The Read

MUSEUM DATE: ‘พิพิธภัณฑ์’ สนามทดสอบความสัมพันธ์ที่ทำให้คุณรู้ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

The Read

MUSEUM DATE: ‘พิพิธภัณฑ์’ สนามทดสอบความสัมพันธ์ที่ทำให้คุณรู้ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้

10 September 2020

สถานที่เดทสุดโรแมนติกที่คุณคิดไม่ถึงมาก่อน

 

Story advised by Oat Montien,
Artist and Museologist, W. MINISTRY
Meet all the W. MINISTRY Aficionados here

 

ทำไมการพาคู่เดทไปพิพิธภัณฑ์จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเดทครั้งแรก ?

นอกจากพิพิธภัณฑ์จะเป็นสถานที่ง่ายต่อการเข้าถึง เนื่องจากค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ส่วนมากจะเข้าฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายไม่สูง สำหรับผมแล้วนั้น พิพิธภัณฑ์ คือ สถานที่เหมาะสมสำหรับเดทแรก เพราะผมมีความเชื่อว่ามันช่วยทำให้การเดทครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตามแต่บรรยากาศของบทสนทนาของเรากับคู่เดทคนนี้จะละมุนมากขึ้น แต่ลำพังความคิดของผมเพียงผู้เดียวก็มิอาจนำมายกติ๊ต่างได้ ผมจึงยกหูต่อสายตรงคุยกับโอ๊ต มณเฑียร นักพิพิธภัณฑ์ ผู้มองว่ามิวเซียมมีศักดิ์และสิทธิ์ของความโรแมนติกเทียบเท่าไม่แพ้การนั่งจิบเครื่องดื่มบำเรออารมณ์อยู่ที่เทอร์เรซของโรงแรมห้าดาว ซึ่งตัวเขาเองได้ผ่านประสบการณ์การเดทในมิวเซียมมาอย่างโชกโชน

 

 

“พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่โรแมนติกด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว”

 

โอ๊ตยกพิพิธภัณฑ์เปรียบเทียบกับห้างสรรพสินค้าและสวนสนุก เขามองว่ามิวเซียมเองกินขาดในเรื่องของความโรแมนติก เพราะความเงียบที่แทบจะปราศจากสิ่งรบกวนเป็นส่วนประกอบในนิยามของความโรแมนติกของตัวเขา “แต่ละคนก็นิยามคำว่าโรแมนติกต่างกัน แต่สำหรับเรา คือสถานที่ที่ให้เราได้ใช้เวลาทำความรู้จักกันและกันได้ เป็นเซตติ้งที่ค่อนข้างไม่มีอะไรมารบกวน” อย่างยิ่งในช่วงเวลาตอนกลางคืน บรรยากาศที่ไม่พลุกพล่าน ซึ่งพื้นที่ว่างเป็นเหมือนอากาศบริสุทธิ์ให้เราผ่อนคลาย สนทนากันได้อย่างไม่ต้องเร่งรีบและลนลาน

เขาเล่าให้ฟังต่อว่าประสบการณ์หลักของการเดินในพิพิธภัณฑ์ คือ การใช้เวลาดูสิ่งของที่จัดแสดง ซึ่งการได้รับชมบรรยากาศทั้งองค์ประกอบทางกายภาพและวิธีการนำเสนอเนื้อหา เขามองว่าทั้งหมดนี้คือความสุนทรีย์ อีกทั้งบรรดาวัตถุจัดแสดงทั้งหลายยังเป็นคีย์เวิร์ดที่ดีให้เราคิดหัวข้อต่อไปของบทสนทนา (หมดปัญหาเรื่องเดดแอร์) โดยโอ๊ตบอกต่อว่าเรานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้ เพียงแค่แลกเปลี่ยนผ่านความทรงจำเท่าที่เรามีเท่านั้นก็เพียงพอต่อการเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของคนสองคนเข้าด้วยกัน เพราะนอกจากมันจะเป็นเรื่องจากตัวตนของเราเองแล้วนั้น ยังเป็นการเปิดพื้นที่เราให้ได้ใช้จินตนาการมาพูดคุยให้บทสนทนาสนุกยิ่งขึ้นไปอีก

ทว่าหากใครอยากเร่งทำคะแนนตั้งแต่สนามแรก ก็สามารถเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ให้เป็นเวทีแสดงความสามารถ โดยโอ๊ตแนะนำว่าให้เราเลือกพาไปมิวเซียมที่เราอยากจะเล่าเรื่องราวให้คนๆ นั้นได้ฟัง “สมมติเราชอบท่าเตียน เราก็จะพาไปมิวเซียมสยาม เพราะมันมีเรื่องที่เชื่อมโยงกับชุมชนที่เราชอบ อาหารที่เราชอบ หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบางอย่างที่เรารู้สึกผูกพันด้วย” ตรงนี้เขาเสริมต่อว่านี่คือข้อได้เปรียบของการใช้เนื้อหาในมิวเซียมเป็นการสร้างความประทับใจต่อคู่เดท ที่ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงบทบาทเจ้านายนั่งสัมภาษณ์งานและช่วยให้เราหายเก้อเขินและอีกในทางหนึ่งก็ไม่ตื้นเขินในประเด็น แต่ข้อควรระวังต้องเป็นไปในรูปแบบการแชร์ข้อมูลนะ ไม่ใช่การเลคเชอร์ ไม่งั้นคุณก็จะไม่ต่างอะไรเลยจากครูสอนประวัติศาสตร์เด็กประถม

ความสุนทรีย์ที่ว่านั้นก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงอาร์ตแกลลอรี่สุดฮิปหรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะใจกลางเมือง โอ๊ตเชื่อว่าแม้แต่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงก็มีของให้เรารู้สึกวิไลได้เช่นกัน ทั้งในการจัดเส้นทางการเดินของผู้เข้าชม แสงที่ส่องลงบนข้อความที่คอยสร้างความกระจ่าง หรือจะเป็นองค์ประกอบอันแข็งทื่ออย่างกำแพงหรือผนังกั้นที่ล้วนถูกคิดมาหมดแล้วจากภัณฑารักษ์ “ดังนั้นเราว่ามิวเซียมมันเอื้อต่อสุนทรียะ เอื้อต่อความโรแมนติกมากกว่าห้างหรือสถานที่อื่นๆ  ด้วยตัวมันเอง”

 

 

ศิลปะสามารถสะท้อนตัวตนและความคิดของกันและกัน

 

ภายในหนึ่งวันเราจะสามารถรู้จักคนๆ หนึ่งได้มากแค่ไหน หรือถ้าคุณมีเวลาจำกัดแค่เพียง 5-6 ชั่วโมง แต่จะต้องเก็บเกี่ยวเรื่องราวของเขาหรือเธอให้มากที่สุด ซึ่งการไปเดทที่พิพิธภัณฑ์ ถือว่าเป็นวิธีการที่จะทำได้แนบเนียนที่สุด เพราะโอ๊ตมองว่าเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์เองนั้นมีความ “ลึก” ที่สามารถจะพาเราไปโคจรรอบความคิดของคู่เดทไม่เพียงแค่รู้ว่าเขาชอบสีอะไร ชอบกินอะไร แต่มันโยงไปได้ถึงเรื่องจิตวิทยาและความคิดเห็นทางการเมืองได้ “อย่างมิวเซียมสยาม เรื่องของอะไรคือความเป็นไทยแท้ พูดถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย มันเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจมาก คือเขามองตัวเองยังไง เขามองที่ทางของเขาในสังคมนี้อย่างไร” หรือข้ามฝั่งไปชมงานศิลปะตามอาร์ตแกลลอรี่ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะศิลปะช่วยกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึก ทำให้เรากล้าที่จะเปิดใจคุยถึงตัวตนกันมากขึ้น โอ๊ตได้บอกได้ต่อว่านอกจากความสวยงามทำให้อารมณ์สุนทรีย์แล้วนั้น งานศิลปะยังช่วย “สะท้อนตัวตนและความคิดของเขาด้วย” โดยเฉพาะงานที่เป็นศิลปะนามธรรม (abstract art) ที่เรียกร้องประสบการณ์และความนึกคิดของผู้ชมค่อนข้างมากในการตีความ อย่างเช่นเรื่องสีบนภาพวาดที่เราสามารถมองลงไปลึกได้ถึงขนาดที่ว่า “เรื่องสี มันทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร ซึ่งบางครั้งมันทำให้รู้ว่าคนนี้เป็นคนอารมณ์ร้อน คนนี้เป็นคนอารมณ์เย็น มันบอกค่อนข้างเยอะหรือมันทำให้ฉันคิดถึงความทรงจำบางอย่าง ซึ่งทำให้เรารู้จักเขามากขึ้นไปอีก”

ยิ่งกว่าความเบิกบาน ความจรรโลงใจหรือความมัวหมองของความรู้สึกที่เราสัมผัสได้จากงานศิลปะ โอ๊ตได้ยกระดับหัวข้อนี้ขึ้นไปอีกขั้นที่ว่าศิลปะช่วยพาเราลงไปสำรวจในก้นบึ้งของตัวตนกันและกัน หลังจากที่เขาพูดขึ้นมาว่า “เราว่ารูปนู้ดมันน่าสนใจมาก” ภาพนู้ด คือ การแสดงออกทางศิลปะและการสื่อสารทางอารมณ์ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ได้อย่างไม่อ้อมค้อม เขาเชื่ออย่างนั้น เพราะคนเรายากนักที่จะโกหกจิตใต้สำนึกที่คอยขับเคลื่อนร่างกาย “อย่างรูปนู้ดมันก็สะท้อนการมีร่างกาย เขารู้สึกอย่างไรกับร่างกาย อะไรคือความเซ็กซี่ เขาดูแล้วมันรู้สึกแบบว่าโอ้ยมีความยั่วยวน มีเสน่ห์ หรือว่ามีความดึงดูดทางเพศไหม ก็อาจทำให้เรารู้ด้วยว่าเขาชอบเซ็กส์แบบไหนหรือรสนิยมเขาเป็นอย่างไร” ซึ่งเรื่องนี้จะพูดไปก็ถือเป็นประเด็นสำคัญของความสัมพันธ์เช่นเดียวกัน

นอกจากเราได้รู้จักคู่เดทของเราเพิ่มขึ้นในทุกมิติแล้ว มันคงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้สัมผัสช่วงเวลาที่เห็นว่าเขาหรือเธอมีรอยยิ้มกับเรื่องอะไร อีกหนึ่งบทบาทของโอ๊ต คือ นักวิเคราะห์ผู้เข้าชม (audience analysis) เขาเล่าให้ฟังต่อว่าอีกหนึ่งความลับที่คนขายตั๋วเข้าชมไม่ได้บอกก็คือ ในมิวเซียมนั้นจะมีการนำทฤษฎีพหุปัญญามาปรับใช้ผ่านการเรียนรู้ 8 ด้าน อย่างการเรียนรู้ผ่านเสียง เรียนรู้ผ่านภาพ เรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว เป็นต้น ซึ่งแต่ละมิวเซียมจะมีวิธีการนำเสนอที่ไม่เหมือนกัน เขาบอกว่าถ้าเราสังเกตดีๆ ว่าคู่เดทของคุณตอบรับกับอะไร ไม่ชอบอะไรหรือเขามีปฏิกิริยาอย่างไรกับสิ่งที่จัดแสดงอยู่ รายละเอียดตรงนี้จะช่วยตัดสินใจในการสานสัมพันธ์กับคู่เดทของเราได้ด้วย “เวลาเดินในมิวเซียม คุณจะเห็นเลยว่าคนๆ หนึ่งเขาตื่นเต้นกับอะไร เราจะรู้เลยว่าคนๆ หนึ่งมีลักษณะเป็นแบบไหน” ในโอกาสครั้งต่อไปจงตั้งใจสังเกตให้ดี ไม่แน่ว่าบางทีคุณอาจจะได้บันทึกภาพหรือเก็บเรื่องราวดีๆ นี้ไปสร้างความประทับใจอย่างไม่รู้จบในวันข้างหน้าของความสัมพันธ์

 

 

ตามที่ได้สาธยายสรรพคุณของพิพิธภัณฑ์เหมือนราวกับว่าเป็นประตูวิเศษเพียงเดินเข้าไปก็สามารถสมหวังในความรัก แน่นอนก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินเข้าไปแล้วออกมาพร้อมผลสำเร็จตามที่ตั้งใจ และแม้ความสัมพันธ์นั้นไม่ได้ถูกพัฒนาต่อไปในรูปแบบคนรัก แต่ใช่ว่าช่วงเวลาที่เราได้สานสัมพันธ์ทำความเข้าใจตัวตนกันและกันนั้นจะสูญเปล่า โอ๊ตสรุปตอนจบของทริปนี้ให้ฟังว่า “บางคนถึงจะไม่ได้เป็นแฟนกันแต่ก็ได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เพราะเหมือนว่าเราก็ได้รู้จักเขาในหลายมุมมอง และส่วนมากก็เป็นวันที่ดีซะด้วย” และอีกมุมหนึ่งจากประสบการณ์ของผม วันและคืนที่เสียไปนั้นอาจจะทำให้เราพบรักกับผลงานศิลปะหรือเรื่องราวที่เราเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอเหมือนกัน โดยท้ายที่สุดมันอาจจะเป็นแรงบันดาลใจหรือพลังให้เราสร้างสรรค์สิ่งอื่นที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จก็เป็นได้

Related Stories

Out of Office

STARRY, STARRY NIGHT: ‘ท้องฟ้าจำลอง’ จากห้องทดลองในวัยเด็กสู่ความโรแมนติกแห่งดวงดาว

อดีตห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กสู่เดทครั้งที่จำได้ไม่เคยลืม

Read

The Read

ROMANCE IN BANGKOK: หรือกรุงเทพฯ จะไม่ใช่เมืองที่เอื้อต่อการตกหลุมรัก

สวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่อาจตรงกันข้ามสำหรับการเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบคู่รัก

Read

Out of Office

A GUIDE TO ENJOYING MUSEUMS

5 เคล็ดลับที่จะทำให้การเที่ยวพิพิธภัณฑ์ครั้งต่อไปของคุณ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

Read

0Shares
preloader