The Sounds

JOE HISAISHI: พ่อมดผู้ร่ายเวทมนตร์แห่งท่วงทำนองลงบนเรื่องราวใน Studio Ghibli

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

The Sounds

JOE HISAISHI: พ่อมดผู้ร่ายเวทมนตร์แห่งท่วงทำนองลงบนเรื่องราวใน Studio Ghibli

24 August 2020

ผู้เติมแต่งเรื่องราวแห่งจินตนาการให้สมบูรณ์ด้วยเสียงเพลง

 

Spirited Away แอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมจากปี 2001 ที่ ผลงานการกำกับของ ฮายาโอะ มิยาซากิ แห่ง Studio Ghibli ที่สามารถพาวงการแอนิเมชั่นญี่ปุ่นไปให้ชาวโลกได้ประจักษ์ด้วยการสามารถคว้ารางวัลออสการสาขาแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมได้สำเร็จ และจากวันนั้นถึงวันนี้ Spirited Away ก็ยังคงเป็นตัวแทนจากฝั่งเอเชียเพียงเรื่องเดียวที่ทำเช่นนั้นได้

ที่เกริ่นนำถึง Spirited Away ก็เพราะนี่คือหนึ่งในแอนิเมชั่นเรื่องโปรดตลอดกาลของเรา อย่างไรก็ตามครั้งล่าสุดที่มีโอกาสหยิบมันมาดูก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ดังนั้นขอสารภาพตามตรงว่านอกจากเนื้อเรื่องหลักๆ และฉากสำคัญๆ แล้ว รายละเอียดที่เหลือภายในเรื่องนั้นแทบจะเลือนหายจากความทรงจำไปหมดแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ในขณะที่เรากำลังนอนเล่นอย่างสบายอารมณ์บนเตียงที่บ้านพลางเปิดเพลงจากเพลย์ลิสต์ใน YouTube ให้ชัฟเฟิลไปเรื่อยๆ อยู่ๆ เพลงหนึ่งก็บรรเลงขึ้นมา มันเป็นเพลงเปียโนบรรเลง ไม่มีเนื้อร้อง เรารู้สึกคุ้นหูกับท่วงทำนองนี้พอสมควร แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินจากที่ไหน 

หลังจากที่หลับตานอนฟังไปเรื่อยๆ ภาพในหัวก็เริ่มล่องลอยนำพาเราเข้าสู่ฉากเหตุการณ์ต่างๆ ใน แอนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away โดยอัตโนมัติ…ช่างเป็นห้วงอารมณ์ที่จรรโลงใจเสียจริง จนกระทั่งเพลงจบลงเราจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและพบว่าเพลงดังกล่าวคือเพลง One Summer’s Day ที่สำคัญนี่คือเพลงประกอบของ Spirited Away จริงๆ 

นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของ โจ ฮิไซชิ ชายผู้ประพันธ์เพลงนี้และรวมถึงดนตรีประกอบให้กับแอนิเมชั่นของ Studio Ghibli อีกมากมายหลายเรื่อง เขาสามารถดึงจิตวิญญาณในเรื่องราวนำมาบรรจงใส่ในตัวโน้ตได้อย่างมหัศจรรย์ จนทำให้ผู้ฟังล่องลอยไปกับท่วงทำนอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าแอนิเมชั่นของ Studio Ghibli ไม่ได้เขามาประพันธ์ดนตรีประกอบให้ ผลงานที่ออกมาก็คงไม่สมบูรณ์กลายเป็นมาสเตอร์พีซเหมือนเช่นทุกวันนี้ ครั้งนี้เราจึงจะพานักอ่านไปทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้กันว่าแท้จริงแล้วตัวตนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่วงทำนองเป็นอย่างไร และเขาทำอย่างไรถึงสามารถสร้างจิตวิญญาณผ่านท่วงทำนองลงบนเรื่องราวของ Studio Ghibli ได้

 


 

กว่าจะเป็น โจ ไฮซาชิ

 

ในตอนที่ลืมตาดูโลก โจ ไฮซาชิ ยังไม่ใช่ โจ ไฮซาชิ แต่เขามีชื่อว่า มาโมรุ ฟูจิวาระ เกิดในปี 1950 ณ เมืองนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น และหลังจากนั้นเพียง 5 ปี โจ ก็ได้ทำความรู้จักกับดนตรีเป็นครั้งแรกด้วยการเรียนไวโอลิน…นี่คือการเปิดประตูครั้งสำคัญเข้าสู่โลกแห่งเสียงเพลงและท่วงทำนอง ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยก้าวเท้าออกจากโลกใบนี้อีกเลย

 

Joe Hisashi - Road to Ghibli

 

หลังจากนั้นไม่ว่าจะช่วงประถมหรือมัธยมศึกษา ชีวิตของ โจ ก็ราบเรียบไม่ต่างอะไรจากบทเพลงแนวมินิมอลลิสต์ที่เขาประพันธ์ออกมา เนื่องจากเขาแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งใดเลยนอกจากการเรียนและดนตรี จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย โจ ได้ย้ายออกจากเมืองนากาโนะ เดินทางสู่เมืองทาชิคาวะ เพื่อเข้าศึกษาที่ Kunitachi College of Music มหาวิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศญี่ปุ่น 

ในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษา โจ มีความสนใจในเรื่องดนตรีโดยไม่ได้แบ่งเป็นหมวดหมู่หรือประเภท เขาสนใจตั้งแต่รากเหง้าวิธีคิด วิธีเรียบเรียงของศิลปินทุกแขนง แต่หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญที่มีผลต่อชีวิตการเขียนเพลงในเวลานั้นของ โจ อย่างมากคือวงดนตรีอิเล็กทรอนิกชื่อ Yellow Magic Orchestra ที่มี เรียวจิ ซากาโมโตะ หนึ่งในศิลปินญี่ปุ่นผู้ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันเป็นสมาชิกอยู่ด้วย รวมถึง สตีฟ ไรคห์ ยอดนักประพันธ์จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ก็มีอิทธิพลต่อการเรียบเรียงตัวโน้ต กลั่นออกมาเป็นท่วงทำนองของ โจ ไม่แพ้กัน

หลังสำเร็จการศึกษาจาก Kunitachi College of Music โจ ก็ไม่รอช้าเริ่มต้นออกเดินทางในอาชีพนักประพันธ์เพลงทันที โดยผลงานในช่วงแรกของ โจ คือการประพันธ์ดนตรีประกอบละครโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงจะจำเป็นต้องทำงานเชิงพาณิชย์เพื่อเลี้ยงชีพ แต่ โจ ก็ไม่ทิ้งจิตวิญญาณความเป็นตัวเอง เพราะหลังจากนั้นในปี 1981 โจ ก็มีผลงานอัลบั้มแรกในชีวิต โดยใช้ชื่อว่า Mkwaju ซึ่งมาจากภาษาสวาฮิลี (ภาษาหลักที่ใช้ในแถบแอฟริกาตะวันออก) มีความหมายถึงคำใช้เรียกแทนต้นมะขามในแอฟริกาที่เป็นวัสดุหลักในการสร้างเครื่องเพอร์คัสชันพื้นเมือง

สิ่งที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ของ โจ กลายเป็นที่พูดถึงและสร้างชื่อให้กับเขานอกจากบทเพลงข้างในแล้ว ธีมลับ ๆ ที่เขาแอบซ่อนเอาไว้อย่างการแต่งเพลงให้อยู่บนพื้นฐานของความหมายในตัวอักษร “m” กับ “a” จากชื่ออัลบั้มที่ถ้าเอามารวมกันว่า “ma” ในภาษาญี่ปุ่นจะหมายถึง “ความว่างเปล่า” เพลงในอัลบั้มนี้จึงเต็มไปด้วยช่องว่างระหว่างโน้ตถึงโน้ต มีความมินิมอล และเมื่อสดับลึกลงไปในช่องว่างเหล่านั้นก็จะพบกับซาวด์สังเคราะห์ระยิบระยับคลอกับเสียงเปียโน ซึ่งต่อมาสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ในงานแทบทุกชิ้นของ โจ

 

Joe Hisashi - Road to Ghibli

 

อัลบั้ม Mkwaju ทำให้โจเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนชื่อในวงการเป็น โจ ฮิไซชิ เพื่อการจดจำที่ง่าย รวมถึงชื่อนี้สามารถแพร่หลายในโลกตะวันตกได้มากกว่า โดยมีที่มามาจากโปรดิวเซอร์ คอมโพสเซอร์ คอนดักเตอร์ และมือทรัมเป็ตระดับปูชณียบุคคลของโลกอย่าง “ควินซี่ โจนส์” (Quincy Jones) คำว่า ‘Hisaishi’ ในตัวคันจิ อ่านเหมือนกับคำว่า ‘Kuishi’ ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า “Quincy”’  

หลังจากนั้นเพียง 2 ปี ในปี 1983 ท่วงทำนองแห่งโชคชะตาก็บรรเลงให้ โจ ได้มารู้จักกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ โดยฝ่ายผู้กำกับแห่ง Studio Ghibli เป็นคนเอ่ยปากชวน โจ ให้มาทำดนตรีประกอบให้กับแอนิเมชั่นเรื่อง Nausicaä of the Valley of the Wind…นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว และหลังจากนั้นเหล่าผู้คนต่างกล่าวขานกันว่ามันคือตำนาน 

 


 

กลั่นตัวโน้ตจากจิตวิญญาณใส่ลงไปในเรื่องราว

 

“ผมจำเป็นที่จะต้องเข้าใจไอเดียของพล็อตเรื่องได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วต่อจากนั้นจึงไปพบกับผู้กำกับเพื่อเรียนรู้ความคิดของเขา เพื่อให้เข้าใจว่าเขาต้องการให้ผมส่งความรู้สึกผ่านเสียงดนตรีออกไปอย่างไรในแต่ละท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเหล่าตัวละคร”

“ยกตัวอย่างเช่นฉากหนึ่งที่มีตัวละครเดินเข้ามาในห้องก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างช้าๆ กับฉากที่มีตัวละครวิ่งเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน ก่อนจะนั่งลงแบบพลันแล่น ความแตกต่างเพียงเท่านี้ก็ส่งผลมากมายแล้วต่อเสียงดนตรีที่จะประพันธ์ออกมา”

“เมื่อเข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดีแล้วผมก็จะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทำงาน แน่นอนว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากการกดโน้ตบนเปียโน ผมใช้เทคโนโลยีนะแต่ไม่พึ่งพามัน มันควรจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานแต่ไม่ใช่ทั้งหมด” โจ เล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำงานของเขากับ Studio Ghibli

 

Joe Hisashi - Studio Ghibli

 

จากบทสัมภาษณ์เหล่านี้ทำให้รู้ว่ากว่าที่เสียงดนตรีแต่ละโน้ตจะค่อยๆ บรรจงหยิบจับมาร้อยเรียงผ่านเรื่องราวของ Studio Ghibli โจ ต้องทำงานอย่างหนัก เขาต้องลงลึกไปในระดับจิตวิญญาณของตัวละครแทบทุกตัวภายในเรื่องว่าในแต่ละฉาก แต่ละเหตุการณ์พวกเขาคิดอะไรอยู่ รู้สึกอย่างไร ข้อความที่จะสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้คืออะไร เรียกได้ว่า โจ ต้องรู้ลึกรู้จริงลงไปถึงแก่นไม่แพ้ผู้กำกับและมือเขียนบทเลยทีเดียว

“การได้ทำงานร่วมกับ Studio Ghibli เปิดโลกให้ผมเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในมุมมองของนักดนตรี แต่รวมถึงมุมมองในฐานะผู้กำกับด้วย”

“ผมถึงได้เข้าใจ ฮายาโอะ ผมไม่ต้องการที่จะร่วมงานกับผู้กำกับที่ใช้ดนตรีเพื่อเป็นเสียงประกอบเท่านั้น  ผมอยากร่วมงานกับคนที่ให้คุณค่ากับมันจริงๆ”

“ผมต้องอินกับมันมากๆ ถึงขั้นที่ว่าเมื่อแต่ละเรื่องจบลงไปแล้ว ผมยังอดไม่ได้ที่จะอยากดูตอนต่อๆ ไปเพื่อรู้ว่าตัวละครที่เรารักแต่ละตัวจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าคุณได้ดูปฐมบทแล้วก็ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมีปัจฉิมมบทสร้างไว้รอเสมอไม่เว้นแต่ชีวิตจริง”

ถึงแม้ว่าการได้ร่วมงานกับ Studio Ghibli สร้างสรรค์ท่วงทำนองประกอบเรื่องราวให้เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและสีสันของชีวิตจะเป็นงานที่ โจ ชื่นชอบ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะไม่ว่าจะพยายามเข้าไปนั่งในจิตใจของตัวละครเท่าไร แต่สุดท้ายเขากับตัวละครก็เป็นคนละคนกัน บางครั้งอาจจะไม่สามารถเข้าใจได้อย่างครบถ้วนรอบด้านจริงๆ ต่างจากผลงานส่วนตัวที่เขาอยากจะประพันธ์ออกมาแบบไหน สื่ออารมณ์ยังไงก็ได้

“ขั้นตอนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือขั้นตอนที่เริ่มประพัรธ์หาไอเดียนั่นแหละ เพราะบางครั้งผมก็ไม่มีอะไรอยู่ในใจ และไม่รู้จริงๆ ว่าตัวละครคิดอย่างไร มันยากมากๆ เลย แต่อยู่ๆ เมื่อผมเข้านอนและหลับตา ไอเดียบางอย่างก็พลันเกิดขึ้น”

หลังจากที่ไอเดียทุกอย่างแจ่มชัดพอที่ให้ โจ สามารถประพันธ์ดนตรีประกอบออกมาได้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าหน้าที่ของเขาจะจบลงแค่นั้น อย่างที่บอก โจ ให้ความสำคัญกับงานนี้อย่างมาก ทุกโน้ต ทุกเสียงที่อยู่ในหัวของเขากับที่ไปปรากฏอยู่ในแอนิเมชั่นจะต้องเหมือนกัน คลาดเคลื่อนไม่ได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว ไม่เช่นนั้นจะส่งผลให้หมู่มวลอารมณ์ที่ล่องลอยอยู่ในเรื่องผิดเพี้ยนไป ดังนั้นนอกจากการประพันธ์แล้ว ในส่วนของการบันทึกเสียง โจ ก็รับหน้าที่ควบคุมมันด้วยตัวเอง

“ผมจำเป็นต้องอยู่ที่นั่นเพื่ออธิบายให้วงออเครสต้าทั้งวงเข้าใจว่าพวกเขาต้องเล่นอย่างไร ต้องสื่ออะไรออกไปให้กับผู้ฟัง ไม่มีทางอื่นที่จะทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงนอกจากทางนี้” โจ อธิบาย

“โจ คือศิลปินที่เต็มไปด้วยความปราณีต อาจจะถึงขั้นย้ำคิดย้ำทำ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลให้ผลงานของเขาออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ” ความคิดเห็นของ ฮายาโอะ ที่มีต่อ โจ 

หลังจากที่ผลงานของ โจ ใน Nausicaä of the Valley of the Wind สามารถผสมผสานกับเรื่องราวด้านภาพที่ ฮายาโอะ ต้องการนำเสนอได้เป็นอย่างลงตัว นำพาผู้ชมให้ลอยหลุดล่องไปตามสายลมในหุบเขา อบอวลด้วยกลิ่นอายแฟนตาซีเหนือจินตนาการ ส่งผลให้หลังจากนั้น โจ กับ ฮายาโอะ ก็ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นคู่ซี้กันในชีวิตจริง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แอนิเมชั่นในการกำกับของ ฮายาโอะ แทบทุกเรื่อง จะมีชื่อของ โจ ฮิไซชิ นั่งแท่นเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบ ด้วยเหตุนี้ทำให้ โจ ได้รับฉายาว่า “John William of Asia” เนื่องจากนักประพันธ์เอกของโลกอย่าง จอห์น วิลเลี่ยม นั้นก็มีคู่หูเป็นผู้กำกับชื่อดังอย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นในเรื่องของฝีมือก็ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใครเลย

 

Joe Hisashi - Studio Ghibli

 

ผลงานเรื่องต่อมาคือ Laputa : Castle In The Sky โดยแรกเริ่มเดิมทีดนตรีประกอบของเรื่องนี้ โจ แต่งขึ้นด้วยการใช้ซินธิไซเซอร์เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงหลัก ก่อนจะปรับแก้ให้เป็นดนตรีรูปแบบซิมโฟนีออเครสต้า เพื่อให้งานสามารถขายในต่างประเทศได้ด้วย ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นเสียงดนตรีที่ทั้งปราณีต เต็มไปด้วยรายละเอียดของซาวด์สังเคราะห์ที่ถูดจัดวางอย่างดี ทั้งยังมีความเป็นมินิมอลในแบบเฉพาะตัวของ โจ อีกด้วย

ผลงานแอนิเมชั่นของ Studio Ghibli โดยเฉพาะการกำกับของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท้องฟ้า สายลม และการโบยบิน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นหน้าที่ของ โจ ที่จะต้องสร้างสรรค์ท่วงทำนองดึงผู้ชมให้รู้สึกคล้อยตามราวกับมีลมกำลังปะทะใบหน้าอยู่ให้ได้

“ผลงานแทบทุกชิ้นของ ฮายาโอะ เต็มไปด้วยฉากเครื่องบินเสมอ และการบินก็เป็นเสมือนความฝันอย่างหนึ่งที่มนุษย์อยากจะทำได้ ผมจึงพยายามเชื่อมต่อกับความฝันและความหวังเหล่านั้น ทำเพลงในซีนนั้นให้ช้า ๆ เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับสิ่งที่อยู่ในช่องว่างระหว่างการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น”

การได้ทำงานร่วมกับ Studio Ghibli สร้างชื่อให้กับ โจ เป็นอย่างมาก โดยเขาสามารถคว้ารางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก Japanese Academy Award มาครองได้มากถึง 8 ครั้ง และใน 10 ภาพยนตร์ทำเงินสูงที่สุดตลอดกาลของประเทศญี่ปุ่น 10 อันดับแรก ก็มีผลงานที่ โจ มีส่วนร่วมมากถึง 4 เรื่องเลยทีเดียว 

ถ้าจะถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ โจ ฮิไซชิ กลายเป็นนักประพันธ์มือทองแห่ง Studio Ghibli ดั่งเช่นทุกวันนี้นอกเหนือไปจากฝีมือด้านทฤษฏีดนตรี สิ่งนั้นก็คงเป็นเพราะการทุ่มเทให้กับงาน ถึงขั้นที่ต้องพาตัวเองเข้าไปแทนที่ตัวละครในเรื่อง มองทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ก่อนที่จะเริ่มกดตัวโน้ตตัวแรก นอกจากนั้น โจ ยังตกหลุมรักในสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งชีวิต เขายินดีที่จะลองอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ปิดกั้นตัวเอง เพื่อเติบโตขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“ภาพยนตร์กับดนตรีสองสิ่งนี้ใช้ภาษาแบบเดียวกัน และนั่นคือเอกลักษณ์ที่สำคัญของมัน”

 


 

ผลงานในความทรงจำ

 

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักถึงตัวตนและวิธีการทำงานก่อนจะกลายเป็นเสียงดนตรีประกอบที่ปรากฏอยู่ในผลงานแอนิเมชั่น Studio Ghibli ของผู้ชายที่ชื่อ โจ ฮิไซชิ กันไปแล้ว เราอยากทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยการหยิบยกผลงานของ โจ ที่ยังงดงามในความทรงจำทั้งตัวเขาเองและผู้ชมทั้งหมด 5 เรื่องมากล่าวถึง

เริ่มต้นเรื่องแรกด้วย Laputa: Castle in the Sky จากปี 1986 ที่ว่าด้วยเรื่องราวตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่าในอดีตมนุษย์มีวิทยาการและอารยธรรมสูงส่งถึงขนาดสร้างอาณาจักรลอยฟ้าขึ้นมาได้ ทุกคนเรียกขานอาณาจักรนั้นว่า “ลาพิวต้า” แต่ด้วยสาเหตุบางประการทำให้อาณาจักรนั้นล่มสลายลง แต่ก็ยังคงมีความเชื่อว่าลาพิวต้ายังคงลอยอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้ หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มกำพร้านามว่า ปาซู ที่ยังคงมุ่งมั่นในการค้นหาอาณาจักรสาบสูญแห่งนี้

 

Joe Hisashi - Studio Ghibli

 

โดยโทนเรื่องที่โดดเด่นด้วยการเชิดชูความฝันและการผจญภัย ดังนั้นดนตรีประกอบของเรื่องจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง ฮายาโอะ อาจจะเป็นผู้สร้างภาพแห่งจินตนาการให้กับผู้ชม ส่วน โจ คือผู้ที่จะนำพาผู้ชมขึ้นรถนำทางไปให้ถึงอาณาจักรลาพิวต้า แล้วเขาก็ทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยดนตรีรูปแบบซิมโฟนีออเครสต้าที่นำมาผสมผสานกับซาวน์สังเคราะห์ได้อย่างลงตัว เห็นได้ชัดจากเพลงที่มีชื่อว่า The Girl Who Fell from the Sky ที่ถ้าลองหลับตาฟัง จะรู้สึกว่าตัวเองล่องลอยอยู่ในอาณาจักรท่ามกลางท้องฟ้าสีครามสุดลูกหูลูกตาอยู่จริงๆ 

เรื่องต่อมาคือ My Neighbor Totoro ผลงานจากปี 1998 ที่ถือหนึ่งในผลงานของ Studio Ghibli ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ บอกเล่าเรื่องราวของเด็กผู้หญิงสองคน ซะสึกิ และ เม ที่ย้ายมาอยู่บ้านใหม่ในแถบชนบทกับพ่อ เพื่อที่จะอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลที่แม่ของพวกเธอนอนรักษาตัวอยู่ ซะสึกิ และ เม ได้ค้นพบว่า ในป่าข้างบ้านมี โทโทโระ สัตว์วิเศษผู้พิทักษ์ป่าอาศัยอยู่ ก่อนที่จะกลายเป็นเพื่อนกัน พร้อมเปิดโลกการผจญภัยสุดมหัศจรรย์เหนือจินตนาการให้กับทั้งคู่ 

ถึงแม้ My Neighbor Totoro จะยังคงโดดเด่นด้วยการเล่าเรื่องแนวผจญภัยที่มีความแฟนตาซีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็มีความแตกต่างกับ Laputa: Castle in the Sky อยู่พอสมควร เพราะการผจญภัยในเรื่องนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่แฝงไปด้วยความน่ารักน่าค้นหาเสียมากกว่า เนื่องจากตัวละครหลักเป็นเด็กผู้หญิงไร้เดียงสา ส่งผลโดยตรงต่อการทำดนตรีประกอบที่จำเป็นต้องให้ความรู้สึกสดใสมีชีวิตชีวา ไม่ยิ่งใหญ่อลังการ จับต้องได้

โจ สร้างความโดดเด่นให้กับดนตรีประกอบของเรื่อง My Neighbor Totoro โดยการใช้ซินธิไซเซอร์ และซาวน์สังเคราะห์ที่มีความแปลกใหม่ มีการพลิกแพลงได้อย่างน่าติดตาม จนสามารถดึงดูดผู้ชมให้เกาะติดไปกับการผจญภัยของสองเด็กสาวตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

เรื่องที่สามคือ Spirited Away จากปี 2001 สำหรับเรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว เพราะมันคือผลงานมาสเตอร์พีซของทั้งตัว ฮายาโอะ ผู้กำกับ และ โจ ในเรื่องการทำดนตรีประกอบ ถึงขั้นที่ว่าสามารถคว้ารางวัลออสการ์มาแล้ว 

Spirited Away ว่าด้วยเรื่องราวของ ชิฮิโระ เด็กหญิงวัยสิบปีที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางย้ายมาบ้านใหม่กับพ่อแม่ แต่กลับหลงเข้าไปในอีกมิติหนึ่งโดยบังเอิญ ซึ่งเป็นมิติที่เต็มไปด้วยภูตผีและเรื่องราวมหัศจรรย์ที่เธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ระหว่างความสับสนที่เกิดขึ้น เธอได้รับการช่วยเหลือจาก “ฮากุ” เด็กชายปริศนาที่ทำให้เธอได้เข้าสู่การหลบซ่อนภายในโรงอาบน้ำของ “ยูบาบา” แม่มดใจร้ายที่ควบคุมมิติเเห่งนี้ ก่อนที่การผจญภัยสุดมหัศจรรย์จะเริ่มต้นขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อมีรางวัลออสการ์มาการันตี ภายใต้ฉากหน้าที่เป็นการผจญภัยเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดีกลับแฝงไปด้วยประเด็นทางปรัชญามากมายชวนให้ขบคิดหาคำตอบ ดังนั้นในส่วนดนตรีประกอบก็เช่นกัน โดยเฉพาะในเพลง One Summer’s Day ที่ผสมผสานไว้ทั้งความหม่นเศร้า อาวรณ์คร่ำครวญหา แต่เมื่อฟังไปเรื่อยๆ มันกลับค่อยๆ จูงมือผู้ฟังไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่มีแสงแดดแห่งคิมหันต์ฤดูสาดส่องอยู่ และเมื่อถึงตอนนั้นเวลาแห่งการร่ำลาก็มาถึง

 

Joe Hisashi - Studio Ghibli

 

The Wind Rises น่าจะเป็นผลงานที่มีความหมายที่สุดต่อทั้ง ฮายาโอะ มิยาซากิ และ โจ ฮิไซชิ เพราะนี่คือผลงานเรื่องสุดท้ายก่อนจะเกษียณตัวออกจากวงการไปของ ฮายาโอะ แน่นอนว่า โจ ได้รับหน้าที่เดิมอย่างที่เขาได้รับมาจากเพื่อนคนนี้ตลอดหลายสิบปี และเขาคงตั้งใจทำออกมาอย่างดีที่สุด ให้การปัจฉิมครั้งนี้อยู่ในความทรงจำตลอดไป

The Wind Rises สร้างมาจากเรื่องราวของบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์อย่าง “จิโระ” เด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะเป็นช่างสร้างเครื่องบินผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต จนในที่สุดเขาก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครื่องบินรบช่วงสงครามโลกที่ 2 ได้สำเร็จ 

ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวของ จิโระ แต่ถ้าใครเป็นแฟนของ Studio Ghibli ก็คงดูออกได้ไม่ยากว่า ฮายาโอะ ใช้ จิโระ เป็นตัวแทนตัวเขาเอง โดยต้องการบอกให้โลกได้ทราบถึงความรักความทุ่มเทที่เขามอบให้การสร้างสรรค์ผลงานแอนชิเมชั่นในช่วงชีวิตที่ผ่านมา 

โจ สามารถสร้างเสียงเพลงข้างหลังภาพฝันของฮายาโอะได้อย่างสวยงาม เขาใส่ใจกับความมินิมอลของดนตรีประกอบในหนังเรื่องนี้อย่างมาก ยิ่งหลับตาฟังยิ่งรู้สึกเหมือนสายลมกำลังพัดผ่านร่างกายพร้อมกับหอบเรื่องราวอะไรบางอย่างจากไปด้วย

“การที่ ฮายาโอะ เกษียณมันก็เหมือนบทชีวิตของผมบทหนึ่งได้ถูกปิดตามลงไปด้วย” โจ กล่าว

ปิดท้ายด้วย The Tale of Princess Kaguya หรือตำนานเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ ผลงานที่พิสูจน์ว่าต่อให้เขาไม่ได้ร่วมงานกับ ฮายาโอะ เขาก็ยังสามารถสร้างสรรค์ดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยม 

The Tale of Princess Kaguya คือผลงานจากปี 2013 ของ อิซาโอะ ทากาฮากะ อีกหนึ่งหัวเรือใหญ่ของ Studio Ghibli ที่หยิบยกเรื่องราวนิทานพื้นบ้านชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่มาบอกแล้วอย่างตรงไปตรงมาผ่านแอนิเมชั่นลายเส้นพู่กันสีน้ำ

The Tale of Princess Kaguya ถือว่าแตกต่างจากผลงานที่ โจ เคยร่วมสร้างสรรค์เรื่องก่อนๆ โดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่เรื่องราวและลายเส้น ซึ่งสิ่งนี้ก็ส่งผลโดยตรงต่อดนตรีประกอบที่เขาเลือกใช้ โดยในเรื่องนี้ โจ เน้นไปที่การหยิบเอาเครื่องดนตรีพื้นบ้านของญี่ปุ่นมาร่วมบรรเลง พร้อมขับขานออกมาในทำนองน่วงเศร้า ไม่อลังการ เพราะเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ถึงจะมีความแฟนตาซีมาเกี่ยวข้อง แต่โดยรวมแล้วมันก็คือโศกนาฏกรรมที่มนุษย์ธรรมดาต้องประสบพบเจอเท่านั้น

Related Stories

Silver Screens

STUDIO GHIBLI: 4 อนิเมชั่นที่พิสูจน์ว่าสตูดิโอจิบลิเป็นผู้มาก่อนกาล

ความในใจของฮายาโอะ มิยาซากิ เสียงคำรามแห่งพงไพรจากยุค ‘80s - '90s ที่บอกว่าประเด็นเหล่านี้ไม่เคยเก่าเลย

Read

The Sounds

RYUICHI SAKAMOTO: เบื้องหลัง 4 สกอร์หนังรางวัล ผลงานอันเลื่องชื่อของนักประพันธ์เพลงชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน

ย้อนดูเส้นทางสู่ยุคทองของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ปรมาจารย์ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Merry Christmas, Mr. Lawrence The Last Emperor The Sheltering Sky และ The Revenant

Read

Silver Screens

MAKOTO SHINKAI: ทบทวนคำถามว่าด้วยความสัมพันธ์มนุษย์ ในอนิเมชั่นของผู้กำกับแห่งยุค

หนึ่งในสิ่งที่อธิบายได้ยากและซับซ้อนที่สุดคือความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะทุกคนมีคำตอบเป็นของตัวเอง

Read

0Shares
preloader