For here

Am I sitting in a tin can

Far above the world

Planet Earth is blue

And there’s nothing I can do”

ท่อนหนึ่งจากเพลง Space Oddity ของ เดวิด โบวี่ ศิลปินร็อกระดับตำนานที่ปล่อยออกมาให้สาธารณชนได้รับฟังในวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 1969 หรือ 5 วันก่อน Apollo 11 จะถูกปล่อยออกจากฐานยิงในเมือง ฮุสตัน รัฐเท็กซัส 

บทเพลง Space Oddity ว่าด้วยเรื่องราวของผู้พันทอมที่ต้องลาภรรยาและครอบครัวเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศ แม้ช่วงแรกจะยังสามารถติดต่อกับหอบังคับภาคพื้นดินได้ แต่เมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สัญญาณเริ่มขาดหาย จนกระทั่งสุดท้ายผู้พันทอมตัดสินใจก้าวออกมาจากยานอวกาศเพื่อสัมผัสความงามของห้วงอวกาศอันไกลโพ้น

 

Neil Armstrong on the moon

 

บทเพลงของ เดวิด โบวี่ มีความลึกซึ้งเสมอ และใน Space Oddity ผู้คนสามารถตีความหมายของมันออกไปได้ในหลายทิศทาง บ้างก็ว่านี่คือบทเพลงแสนเหงาในยามที่ห่างไกลคนรัก บ้างก็ว่าเป็นบทเพลงของคนที่ตัดสินใจละทิ้งความโศกเศร้าไว้เบื้องหลังเพื่อก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งเป็นบทเพลงที่เล่าถึงชีวิตของ เดวิด โบวี่ เองก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อย

ทว่าในอีกแง่มุมหนึ่ง เพลง Space Oddity ไปไกลกว่านั้น เพราะนี่คือเพลงที่ซ่อนนัยยะการเสียดสีความก้าวหน้าด้านอวกาศของอังกฤษไว้อย่างแยบยล เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นอยู่ช่วงที่สงครามเย็นยังคุกรุ่น และท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศอย่างเข้มข้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต อังกฤษกลับไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นอย่างที่ควรจะเป็นนัก ผู้พันทอมจึงเปรียบเสมือนตัวแทนที่สะท้อนความล้มเหลวด้านอวกาศของอังกฤษ

ถึงแม้จะเป็นเพลงที่มีนัยยะแฝงไว้มากมาย แต่ถ้าแปลงแบบตรงตัวเพลงนี้ก็คือบทพร่ำพรรณาถึงความสวยงามของห้วงอวกาศอันเปลี่ยวเหงาและโดดเดี่ยวของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง…ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่ นีล อาร์มสตรอง รู้สึกในภารกิจ Apollo 11

“ถึงฮุสตัน The Eagle ลงจอดบน Tranquility Base (ชื่อเรียกพิกัดบนพื้นผิวดวงจันทร์) เรียบร้อยแล้ว”  นีล ส่งข้อความนี้ถึงศูนย์ปฏิบัติการบนโลกในเวลาบ่าย 3 โมง 17 นาที ของวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1969 

ข้อความจาก นีล คือสิ่งที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากการลงจอดมีปัญหาขัดข้องที่อาจส่งผลทำให้ภารกิจทั้งหมดล้มเหลวได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำมันสำเร็จ

“ที่นี่มีผู้ชายจากดาวเคราะห์ที่มีชื่อเรียกว่าโลกเดินทางมาเหยียบดวงจันทร์ ในเดือนกรกฏาคมปี 1969 เรามาอย่างสันติเพื่อมวลมนุษยชาติ” นีล ในฐานะผู้บัญชาการของภารกิจอ่านออกเสียงข้อความนี้ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ก่อนที่หลังจากนั้นเขาและ บัซ อัลดริน จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอ…กระโจนลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์

 

Neil Armstrong on the moon

 

“นี่คือก้าวเล็กๆ ของมนุษย์ แต่เป็นการกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ” คำพูดแรกของ นีล เมื่อเท้าของเขาสัมผัสกับพื้นผิวดวงจันทร์ โดยมีมนุษย์โลกหลายล้านชีวิตเป็นสักขีพยาน 

หลังจากนั้น นีล กับ บัซ ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย โดยส่วนใหญ่ก็เป็นการรวบรวมสสารต่างๆ บนดวงจันทร์เก็บกลับมาที่โลก ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวต่างคนต่างก็มีเวลาได้อยู่กับตัวเอง และด้วยบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคยทำให้ห้วงความคิดของ นีล ฟุ้งไปต่างๆ นานา

“มันเป็นพื้นผิวที่สดใสในแสงแดด เส้นขอบฟ้าดูเหมือนอยู่ใกล้มากเพราะความโค้งเด่นชัดกว่าบนโลกมาก เป็นสถานที่ที่น่าสนใจจริงๆ” ห้วงความคิดของ นีล เมื่อเหม่อมองไปรอบๆ ดวงจันทร์ที่ยืนอยู่ โดยเขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกนี้ในภายหลัง

“ผมสามารถยกนิ้วโป้งตัวเองขึ้นมาบังโลกทั้งใบได้เลย” นีล พูด และเขาก็ทำเช่นนั้นจริงๆ โลกอาจจะเคยเป็นสถานที่อันกว้างใหญ่ แม้แต่มนุษย์เองก็ยังสำรวจไม่ครบทุกซอกทุกมุม แต่ตอนนี้ด้วยระยะทางความห่างไกล 244,390 ไมล์ โลกทั้งใบกลับดูเล็กนิดเดียว ราวกับเป็นก้อนอัญมณีสีน้ำเงินที่ส่องประกายระยิบระยับชวนมอง

“ในปี 1969 คุณปู่เล่าให้ฟังว่า เขามองกลับมาที่โลกจากดวงจันทร์ แล้วรู้สึกว่ามันช่างเป็นสถานที่ที่เปราะบางเหลือเกิน ก็ได้แต่หวังว่าผู้คนจะช่วยรักษาดูแลมันเอาไว้เป็นอย่างดี มันคือสถานที่อันสวยงาม เป็นบ้านอันอบอุ่นท่ามกลางอวกาศไร้สีสัน” คำบอกเล่าของ คาลี อาร์มสตรอง หลานสาวแท้ๆ ของ นีล 

นีลและบัซใช้เวลาอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ 2 ชั่วโมง 36 นาที ก่อนจะออกเดินทางกลับสู่โลก โดยมีรายงานว่าเมื่อยานพุ่งตัวออกจากดวงจันทร์ได้สักครู่ ทั้ง 3 คนก็หลับสนิทเป็นตายรวดเดียวกว่า 8 ชั่วโมง ถือเป็นการนอนหลับที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ภารกิจเริ่มต้น…ไม่ต่างอะไรจากเด็กๆ ที่นอนหลับในรถขณะที่พ่อแม่กำลังพาพวกเขากลับบ้าน

 


 

On the Way Home

กลับบ้าน

 

“คุณมีแผนที่จะทำอะไรหรือไปที่ไหนกับ นีล หรือเปล่าหลังจากที่เขากลับมาถึง” นักข่าวยิงคำถามใส่ภรรยาของ นีล ในระหว่างที่ทั้ง 3 กำลังเดินทางกลับมาที่โลก

“ฉันยังไม่ได้วางแผนเลย แต่สำคัญที่สุดคือพวกเขาต้องกลับมาอย่างปลอดภัย”

แคปซูลที่บรรจุร่างของ นีล บัซ และ ไมเคิล ดิ่งลงกระทบกับพื้นผิวน้ำสีครามของมหาสมุทรแปซิฟิคในเวลาเที่ยง 50 นาที ของวันที่ 24 กรกฏาคม ปี 1969 ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของชาวโลก ทั้ง 3 ถูกนำตัวขึ้นมาราวกับวีรบุรุษ อย่างไรก็ตามพวกเขาจำเป็นที่จะต้องถูกกักตัวไว้ในอากาศยาน USS Hornet Aircraft เป็นเวลาถึง 3 สัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้นำเชื้อโรคติดตัวจากดวงจันทร์กลับมาด้วย 

 

when Neil Armstrong came back to earth

 

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนทุกอย่าง ชีวิตของ นีล อาร์มสตรอง ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ได้เข้าพบกับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกส์สัน ถึงทำเนียบขาว เรียกได้ว่าทุกสายตาจับจ้องมายังเขา

ธรรมชาติของ นีล ค่อนข้างที่จะเป็นคนรักความสันโดษ ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องเผชิญหลังจากกลับมาที่โลกจึงค่อนข้างสาหัสพอสมควร และอาจจะรับมือยากกว่าอุปสรรคทั้งหมดที่เขาฝ่าฟันไปพิชิตดวงจันทร์อีกด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม นีล ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองคิดผิด ยังไงเขาก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์นี้

“คุณเคยคิดหรือเปล่าว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะไม่ได้ไปดวงจันทร์แลกกับการได้ชีวิตส่วนตัวของคุณกลับคืนมา คุณจะแลกหรือเปล่า”

“ไม่มีทาง” นีล ตอบกลับสั้นๆ แต่ได้ใจความ

“คุณเสียใจหรือเปล่าที่สิ่งที่คุณทำในตอนนี้กลายเป็นเพียงบทเรียนหนึ่งที่อยู่ในหนังสือเรียนของนักเรียนเท่านั้น”

“ผมเดาว่าทุกคนคงอยากเห็นสิ่งต่างๆ มากกว่านี้ อยากให้การเดินทางครั้งนั้นจุดประกายให้เกิดอะไรมากกว่านี้ แต่สำหรับเด็กๆ พวกเขายังรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องราวนั้นเสมอ และมันก็กลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีให้กับหลายๆ คน ในตอนแรกเรื่องนี้ถูกบันทึกลงในตำราวิชาวิทยาศาสตร์ ต่อมาก็เป็นวิชาประวัติศาสตร์ และสักวันมันก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา”

 

when Neil Armstrong came back to earth

 

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ Apollo 11 นีล ก็เลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยทำงานให้กับชุมชนการบินสหรัฐอเมริกา เขาเลือกที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อจำเป็นเท่านั้น ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ได้รับรู้เรื่องราวเขามากมายนัก ทั้งๆ ที่เขาคือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้น จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม ปี 2012 ด้วยอายุ 82 ปี

“คุณรู้สึกอย่างไรที่รอยเท้าของคุณจะประทับอยู่บนดวงจันทร์ไปอีกนับพันปี”คำถามของนักข่าวคนหนึ่งในการสัมภาษณ์ก่อนที่ นีล จะเสียชีวิตไม่นาน

“ผมหวังว่าจะมีใครสักคนกลับไปที่นั่นในสักวันหนึ่ง และลบมันทิ้งไป” 

Related Stories

The Inspirations

TADAO ANDO: 4 ข้อคิดที่คนวัยใกล้ 30 ต้องรู้ไว้จาก ‘ทาดาโอะ อันโดะ บทสนทนากับนักเรียน’

เรื่องของหนังสือเล่มบางที่จะพาเราเดินทางผ่านประสบการณ์การหล่อหลอมตัวตนและจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของเจ้าพ่อสถาปัตยกรรมคอนกรีต

Read

Out of Office

EVEREST BASE CAMP: การค้นพบคำตอบชีวิตบนความสูง 5,380 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

บันทึกการเดินทางไกล 13 วัน ก่อนที่จะค้นพบสัจธรรมของชีวิต

Read

The Inspirations

ABOVE THE MARS: ในวันที่ ‘การเดินทาง’ ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ไกลบ้านเสมอไป

ตกตะกอนจากทุกเรื่องราวที่ได้เก็บเกี่ยวผ่านการท่องโลกของสองนักเดินทางเจ้าของเพจ ABOVE THE MARS

Read

0Shares
preloader