The Read

MAD DOGS & CO: สนทนาภาษาเพื่อนกับ ’เล็กฮิปแห่งพันธุ์หมาบ้า’ ฮิปปี้รุ่นแรกของเมืองไทย

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

The Read

MAD DOGS & CO: สนทนาภาษาเพื่อนกับ ’เล็กฮิปแห่งพันธุ์หมาบ้า’ ฮิปปี้รุ่นแรกของเมืองไทย

22 August 2020

‘พันธุ์หมาบ้า' นวนิยายที่ไม่เคยตกยุค คัมภีร์สอนความเป็น ‘เพื่อน’ ให้กับวัยรุ่นทุกสมัย

 

พันธุ์หมาบ้า โดย ชาติ กอบจิตติ คือ นวนิยายเล่มหนาที่ถักทอสายใยของความเป็นพวกพ้องผองเพื่อนอย่างเหนียวแน่นที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสในวรรณกรรมไทย จุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งมิตรภาพนี้เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่งในภูเก็ต เมื่อชวนชั่วพบอ๊อดโต้ ความทรงจำต่างๆ ก็กลับมาพรั่งพรู ถูกเปิดออกมาจากลิ้นชักทีละชั้น ที่นำพาเพื่อนรักของพวกเขาหยิบเก้าอี้มานั่งล้อมวง ชนแก้ว ย้อนความหลังวีรกรรมที่ตนได้เคยก่อ ‘เมื่อเพื่อนพบเพื่อน’ คือ บรรยากาศที่ทำให้เรื่องพันธุ์หมาบ้าสนุกอยู่ตลอดทุกตอนจนถึงย่อหน้าสุดท้าย

ระหว่างที่เรื่องดำเนินไปนั้นจะถูกตีขนาบด้วยกลิ่นเหล้าบรั่นดีที่เหล่าผองเพื่อนกระดกลงคออย่างละเมียดหลังทุกประโยคที่พูดจบ และควันหอมของพืชสวรรค์บำเรอประสาทที่เข้ามาช่วยประโลมความสุขให้แก่พวกเขา สิ่งเย้ายวนทั้งหลายเป็นเหมือนจินตนาการสานต่อให้โอกาสผู้อ่านได้เดินทางไปในโลกอีกใบหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ไม่อาจบดบังเรื่องราว ‘ความเป็นเพื่อน’ ที่ชัดแจ้งเห็นจริงตลอดทุกฉากตอนในนวนิยายเรื่องนี้

แม้ว่าเสียงหอนของวรรณกรรมเรื่องนี้จะไม่ได้รับรางวัลซีไรต์เฉกเช่น เรื่อง ‘คำพิพากษา’ และ ‘เวลา’ แต่ในเสียงของบรรดานักอ่านต่างยอมรับกันว่า ‘พันธุ์หมาบ้า’ คือ นวนิยายที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ภายในเล่มถูกดำเนินโดยชีวิตของตัวละครหลักสองคน คือ อ๊อดโต้และทัย ที่มีเรื่องสนุกของเหล่าเพื่อนจากทุกสารทิศมารายล้อมให้รสชาติของหนังสือเล่มนี้สามารถละเลียดกินได้อย่างไม่เบื่อ

ความคิดแรกที่ตบเท้าเดินเข้ามา หลังจากที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบครั้งแรกเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ‘เล็กฮิป’ หรือ เปี๊ยก-วิสูจน์ ศรีสัจจะลักษณ์ คือ ตัวละครแรกที่ผมอยากจะพบเจอที่สุด เพราะหากจะพูดถึงตัวละครในเรื่องกับบทบาทผู้รักพวกพ้อง สำหรับผมแล้วนั้นไม่มีใครที่ยอมงอ ออนอ่อ ตามใจเพื่อนได้เท่าเล็กฮิปอีกแล้ว ตัวละครพูดน้อยต่อยหนัก โดยเฉพาะบทบาทคนคอยจัดระเบียบพรรคพวกทุกครั้งที่มีการดื่มกิน

จนวันนี้โอกาสได้เกิดขึ้นแล้วที่ร้านซาลูนซินซาโน่แห่งนี้ (ชื่อซาลูนซินซาโน่มาจากร้านเก่าสมัยที่สองสิงห์อย่างจ๋าและเล็กฮิปยังอาศัยอยู่ที่ลิโด ซึ่งจ๋านั้นประจำอยู่ร้านซาลูนและเล็กฮิปประจำอยู่ซินซาโน่) เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว นับจากช่วงเวลาที่เรื่องราวความเป็นเพื่อนของพวกเขาได้ทำให้โลกนี้ประจักษ์รับทราบผ่านพันธุ์หมาบ้า

 

 

คัมภีร์สอนความเป็น ‘เพื่อน’ ให้กับวัยรุ่นทุกสมัย

 

“มันขึ้นมาเตือน แล้วคิดถึงเพื่อน” คำโปรยของโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวของน้าเปี๊ยก ในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563 กับเรื่องราวที่วนกลับมาเหมือนเข็มของนาฬิการ้องดังเตือนความทรงจำของเขากับพวกพ้อง ภาพที่ปรากฏอยู่ในโพสต์นั้นเต็มไปด้วยภาพถ่ายขาวดำ จดหมายจากเพื่อนต่างๆ รวมถึงใบสมัครสมาชิกของร้านซินซาโน่เมื่อปี พ.ศ. 2524 ของทุกอย่างนี้อยู่ในกระเป๋าของอ๊อดโต้ซึ่งแฟนของเขาได้มอบให้กับน้าเปี๊ยกเมื่อวันเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว

โพสต์ดังกล่าวเป็นเหมือนเชื้อไฟให้ผมอยากมาพูดคุยกับเขา กับเรื่องราวของคำว่า ‘เพื่อน’ แก่นสารหลักของเรื่องพันธุ์หมาบ้า ในสายตาและคำพูดของเล็กฮิปในวัย 67 ปี ผ่านประสบการณ์อันมากล้นของเขา ในฐานะที่เขานั้นเป็นคนที่มีชีวิตอันแสนโลดโผนดั่งเช่นนิยาย

“ผมว่าเรื่องเพื่อนยังไงมันก็ไม่จบ” น้าเปี๊ยกมองว่าการที่พันธุ์หมาบ้าสามารถอยู่ยงคงกระพันเป็นคัมภีร์สอนวัยรุ่นมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้ก็เพราะว่าเรื่อง ‘เพื่อน’ เป็นสิ่งสากลที่ไม่ว่าใครๆ บนโลกใบนี้ก็มีต่างต้องมีประสบการณ์เรื่องเพื่อน

ประกอบกับบทบาทของตัวละครที่เป็นจินตนาการแห่งโลกคู่ขนานให้วัยรุ่นที่เบื่อกรอบและกฏเกณฑ์ที่ไม่เข้าท่าบางอย่างได้ออกมาใช้ชีวิตผ่านตัวละครและวีรกรรมสุดเฮ้วในเรื่อง “เพราะว่าคนนอกกรอบมันเยอะไง พอมันปิ๊งมันก็หาอะไรที่เหมือนกับไอดอล เหมือนว่าตัวเองก็หนีสังคม แต่ก็ไม่กล้าจะทำเอง แต่พอไปเห็น เฮ้ยนี้มันมีคนทำหนิ เพี้ยนดีว่ะ” และน้าเปี๊ยกใช้คำว่า “สะกิดใจ” เพราะสารในเรื่องมันไปเชื่อมต่อกับเรื่องราวของคนได้ร้อยพ่อพันแม่ แม้ว่าพวกเขานั้นจะไม่ได้มีพฤติกรรมแบบเดียวกัน แต่อาจจะมีสายสัมพันธ์อะไรบางอย่างที่ร่วมกันอยู่ก็ได้ที่ทำให้เรื่องพวกนี้มันไปสะกิดใจพวกเขา

“เก็บสิ่งดีจากหนังสือไปใช้ จำสิ่งชั่วไปเตือนตน” ประโยคที่น้าชาติเคยกล่าวเป็นการย้ำเตือนอีกครั้งกับเหล่าแฟนหนังสือที่อาจจะติดกับดักความสนุกสนานจนหลงลืมความจริงบางอย่าง ซึ่งน้าเปี๊ยกเองก็เห็นดีกับประโยคดังกล่าว แต่ของเขาจะใช้คำว่า “เอาเยี่ยงแต่อย่าเอาอย่าง” ซึ่งเขาอธิบายต่อว่า “เหมือนว่าเราก็เอาของดีของเขามา ของที่แม่งไม่ดีอย่าไปยุ่ง คือพยามจำในสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีก็อย่าไปจำมัน เพราะคนเราไม่มีเพอร์เฟค เข้าใจป่ะ มันไม่มีเพอร์เฟค” แต่ผมกับน้าเปี๊ยกก็คุยกันต่อว่ามันก็น่าตลกดีที่สิ่งไม่ดีอันมอมเมาทั้งหลายกลับกลายเป็นตัวการทำให้เกิด ‘มิตรภาพ’ ที่ไม่มีวันจบ

 

 

ตัวตนของชายผู้อ้างว่าเป็น ‘เล็กฮิป’ แห่งพันธุ์หมาบ้า

 

หากเราจะพูดถึงเรื่อง ‘เพื่อน’ ผ่านตัวเล็กฮิปนั้น ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะต้องรู้จักเขาผู้นี้ให้ดีเสียก่อน เพราะนิสัยและตัวตนของเขานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวของเขากับเพื่อนทั้งหมดไว้ด้วยกัน คนทั่วไปถ้าเห็นเล็กฮิปจากบุคลิกและเสื้อผ้าหน้าผม คงพินิจได้เลยว่าชายเฒ่าผู้นี้เป็นฮิปปี้วัยเก๋าตัวจริง ซึ่งแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ปฏิเสธสักทีเดียว กึ่งแบ่งรับแบ่งสู้ต่อนิยามที่ถูกสวมใส่ไว้นั้น แต่หากเรามาดูถึงวิถีที่เขาล่องอยู่ในเส้นทางชีวิตนั้น คงน่าจะควรค่าแก่การตีความมากกว่า “ผมจะไม่มีความมุ่งหมายของชีวิตมากไง คือแทบจะไม่มีเลยล่ะ เพราะเพื่อนบางคนมันจะคิดเลยว่า อายุเท่านี้ต้องสำเร็จเท่านี้นะ เรากลัวเราเฟลเราก็เลยไม่คิด ก็คือปล่อยให้มันไปตามของมัน แล้วเราก็เป็นคนเรื่อยๆ เปื่อยๆ ประคองชีวิตให้มันอยู่ได้ ไม่ได้เป็นคนที่ฟุ่มเฟื่อย บางทีเราก็หนีอะไรบางอย่างออกไป ไปหาที่มันสงบกว่า”

สิ่งที่เขาหลีกหนีหาใช่ภูตผีปีศาจไม่ แต่ถ้าเรามองมันเป็นปีศาจก็คงได้ชื่อว่าผีทุนนิยม ชีวิตในในเมืองหลวงที่เขาบอกว่าแปดโมงเช้าต้องออกจากบ้านแล้วกลับบ้านตอนห้าโมงเย็นและหยุดเสาร์อาทิตย์ ชีวิตวนลูปอยู่อย่างนี้นานปีเข้าก็ทนไม่ไหว ทำให้เจ้าตัวเปลี่ยนงานเปลี่ยนที่ไปตลอด ซึ่งเขาก็ทราบดีว่ามันไม่ใช่หนทางที่ดีที่จะเติบโตในหน้าที่การงาน แต่ภายหลังเขาพบว่ามันออกดอกออกผลแก่กล้าเป็นต้นไม้ใหญ่แห่งประสบการณ์ให้แก่ตัวเขาเอง “มันเริ่มนับหนึ่งตลอด พอไปตรงนี้มันก็เริ่มนับหนึ่งอีก แต่มันก็ได้ในเรื่องของประสบการณ์ พอเราอายุมากเราก็ทำอะไรได้เยอะแยะ คือมันได้เองจากประสบการณ์ที่เราเจอมา”

เนื่องจากราศีประจำตัวของเขานั้นคือ ราศีมีน ที่สัญลักษณ์เป็นรูปปลาสองตัวอยู่คนละด้านกัน น้าเปี๊ยกเปรียบตัวเองเป็นปลาที่ลอยน้ำไปสบายๆ ถึงปลายน้ำ พอใกล้จะจนสุดแล้วก็จะมีแรงฮึดว่ายกลับขึ้นมาใหม่ซึ่งพอถึงสุดทางแล้วก็ปล่อยตัวเองลอยกลับไปทิศที่ตัวเองว่ายมาเหมือนเดิม “ก็เหมือนชีวิต มันก็ปล่อยไปอย่างงั้นอ่ะ เรื่องจริงมันไม่ต้องการอะไรมากไงชีวิต ก็คืออยู่ให้ได้และมีความสุขกับมัน” นี่อาจจะเป็นสาเหตุให้ปลาตัวนี้ได้เวียนวนคอยทักทายกับเพื่อนร่วมทางในสายน้ำเดียวกันอยู่เสมอ

 

 

ศาสนาเพื่อนและศีล 4 ข้อ

 

น้าชาติเคยได้บัญญัติศาสนาเพื่อนขึ้นมา พร้อมศีลที่เราชาวเพื่อนต้องน้อมปฏิบัติ แม้น้าเปี๊ยกจะบอกเองว่า “มันก็ตั้งขึ้นมาเท่ๆ นั่นแหละ” แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านิยามของคำว่า ‘เพื่อน’ ของเกลอผู้นี้มันเจ๋งที่สุดแล้วสำหรับเขา ซึ่งศีลที่น้าชาติเคยเสนอมานั้นไล่เรียงออกมาได้สี่ข้อหลักๆ ด้วยกัน ผมขอสรุปความตามนี้ ข้อหนึ่ง เกื้อกูลกัน เราจะต้องช่วยเหลือเพื่อนในยามที่เพื่อนทุกยากที่เรามีเราก็ให้ ข้อสอง ดูแลกัน คอยตักเตือนในบางอย่างบางเรื่องให้มันพอรู้ตัว แต่ก็ไม่ใช่เอาตัวเข้าไปขวางห้ามมัน ข้อสาม ปกป้องกัน สิ่งสำคัญที่คนเป็นเพื่อนรวมตัวกันก็เพื่อคอยปกป้องกัน ไม่ว่าจะถูกจะผิดต้องปกป้องก่อนแล้วค่อยมาว่าความกันทีหลัง ข้อสี่ ยอมกัน บางครั้งบางทีต้องปล่อยให้ทีใครทีมันบ้าง ถึงจะอยู่ร่วมกันได้ ไม่งั้นจะทะเลาะกันทุกวัน

นับตั้งแต่ที่เล็กฮิปต้องออกจากบ้านเพื่อไปอยู่โรงเรียนประจำ ทั้งอาชีวศิลป์ เพาะช่างหรือแม้กระทั่งชีวิตในวัยทำงานแล้วก็ตามแต่ ‘เพื่อน’ คือส่ิงมีชีวิตที่อยู่ข้างกายเขาเสมอไม่ว่าจะยามทุกข์หรือสุข เหตุที่ทำให้เจ้าตัวเลือกเข้ารีตในศาสนานี้ “เพราะว่าตัวเราเอง มีความรู้สึกกับเพื่อนมากกว่าครอบครัว เพราะว่าเราเป็นคนที่ออกจากบ้านตั้งแต่เด็ก คือเป็นนักเรียนประจำ เราอยู่คนเดียวเราต้องมีเพื่อน มันคือสิ่งที่เรายึดมากเลยไง ที่บ้านก็ไม่ใช่ เพราะสามเดือนกูถึงจะไปอยู่แค่เดือนนึง หรือ 15 วัน 20 วัน จริงๆ แล้วเราอยู่กับเพื่อนตลอด” ธรรมดาเหลือเกินที่บ้านอันเป็นแหล่งรวมเพื่อนจะไม่เคยเงียบ น้าเปี๊ยกเล่าให้ฟังไม่ว่าจะไปอยู่บ้านใคร คนอื่นๆ ก็จะแห่ตามเหมือนฝูงผึ้งมากระจุกตัวกัน โดยต่างคนก็ต่างทำหน้าที่และทำงานของตัวเองไป

ไหนๆ ก็ได้ทีมาพูดคุยกับเล็กฮิปตัวเป็นๆ เห็นทีจะไม่กวนก็กลัวเสียเที่ยว ผมจึงได้แกล้งถามไปว่าถ้าเปรียบพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของศาสนาพุทธ และใครกันล่ะเป็นศาสดาของศาสนาเพื่อน แกตอบกลับมาอย่างทันควัน “มันก็คือคำว่า ‘เพื่อน’ ไง เพราะไม่มีใครเป็นศาสดาได้”

เนื้อหาต่อไปนี้ผมขออนุญาตเรียงนิยามคำว่า ‘เพื่อน’ ที่ได้รับฟังเรื่องราวจากน้าเปี๊ยก ให้ได้เห็นถึงความหลากหลายและพลังแห่งความผูกพัน หรือบางทีมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของโชคชะตาที่ยากจะหาคำมาอธิบาย โดยคำว่าเพื่อนนี้ล้วนมีความหมายมากมายไม่หมดสิ้น

 

 

เพื่อนต่างวัย

 

เพื่อน ไม่ได้นิยามเป็นของคนที่มีอายุเท่ากันเสมอไปตราบใดที่เราคุยภาษาเดียวกัน ‘ภาษาเพื่อน’

ใครที่เคยอ่านพันธุ์หมาบ้าก็คงจะทราบกันดีว่าชวนชั่วนั้นลากเล็กฮิปไปเจอคนนู้นคนนี้มากมายที่ภายหลังจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกอดคอกัน อย่างที่รู้มีช่วงหนึ่งที่เล็กฮิปนั้นได้ตามไปอยู่กับสำลีที่ภูเก็ตหลายปี ในยุคที่เจ้าตัวบอกเองว่าตอนนั้นภูเก็ตยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวขนาดนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังเป็นดินแดนอันหมายปองของเหล่าฝรั่งหัวทองจิตใจเสรีอยู่ดี ซึ่งน้าเปี๊ยกเล่าต่อว่าเมื่อก่อนคนพวกนี้เขาไม่ได้มาเที่ยวสัปดาห์นึงแล้วกลับแต่เขาอยู่เกือบปีกันเลยทีเดียว “สมัยก่อนฝรั่งที่มาก็มีแต่ฝรั่งฮิปปี้ด้วย มาอยู่แม่งทีหกเดือน”

ส่วนตัวเขามองว่าเขาไม่เคยคิดว่าจะหาประโยชน์หรือได้ประโยชน์อะไรจากเพื่อนเลย แต่เขาคิดว่าเขาโชคดีในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับเพื่อน น้าเปี๊ยกเล่าเรื่องเพื่อนฝรั่งคนหนึ่งให้ผมฟัง เขามีนามว่า โจ  เป็นนักถ่ายภาพ หนึ่งในบรรดาแก๊งค์เพื่อนต่างวัยและต่างชาติของเล็กฮิปสมัยที่เขามีความสำราญอยู่เต็มปอดอยู่ที่เกาะภูเก็ต อีกหนึ่งบุคคลที่มีตัวตนอยู่ในเรื่องพันธุ์หมาบ้า โดยในวาระสุดท้ายของชีวิตของเพื่อนฝรั่งผู้นี้ก็ยังนึกถึงเพื่อนชาวไทยตัวเล็กคนนี้อยู่เสมอ

“ผมมีเพื่อนที่แบบว่าเป็นรุ่นพี่ เขาเป็นฝรั่งที่มาเที่ยวภูเก็ต แล้วก็สนิทกัน พอเขาจะตายเขาก็ขนกล้องมาให้ผม เขารู้ว่าผมชอบถ่ายรูป เขาก็ถ่ายรูป เขาให้มาทั้งชุด คือกูจะตายแล้วฝากไอ้นี่ด้วย กล้อง F3 ยังอยู่กับผม และเลนส์อีกหลายตัว” ถึงแม้ทั้งสองคนจะคลาดกันเพราะตอนนั้นเล็กฮิปของเราได้ย้ายไปอยู่ดินแดนยูเอสเอเสียแล้ว ซึ่งเพื่อนฝรั่งผู้นี้จึงฝากของต่างๆ ไว้ที่ร้าน Sunset ที่ในอดีตเป็นร้านที่เล็กฮิปเคยทำงานสมัยอยู่ภูเก็ต จากคำบอกเล่าของน้าเปี๊ยก พื้นหลังของโจเป็นอดีตผู้พิพากษาที่เกษียณอายุราชการ ในบรรดาเพื่อนฝรั่งที่เข้ามาในชีวิตของเล็กฮิปนั้นแม้อายุอานามของโจจะเทียบเท่ารุ่นพ่อได้แล้ว ช่วงวัยที่ต่างกันของทั้งคู่นั้นไม่ได้มีผลอะไรเลยกับความเป็นมิตรแท้ “คือเขาอายุ 60 อ่ะ เราเพิ่ง 27 เข้าใจมั้ย แล้วเราก็แบบว่าเฮ้ยแม่งโคตรฮิปเลย ผมแม่งยาว บางวันใส่เขาควายมา มันก็ชอบถ่ายรูป เราก็เลยเฮ้ยเท่ดีคนนี้”

 

 

เพื่อนพบเพื่อเพียงจาก

 

บางคนอ่านวลีนี้ก็อาจจะบอกว่ามันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้อยู่ ว่าวันหนึ่งนั้นพวกเราก็ต้องจากกันในไม่ช้าก็เร็วตามวัฏจักรของชีวิตที่เรามิอาจฝืนกงล้อของมันได้ แต่ ‘เพื่อนพบเพื่อเพียงจาก’ นี้ตามคำบอกเล่าของน้าเปี๊ยกเป็นสิ่งที่ยังชวนให้พิศวงไม่แพ้เรื่องเล่าจากโลกแห่งสัมผัสที่หก

น้าเปี๊ยกถามผมว่าเคยไหม “มีคนที่แบบว่าเราไม่รู้จักแล้วแม่งมาช่วยเรา เคยเจอไหมอย่างนี้” ที่เขาเองนั้นก็คิดว่ามันแปลกไม่ใช่น้อย ลักษณะของเพื่อนพันธุ์นี้ตามที่น้าเปี๊ยกได้บรรยายให้ฟัง เพื่อนผู้นี้จะปรากฏตัวไม่เป็นเวลา เพื่อนผู้นี้ทั้งที่เราไม่สนิทและไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ แต่ในช่วงเวลาที่เรากำลังตกอยู่สถานการณ์คับขัน เขาผู้นี้จะเข้ามาช่วยเราให้รอดพ้นจากตรงนั้นมาได้ จัดการปัญหาให้เราหมดทุกอย่าง ซึ่งพอเสร็จกิจแล้วเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย

“เรื่องอย่างนี้เหมือนมันผูกพัน เราไม่เข้าใจนะ บางทีเหมือนมันเป็นเรื่องคล้ายกับโชคชะตา มาเจอแล้วแม่งก็ช่วยๆ กัน แล้วแม่งก็เผ่นกันไป มันคือบางทีที่เราวิกฤตแล้วเราก็ต้องผ่านมันมาให้ได้ ก็จะมีคนที่เราไม่ได้สนิทมาแก้สถานการณ์ให้” ในภายหลังผมกับน้าเปี๊ยกเห็นตรงกันว่าควรเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นจังหวะชีวิตที่โชคชะตาของคนสองคนต้องโคจรมาพาลพบกันเท่านั้นถึงจะเกิดเรื่องราวเช่นนี้ได้

 

 

เพื่อนรัก

 

นอกจากเรื่องของเพื่อนแท้อย่างอ๊อดโต้ที่ทั้งชวนชั่วและเล็กฮิปเคยพูดถึงในส่วนเสริมตอนท้ายเล่มของพันธุ์หมาบ้า ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 21 ว่าอ๊อดโต้เพื่อนผู้ใจถึงพึ่งได้ เป็น “พระเอกตลอดกาล” ในกลุ่มเพื่อน ยังมีอยู่อีกหนึ่งคนที่น้าเปี๊ยกจะส่งจดหมายแห่งความทรงจำหาเพื่อนคนนี้ตลอดในยามคิดถึง เขาคือ เสนีย์ ด้ายมงคล นามลำดับแรกที่ชาติ กอบจิตติเอ่ยขึ้นว่าถ้าหนังสือเล่มนี้ (พันธุ์หมาบ้า) มีผลบุญจริงก็ขออุทิศให้เหล่าพ้องเพื่อนทุกคน

ก่อนที่น้าเปี๊ยกจะเอ่ยชื่อเสนีย์ ด้ายมงคลเข้ามาในบทสนทนาของเรา ผมได้ถามเขาด้วยอาการนึกอยากใคร่รู้ถึงอะไรกันนะที่เป็นเหมือนประตูที่ทำให้คนสองคนที่ไม่รู้จักกันได้กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน เขาตอบ “ก็เหมือนโชคชะตาไง คือบางทีเราก็ไม่รู้มันจะมาเมื่อไหร่”

เพื่อนในชีวิตหลายๆ คนของน้าเปี๊ยกอาจจะเกิดขึ้นจากการที่เพื่อนลากกันไปเจอกันกับเพื่อนอีกกลุ่ม แต่สำหรับหนนี้เป็นตัวเขาที่ได้ไปเจอเอง “ผมรู้จักเขาตอนที่อยู่ร้านซินซาโน่นั่นแหละ ก็คือไปเที่ยวเกาะเสม็ด แล้วก็เจอที่นั่น เจอกันแบบแปปๆ แล้วคือหลังออกมาก็คือไม่เจอกันอีก แล้วก็มาเจอกันอีกทีในกรุงเทพฯ ที่ร้านดวงกมล เราก็เข้าไปซื้อหนังสือ มันก็มาทักเฮ้ย พอเจอกันตอนนี้แม่งก็ติดกันและ คือมันเหมือนมันพวกเดียวกันอ่ะ พอเจอแล้วแม่งเฮ้ยไอ้เห้นี่ใช่อ่ะ กูไม่ไปไหน กูต้องมากับไอ้นี่”

“บางคนมันสนิทง่าย แม้บางทีเพื่อนบางคนรู้จักกันแค่แปปเดียวแต่เหมือนกับว่า เฮ้ย ไอ้เห้เหมือนกูสนิทกับมึงมาเป็นสิบๆ ปี คือชะตามันตรงกัน” ใครจะไปรู้ว่าแรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้อาจมีส่วนช่วยคนสองคนถูกดึงดูดเข้าหากันก็ได้

เสนีย์ ด้ายมงคล หรือที่แฟนหนังสือพันธุ์หมาบ้าจะรู้จักกันดีในนามว่า ‘เชน’ ตัวละครในบทบาทซาวด์แมน นักข่าวสงครามในยุคที่สงครามเย็นกำลังแผ่ตัวไปทั่วโลกใบนี้ ที่เขาจะทำข่าวอยู่ตามประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา เชนผู้นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนผู้โอบอ้อมอารี แบ่งปันน้ำใจให้เพื่อนได้ไม่มีวันหมด เป็นภาพแทนตามศีลข้อหนึ่งของอาชาติที่ว่าเพื่อนต้องเกื้อกูลกัน

“อยากจะบอก ว่าอยาก อยากจะลากกันไป

อยากจะเป็นสิ่งไหนหรือคิดจะเป็นสิ่งใด

ใครก็ห้ามไม่ได้ หากใจจะเป็น

นี่คือคำเชื้อเชิญ เกินกว่าใครจะว่าท้าทาย

ใจฉันเป็นอย่างไร สงกะสัยอยู่ครามครัน

ฝันเก็บไว้ให้ยามหลับ นับวันเวลาตื่น

คืนนั้นไม่ยาวหากความเหงาไม่มาเยือน

เพื่อนเอย”

บางช่วงจากความเรียงของเสนีย์ ด้ายมงคลถึงเพื่อน ที่ราตรีไหนก็คงไม่ยาวนานหากมีเสียงของเพื่อนคอยกล่อมหูอยู่ข้างกาย

 

 

‘เพื่อน’ ในวันที่ต่างคนต่างมีเส้นทาง

 

จากวันอันเบ่งบานสมัยวัยรุ่นร่วมหัวจมท้าย เดินไปด้วยกันจนสุดฝั่งฝัน สู่วันที่ต้องห่างไกลกันด้วยระยะทาง เวลา และภาระหน้าที่

อย่างที่มีคนชอบบอกว่าเวลานั้นเดินทางเร็ว ซึ่งมันก็คงจะเป็นเรื่องจริง หากเรามองผ่านชีวิตชายผู้โลดโผนผู้นี้ ด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพียงตัวเลขของอายุที่ถูกนับเพิ่มจำนวน สารัตถะของชีวิตก็ดูเหมือนจะพะรุงพะรังเข้ามาตามกัน เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนไปมันก็คงเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราต้องปรับตัวตาม น้าเปี๊ยกเล่าให้ฟังว่าหลังช่วงอายุเลยหลักสี่ไปแล้วนั้น คนในวง(เหล้า)เล่าก็เริ่มที่จะไปแต่งงานและมีครอบครัว ทำให้พื้นที่ที่เคยนั่งล้อมกันไว้ก็ค่อยๆ ห่างขึ้นเรื่อยๆ

“เรามีความรู้สึกว่าเราห่างเพื่อน เพราะว่าอายุเรามากขึ้น เราก็มีความรับผิดชอบของครอบครัวเยอะขึ้น ทุกคนก็มีอะไรที่มันเยอะขึ้นไป ก็คือสมัยก่อนมันจะไปคลุกกัน แม่งเดี๋ยวโทรเจอกันและอาทิตย์นึงเจอครั้งนึง แต่ตอนนี้ก็เหมือนว่าพออายุมากมันก็เหมือนกับมีสเปซ”

“ทุกวันนี้มันเริ่มแบบว่าพูดกันน้อยลง บางทีไปเจออย่างเจอชาติเนี่ย ผมสนิทกับมันมากนะ เจอบางทีก็แบบไม่ได้พูดกันเลยนะ แม่งก็มองๆ กันว่าเออ มึงก็ไปของมึง กูก็ไปของกู แบบมันก็มีหน้าที่ มันก็มีภาระอะไรที่ต้องไปตรงนู้น เราก็ต้องมีที่จะไปตรงนี้ มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ มันก็จบไง คือแบบสมัยก่อนแม่งต้องโดดไปหามันอ่ะ หรือไม่มันก็โดดมาหาเรา ไปๆ กูไปกับมึง มึงไปกับกู”

‘ความห่าง’ ที่ไม่ว่าจะอ่านในใจหรือได้ยินจากหูก็ชวนให้รู้สึกเหงา แต่ความเป็นจริงสิ่งนี้ไม่ได้บั่นทอนมิตรภาพหรือไมตรีจิต ของคนที่ต่างบัญญัติกันและกันไว้ว่า ‘มึงกับกูคือเพื่อนกัน’ น้าเปี๊ยกเปื่อยความจริงให้ผมฟังว่า ก็จริงอยู่ที่ช่วงอายุอานามขนาดนี้ ไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนร่วมรุ่นสักเท่าไหร่แล้ว นานๆ ทีจะเจอครั้ง หรือบางทีอาจจะช่วยกันได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม ด้วยเรี่ยวเรียงที่มีอยู่ก็ไม่อาจไปฝืนแรงสายน้ำแห่งอายุขัย แม้ทุกวันนี้ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบต่างกัน แต่สิ่งที่เพื่อนจะทำให้กันได้ก็คือใช้สัมผัสแห่งความผูกพัน เป็นการเอาใจใส่กันก็เพียงพอต่อ ‘การดูแลกัน’ แล้วในยามนี้

 


 

ก่อนที่จะลาทุกคนไปใน ‘บทสนทนาภาษาเพื่อนกับเล็กฮิปแห่งพันธุ์หมาบ้า’ ผมเคยได้อ่านความเรียงที่น้าเปี๊ยกเขียนบันทึกไว้เพื่ออาจจะเตือนตัวบ้างหรืออาจจะคิดถึงเพื่อนบ้าง ซึ่งทำให้ผมนึกย้อนว่ามีเหตุการณ์หลายครั้งในช่วงชีวิตคนเราที่เพื่อนอยู่ร่วมด้วยในทุกฉากตอน หากเราพินิจจากความเรียงนี้จะเห็นเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบของความสัมพันธ์กับคนที่เราเรียกว่า ‘เพื่อน’

“บางครั้ง หรือหลายครั้งที่ เคยมองกลับไปหาอดีตที่ผ่านมา มองแล้วก็ยิ้มให้ตัวเอง บางรูป บางตอนก็มีนำ้ตาซึม เพราะหลายเรื่องราวที่ได้ผ่านไปทำให้คิดถึงเรื่องราวที่สวยงามมีเพื่อนๆ อยู่รอบๆ ตัว แต่ทุกๆ เรื่องที่ผ่านไปแล้วไปเลย ไม่เคยหวนกลับมาเหมือนสายน้ำหรือบางช่วงอายุ เราเหงา เพื่อนๆ หลายๆ คนได้เดินทางไปก่อนหน้า ตอนนี้เราอยู่กับตัวเรามากที่สุด มันแตกต่างจากอดีตที่มีเพื่อนๆ รุมล้อม แค่คิดเราก็มีความสุขแล้ว”

Related Stories

The Sounds

STONE METAL FIRE: ‘หิน เหล็ก ไฟ’ ตำนานวงเฮฟวี่เมทัลไทยที่ไฟยังลุกโชน

คณะดนตรีที่ยังบรรเลงความดุดันอันอ่อนหวานแม้ผ่านกาลเวลาเกือบ 30 ปี

Read

The Inspirations

JAK JEAN OPENS UP ABOUT VINTAGE CLOTHING

คุยกับ “พี่จักร” พ่อมดแห่งวงการค้าผ้าเก่าที่ประสบการณ์ของเขาคลุกเคล้าเข้ากับความงดงามของเนื้อผ้าจนสุกงอม

Read

Arts

GET TO KNOW EK Y50 AND HIS SCANDINAVIAN FURNITURE SHOWROOM

เพราะว่าดีไซน์คือเรื่องราวของประวัติศาสตร์

Read

0Shares
preloader