Silver Screens

KRAMER VS. KRAMER: ไม่มีใครควรเป็น ‘วายร้าย’ ในเรื่องของความสัมพันธ์

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

Silver Screens

KRAMER VS. KRAMER: ไม่มีใครควรเป็น ‘วายร้าย’ ในเรื่องของความสัมพันธ์

14 August 2020

ภาพยนตร์ดราม่าคลาสสิกที่เผยเรื่องราวชีวิตการแต่งงานที่ไม่เหมือนฝัน บทบรรเลงความร้าวรานอันงดงาม

 

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์

 

ต้นตำรับบทละครชีวิตอันร้าวราน

 

การขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เป็นตำนานของดัสติน ฮอฟแมน (Dustin Hoffman) ในงานประกาศรางวัลออสการ์ในปี 1980 เพื่อรับรางวัลสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและการแจ้งเกิดครั้งแรกบนเวทีออสการ์ของเมอรีล สตรีป (Meryl Streep) กับสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เป็นช่วงเวลาที่งดงามเต็มเปี่ยมไปด้วยเสียงปรบมือแห่งความทรงจำ Kramer vs. Kramer (1979) ผลงานของผู้กำกับโรเจอร์ เบนตัน (Roger Benton) เรื่องนี้นั้นถือเป็นต้นตำรับของบทภาพยนตร์ที่เล่าถึงเรื่องความเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยา ตั้งแต่บทบาทหน้าที่ของคนเป็นพ่อและแม่ จนไปถึงเบื้องหลังการหย่าร้างที่พร้อมบอกเราว่าไม่ได้มีใครเป็นตัวร้ายในเรื่องของความสัมพันธ์เสมอไป แม้ชื่อเรื่องที่ชวนให้คิดว่าหนังเรื่องนี้จะขับส่งประเด็นของสองสามีภรรยาที่ต้องมาห้ำหั่นกันในชั้นศาล เพื่อได้สิทธิ์ที่จะเลี้ยงดูบุตร แต่เอาเข้าจริงแล้ววันคืนของการต่อสู้กันต่อหน้าผู้พิพากษานั้น เป็นโอกาสทำให้ทั้งคู่ได้มองเห็นตัวตนและความรู้สึกในก้นบึงของจิตใจของกันและกันมากขึ้นมากกว่าระยะเวลา 7 ปีที่คบกันมาเสียอีก

‘การเข้ากันไม่ได้ คือ ปัญหาคลาสสิกของความสัมพันธ์’ ในภาพยนตร์เรื่อง Marriage Story (2020) ฉากที่ชาร์ลลี บาร์เบอร์ (รับบทโดย อดัม ไดรเวอร์ (Adam Driver)) เถียงกับนิโคล บาร์เบอร์ (รับบทโดย สกาเล็ต โจแฮนสัน (Scarlett Johansson)) ด้วยการขุดเรื่องเก่ามาฟาดฟันกันชุดใหญ่ ก่อนที่ตอนจบฝ่ายชายจะเป็นคนลงไปคุกเข่ากอดขาฝ่ายหญิง ภาพนั้นยังคงตราตึงพร้อมสร้างความสะพรึงให้กับคนดูเป็นอย่างมาก ทั้งอารมณ์ร่วมหรือความสมจริงของบทพูด จนเผลอลืมไปชั่วขณะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียง ‘การแสดง’ นับเป็นภาพยนตร์แนวดราม่าที่สะท้อนการแตกหักของชีวิตแต่งงานได้อย่างร้าวรานและทรงพลังแห่งยุคนี้

ปรากฏการณ์ที่ Marriage Story สร้างความประทับใจของคนดูอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะชาวมิลเลนเนียล ทำให้ผมรู้อย่างหนึ่งว่าประเด็นเรื่องครอบครัวที่ภาพยนตร์เรื่อง Kramer vs. Kramer เคยพูดมาเมื่อ 40 ปีที่แล้วยังอยู่ในสปอตไลท์ของสังคมมาทุกยุคทุกสมัยและเป็นแบบฝึกหัดขายดีให้คู่ชีวิตได้ร่วมศึกษาไปพร้อมกัน

ในเวลานั้นว่ากันว่าหลังจากการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ฉายออกไปหมือนเป็นการจุดประทัดให้สังคมได้ตื่นรู้และออกมายืนหยัดว่าการหย่าร้างด้วยเหตุผลว่า ‘ไปกันไม่ได้’ เป็นสิ่งที่ควรทำได้ ไม่ใช่การถูกตีตราว่าต้องมีใครสักคนที่เป็นบุคคลที่ล้มเหลวในชีวิตคู่จากคำตัดสินของศาล และภาพยนตร์ดราม่าคลาสสิกเรื่องนี้ยังใส่ประเด็นครอบครัวไว้อย่างครบรส (ถ้าเทียบกับในช่วงเวลานั้น) และยังมีดีที่การแสดงอันดูธรรมชาติและแสนอ่อนไหวเรียกน้ำตาผู้ชมได้เป็นลิตร ในแต่ละฉากของสองพ่อลูกที่เถียงกันไปมาทะเลาะกัน ปรับความเข้าใจกัน ดูแลกัน ที่เรียกได้ว่าเป็นความอบอุ่นและหวานขมในเวลาเดียวกัน และรสชาติความขื่นขมนั้นยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นของผู้ชมไม่จางหายแม้จะผ่านมาสี่ทศวรรษ

 

 

เรื่องย่อ เท็ด เครเมอร์ (รับบทโดย ดัสติน ฮอฟแมน) พนักงานขายโฆษณาที่กำลังจะรุ่งโรจน์ วาสนาพุ่งได้จับโปรเจกต์ใหญ่ แต่โชคชะตาเหมือนเล่นตลกกับเขา ขณะที่เขากำลังยิ้มร่าเปิดประตูบ้านเพื่อจะบอกภรรยา โจแอนน่า (รับบทโดย เมอรีล สตรีป) ว่าตนได้งานใหญ่แล้ว เขาก็ถูกดึงออกจากห้วงเวลาความดีใจและตื่นเต้นลงด้วยประโยค “I’m leaving you” ที่แม้เจ้าตัวจะยื้อไว้เพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจอันแน่วแน่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดมาแล้วอย่างถี่ถ้วนได้

หลังจากค่ำคืนที่มีหลายความรู้สึกเกิดขึ้นนั้นส่งผลให้ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไป คนที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องลูกอย่างเขา ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องเป็นคนทำมันเองทุกอย่าง ทั้งทำอาหารและไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียน เรื่องราวดำเนินมาถึงช่วงเข้าปีที่ 3 ของพ่อเลี้ยงเดี่ยว เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากอดีตภรรยาเพื่อขอนัดพบ ซึ่งเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอต้องมาพบเขาก็เพราะว่าลูก หรือบิลลี่ (รับบทโดย จัสติน เฮนรี่ (Justin Henry)) คือสิ่งที่จะเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตของเธอ และก็แน่นอนว่าฝ่ายชายที่มีช่วงเวลาที่ดีและผูกพันกับลูกมาตลอดหรือจะยอมปล่อยแก้วตาดวงใจไปพ้นอก

ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ต้องไปลงเอยกันในชั้นศาล เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูอย่างเป็นทางการ ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาและเธอก็จะไม่มีวันปล่อยเปลวเพลิงที่ทั้งคู่ได้ช่วยกันสุมขึ้นมานั้นลามไปทำร้ายลูกน้อยอย่างเด็ดขาด ฉากจบของเรื่องนี้จึงเป็นที่เล่าขานกันมาตลอดถึงความตราตรึงใจที่เท็ดปล่อยให้โจแอนน่าขึ้นไปหาลูกคนเดียวในวันที่เธอเป็นฝ่ายชนะคดีและมารับลูกไปอยู่ด้วย แต่ก่อนที่เธอจะขึ้นไปหาลูก เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เอาลูกกลับไปกับเธอด้วย เพราะมันไม่มีเหตุผลเอาซะเลยที่จะพรากลูกไปจาก ‘บ้าน’ ที่เป็นบ้านของลูกอยู่แล้ว

 

 

ไหนว่าพ่อเลี้ยงลูกได้ไม่ดีเท่าแม่

 

สังคมที่เราเติบโตกันมาต้องยอมรับเลยว่าเราถูกทำให้เชื่อว่าคนเป็นพ่อไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ดีเท่ากับแม่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่ว่าผู้ชายทำอะไรไม่เป็นหรอกหรือผู้ชายไม่อ่อนโยนต่อเด็ก ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลยที่เราจะตัดสินอะไรจากความเชื่อที่เราไม่เคยได้สัมผัส ยกตัวอย่างในภาพยนตร์ที่ตลอดช่วงการดำเนินเรื่องได้ฉายภาพความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก อย่างตอนพ่อสอนลูกปั่นจักรยานหรือพ่อไปดูลูกแสดงงานฮาโลวีนของโรงเรียน ซึ่งหนังแอบใส่ความ Like Father, Like Son เข้ามาด้วย มีอยู่ตอนหนึ่งที่พ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ลูกนั่งอ่านการ์ตูนบนโต๊ะอาหารมื้อเช้า ความเหมือนกันและกิจกรรมต่างๆ ที่ว่านั้นมันเกิดขึ้นได้ก็เพราะด้วยปัจจัยเรื่องของ ‘เวลา’

วันคืนที่เวียนหมุนไป ทำให้คนสองคนได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากขึ้น การทะเลาะกันของสองคนพ่อลูกเป็นเหมือนสลักที่ถูกดึงออกมาเพื่อให้พวกเขาเข้าใจกันมากขึ้น ให้ทั้งสองได้คุยกันถึงปมที่อยู่ในใจเรื่องการจากไปของคนเป็นแม่และภรรยา อย่างฉากที่เท็ดอธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมแม่ถึงได้จากไป การเล่าให้ลูกฟังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขาและเธอมันช่างสะเทือนใจ การผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยกันของทั้งสองทำให้รอยต่อของความสัมพันธ์พ่อลูกนั้นแน่นแฟ้นขึ้น สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกที่ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน

ไม่ใช่เพียงแค่พ่อเท่านั้นที่เป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาลูก แต่ลูกก็มีการปรับตัวเข้าหาพ่อเหมือนกัน จะเห็นว่าเท็ดเองนั้นพยายามปล่อยความทรงจำที่มีร่วมกับภรรยาทิ้งไป โดยการเก็บรูปถ่ายและข้าวของภรรยาออกไม่ให้เห็น ซึ่งตัวลูกเองก็แสดงท่าทีที่เป็นนัยบอกว่าการกำจัดความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ถูกเสมอไป อย่างตอนจัสตินบอกกับพ่อของเขาว่าสาเหตุที่เขาเชียร์ทีม บอสตัน เพราะว่ามันเป็นบ้านเกิดของแม่ เท็ดจึงต้องเอารูปถ่ายภรรยามาวางไว้ในห้องนอนลูกเหมือนเดิม

ฉากสำคัญที่เป็นกระบอกเสียงต่อเรื่องพ่อไม่มีทางเลี้ยงลูกได้ดีเท่าแม่ เท็ดรำพันต่อหน้าศาลที่เคารพว่าเขาเข้าใจและก็ยินดีอย่างยิ่งที่ผู้หญิงสามารถมีความทะเยอทะยานและอำนาจในการตัดสินใจได้เท่าผู้ชาย แต่ทำไมกันนะผู้ชายถึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเลี้ยงดูบุตรได้เท่าผู้หญิง เพราะสิ่งที่จะทำให้ไม่ว่า ‘พ่อ’ หรือ ‘แม่’ เรียกลูกได้ดี ก็คือ ‘เวลา’ ที่ได้อยู่กับลูกนั่นเอง

อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจที่ทำให้เท็ด เครเมอร์มีกำลังใจที่ดีขึ้นเพราะได้มาร์กาเร็ต เฟลส์ (รับบทโดย เจน อเล็กซานเดอร์ (Jane Alexander)) เพื่อนบ้านที่คอยอยู่เคียงข้างทั้งโจแอนน่าก่อนที่เธอจะจากไปและอยู่กับเท็ดในวันที่เขาไม่มีใคร ซึ่งเท็ดก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกับมาร์กาเร็ตทำกับเขา คือ อยู่เป็นเพื่อนกัน คอยดูแลความรู้สึกซึ่งกันและกัน ตามหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมความสุขนั้น คนเราจะเข้าใกล้ความสุขหรือความรู้สึกดีขึ้นได้นั้น หลักๆ จะต้องเกิดจากการพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจ้ สนิทใจ หรือที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationship) อย่างในหนังหลังจากที่โจแอนน่าได้จากครอบครัวไปแล้ว เท็ดนั้นก็ได้พูดคุยกับมาร์กาเร็ตมากขึ้น มันช่วยให้เขาผ่อนคลายและเพิ่มมุมมองในชีวิตมากขึ้น

 

 

จากพ่อที่ทำเฟรนช์โทสต์พังไม่เป็นท่า ไปรับลูกที่โรงเรียนสายตลอด จนไปถึงฉากรันนิ่งซีนวิ่งหอบลูกไปโรงพยาบาลและอยู่กับลูกทุกขณะที่หมอเย็บแผลทีละเข็ม อย่างยิ่งใกล้ตอนจบของหนังนั้นมีฉากเรียกน้ำตาคนดูอย่างตอนที่เขาต้องบอกลูกให้เตรียมตัวไปอยู่บ้านแม่ หรือตอนที่เท็ดได้ทำเฟรนช์โทสต์อย่างทะมัดทะแมงให้บิลลี่กินในมื้อเช้าก่อนที่โจแอนน่าจะมารับตัวไป

ทั้งหมดนี้อาจจะทำให้คุณหลงกลติดกับดักของความดีของเท็ด เครเมอร์ อดีตคนบ้างานที่ผันตัวเป็นพ่อที่อบอุ่นผ่านการกระทำต่างๆ ที่ยกลูกเป็นที่สุดของชีวิต แต่ประเด็นที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ เราต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นของปัญหาให้ลึกมากกว่านี้ ว่าอะไรกันที่ทำให้โจแอนน่าต้องตัดสินใจกล้าลาจากลูกตัวน้อย ที่จะช่วยขยายความให้เราได้เห็นว่า ‘การหย่าเพราะไปด้วยกันไม่ได้’ นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่มีใครเป็นวายร้ายในเรื่องของความสัมพันธ์เสมอไป เพราะที่เท็ดตั้งใจให้โจแอนน่าดูแลลูกอย่างเดียวในช่วงชีวิตแต่งงานก็เพราะว่าเขาคิดว่าเขาสามารถหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้มากกว่า ก็มาจากความหวังดีต่อครอบครัว แต่เป็นความปรารถนาดีที่ขาดการใส่ใจ

 

 

การรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ

 

แม้เธออาจจะเป็นฝ่ายที่ทอดทิ้งครอบครัวไปในตอนแรก รวมถึงความพยายามที่จะพรากลูกไปจากบ้านในตอนหลัง แต่มันก็ไม่ได้หมายถึงเธอจะเป็นตัวร้ายในเรื่องของความสัมพันธ์ ในตอนที่เท็ดได้รับจดหมายฉบับแรกและฉบับเดียวของโจแอนน่าที่ส่งถึงลูกชายของเธอหลังที่เธอจากไปแล้ว ที่มีเนื้อความประมาณว่า แม่รักลูกมาก แต่แม่ต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่จะให้แม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้ก่อน คำบอกลาบนกระดาษแผ่นน้อยทำให้ผู้ชายทั้งสองคนของบ้านนี้ยอมรับความจริง ข้อความในจดหมายนี้เป็นคำอธิบายชุดแรกของการต่อสู้ในตัวเองของโจแอนน่าที่เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้ตัวตนกลับมาให้ได้ที่มันได้สูญหายไปในช่วง 5 ปีหลังของชีวิตแต่งงาน และเธอต้องอยู่กับ self-esteem ที่ต่ำถึงขนาดนี้จนทำให้เธอตกอยู่ในสภาวะหดหู่ กลัวที่จะทำอะไรต่างๆ หากใครได้ดูก็จะสังเกตเห็นดวงตาของโจแอนน่าในตั้งแต่ฉากส่งลูกชายเข้านอนตอนเริ่มเรื่อง ถ้าคืนนั้นเธอไม่ตัดสินใจออกจากบ้านไป ความรู้สึกหดหู่มันจะกัดกินจิตใจเธออย่างไม่เหลือชิ้นดี

ตอนจะเข้าช่วงกลางเรื่องจะมีฉากซึ้งที่บิลลี่ถามเท็ดว่า เขาทำอะไรผิดหรอทำไมแม่ต้องทิ้งเขาไปด้วย ซึ่งตัวเท็ดเองก็เล่าให้ลูกฟังว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะตัวเขาเองที่ทำให้แม่ต้องจากไป เพราะตลอดเวลาเท็ดพยายามที่ทำให้โจแอนน่าเป็นคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเธอก็พยายามทำให้เขามีความสุขมาตลอดแต่จนถึงวันหนึ่งสิ่งนั้นมันได้กลับมาทำร้ายความรู้สึกของเธอเอง เพราะเธอไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย พื้นที่ตรงนี้มันเลยเหมือนเป็นเชือกผูกรัดตัวเธอเองในทุกห้วงขณะ และเมื่อเธอจะพยายามจะสื่อสารให้เขารู้ เท็ดก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่ได้มีช่วงเวลาที่ดีให้กับเธอ จึงเป็นเหตุให้โจแอนน่ารู้สึกไม่มีความสุขอีกต่อไปในความสัมพันธ์แบบนี้

ในชั้นศาลที่โจแอนน่าพูดหน้าบังลังก์ต่อสาเหตุที่ทำให้เธอต้องยอมตัดสินใจทิ้งลูก ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เท็ดได้อธิบายให้ลูกฟัง จุดนี้ของหนังแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงต้องการความมั่นใจและการมีคุณค่าในตัวเอง (จริงๆ ไม่ว่าเพศไหนก็ควรได้รับความมั่นใจจากคู่สัมพันธ์) เพราะจากคนที่เคยมีความสุขกับการทำงาน แต่เมื่อมีคำว่าแม่เข้ามาก็ทำให้ชีวิตเธอต้องเปลี่ยนไป ที่สำคัญผู้ชายไม่ได้ให้ผู้หญิงอยู่ในลู่ทางในชีวิตที่ตัวเองอยากเป็น สุดท้ายเธออดทนไว้ไม่ไหวกับสภาพ ‘การอยู่อย่างไม่มีค่า’

การเป็นตัวของตัวเองและการได้ทำสิ่งที่อยากทำ มันสามารถสร้างให้คนๆ หนึ่งให้รู้สึกมั่นคงและปลอดภัยได้ ฉะนั้นการรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเป็นเรื่องสำคัญก่อนที่เราจะไปรักคนอื่น มันเป็นหลักมั่นคงต่อก้าวเดินทุกก้าวในชีวิตที่เราสามารถย้อนกลับมาดูได้เสมอโดยเฉพาะในวันที่เราต้องการคุยหรือถามกับตัวเอง เพราะการสูญเสียตัวตนไปมันน่ากลัวมาก

 

 

‘คนเลิกกัน’ บางทีไม่ได้หมายความว่า ‘เลิกรักกัน’ มีสองช่วงเวลาในหนังที่จับใจผมมากเหลือเกิน ฉากที่ทนายฝ่ายจำเลยถามโจแอนน่าว่า “Were you a failure at the one most important relationship in your life?” ในวินาทีเธอทนแรงกดดันจากทนายสุดเขี้ยวคนนั้นไม่ไหว เธอหันมาสบตากับเท็ด เขาส่ายหน้าพร้อมเปล่งเสียงเบาๆ ว่า “No” และนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความผูกพันที่มัดแน่นเกินที่จะแกะได้ ที่เขาอยากจะบอกให้เธอรู้เหลือเกินว่าเธอไม่ได้ล้มเหลวตามที่เขาพูด แต่กลับเป็นฉันเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความร้าวรานครั้งนี้

รวมถึงฉากจบตอนเท็ดส่งโจแอนน่าขึ้นลิฟต์ไปหาลูกที่รออยู่บนห้อง เธอถามเขาว่า “How do I look?” ขณะที่เธอปาดน้ำตาที่อาบแก้ม เพื่อให้ลูกพบกับใบหน้าที่มีความสุข เขาตอบเธอว่า “You look terrific.”

 


 

*ประเด็นที่เรียบเรียงและชวนคุยทั้งหมดนี้มาจากเนื้อหาและบทบาทตัวละคร เท็ด เครเมอร์ และ โจแอนน่า เครเมอร์ ในเรื่อง Kramer vs. Kramer เท่านั้น เพราะอย่างที่ทราบดีว่าความสัมพันธ์ในการทำงานนอกจอของทั้งคู่ไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่ดัสติน ฮอฟแมนปฏิบัติต่อเมอรีล สตรีปเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างร้ายแรง ตั้งแต่เริ่มเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถตามอ่านได้ที่นี่

Related Stories

Silver Screens

CAST AWAY: ย้อนดูวีรกรรมคนหลุดโลก มุมมองอีกด้านกับการปรับตัวต่อ THE NEW NORMAL

“เพราะในวันพรุ่งนี้พระอาทิตย์ก็จะขึ้นใหม่ และไม่มีใครรู้เลยว่ากระแสน้ำที่ไหลมาจะพาเราไปพานพบเจอกับอะไรอีก”

Read

Silver Screens

ALFRED HITCHCOCK: 5 ภาพยนตร์ของราชาหนังระทึกขวัญที่เป็นพิมพ์เขียวแก่หนังระทึกขวัญยุคใหม่

ผู้กำกับที่เชี่ยวชาญในการสร้างบรรยากาศ อึดอัด กระอักกระอ่วน ป่วนประสาท

Read

0Shares
preloader