Silver Screens

JAPANESE FILM POSTERS: การตีความที่ไม่แคร์ต้นฉบับ คือ เอกลักษณ์ของโปสเตอร์หนังญี่ปุ่น

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

Silver Screens

JAPANESE FILM POSTERS: การตีความที่ไม่แคร์ต้นฉบับ คือ เอกลักษณ์ของโปสเตอร์หนังญี่ปุ่น

2 October 2020

ภาพตัดแปะที่สะท้อนอารมณ์ เสน่ห์ของทรวดทรงตัวอักษรและการจัดวางอันเป็นเลิศ

 

*คำว่า ‘โปสเตอร์หนังญี่ปุ่น’ ในบทความนี้จะสื่อถึงทั้งโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นและโปสเตอร์หนังต่างประเทศที่ออกแบบโดยนักออกแบบชาวญี่ปุ่น

 

ถ้าว่ากันด้วยหน้าที่หลักของ โปสเตอร์หนัง ก็มีไว้เพื่อโปรโมทภาพยนตร์เวลาเข้าฉายในโรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปแผ่นกระดาษเหล่านี้ได้จุติขึ้นในบทบาทใหม่เข้ามาเป็นตัวเชื่อมโยงเส้นความทรงจำของคนดูต่อภาพยนตร์ที่เขารัก โดยมีอาร์ตเวิร์คที่ประดับอยู่บนกระดาษคอยทำหน้าที่กระตุ้นสารเคมีในสมองให้คิดถึงช่วงเวลาที่เราได้เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวของหนัง

สำหรับผมแล้วทุกครั้งที่ได้เห็นโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นมันให้ความรู้สึกเหมือนกับกระดาษหน้าปกในกล่องดีวีดีที่มีทั้งเรื่องย่อของหนัง ฉากดึงดูดใจและรายชื่อนักแสดง ทุกอย่างถูกรวบรัดไว้ในกระดาษแผ่นเดียวและที่สำคัญมันมีการตีความอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง

อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของผลงานอันแปลกตาอย่างมีเอกลักษณ์ ที่ทำให้บรรดานักสะสมทั่วโลกถึงได้ยอมซูฮกต่อความวิจิตรนี้ โดยผมได้พูดคุยกับ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์จากเรื่อง 2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว (2018) และ Come and See เอหิปัสสิโก (2019) เหตุที่เลือกผู้กำกับหนังสารคดีชื่อดังมาร่วมสนทนากันนั้น เพราะอีกมุมหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้มาก่อนเขาคือ นักสะสมโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นที่จริงจังคนหนึ่ง (ถึงแม้เจ้าตัวจะบอกว่าเขาเป็นคนที่เสียเงินเยอะคนหนึ่งเท่านั้นก็ตาม)

 

 

ความหลงใหลของเขาต่อตัวโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นได้เติบโตและถูกหล่อหลอมจากการถูกห้อมล้อมด้วยภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่นมาตลอดในสมัยเรียน ซึ่งทำให้เขาได้เข้าไปข้องแวะในโลกแห่งสิ่งพิมพ์ของภาพยนตร์ญี่ปุ่นโดยไปอย่างปริยาย และแน่นอนว่าที่แห่งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่โปสเตอร์เฉพาะหนังสัญชาติญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีพลพรรคหนังจากยุโรปและหนังดังจากฮอลลีวูดที่มีหน้าตารูปลักษณ์ที่ต่างไปจากใบต้นฉบับจากเจ้าของประเทศ

 

Shin Godzilla (2016) / The Grand Budapest Hotel (2014) / In the Mood for Love (2000)

 

ไก่ได้ปูพื้นฐานให้ฟังก่อนว่า การออกแบบโปสเตอร์หนังในญี่ปุ่นเริ่มต้นจากใบขนาด B2 (20×29 นิ้ว) ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ถูกใช้มานานที่สุด และก็มีโปสเตอร์ขนาด B5 (7×10 นิ้ว) หรือที่เรียกกันว่า ชิราชิ ซึ่งเจ้าโปสเตอร์ขนาดแฮนด์บิล เป็นที่ได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมอย่างมาก ด้วยลักษณะรูปร่างของมันที่เก็บง่าย ราคาถูก สะดวกต่อการดูแล ซึ่งขนาดของโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นจะไล่ตั้งแต่ B5 ไปจนถึง B0

เขาเล่าต่อว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผลิตสิ่งพิมพ์เยอะมาก และเรียกว่าคลั่งไคล้อยู่ในทุกอณูเลยก็ว่าได้ตั้งแต่หนังแมสจากอเมริกาและยุโรป อย่างมหากาพย์สตาร์ วอร์สก็เป็นอะไรที่อยู่ในกระแสตลอดกาลด้วยความที่มันมีกลิ่นอายและวิธีคิดอะไรบางอย่าง อีกทั้งเขาบอกว่าสตาร์ วอร์สมันเป็นฐานของดราก้อนบอล ของอนิเมะหลายๆ เรื่อง รวมถึงบรรดาหนังคัลท์และหนังรัสเซียก็เป็นที่นิยมในแวดวงคอหนังชาวญี่ปุ่น โดยไก่บอกว่า “การได้โปสเตอร์หนังรัสเซียที่พิมพ์ญี่ปุ่นก็จะมีความฟินเหมือนกัน เพราะอาร์ตเวิร์คมันมีความตะลุมบอนอะไรบางอย่าง” โดยเฉพาะหนังของผู้กำกับอังเดร ทาร์คอฟสกี เขาสาธยายต่อว่าสินค้าแห่งความผูกพันนี้มีตั้งแต่โปสเตอร์ใบมหึมาจนถึงหางตั๋วของเรื่องที่ฉายในปีแรกที่บ่งบอกถึงความคลั่งไคล้ได้อย่างดีทีเดียว

 

Empire of the Sun (1987) / What Dreams May Come (1998) / Monrak Transistor (2001)

 

ความสดใหม่ที่หาจากที่ไหนไม่ได้

 

“ถ้าถามว่าชอบอะไรในโปสเตอร์ญี่ปุ่น ในแง่การตีความอาร์ตเวิร์คมันไม่เหมือนแบบอาร์ตเวิร์คหลักของหนังที่เราเห็นช้ำจนมันชินตา”

‘ความสดใหม่’ คือ นิยามที่ดีสำหรับโปสเตอร์หนังญี่ปุ่น ไก่เล่าให้ฟังว่า นักออกแบบชาวญี่ปุ่นนั้นสรุปเรื่องราวทั้งหมดลงในหนึ่งหน้ากระดาษ ผ่านการตีความใหม่ที่ไม่ค่อยแคร์ต้นฉบับ ซึ่งแต่ละสำนักก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปทำให้เราเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องหนึ่งอาจจะมีหลายแบบ อย่างเช่นเรื่อง มนต์รักทรานซิสเตอร์ (2001) ของเป็นเอก รัตนเรือง เรื่องราวของแผน ชายหนุ่มลูกคอทองคำที่ต้องจากเมียท้องแก่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อสานฝันการเป็นนักร้องลูกทุ่งที่ระหว่างทางเกิดเรื่องราวอลหม่านมากมาย ซึ่งพอใบปิดของหนังเรื่องนี้มาอยู่ในมือของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น พวกเขาได้นำเสนอผ่านตัวสะเดา หญิงสาวที่นับวันรอผัวกลับมาหาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูก ไก่มองว่านี่คือเรื่องเซอร์ไพร์สสำหรับเขาที่โปสเตอร์หนังจากญี่ปุ่นใบนี้เรื่องนี้เลือกที่จะนำเสนอผ่านความรู้สึกแห่งการรอคอยที่ยาวนานของสะเดา

ขณะที่เขากำลังพลิกเปิดดูอัลบั้มโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นที่เตรียมมาไปทีละแผ่น ก็มาสะดุดอยู่กับเรื่อง What Dreams May Come (1998) หนึ่งในภาพยนตร์ที่เขารักตลอดกาล แต่กับเป็นใบที่ทำให้เขาเหวอมากที่สุด เพราะในแง่ของอาร์ตเวิร์คที่เขามองว่ามันสุดจะแหวกขนบของการทำโปสเตอร์หนังเสียจริงๆ ด้วยองค์ประกอบที่ไม่สามารถบอกอะไรได้เลยเกี่ยวกับตัวหนังและมีเพียงรูปโรบิน วิลเลียมส์ประดับอยู่ตรงกลางในช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ ลำพังแค่นี้จะบอกอะไรเราได้ผมแอบคิดในใจ แต่ในไม่กี่ชั่วอึดใจเขาก็ได้บอกกับผมว่า เขาเพิ่งได้ค้นพบความรู้สึกใหม่บางอย่างออก

“มีโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นหลายๆ ใบทำสำหรับเพื่อคนดูหนังอยู่แล้ว อย่างเราเคยดู เราจะรู้สึกผูกพันกับบันไดนี้ว่ะ หรืออย่างเรื่องมนต์รักทรานซิสเตอร์ เราเคยดูหนังแล้วเราชอบโปสเตอร์นี้เลย เพราะว่าเราคิดถึงสะเดาที่รอผัว” ทั้งหมดนี้มาจากการตีความของนักออกแบบที่เขาได้รับรู้และสัมผัสจากภาพยนตร์ และทำการคัดเลือกฉากสำคัญ การกระทำและมูฟเม้นท์ต่างๆ ของตัวละครที่จะถูกนำมาตัดแปะใส่ไว้อาร์ตเวิร์คบนโปสเตอร์

 

The Sacrifice (1986) / Fargo (1996) / I Am Not Your Negro (2016)

3 องค์ประกอบบ่งบอกตัวตน

 

อาร์ตเวิร์คของโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 องค์ประกอบหลักๆ ที่นำโด่งมาอย่างแรก คือ เทคนิคการทำคอลลาจที่ไก่บอกว่า มันเป็นการตัดแปะประเภทที่สวยงามเอาแบบดื้อ ๆ ซึ่งเทคนิคนี้ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องราวบนโปสเตอร์ได้เป็นอย่างดี บ้างก็ชวนให้ตีความไปต่างนานา บ้างก็ทำหน้าที่เหมือนปกดีวีดีที่บอกทุกอย่างเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ อย่างเรื่อง The Sacrifice (1986) ของอันเดร ทาร์คอฟสกี ที่เราจะเห็นการคอลลาจได้เข้ามาช่วยสร้างเรื่องราวจากการรวมภาพของซีนสำคัญต่างๆ มาร้อยเรียงกันอัดอยู่ในเพียงเฟรมเดียวได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง

ต่อมาส่วนที่เป็นตัวตนที่ชัดเจนที่สุดบนโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตัวอักษร ไก่มองว่า “ฟอนต์ญี่ปุ่นมีความเป็นพิกโตแกรม มันเป็นช่องแล้วมันก็มีความคลีนบางอย่าง และทุกตัวมันเป็นสี่เหลี่ยมหมด มันเลยจัดได้ทั้งตั้งทั้งนอน” อย่าง I Am Not Your Negro (2016) ที่มีทั้งตัวอักษรคันจิ คาตากานะและฮิรางานะผสมโรงอยู่ด้วยกัน ซึ่งเจ้าฟอนต์ตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ คือจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับการจัดวางตำแหน่งของอาร์ตเวิร์คบนโปสเตอร์ โดยเขาเสริมต่อว่าสำหรับใบนี้แล้วนั้น “ฟอนต์มันเสริมพลังความเป็น Black Movement ได้อย่างลงตัว”

แม้โปสเตอร์หนังญี่ปุ่นถูกผลิตขึ้นอย่างมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมาพร้อมกับสไตล์การตัดแปะภาพจนท่วมท้นไปหมดทั้งใบและตัวอักษรเรียงรายเหมือนป่าสนในฤดูร้อน แต่ในช่วงยุคโมเดิร์นมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป โดยที่เห็นชัดเรื่องหนึ่งก็คือ การจัดวางองค์ประกอบของชิ้นงาน อย่างเรื่อง Fargo (1996) มีการใช้พื้นที่สีขาว ปล่อยทิ้งเป็นที่ว่างโดยไม่ต้องสนใจ แต่ใช่ว่าทุกใบจะเป็นเช่นนี้เสมอไป เพราะผลงานของโปสเตอร์ดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง มาซะคัทสึ โอกะซาวาระ ได้สร้างสรรค์จัดเรียงทรวดทรงความสมมาตร อย่างในผลงานเรื่อง The Holy Mountain (1973) ของ อเลซานโดร โจโดโรวสกี ที่สร้างความแตกต่างและถูกยอมรับว่าสวยกว่าใบออริจินัลมาก ทั้งนี้เขายังออกแบบโปสเตอร์ให้กับหนังเรื่องดังอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Wings of desire (1987) ของ วิม เวนเดอร์ส์ และเรื่อง The Sacrifice ที่กล่าวไปตอนแรก

 

In the Realm of the Senses (1976) / Daughter of the Nile (1987)

 

ไก่อธิบายต่อว่า ความสวยงามของอาร์ตเวิร์คที่เราสัมผัสได้ด้วยตามันไม่ได้เล่าถึงแค่เพียงเนื้อเรื่องเท่านั้น เพราะถ้าเราพินิจมันอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นไปถึงความตั้งใจในการออกแบบของนักออกแบบ มันจะทำให้เรารู้ได้เลยว่าหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นหนังที่ดีแน่นอน อย่างเรื่อง Daughter of the Nile (1987) ของโหวเซี่ยวเสียน ซึ่งไก่บอกว่า ตอนที่เขาเห็นใบนี้เป็นครั้งแรก มันเชื้อชวนให้เขาอยากที่จะหาโอกาสดูสักครั้ง “ผมไม่รู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อน เแต่สัมผัสได้ว่าหนังมันต้องมีอะไรแน่ๆ เขาถึงทำโปสเตอร์ได้ออกมาแบบเบอร์นี้ แล้วเป็นโปสเตอร์ที่ดูพยายามทำ พยายามเล่าเรื่องถ่ายทอดแก่นของหนังที่แบบมันมีความละเอียดอ่อนบางอย่างที่ไม่ใช่ commercial ฉะนั้นการจะมีโปสเตอร์ที่วิจิตรอย่างนี้ มันจะต้องเป็นหนังที่อยู่ในใจคนหรือดีไซเนอร์พอสมควรมันถึงทำออกมาได้ขนาดนี้”

 

Ran (1985) / For a Few Dollars More (1965)

วัตถุดิบของความทรงจำ

เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากเรื่องความสวยงามของการออกแบบ ก็คือก้อนความทรงจำของคนดูที่ผูกมัดไว้กับภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ที่ถือเป็นการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ให้กับโปสเตอร์หนัง อย่างในโปสเตอร์หนังญี่ปุ่นที่เราได้พูดถึงกันข้างต้นนั้นก็ต่างมีสื่อสารผ่านความทรงจำและความรู้สึกในหลายระดับ โดยมีภาพและอาร์ตเวิร์คเป็นสื่อกลาง ที่เป็นเหตุที่ว่าทำไมบรรดานักออกแบบจึงสามารถสร้างผลงานออกมาได้อย่างมากมายในภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง

ในฐานะคนสะสมใบปิด ไก่บอกกับผมว่าความศักดิ์สิทธิ์ของโปสเตอร์หนังถือเทียบเท่าการบูชาพระเครื่องที่เราก็ต่างซื้อเรื่องราวจากตัววัตถุ เป็นเหตุที่ว่าทำไมโปสเตอร์หนังจึงต้องเป็นตัวออริจินัลเท่านั้น มันมีคุณค่าบางอย่างที่ตัวรีปริ้นให้ไม่ได้  “ผมว่ามันเป็นการซื้อความเชื่อมโยงที่ตัวเองมีกัน หมายถึงมันเป็นความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างของเส้นความเชื่อมโยงนี้ เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การฉายหนังเรื่องนี้ เราได้ครอบครองใบที่อยู่ในยุคสมัยนั้น”

 

 

ตอนท้ายของบทสนทนาเรื่องความสวยงามของอาร์ตเวิร์คนั้นมันทำให้ผมคิดต่อไปว่า วิธีที่เราทรีตกับโปสเตอร์หนัง เช่น การนำไปใส่กรอบหรือแขวนบนผนัง ในแง่ของหน้าที่มันทำงานเหมือนกับภาพศิลปะไหม ซึ่งเขาบอกว่ามันมองได้หลายมุม อย่างคนที่สะสมผลงานศิลปะมาก่อน เขาก็อาจจะสะสมโปสเตอร์หนังในวิธีคิดเดียวกันที่ว่า โปสเตอร์หนังนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เช่น กระดาษชนิดนี้จะถูกผลิตแค่ในยุคสมัยนี้เท่านั้น เป็นต้น

ส่วนตัวเขาไม่ได้มองว่าโปสเตอร์หนังทำงานแบบเดียวกับภาพศิลปะ เพราะงานศิลปะมันค่อนข้างเป็นเสมือนคำถามปลายเปิดที่ผู้ชมสามารถตีความได้อย่างไม่จำกัดตามประสบการณ์ของตัวเอง ถึงอย่างไรก็ตามเขามองว่ามันอยู่ที่ความคาดหวังและการนิยามของแต่ละคน “โปสเตอร์หนังมันเป็นการสื่อสารที่ชัดมากอยู่แล้ว เพราะมันเป็นหนังเรื่องนึง แล้วมันเป็นความทรงจำที่คนมีร่วมกับมัน ผมว่ามันอาจจะคล้ายกับรูปครอบครัวมากกว่า ผมว่ามันแล้วแต่คนจะคาดหวังจากมัน แต่อย่างที่บอกมันเป็นวัตถุดิบทางอารมณ์และความทรงจำของเรามากกว่า”

 

 

Related Stories

The Read

SLAM DUNK: ครบรอบ 30 ปี ทำไมมังงะเรื่องนี้จึงเป็นการ์ตูนบาสเกตบอลที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

เรื่องราวของพระเอกหัวแดงและผองเพื่อน ที่ไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไรความสนุกไม่เคยเสื่อมคลาย

Read

Extra Supplies

IN CONVERSATION WITH THE MAN BEHIND THE “CLASSIC MOVIE POSTER” SHOP

เปิดคลังโปสเตอร์หนังหมื่นใบของ “พี่ติ” แห่งร้าน “หนังคลาสสิค”

Read

The Style Guide

HANNIBAL LECTER: ชำแหละลุคเอกลักษณ์ของคุณหมอกินคนกับสไตล์ที่กินขาด

ส้มชนส้ม ปมฟูลวินเซอร์ ลายชนลายและอีกหลายสไตล์ของยอดวายร้ายสุดเลือดเย็น

Read

0Shares
preloader