The Read

LONG-DISTANCE RELATIONSHIP: ดีใจหายกับเศร้าดำดิ่งเพราะดันมีรักระยะไกล

บทความโดย Garn Suriyachantananont, Content Director, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Illustrator, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Read

LONG-DISTANCE RELATIONSHIP: ดีใจหายกับเศร้าดำดิ่งเพราะดันมีรักระยะไกล

14 February 2020

คำสารภาพจากประสบการณ์จริงของมนุษย์ Long-Distance

 

“I exist in two places, here and where you are.” – Magaret Atwood

 

จะด้วยโชคชะตาหรือกรรมใดที่ก่อมาแต่ชาติปางก่อนก็ตามแต่ ผู้เขียนเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่คนรักดันอาศัยอยู่อีกซีกหนึ่งของโลก ไกลออกไปเกือบหมื่นกิโลเมตรเห็นจะได้ ปัจจัยดังกล่าวบวกกับชีวิตการทำงานที่วุ่นวาย บวกกับค่าตั๋วเครื่องบินราคาสูงลิ่ว นั่นแปลว่าในหนึ่งปี (ที่ปาเข้าไปตั้ง 365 วัน) ผู้เขียนจะได้เจอกับคนรักเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น จนบางครั้งแอบรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังรับบทเป็นตัวเอกในละครรักวิปโยคของ Shakespeare กวีฝีปากคมผู้บัญญัติศัพท์เด็ดอย่าง “Star-Crossed Lovers” ที่มีความหมายจี้ใจดำว่า “คู่รักที่ไม่มีวันสมหวังเพราะโชคชะตาดันไม่เข้าข้าง”

แม้เราจะเรียกมันว่า “รักระยะไกล” แต่อันที่จริงมันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องของระยะทาง เพราะมันยังมีปัจจัยอื่นๆ อย่างเวลาที่ไม่ตรงกัน (โดยเฉพาะคู่ที่อยู่กันคนละไทม์โซนแบบผู้เขียน) เรานอน เขาตื่น เราเลิกงาน เขาเพิ่งเริ่ม และข้อจำกัดอีกมากมาย หากผู้อ่านกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบ Long-Distance เชื่อว่าน่าจะต้องเคยผ่านคำถามสะกิดใจจากคนรอบข้างอย่าง “แล้วทำไมไม่หาคนที่อยู่ใกล้กัน” หรือ “ความรักครั้งนี้มันคุ้มค่าจริงๆ หรือ” มานับครั้งไม่ถ้วนใช่ไหม ต้องบอกก่อนว่าผู้เขียนไม่สามารถตอบได้ว่าความรักระยะไกลนั้นสุดท้ายแล้วคุ้มค่าจริงๆ หรือไม่ เพราะต่างคนก็ต่างความสัมพันธ์ ฉะนั้นเรื่องคุ้มไม่คุ้ม เชื่อว่าคุณมีคำตอบของตัวเองอยู่ในใจแล้ว แต่ที่แน่ๆ ความสัมพันธ์ระยะไกลมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันคือความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบสองขั้ว พอได้เจอกันก็อารมณ์ดีจนใจหาย แต่พอต้องจากกันก็เศร้าแทบดำดิ่ง

บทความนี้เราขอมอบให้แก่คู่รักระยะไกลผู้กล้าหาญและอดทนต่ออุปสรรคนานาชนิดทุกคู่ ตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่ ที่ยังต้องยืนรอจดหมายที่ส่งถึงกันอยู่หน้ารั้วบ้านนานเป็นสัปดาห์ (สมัยเพลง Please Mr. Postman ยังดัง) ไปจนถึงคู่รักระยะไกลยุคปัจจุบันที่แม้จะโชคดีหน่อยที่เกิดมาในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารที่เร็วทันใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความทรมานใจในการไม่ได้อยู่ร่วมกับคนรักจะลดน้อยลงเลย

 


The Low

The goodbye happens days before the actual goodbye

ถ้าคุณพิมพ์ประโยค “Long distance couples saying goodbye to each other” ลงไปในยูทูป สิ่งที่คุณจะเห็นก็คือภาพ Thumbnail ของเหล่าคู่รักหลากหลายเชื้อชาติที่กำลังโอบกอดกันแน่น บ้างก็มีน้ำตาให้เห็น บ้างก็มีรอยยิ้มแบบหวานอมขมกลืน บ้างก็ดูใจเย็นแม้แววตาจะเศร้า แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่คุณเห็นนั้นคือโมเมนต์ที่พวกเขาได้ “ทำใจยอมรับ” มาแล้วว่าวันนี้คือ “ดีเดย์” ที่ไม่รอคอย ส่วนตัวผู้เขียนเองเวลาที่ได้เดินทางไปเยี่ยมคนรัก ส่วนใหญ่ก็จะประมาณ 2 สัปดาห์ สัปดาห์แรกเราจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หัวใจที่ห่อเหี่ยวมันช่างพองโตเมื่อได้เจอหน้ากันอีกครั้ง วันตีตั๋วกลับประเทศตัวเองมันช่างห่างไกลถ้าเทียบกับระยะเวลาเพียงน้อยนิดที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พอเริ่มเข้าสัปดาห์ที่สองจนถึงประมาณ 2-3 วันสุดท้าย อารมณ์ของพวกเราเริ่มเปลี่ยน เข้าสู่โหมดต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมันกำลังจะจบลง และการบอกลาเริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีนั้น

จากความกังวลใจกลายเป็นความขุ่นมัว จากความขุ่นมัวกลายเป็นความกลัวที่เข้ามารบกวนจิตใจ นี่เป็นสิ่งที่เรามักจะต้องเผชิญเสมอในช่วงสุดท้ายของทริป ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าจะต้องบอกลาคนรักในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มันรู้สึกราวกับว่าต้องผ่านทฤษฎี “5 Stages of Grief (ขั้นตอนในการก้าวผ่านความสูญเสีย)” ยังไงยังงั้น เริ่มจากอันดับแรกคือการ “ปฏิเสธ” ที่จะเอ่ยถึงวันสุดท้ายของทริป ตามมาด้วย “ความโกรธ” โทษฟ้าดินว่า “ทำไม ทำไม ทำไม เพียงแค่อยากจะเจอแฟน จะต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นสิบกว่าชั่วโมง หาวันลางานแทบข้ามปีแต่ระยะเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันยังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของระยะเวลาที่ห่างกันด้วยซ้ำ” เป็นสาเหตุให้เริ่มคิดหาข้อ “โต้แย้ง” ถกเถียงกับตัวเองอยู่ในหัวตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นจากวงโคจรแสนทรมานใจนี่เสียที แต่เมื่อเริ่มตระหนักได้ว่าไม่ว่าจะยังไงก็ต้องกลับ ความรู้สึก “หดหู่” เข้าครอบงำ จนสุดท้ายจึงจะเข้าใจว่า “การยอมรับ” ว่านี่คือสถานะความสัมพันธ์ของเราที่จะต้องผ่านมันไปให้ได้เท่านั้นคือวิธีที่จะทำให้เราบอกลากันได้อย่างสบายใจที่สุด

 

ลองจินตนาการความรู้สึกเวลาที่คุณต้องเดินทางไปต่างที่คนเดียวแล้วเกิด ‘คิดถึงบ้าน’ ดูสิ นั่นคือความรู้สึกของมันคูณอีกประมาณร้อยเท่า

 

The High

Endless honeymoon periods

คู่รักทุกคู่มีช่วง Honeymoon Period หรือที่เราเรียกกันว่า “ช่วงโปรโมชั่น” ยังจำช่วงเวลานั้นกันได้ใช่ไหม เชื่อว่าคงไม่มีใครลืมลงเพราะมันคือช่วงที่ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรคที่สุด เพลงรักที่ฟังในวิทยุก็ช่างหวาน อาหารที่กินก็เลิศรสราวกับว่าทุกมื้อถูกปรุงโดยเชฟชั้นยอด แต่รู้ไหมว่านั่นล่ะ ผู้อ่านที่รัก คือความรู้สึกที่คู่รักระยะไกลทุกคู่มี เวลาที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ตั้งแต่โมเมนต์ที่เราตั้งหน้าตั้งตารอคนสำคัญของเราก้าวออกมาที่บริเวณจุดนัดพบของสนามบินพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่เราคุ้นเคย ไปจนถึงตอนขับรถกลับเข้าที่พักด้วยกัน เพลงที่เปิดฟังในรถ ไปจนถึงอาหารมื้อแรกของทริป ทั้งหมดนี้คือความรู้สึกที่ทำให้เราหวนนึกถึงครั้งแรกที่ได้ออกไปทานข้าวด้วยกัน ครั้งแรกที่ได้ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ครั้งแรกที่ได้จับมือกัน มันคือ “ครั้งแรก” ที่ไม่มีวันหมดอายุ

เพราะหลังจากที่ระยะทางบังคับให้ต้องอยู่ห่างกัน เราก็มักจะให้คุณค่ากับช่วงเวลาที่หายไป เราให้เกียรติกันและกันมากขึ้น เราคิดถึงใจเขาใจเรามากขึ้น เราโรแมนติกมากขึ้น เราดูแลตัวเองมากขึ้นเพราะนานๆ ทีถึงจะได้เจอกัน กิจกรรมธรรมดาๆ อย่างเช่นทำอาหารเช้า หรือแม้กระทั่งดู Netflix (and chill) อยู่ที่บ้านด้วยกัน มันกลายเป็นกิจกรรมพิเศษที่เราทำได้ไม่มีวันเบื่อ ทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่เพียงเพราะเราอยากให้ช่วงเวลาอันแสนสั้นนี้สมบูรณ์แบบ แต่มันเป็นเพราะเมื่อเรามีความสุขอย่างเปี่ยมล้น เราก็อยากที่จะแบ่งปันความรู้สึกนี้ให้กับคนที่เรารักด้วย

 

The Low

Everlasting loneliness

เป็นที่รู้กันว่าศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของรักระยะไกลคงหนีไม่พ้น “ความเดียวดาย” ที่เข้ามากัดกินใจของเราจนกร่อนทีละน้อยๆ หากยังไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเองหรือยังนึกไม่ออกว่าอาการที่ว่านั้นเป็นอย่างไร ลองจินตนาการความรู้สึกเวลาที่คุณต้องเดินทางไปต่างที่ต่างถิ่นเป็นเวลานานคนเดียวแล้วเกิด “คิดถึงบ้าน” ดูสิ นั่นคือความรู้สึกของมันคูณอีกประมาณร้อยเท่า มันคือความเหงาที่ยากจะอธิบาย ซ้ำร้ายเวลาเล่าให้คนรอบข้างฟังก็ไม่ค่อยจะมีใครเข้าใจสักเท่าไหร่นอกเสียจากว่าพวกเขาจะอยู่บนเรือความสัมพันธ์ระยะไกลลำเดียวกับเรา โดยเฉพาะเวลาที่เพิ่งบอกลาคนรักมาหมาดๆ ไม่ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน เราอยากจะแชร์ช่วงเวลาเหล่านั้นร่วมกับเขา (ในโทรศัพท์มือถือของเหล่ามนุษย์รักรักยะไกลทุกคนจะเต็มไปด้วยภาพอาหารและสถานที่ต่างๆ ที่เราได้กินและได้ไป ถ่ายไว้ให้เขาดูเพื่อเป็นการแชร์ช่วงเวลาร่วมกัน)

แต่ความจริงอันโหดร้ายก็คือตราบใดที่สถานะความสัมพันธ์ยังคงเป็นคำว่า Long-Distance “ความเหงา เศร้า เดียวดาย” จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของห้วงอารมณ์ของเราเสมอ ไม่ว่าจะพยายามกำจัดมันออกไปด้วยวิธีใดก็ตาม มันคือความรู้สึกหดหู่ นอนไม่หลับ กลายเป็นมนุษย์อีโมติดบ้านที่รอคอยแต่วิดีโอคอลจากอีกฝั่งหนึ่งของโลก แน่นอนว่าอาจมีบางครั้งที่เราลืมนึกถึงมันไปชั่วขณะ เพราะอาจจะวุ่นอยู่กับงานที่ทำ หรือเวลาที่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เงียบสงัดแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกดาวน์กว่าปกติ เพราะสุดท้ายแล้วความรู้สึกที่ว่านั้นมันเกิดขึ้นจากเบื้องลึกของจิตใจ เป็นส่วนสึกหรอที่ถูกเติมเต็มได้ด้วยเพียงคนสำคัญของเราคนเดียวเท่านั้น ถึงตรงนี้ผู้เขียนรู้ดีว่ามันอาจฟังดูเลี่ยนแต่เชื่อว่าคู่รักระยะไกลทุกคู่เข้าใจคำว่า “fit each other like a puzzle” เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเมื่อมี “puzzle” หรือจิ๊กซอว์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งหายไป ไม่แปลกที่เราจะรู้สึกเหมือนกับมันขาดอะไรไปในชีวิต

 

สุดท้ายแล้วรักระยะไกลมันเป็นเรื่องของเอนด์เกม คำสัญญาที่ว่าในบทสุดท้ายของนิยายรักทรหด เราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างแฮปปี้เอนด์ดิ้ง

 

The High

The realisation that the best is yet to come

ว่ากันว่า “ชีวิตมันไม่ใช่แค่การเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่มันอยู่ที่เรื่องราวต่างๆ ที่เราเก็บเกี่ยวระหว่างทางต่างหาก” ก็จริงอย่างที่ Ralph Waldo Emerson พูด แต่สำหรับคู่รักระยะไกลแล้ว บางครั้ง  “จุดหมายปลายทาง” คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราประสาทเสียน้อยลง และแน่วแน่กับเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น ผู้เขียนไม่ปฏิเสธหรอกว่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เก็บเกี่ยวร่วมกันมากับคนรักเป็นเวลานานหลายปีนั้นสวยงามและน่าจดจำเสมอ (รูปคู่และวิดีโอนับร้อยไม่เคยถูกลบออกจากโทรศัพท์มือถือ) แต่สุดท้ายแล้วรักระยะไกลมันเป็นเรื่องของเอนด์เกม เป้าหมายร่วมกันระหว่างคนสองคนที่อยู่ไกลกันเหลือเกิน มันคือคำสัญญาที่ว่าในบทสุดท้ายของนิยายรักทรหด เราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างแฮปปี้เอนด์ดิ้ง

โดยหลังจากความเหงา เศร้า เสียใจ พลังลบทั้งหลายที่เรา (เคย) มี เมื่อเราตั้งสติให้ดีแล้วลองนึกดูว่าสิ่งดีๆ ที่เราทำร่วมกันมากับคนรัก ตั้งแต่เดทไนท์แสนโรแมนติกไปจนถึงโร้ดทริปที่ไม่มีวันลืม ทั้งหมดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ความสุขของเราเท่านั้น ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาขอให้ตระหนักว่าสักวันหนึ่งเราจะตื่นขึ้นมาเจอคนรักของเรานอนอยู่ข้างๆ ได้ทำอาหารเช้าร่วมกัน ขับรถออกไปทำกิจกรรมที่แสนจะธรรมดาๆ ด้วยกัน แม้กระทั่งทะเลาะแล้วกลับมาคืนดีกันก็เป็นสิ่งที่พวกเราฝันอยากจะมี ทำทุกๆ อย่างโดยไม่ต้องผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป ซึ่งเมื่อเราตระหนักได้เช่นนั้นแล้ว จะรู้ว่าอนาคตที่สวยงามมันอยู่ไม่ไกล เมื่อเราตระหนักได้เช่นนั้นแล้ว ทุกๆ วันจะรู้สึกเหมือนเช้าวันคริสมาสต์

 


 

สุดท้ายแล้วยอมรับว่าไม่บ่อยนักที่ผู้เขียนจะรู้สึกแข็งแกร่งในช่วงเวลาที่ต้องอยู่ห่างจากคนรัก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลแห่งความรักอย่างวันนี้ เพราะพอปราศจากคู่คิดที่คอยดูแล ให้คำปรึกษาและกำลังใจ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกเฟลบ้างในบางครั้ง แต่ถ้าลองคิดดีๆ การที่ได้ถอยตัวเองออกมาหนึ่งก้าวเพื่อใช้ชีวิตอิสระโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง มันทำให้เราได้มีเวลาโฟกัสที่ตัวเราเอง ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราชอบ ไม่ชอบ อย่างที่ไม่ต้องประนีประนอมกับใคร เพราะสุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ระยะไกลไม่ได้สอนแค่ให้เรารู้จัก “อยู่กับตัวเอง” แต่มันคือการสอนให้เรา “อยู่ด้วยตัวเอง” ให้เป็นด้วย ซึ่งเมื่อถึงวันที่เราสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้อย่างมีความสุขแล้วนั้น มันจะทำให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาสันโดษนี้ไปได้อย่างภาคภูมิใจ ก็ลองคิดดูว่าถ้าคุณสามารถที่จะรัก เชื่อใจ และเป็นแรงสนับสนุนให้คนคนหนึ่งที่อยู่ไกลแสนไกลจากคุณได้แล้วนั้น เมื่อถึงวันที่คุณสองคนได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ เชื่อเถอะว่ามันจะไม่มีอะไรมาหยุดคุณได้

ฉะนั้น คำแนะนำเพียงอย่างเดียวที่อยากจะฝากไว้กับผู้อ่านในวันนี้นั่นก็คือ หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์ระยะไกล อย่ามัวแต่เศร้าเสียใจเพราะไม่ได้ฉลองวันพิเศษเหมือนกับคนอื่นเขา อย่างน้อยๆ จงจำไว้ว่า ความรักของคุณทำให้ทุกวันที่คุณตื่นมามีเป้าหมายในชีวิต ความรักที่ได้พาคุณเดินทางข้ามมหาสมุทร และทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีบ้านที่แสนอบอุ่นอยู่อีกหลังเสมอไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลกใบนี้

 

Related Stories

The Read

TRUE ROMANCE 2020: เพราะวันนี้ความสัมพันธ์ไม่มีข้อจำกัด

5 รูปแบบความรักของคนยุคใหม่ที่เลือกเอง

Read

The Read

ICONIC COUPLES: 5 คู่รักในอดีตที่โลกไม่เคยลืม

เรื่องราวและความหอมหวานในวันวานที่แสนตราตรึง

Read

Silver Screens

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

Read

0Shares
preloader