The Inspirations

MR. NICOLAS GABARD OF HUSBANDS PARIS

บทความโดย Nath Suriyachantananont, Editor-In-Chief, W. MINISTRY

The Inspirations

MR. NICOLAS GABARD OF HUSBANDS PARIS

4 February 2020

วาระพิเศษกับชายผู้ก่อตั้ง Husbands Paris พร้อมมุมมองใหม่เรื่องสูท อิทธิพลของวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม

 

ณ โชว์รูมห้องกระจกบานใหญ่บนถนนรีเฌอลีเยอ (Richelieu) ในปารีส นีกอลา กาบาร์ (Nicolas Gabard) กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการตอบอีเมลหลายฉบับที่สะสมมาระหว่างช่วงวันหยุดคริสต์มาสและปีใหม่ ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาคือผู้ช่วยที่กำลังง่วนอยู่กับออเดอร์ต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาเช่นเดียวกัน บรรยากาศภายในร้าน Husbands เปรียบเสมือนภาพสะท้อนหน้าอินสตาแกรมของแบรนด์ไม่มีผิดเพี้ยน มีเสน่ห์ชวนค้นหา สุขุมแต่เซ็กซี่ เคลือบด้วยจริตที่จัดจ้านแบบฉบับยุค ‘70s

ทั้งสองลุกขึ้นทักทายและต้อนรับเราอย่างเรียบง่าย นีกอลาอยู่ในสูทชอล์คสไตรป์ที่สวมทับเสื้อเชิ้ตเดนิมแบบเวสเทิร์น เขามีผ้าพันคอลายจุดสีกรมท่าผืนบางผูกไว้ยาวมาเกือบถึงเอว รองเท้าบู๊ทเชลซีสีดำช่วยให้เขายิ่งดูปราดเปรียวเวลาเดินไปมา ไม่นานนักเขาก็เดินนำเราลงไปชั้นใต้ดินของโชว์รูม ซึ่งเป็นส่วนเวิร์คช็อป มีหุ่นเสื้อผ้าเรียงรายหลายตัว ชั้นหนังสือยาว ราวเสื้อผ้าที่แขวนตัวอย่างและสูทสั่งตัดจากลูกค้า ริมกำแพงมีม้วนผ้าอีกสารพัด จนเรามานั่งกันตรงโต๊ะกระจกสี่เหลี่ยมที่เหมือนโต๊ะประชุมเล็กๆ “ดื่มอะไรกันไหมครับ” เขาเสนออย่างสุภาพก่อนจะกลับมาพร้อมเครื่องดื่มในมือ บทสนทนาจึงเริ่มขึ้น

 

 

ก่อนจะก่อตั้งแบรนด์ Husbands คุณทำอะไรมาก่อน และอะไรที่นำไปสู่การก่อตั้งแบรนด์นี้

ผมเติบโตมาในเมืองเล็กๆ ซึ่งทางบ้านก็ไม่เคยคาดหวังให้เราทำงานแฟชั่น ส่วนใหญ่ก็อยากจะให้เป็นหมอ หรือทนาย ในที่สุดผมก็เรียนกฎหมายตามความปรารถนาของแม่ แล้วก็เป็นทนายอยู่ 4-5 ปี จนต่อมาผมก็พบกับคนคนหนึ่งซึ่งตอนนั้นเป็นลูกความ เขาตั้งใจอยากจะเปิดบริษัททำเนื้อหาให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ในเชิงดิจิทัล นั่นคือปี 2004 ซึ่งผู้คนก็ยังใช้ MySpace กันอยู่ ฉะนั้นไอเดียนี้ก็ยังถือว่าใหม่มากในตอนนั้น ลูกค้าของเรามีทั้งแบรนด์อย่าง Cartier, Christian Dior, Dom Pérignon และลักชัวรีแบรนด์อื่นๆ ซึ่งก็ทำให้ได้ประสบการณ์ในด้านสื่อสารการตลาด แต่ผมรู้อยู่ตลอดว่าผมอยากทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้า ผมมีความสุขกับการได้เลือกซื้อสรรหาเสื้อผ้าโดยเฉพาะเสื้อผ้าเทเลอร์ แต่ไม่เคยเป็นคนที่สั่งตัดเสื้อผ้าครั้งหนึ่งเป็นสิบตัว สำหรับผมมันเป็นเรื่องของการหาสไตล์ที่ลงตัวสำหรับเรา หลังจากใช้เวลากับช่างตัดสูทไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนได้ผลลัพธ์ที่ลงตัว ตอนนั้นเองที่รู้แน่ชัดว่าผมอยากจะสร้างสรรค์อะไรสักอย่างเกี่ยวกับเสื้อผ้าในแบบของผมเอง

แต่นั่นยังไม่ใช่ Husbands ใช่ไหม ยังเป็นอย่างอื่นอยู่

นั่นล่ะคือ Husbands เลย ผมเริ่มสร้าง Husbands เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วโดยมีแก่นไอเดียในหัว ผมไม่ได้วาดเส้นทางให้ Husbands เป็นแบรนด์แฟชั่น แต่ตั้งใจให้ Husbands เป็นเรื่องของ “การสร้างตู้เสื้อผ้าที่ตกผลึกแล้ว”

ผมเอาความคิดเรื่องการสร้างแบรนด์ Husbands กลับไปเล่าให้ภรรยาฟัง เธอก็ไม่ได้ขัดอะไรและสนับสนุนให้ผมลงมือทำมันอย่างเต็มที่ โดยมีเงื่อนไขว่า หากธุรกิจนี้ไม่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจภายใน 4 ปี ก็คงเป็นอันต้องล้มเลิกไป

 

 

ลองเล่าให้เราฟังถึงตอนเริ่มต้นอีกนิด

นึกย้อนไปถึงปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่บล็อกต่างๆ กำลังตื่นตัวอย่างแรง มีการพูดถึงการกลับมาของสูท เมนส์แวร์ แฟชั่นผู้ชาย มีแบรนด์เล็กๆ เกิดใหม่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลายแบรนด์ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ที่แรกเริ่มตั้งใจจะตีความเสื้อผ้าคลาสสิคใหม่ แต่กลับทำพลาดเหมือนๆ กันหนึ่งอย่าง ซึ่งก็คือวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่หย่อนยานจากแรงกดดันเรื่องการเงิน เมื่อขาดสภาพคล่องและระยะเวลาที่เพียงพอ แบรนด์เหล่านั้นก็ถูกบังคับให้คล้อยตามตลาดอย่างเสียไม่ได้

ซึ่งในมุมมองของผม วิธีที่ดีที่สุดก็คือการคิดถึงเรื่องระยะเวลาของโปรเจคต์ที่จะทำ มันกลับมาที่เรื่องของระยะเวลาเสมอล่ะ คุณต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะบุคลิกและภาพลักษณ์ที่อยากจะสื่อผ่านแบรนด์ ต้องทำให้ผู้คนเข้าใจสิ่งเหล่านั้น ก่อนที่จะคาดหวังให้เขาซื้ออะไรสักอย่างจากแบรนด์ ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาถึง 3-4 ปี ซึ่งนั่นหมายถึง กระแสเงินสด (Cashflow) ที่ต้องถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนกับทุกก้าวที่จะพาแบรนด์ไป หากขาดระเบียบวินัยเรื่องเงิน คุณก็อาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องบังคับให้แบรนด์ทำทุกอย่างตามที่ตลาดจูงไป

ตรงนี้ต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ว่าต้องให้ความสำคัญใครก่อน ลูกค้าที่เชื่อในแบรนด์ของคุณ หรือตลาดในวงกว้างกันแน่ ในเมื่อลูกค้าของคุณไม่ใช่ภาพตลาดโดยรวม เสียงตอบรับที่แบรนด์ของคุณต้องการมากกว่า ก็คือเสียงของลูกค้าที่เล็งเห็นถึงวิสัยทัศน์เดียวกับคุณ

 

 

แสดงว่าคุณมีคอนเซ็ปต์ของ Husbands ที่ชัดเจนมากตั้งแต่เริ่มเลยหรือเปล่า

ต้องบอกว่า แก่นแท้ของ Husbands ถูกวางรากฐานไว้ตั้งแต่เวลานั้นแล้ว ผมรู้ว่ามันเป็นไอเดียที่สามารถโน้มน้าวจิตใจได้ แน่นอนว่าช่วงแรกๆ ก็มีบางอย่างที่ผมนำเสนอสมาชิกในทีมแล้วได้เสียงตอบรับที่ไม่ดีนัก เพราะอย่าลืมผมก็คืออดีตทนายคนหนึ่ง ที่ผันตัวมาทำงานด้านดิจิทัล แล้ววันหนึ่งก็มาทำเสื้อผ้า การมองภาพในวันนั้นก็อาจไม่ได้เฉียบคมเท่าวันนี้ แต่เวลาก็เป็นตัวสอนให้เราทำอะไรฉลาดขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น นอกจากเรื่องศิลป์ ก็คือเรื่องธุรกิจและเรื่องเนื้องานความประณีต ผมใช้เวลาว่างที่มีในช่วงแรกๆ เก็บเกี่ยวความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เรามองเห็นภาพที่กว้างขึ้น ตอนนั้นผมมีเวลาเยอะเพราะลูกค้าก็ยังไม่มากเท่าไหร่

แต่น่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นกับ Husbands อย่างแน่นอน

พวกเขาเป็นลูกค้าที่ดีมาก ผมรู้ดีว่าผมเลือกทำสิ่งที่ไม่ง่ายนัก ผมเลือกที่จะผลิตเองและกระจายสินค้าเอง ซึ่งร้อยทั้งร้อยจะเหมาะมากหากเป็นการขายส่ง อาจจะเริ่มจากการออกแบบคอลเลคชั่นเล็กๆ สัก 10 แบบ แล้วจึงเชิญ Buyers ผ่านการประชาสัมพันธ์ตามปกติ เพื่อให้ได้ออเดอร์ แต่ผมไม่อยากทำแบบนั้น ผมไม่ได้อยากขายส่งแต่แรก ไม่ได้อยากจะต้องดึงดูด Buyers ผมอยากขายด้วยตัวเอง เพราะผมต้องได้รู้จักกับคนที่ซื้อเสื้อผ้าของผมโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าเขาเห็นในสิ่งที่ผมเห็น

ดังนั้น การที่ผมจะลงทุนกับการจ้างใครสักคนมาสื่อสารแทนผมคงไม่ใช่ไอเดียที่ตอบโจทย์นักในจุดนี้ ผมเลือกที่จะลงทุนในตัวสินค้ามากกว่า เพราะในทางปฏิบัติ คุณต้องมีตัวเลือกเสื้อผ้าไว้รองรับอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นชนิดผ้าที่ต้องการ ไซส์ที่หลากหลาย ผมจึงไม่ได้จ้างบริษัททำประชาสัมพันธ์ แต่เอาเงินมาลงในสต็อคสินค้าแทน ซึ่งเป็นอะไรที่เสี่ยงมาก วันดีคืนดีก็มีสูท 200 ตัวในคลังให้ขาย แต่จำนวนลูกค้ายังน้อยอยู่เลย ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมรู้ในใจมาโดยตลอดว่าผมกำลังทำสิ่งที่ต้องใช้เวลา ก็กลับมาตั้งสติว่า โอเค วันนี้เรามีสูทเป็นร้อยตัวนอนรออยู่ให้เราขาย แต่มันเป็นสูทที่ออกมาได้ตามใจหวังอย่างไร้ที่ติ ก็ถึงเวลาที่ต้องโฟกัสกับการดึงลูกค้าแล้ว

 

 


เรื่องของวัฒนธรรมเป็นกระดูกสันหลังของ Husbands เลยก็ว่าได้ เพราะมันช่วยให้เราเข้าใจชีวิต และจุดประสงค์น้อยใหญ่ของชีวิต

ผมส่งอีเมลไปหานักข่าวหลายคน ใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ในการบอกเล่าตัวตนของ Husbands เช่น หากพูดถึงสูทสีน้ำเงินก็จะถูกเชื่อมโยงกับสิ่งของ นวนิยาย หรือภาพยนตร์ ความหลงใหลในเรื่องเสื้อผ้าของผมเกิดขึ้นมาจากความหลงใหลในเรื่องวัฒนธรรม คุณเห็นภาพถ่ายของเดวิด โบอี (David Bowie) ไบรอัน เฟอร์รี (Bryan Ferry) หรือคนอื่นๆ มันทำให้คุณเกิดความรู้สึกสงสัยว่าคนคนนี้คือใคร ทำอะไรในตอนนั้น

ไอเดียของ Husbands ก็คือการเล่าเรื่องราวของความเป็นชาย (Masculinity) มันเกี่ยวกับการตั้งคำถามว่า ความเป็นผู้ชายมันหน้าตาเป็นอย่างไรในวันนี้และในอดีต ซึ่งผมเลือกที่จะใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราวของบุคคลสำคัญเหล่านั้น เพื่อที่จะช่วยให้ลูกค้าของ Husbands ค้นพบและเข้าใจในสไตล์ของตัวเอง ให้พวกเขาใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ไม่ใช่ตามอย่างบรรดาไอคอน เรื่องของวัฒนธรรมจึงเป็นกระดูกสันหลังของ Husbands เลยก็ว่าได้ เพราะมันช่วยให้เราเข้าใจชีวิต และจุดประสงค์น้อยใหญ่ของชีวิต เมื่อใครสักคนใส่เสื้อผ้าที่สอดรับกับชีวิตจริงของเขา นั่นล่ะคือวัฒนธรรม

 

 

คุณมีไอคอนคนโปรดในใจไหม และพวกเขาให้แรงบันดาลใจอย่างไรในการทำเสื้อผ้าของ Husbands

หากลองดูหน้าอินสตาแกรมตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของ Husbands จะเห็นภาพถ่ายของคนดังจากทศวรรษ ‘60s-‘70s ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักแต่งเพลง นักแสดง นักเขียน ในเสื้อผ้าของพวกเขาเอง แน่นอนว่าหากย้อนไปไกลถึงยุค ‘40s หรือ ‘50s ก็จะพบว่าผู้คนแต่งตัวดีไปหมด เหตุผลหนึ่งก็เพราะเสื้อผ้าในสมัยนั้นมีความหลากหลายไม่มาก และผู้ชายก็แต่งตัวไปในทางเดียวกันอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานที่ แต่สำหรับทศวรรษ ‘60s เป็นต้นมา มันต่างออกไป เพราะทุกคนเริ่มมีทางเลือกขึ้นมาก และต้องสร้างสรรค์สไตล์ของตนเอง หากคุณเลือกที่จะใส่เสื้อผ้าคลาสสิค นั่นหมายถึงคุณทำเพราะคุณเลือกเอง

 

 

เพื่อตอบคำถามนี้ ผมก็คงต้องมองไปที่บริบทด้วย อย่างฝรั่งเศสผมก็คงต้องยกให้ เซร์ช เกนสบูร์ (Serge Gainsbourg) หากเป็นอังกฤษผมคงต้องบอกว่าเดวิด โบอี (David Bowie) ไบรอัน เฟอร์รี (Bryan Ferry) และ จาร์วิส ค็อกเกอร์ (Jarvis Cocker) ฝั่งอิตาลีเป็น มาร์เชลโล มาสโตรเอียนนี (Marcello Mastroianni)

 

จากซ้ายไปขวา: เซร์ช เกนสบูร์ (Serge Gainsbourg), ไบรอัน เฟอร์รี (Bryan Ferry) / ภาพจาก Husbands

แต่มันมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการ “Get the look” กับสิ่งที่ Husbands กำลังทำใช่ไหม

ผมรักหนังสมัย ‘60s-‘80s มากเป็นพิเศษเพราะตัวละครมีการแต่งกายที่มีสไตล์สุดๆ ผมมองว่านักแสดงหรือตัวละครเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการเรียนรู้ มันไม่ใช่การลอกเลียนแบบลุคทั้งลุค เพราะไม่มีใครเหมือนกันหรอก แต่ภาพเหล่านั้นควรให้แรงกระตุ้น ความกล้า และแรงบันดาลใจในการเข้าถึงสไตล์ของตัวคุณเอง ผมชื่นใจที่ทุกวันนี้เห็นคนหนุ่มหันกลับมาให้ความสนใจใน Tailoring และใส่มันในแบบฉบับของแต่ละคน เพราะเราต่างรู้กันดีว่าไม่มีอะไรที่เรียกว่าใหม่โดยเด็ดขาดหรอก ทุกอย่างโยงกลับไปหา Archive ได้หมด  แต่บางครั้งเราลองปรับเปลี่ยนเรื่อง Volume เรื่องสัดส่วน เราก็ได้อะไรที่สดใหม่และเหมาะกับชีวิตจริงในปัจจุบันได้


เรามีหน้าที่ที่จะต้องโฟกัสเรื่องเสื้อผ้าให้มากกว่าลูกค้า มันเป็นภารกิจของเรา

 

คุณคิดว่าลูกค้าจะมีความคาดหวังอย่างไรบ้างเมื่อก้าวเข้ามาในร้าน Husbands

มันเป็นไปได้หลายทางนะ บางครั้งลูกค้าก็อาจเป็นชายวัย 50 กำลังซื้อสูงที่เคยช็อปที่แอร์แมส (Hermès) เป็นประจำ หรือเด็กหนุ่มที่อาจเพิ่งค้นพบ Husbands จากโซเชียลมีเดียที่กำลังมองหาสูทตัวแรก หรือทนาย หรือนักการเงินวัย 40 ไปจนถึงนักธุรกิจที่ตื่นเต้นกับแบรนด์เรา ความจริงไม่นานมานี้เราเพิ่งนั่งคุยกันถึงประเภทกลุ่มลูกค้าของ Husbands ซึ่งแบ่งออกได้ถึง 8 กลุ่ม เราต้องรู้จักปรับตัวเข้าหาลูกค้าด้วย หน้าที่หลักของเราคือช่วยลูกค้าหาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่พวกเขาจะรู้สึกดีขึ้นกับตัวเอง เพราะเสื้อผ้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ฉะนั้นเสื้อผ้าควรจะให้ทั้งความสุขและสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขา

เราเรียนรู้ความชอบของพวกเขาเพื่อจะสามารถพูดคุยกันในบริบทของ Husbands ผมก็ตั้งใจว่าบริการของเราจะช่วยให้ลูกค้าได้ใช้ชีวิตของตนเองได้เต็มที่ ให้พวกเขามีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ ที่ต้องทำ เรามีหน้าที่ที่จะต้องโฟกัสเรื่องเสื้อผ้าให้มากกว่าลูกค้า มันเป็นภารกิจของเรา

 

จากซ้ายไปขวา: เดรสเชิ้ตทรงเข้ารูป กางเกงเอวสูงไม่มีจีบกับเข็มขัดหนังเส้นเล็ก หนึ่งในซิกเนเจอร์ลุคของ Husbands, คำมั่นสัญญาจาก Husbands ซึ่งเป็นโพสท์แรกในอินสตาแกรมของแบรนด์ ย้อนไปในเดือนตุลาคมปี 2014 / ภาพจาก Husbands

แล้วการบริการในแบบ Husbands เป็นอย่างไร

สิ่งที่ Husbands ยึดมั่นมาตลอดในการบริการ คือการไม่กลัวที่จะชี้แจงให้ลูกค้าพิจารณาความต้องการของเขาอีกครั้ง เพราะบางคนเข้ามาด้วยความเร่งรีบ อยากจะได้สูททีเดียวหลายๆ ตัว โดยที่เรามองว่ามันอาจจะไม่เหมาะกับเขาเสียทีเดียว ณ ตอนนั้น สู้ให้เขาได้สูทที่เขารักมากเพียงชุดเดียวในวันนี้ ดีกว่าตัดทีเดียวห้าตัวรวดแล้วให้ลูกค้ากลับบ้านไปรู้สึกเสียดายภายหลัง เราถอยหนึ่งก้าว แล้วเริ่มสร้างบทสนทนากับเขาก่อน เมื่อคนเรารู้สึกสบายใจแล้ว การจะตัดสูทตัวต่อไป ไม่ใช่เรื่องยาก

บางคนเดินเข้ามาสั่งตัดสูทพินสไตรป์เต็มยศ แต่เรามารู้ทีหลังว่าเขาเพิ่งเริ่มทำงานและยังต้องเข้าหาผู้ใหญ่อีกหลายตำแหน่งที่ทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเป็นออฟฟิศที่ไม่ได้ทางการ ตรงนี้ในฐานะผู้ช่วยให้คำแนะนำ เราต้องกล้าที่จะบอกเขาว่าสูทพินสไตรป์อาจยังไม่ใช่คำตอบในวันนี้ ลองเป็นอะไรที่เบาตาและสุขุมขึ้นมาหน่อยไหม ซึ่งลูกค้าก็เข้าใจและยิ่งเห็นคุณค่าของคำแนะนำที่เราตั้งใจมอบให้กับเขา หลายครั้งเราต้องทำแบบนี้เพื่อสร้างความเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว มากกว่าที่จะรีบรับออเดอร์ทั้งหมดแล้วเขาไม่กลับมาอีกเลย และเมื่อเราทำทั้งหมดนี้ได้อย่างดีแล้ว จึงค่อยคิดถึงเรื่องทำเงิน

 

 

เคยสั่งซื้อเบลเซอร์ของ Husbands มาครั้งหนึ่งเหมือนกัน โดยที่ไม่เคยสัมผัสของจริงมาก่อน ปรากฏว่าคุณภาพงานดีเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย

ผมคิดว่าเรื่องความคุ้มค่าเงินก็เป็นจุดแข็งหนึ่งของ Husbands สำหรับสูทที่เป็นโครงสร้าง Full Canvas ใช้ผ้าจากโรงทอในอังกฤษ พร้อมกับมาตรฐานเนื้องานที่สูง ผมคิดว่าเราทำได้ดีในเรื่องการตั้งราคา

คุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ต้องดีขึ้นควบคู่ไปกับอย่างอื่น มันจึงเป็นสิ่งที่อาศัยเวลา สินค้าลักชัวรีเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา ผมไม่รู้เหมือนกัน เราอาจกำลังสร้างลักชัวรีแบบใหม่อยู่ก็ได้ สร้างประสบการณ์การซื้อที่ให้ความสุนทรีย์ ผมมีภาพสำหรับลูกค้าแต่ละคนเสมอหลังจากเริ่มพูดคุยกับเขาสักพัก สำหรับผม Husbands เป็นเรื่องของบทสนทนากับลูกค้าในบริบทของเรา ผมอยากให้ลูกค้าได้ผ้าคุณภาพแบบเดียวกับที่เราทุกคนที่ Husbands ได้สวมใส่ อยากให้เขาได้สัมผัสกับความประณีตของงานฝีมือในแบบที่เราหลงใหล

 

 

อะไรเป็นสิ่งที่คุณจะไม่มีวันปล่อยผ่านอย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพของเนื้อผ้า ซึ่งต้องมาคู่กับงานฝีมือที่เยี่ยมยอด ผมชอบโครงสร้าง Canvas เพราะยิ่งคุณใส่มันก็ยิ่งกลายเป็นของคุณ ผ่านไป 5-6 ปีมันจะเป็นสูทที่สวยมาก สูทสองตัวรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันแต่ต่างโครงสร้างการตัดเย็บ เอามาใส่เทียบกันหน้ากระจกอาจดูเหมือนกัน แต่ลองขยับตัวดูจะรู้ว่าคนละเรื่องเลย


สูทมันต้องถูกใส่ ถูกใช้งาน ไม่ใช่วัตถุที่คุณตัดมาเพื่อขึ้นหิ้ง สูทที่สวยที่สุดสำหรับผมคือสูทที่เจนสภาพเพราะรับใช้เจ้าของมาแรมปี

อย่าเข้าใจผิดนะ ผมไม่ได้เป็นพวกหมกมุ่นกับเรื่องงานฝีมือจนไม่ลืมหูลืมตา เพราะท้ายที่สุด หน้าที่ของสูทคือต้องสนองตอบความต้องการของคุณ ต้องมีสไตล์ และให้ความสุขกับผู้ใส่ ในการนี้มันต้องถูกใส่ ถูกใช้งาน ไม่ใช่วัตถุที่คุณตัดมาเพื่อขึ้นหิ้ง นานๆ ไปมันอาจเกิดตำหนิจากกาลเวลา ต้องมีการปะซ่อมแซมบ้าง หรืออาจต้องแก้ทรงเพราะรูปร่างเปลี่ยนไปบ้าง ผมไม่เคยใส่ใจ สูทที่สวยที่สุดสำหรับผมคือสูทที่เจนสภาพเพราะรับใช้เจ้าของมาแรมปี คุณเคยเห็นไหมชายชราบางคนที่คุณมองแล้วรู้ทันทีว่าเขาใส่สูทตัวนั้นมานาน มันคือของที่เขาคุ้นเคย มันอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันมีเสน่ห์จริงๆ ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเนื้อผ้าที่ใช้มาตัดสูท จึงสำคัญสุดๆ

ช่างทำแพทเทิร์นของผมบอกไว้ว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตัดสูทออกมาสวย หากใช้ผ้าไม่ดีมาตัด คุณจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากสูทที่ดูไม่มีราคา ฉะนั้นสำหรับผม คุณภาพเนื้อผ้าและโครงสร้างต้องมาก่อน

 

 

แต่การจะได้ผลลัพธ์ในอุดมคติแบบที่ว่า มันอาจจะแย้งกับเรื่องสเกลการผลิตหรือเปล่า

ถูกต้อง การจะทำ Made-To-Measure ในสเกลที่ยังไม่ใหญ่พอ จะบังคับให้คุณต้องใช้แพทเทิร์นเดียวกับที่โรงงานผลิตเท่านั้น คุณอาจเย็บป้ายชื่อแบรนด์ลงไปได้ แต่มันก็ยังไม่ใช่สูทที่คุณต้องการ 100% ช่วงแรกที่ตามหาแหล่งผลิตทั่วยุโรปไม่ว่าจะเจ้าใหญ่หรือเล็ก ผมได้รับคำตอบเดียวกันหมดคือ “เราเย็บสูทได้ แต่ด้วยแพทเทิร์นและผ้าของเราเท่านั้นนะ” แต่ผมรู้ดีว่าไม่ได้ต้องการเช่นนั้น ผมต้องการแพทเทิร์นที่ผมออกแบบเอง ผมมีสไตล์ของสูท Husbands ที่ชัดเจนในหัวอยู่แล้ว สุดท้ายเลยเลือกที่จะสต็อคสูท 200 ตัวนั้น เพื่อให้ได้สิ่งที่ตรงตามเจตนารมณ์ของผมที่สุด จะเรียกว่าเราเริ่มจาก Ready-To-Wear ก่อนก็คงไม่ผิด

ถึงตรงนี้ต้องบอกไว้เลยว่า Husbands ไม่ใช่เทเลอร์นะ เพราะเราจะไม่พูดว่าเราสามารถเนรมิตทุกอย่างตามที่คุณต้องการได้ แทนที่จะบอกลูกค้าว่าเรามีสีน้ำเงินอยู่สิบห้าเฉด เราคัดมาแค่ 2-3 แล้วอธิบายให้เขาฟังว่าแต่ละชนิดมันต่างกันอย่างไรดีกว่า เขามองหาสูทสำหรับใส่ไปทำงานหรือพิธีการสำคัญ เขาหาเบลเซอร์สำหรับหน้าหนาวหรือทั้งสี่ฤดูกาล คำตอบอยู่ในบทสนทนากับลูกค้านี่แหละ

ความยืดหยุ่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องอย่ามากเกินไป บางอย่างก็เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เป็นไปได้ขอให้รู้ว่าเราคิดทบทวนมันมาอย่างดีแล้ว เราเป็นแบรนด์ที่หลงใหลในเนื้อผ้าที่สวยงาม และเราอยากนำเสนอทางเลือกให้ผู้คนที่เห็นตรงกับเรา เมื่อไม่นานมานี้เราเพิ่งเปิดตัว Ready-To-Wear เต็มรูปแบบ ด้วยชนิดผ้า สีสัน และดีไซน์ที่เรามองว่าลูกค้าของเราจะต้องชื่นชอบเหมือนกันกับเรา

โชคดีที่วันนี้เรามาถึงจุดที่คนเริ่มเข้าใจตัวตนของเราบ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่กว้างพอ เราจึงตัดสินใจใช้โมเดลขายส่งเพื่อจำหน่ายบนเว็บไซต์อย่าง MR PORTER และ Moda Operandi แน่นอนกำไรอาจไม่มากเท่าขายเองโดยตรง แต่สิ่งที่ได้คือผู้คนค้นพบแบรนด์ Husbands มากขึ้นกว่าเก่าเป็นทวีคูณ มันเป็นการปลดล็อคเรื่อง Volume ของผ้าที่เราสั่ง เพิ่มความเป็นไปได้ในการผลิตและกระจายสินค้า

 

 

หลายคนบอกเสื้อผ้าคลาสสิคอยู่ยาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

ทุกคนรู้กันดีว่าตลาด Tailoring มันหดตัวลงทุกปี คุณมีทางเลือกสองทาง ทางแรกก็คือเข้าแข่งขันกับตลาดที่เป็นอยู่ อีกทางคือดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่อาจไม่เคยจินตนาการตัวเองในเสื้อผ้าคลาสสิคมาก่อน พวกเขาอาจจะเป็นคนอายุน้อยที่คุ้นเคยกับเสื้อผ้าดีไซเนอร์แบรนด์ใหญ่ๆ ก็ได้ ยิ่งดีเลย เพราะมีความสนใจในเรื่องสไตล์และเสื้อผ้าเป็นทุนอยู่แล้ว

เราในฐานะคนทำแบรนด์ก็ต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างเข้าไว้ ต้องรู้ถึงสิ่งที่เกิดอะไรขึ้นในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่าง เอดี้ สลิมาน (Hedi Slimane) กำลังสร้างสรรค์อะไรที่ Céline เช่นเดียวกับที่ต้องรู้ว่า เอ็ดเวิร์ด เซ็กส์ตัน (Edward Sexton) กำลังทำอะไรให้ลูกค้าบนถนน Savile Row

 

 

พูดถึงสไตล์ของสูท Husbands กันบ้างดีกว่า ซึ่งเป็นสูทที่เรียกว่ามีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว คุณคิดค้นมันขึ้นมาได้อย่างไร มันเป็นแบบนี้แต่แรกเลย หรือค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตามเวลา

ช่วงแรกที่ทำ Husbands ผมหลงใหลในสไตล์ ‘60s มาก สูทตัวแรกๆ จึงค่อนไปทางนั้น แจ็คเก็ตจะสั้นกว่าตอนนี้ แต่ที่อยู่กับเรามาตลอดคือกางเกงเอวสูง เพราะมันช่วยเรื่องสัดส่วนของผู้ที่สวมใส่ เมื่อเวลาผ่านไปความชอบคนเราก็เปลี่ยนผันไปบ้าง มันเข้มข้นขึ้นเพราะเรารู้จักรสนิยมตัวเองดีขึ้น ผมก็เริ่มเห็นอะไรใหม่ๆ เห็นจังหวะเสื้อผ้าใหม่ๆ มองไปมองมากางเกงเดรสขากว้างหน่อยก็ได้อยู่นะ สุดท้ายมันเป็นเรื่องการทำความเข้าใจคำว่า “คลาสสิค” แบบกาลเวลาทำอะไรไม่ได้ รู้จักใช้เกราะกำบังของความ Conservative ให้เข้ากับอัตลักษณ์ที่เรามีในใจ โจทย์คือทำอย่างไรให้สวยมีเสน่ห์ทนนานเหนือคำว่าแฟชั่น

ตัวผมเองก็ไม่ใช่อัจฉริยะที่ไหน ก็เคยติดกับดักแฟชั่นเหมือนกับหลายคน ซื้อเสื้อผ้าที่อาจดูหวือหวาแต่ผ่านไป 2 ปีกลับมาดู โอ้โหทำอะไรลงไป เสียสติหรือเปล่า กับ Husbands ผมเลยเก็บเอาสิ่งที่เรียนรู้ตรงนี้ กับข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยเกิดตอนสั่งตัดสูทสมัยก่อน เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าจะไม่พาแบรนด์ไปทางนั้น เพราะมันคงไม่ใช่วิถีของผม

 

จากซ้ายไปขวา: แจ็ค นิโคลสัน (Jack Nicholson), เซอร์ ไมเคิล เคน (Michael Caine) / ภาพจาก Husbands

คุณเปิดดูอินสตาแกรมบ้างไหม

ทุกวันนี้เจอรูปเสื้อผ้าบนฟีดแบบนับไม่ถ้วน บางครั้งเปิดไปเจอบางอย่างแล้วก็คิดว่าน่าสนใจดีนะ แต่ความรู้สึกแบบนี้ต้องระวังให้ดี ต้องถอยกลับมาไตร่ตรองดูก่อน ใช้เวลากับมัน “เวลา” ตรงนี้สำคัญมาก เคยมีลูกค้าบางคนบอกว่าผมอยากได้โน่นอย่างได้นี่เต็มไปหมด ผมบอกใจเย็น คิดดูให้ดีก่อน ถ้าคุณยังอยากได้ทั้งหมดนี่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า แสดงว่าคุณได้คิดมันมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ทำนองเดียวกันกับการประชุมงานในทีมที่ Husbands ทุกคนมาถึงโต๊ะพร้อมไอเดียบรรเจิดในหัว ผมบอกแบบเดียวกันกับที่บอกลูกค้าใจร้อนคนนั้น อย่ากระโจนเข้าหาไอเดียจนเร็วเกินไป เราอยากทำสิ่งที่สร้างสรรค์แต่มันต้องคลาสสิคด้วย แน่นอนอยู่แล้วมันก็มีจังหวะที่ทุกคนเซนส์ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเป็นไอเดียที่ดี กรณีนั้นก็ลุยเลย ทำมันด้วยความมั่นใจ

 

 


มันอาจไม่ได้มี ‘เสื้อผ้าฝรั่งเศส’ แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘แนวคิดแบบฝรั่งเศสในเรื่องเสื้อผ้า’

หากว่า Tailoring แบบอังกฤษมีความ Understated ส่วนฝั่งอิตาเลียนก็เป็นเรื่องความหรูหรา อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Tailoring แบบฝรั่งเศสหรือแบบของ Husbands

มันเป็นอะไรที่ตอบยากนะ เพราะจริงๆ มันไม่ได้มีอะไรที่เรียกได้ว่าเป็น “แบบฝรั่งเศส” โดยสมบูรณ์ ชาวฝรั่งเศสได้รับอิทธิพลอยากสูงจากชาวอังกฤษในเรื่องเสื้อผ้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แล้ว ในขณะเดียวกันเรายังได้รับอิทธิพลจากนักเคลื่อนไหว กวี และศิลปินหัวซ้ายจัดจากยุค ‘50s-‘60s เข้ามาเติมทั้งความสุนทรีย์และความกล้าที่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เราชอบเรื่องของบาลานซ์ ความสมมาตร “เฟรนช์สไตล์” เป็นอะไรที่ดูเผินๆ อาจไม่เห็น แต่สังเกตให้ดีจะเข้าใจ

แน่นอนล่ะมันมีศัพท์ที่ใช้เรียกแนวการแต่งตัวต่างๆ อย่าง เฟรนช์ ไอวี หรือ เฟรนช์ นิวเวฟ แต่รู้อะไรไหม แม้แต่ อีฟว์ แซ็ง โลร็อง (Yves Saint Laurent) ยังดั้นด้นไปที่ Caraceni ในอิตาลีตอนที่เขาอยากได้เสื้อโค้ทกระดุมสองแถว ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสหลายคนก็เลือกใช้บริการกับ Henry Poole ที่ Savile Row เมื่อมาถึงการตัดสูท พวกเขาก็ไม่ได้สร้างมันขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์ แต่เป็นการเรียนรู้จากต้นตำรับมากกว่า ลองสังเกตดูว่าฝรั่งเศสไม่ค่อยมีแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายประเภท High street ที่รู้จักในวงกว้างเหมือนที่อังกฤษมี Paul Smith เลย ซึ่งคนเดียวที่เข้าข่ายนี้ที่ผมนึกออกก็คือ ฌอง ตุยตู (Jean Touitou) ผู้ก่อตั้ง A.P.C. ซึ่งมีความชัดเจนในตัวเองสูง เป็นความเรียบแบบฝรั่งเศสที่ไม่ทิ้งความขี้เล่น

ฉะนั้นมันอาจไม่ได้มี “เสื้อผ้าฝรั่งเศส” แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า “แนวคิดแบบฝรั่งเศสในเรื่องเสื้อผ้า” ซึ่งเปิดโอกาสให้คุณกล้าลองผสมอะไรใหม่ๆ คุณอาจจะใส่ของวินเทจกับ Tailoring ก็ได้หรือจะแมทช์กับ High fashion ก็ดี มันเป็นเรื่องของการแสดงออกทางด้านบุคลิกและสไตล์ เป็นการบ่งบอกอะไรบางอย่าง เป็นความรู้สึกสะดวกใจที่จะใส่เสื้อผ้าในแบบของตัวเองเพราะมันตกผลึกมาพอสมควรแล้ว เซร์ช เกนสบูร์ จะไม่เป็น เซร์ช เกนสบูร์ อย่างที่เรารู้จักเลย หากเขาไม่เคยไปถึงจุดที่กล้าแสดงตัวตนออกมาอย่างเต็มที่

 

 

คุณมีแผนการต่อไปอย่างไรบ้างกับ Husbands

เราต้องเดินหน้าต่อทั้ง Ready-To-Wear และขายส่ง หาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจเพิ่มเพื่อช่วยเราแต่งตัวผู้คนต่อไป เราต้องขยายฐานลูกค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มนักช็อปที่อาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อ Husbands เราต้องเดินหน้าออกแบบเสื้อผ้าที่จะตอบโจทย์ที่หลากหลายของผู้คน ทั้งคนที่ใส่สูทและไม่ใส่สูทในชีวิตประจำวันในขณะที่ใส่ความเป็นตัวตนของเราลงไปอย่างชัดเจนเหมือนเดิม

ต่อจากนี้อาจจะเห็นอะไรที่สบายๆ ขึ้นจาก Husbands ที่ผ่านมาเราเน้นหนักเรื่อง Tailoring ความจริงคนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในชุดสูทเพื่อที่จะดูเนี้ยบเท่านั้น ผมเลยอยากทำอะไรที่ผ่อนคลายลงบ้าง นึกภาพสเวตเตอร์แคชเมียร์สีสดใส่คู่กับกางเกงวูลทวิลเอวสูง รองเท้าบู๊ทเชลซี เข็มขัดเส้นบางสักเส้น บางคนอาจสวมเบลเซอร์ทับก็ได้ เราอยากอยู่กับลูกค้าทั้งในวันธรรมดาและวันหยุด ในขณะเดียวกันก็ต้องถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่เรามีเกี่ยวกับ Husbands อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

 

 

Husbands จะมี Trunk Show ให้เราเห็นบ้างไหม

เป็นความคิดที่ดีเลย เพราะเรายังเป็นแบรนด์เล็กอยู่ เรายังต้องสร้างตลาดเพิ่ม นี่ไม่ใช่ยุคที่ใครสักคนจะเปิดร้านแล้วรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหา เราต้องเป็นฝ่ายเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย หรือฝั่งอเมริกา โดยเป้าหมายหลักยังคงเดิมคือการช่วยให้ผู้คนหาความสุขในการแต่งตัวและให้พวกเขาค้นพบสไตล์

 

นีกอลาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดหน้าอินสตาแกรมของ Husbands ให้ดู เห็นได้ถึงวิวัฒนาการที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่แรก เขามีไอเดียในหัวมากมายเหลือเกินตอนนี้ ทุกความคิดคงจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองของเวลาอย่างไม่ต้องสงสัย เราเดินกลับขึ้นมาชั้นบนเพื่อสำรวจสินค้าที่วางโชว์อยู่อย่างเป็นระเบียบอีกครั้งก่อนจะกล่าวร่ำลากัน ได้เวลาปิดร้านพอดี “กลับมาวันพรุ่งนี้อีกครั้งสิ รับรองว่าคุณจะได้เลือกเสื้อผ้ากันอย่างเต็มที่ เดี๋ยวผมจะช่วยดูให้” นีกอลาทิ้งท้ายเชิงเชื้อเชิญก่อนจะเปิดประตูกระจกของโชวร์รูมแล้วก้าวเท้าเดินจมหายไปกับผู้คนบนท้องถนน

 

อ่านเรื่องราวของแบรนด์ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมายได้ที่นี่

 

 

Related Stories

The Inspirations

SERGE GAINSBOURG AND HIS FRENCH INSOUCIANCE

นักแต่งเพลง นักร้อง ผู้กำกับ กวี นักเสียดสีสังคม นักแสดง และหนึ่งในสไตล์ไอคอนแห่งยุค '60s

Read

Query & Advice

DO I REALLY NEED A BESPOKE SUIT?

กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์

Read

Query & Advice

HOW A SUIT SHOULD FIT, ACCORDING TO TAILORING EXPERTS

สองกูรูด้านคลาสสิคเมนส์แวร์ของเรา จะมาตอบอีกหนึ่งคำถามที่ใครก็ต้องเคยเผชิญทุกครั้งที่ตัดสูท

Read

0Shares
preloader