Arts

INTO THE LIGHT AND ATMOSPHERE OF CLAUDE MONET

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

Arts

INTO THE LIGHT AND ATMOSPHERE OF CLAUDE MONET

3 June 2019

ศิลปะที่ใช้แสงของห้วงเวลาบรรยายอารมณ์ สู่ความประทับใจในผลงานแบบอิมเพรสชั่นนิสม์

Spread the words

เมื่อประมาณต้นปี ยังจำได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นกับข่าวของงาน From Monet to Kandinsky นิทรรศการมัลติมีเดียที่รวมผลงานของ 16 ศิลปินระดับโลกที่มีผลต่อการขับเคลื่อนโลกศิลปะสมัยใหม่ ด้วยความที่ผู้เขียนยังไม่เคยชมผลงานผ่านนิทรรศการมัลติมีเดียของศิลปินผู้เป็นตำนานทั้งหลายที่เรารู้จักและเห็นมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็น เอ็ดการ์ เดอกาส์ (Edgar Degas), พอล โกแก็ง (Paul Gaugin), อ็องรี รูสโซ (Henri Rousseau), อ็องรี ตูลูส-โลเทร็ค (Henri Toulouse-Lautrec), กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt), พอล ซีญัค (Paul Signac), พีต มองเดรียน (Piet Mondrian), อเมเดโอ โมดิกลิอานี (Amedeo Modigliani), วินเซนต์ แวน โก๊ะห์ (Vincent van Gogh), ปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre August Renoir), ฮวน กรี (Juan Gris), พอล เคล (Paul Klee) เอ็ดเวิร์ด มุงค์ (Edward Munch), คาซิมีร์ มาเลวิช (Kazimir Malevich) และ วาซิลี คันดินสกี (Wassily Kandinsky)  แต่จุดเริ่มแรกที่อยากจะไปดูเกิดขึ้นจากการที่ได้เห็นชื่อของศิลปินที่ตัวผู้เขียนรู้สึกใกล้ชิดมากที่สุดคนหนึ่งอย่าง โคล้ด โมเนต์ (Claude Monet) ศิลปินแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ ชาวฝรั่งเศส ที่เป็นเหมือนหน้าต่างบานแรกที่ทำให้ผู้เขียนสนใจศิลปะสมัยใหม่ ด้วยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบการเล่าเรื่องบนแคนวาสของเหล่าศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ที่ได้ถ่ายทอดช่วงเวลาที่สดใหม่วินาทีต่อวินาทีและบันทึกร่องรอยความประทับใจของพวกเขาไว้ผ่านฝีแปรง และอีกเหตุผลที่ทำไมถึงเลือกจะต้องไปดูโมเนต์ทั้งที่มีศิลปินอื่นอีกมากมาย เพราะว่าถ้าเรารู้ว่าจะไปดูผลงานของใครและทำการบ้านหรือหาข้อมูลก่อนไป เพราะการที่เรามีความรู้เบื้องต้นเตรียมไปก่อน (prior knowledge) จะช่วยต่อยอดการรับสารหรือข้อมูลที่ส่งจากนิทรรศการได้เป็นอย่างดี วิธีนี้จะช่วยให้คุณชมงานนิทรรศการได้สนุกขึ้น

นิทรรศการถูกแบ่งออกเป็นสองห้องจัดแสดงด้วยกัน โดยพื้นที่ระหว่างกลางของสองห้องเป็นที่จัดแสดงประวัติของศิลปินแต่ละคนโดยเรียงลำดับตามช่วงเวลาเหตุการณ์สำคัญ เสมือนเป็นการแนะนำและกล่าวทักทายกับเหล่าศิลปินก่อนเข้ารับชมผลงานของพวกเขา หลังจากได้ชมนิทรรศการเสร็จแล้ว ความหลงใหลที่ผู้เขียนมีต่อตัวผลงานของศิลปินสายอิมเพรสชั่นนิสม์ยังไม่มีท่าทีที่จะลดลง โดยเฉพาะเรื่องราวของโคล้ด โมเนต์ ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้น ภาพยนตร์เรื่อง The Impressionists and The Man Who Made Them ที่กำกับโดยฟิล แกบสกี้ (Phil Grabsky) มีจัดฉายขึ้นที่สมาคมฝรั่งเศส (Alliance Francaise Bangkok) จึงไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจไปดูเพื่อที่จะเติมเต็มความเข้าใจต่อจุดกำเนิดของศิลปะแขนงนี้เพิ่มเติม หลังจากได้ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งในการดู สิ่งที่ได้รับนอกจากความรู้สึกอิ่มเอมที่ได้เห็นผลงานของศิลปินทั้งหลายตั้งแต่ Barbizon school ที่มีอิทธิพลส่งต่อมายังศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์

เรื่องราวในภาพยนตร์ทำให้เราได้รู้ฉากหน้าและเบื้องหลังความเป็นมาของขบวนการศิลปะนี้ ความสนุกของภาพยนตร์อยู่ตรงที่ตัวของ พอล ดูแรน รูเอล (Paul Durand-Ruel) นายหน้าค้างานศิลปะที่เป็นตัวแปรสำคัญในการทำให้ศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์อุบัติขึ้นมา โดยตัวรูเอลมีพื้นเพความคิดและอุดมการณ์เป็นรอยัลลิสต์ขั้นสุด มีความตามขนบแบบอนุรักษ์นิยม แต่กลับชื่นชอบผลงานศิลปะที่ต่างจากจารีตเดิมของเหล่าศิลปินฝรั่งเศสยุคใหม่ อย่าง เอดัวร์ มาเนต (Edouard Manet), โคล้ด โมเนต์, อัลเฟรด ซิลเล่ (Alfred Sisley), กามีย์ ปีซาโร (Camille Pissarro), ปอล เซซาน (Paul Cézanne) และปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์ ซึ่งรูเอลเเป็นผู้ที่ทำให้เหล่าศิลปินยุคใหม่นี้มีที่ทางในวงการศิลปะมากขึ้น ทั้งในฝรั่งเศสจนไปถึงอเมริกา สร้างรากฐานและเผยแพร่ความงดงามของผลงานให้ผู้คนได้รู้จักศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์มากขึ้น ก่อนที่ต่อมาจะเป็นจุดเริ่มของกระแสหรือขบวนการศิลปะที่นำโลกศิลปะเข้าสู่ยุคศิลปสมัยใหม่ อนึ่งนวัตกรรมในช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 อย่างสีสังเคราะห์ก็มีส่วนสำคัญเหมือนกัน เพราะศิลปินสามารถนำติดตัวไปวาดภาพนอกสถานที่ได้ ที่เป็นกุญแจสำคัญไปสู่การนั่งจับจ้องวิวตรงหน้า ให้เหล่าศิลปินหนุ่มออกเดินทางศึกษาโลกภายนอกสตูดิโอ



Vacationers on the Beach at Trouville

Eugène Boudin Vacationers on the Beach at Trouville, 1865 Minneapolis Institute of Art

นอกจากเรื่องของนวัตกรรมสีสังเคราะห์ที่ทำให้ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ได้พาตัวเองออกไปเจอโลกกว้าง อันนำพาให้เกิดการปลดปล่อยและจับจังหวะอารมณ์ตามห้วงขณะที่ตาเห็นต่อสิ่งต่างๆ ก่อนหน้าพวกเขานั้นก็มีกลุ่มศิลปินจาก Barbizon school ที่ได้ถ่ายทอดผลงานภาพแนวทิวทัศน์มาก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ the king of skies อย่างยูจีน บูร์แดง (Eugène Boudin) ที่เป็นเสมือนแรงบันดาลใจและผู้ให้คำแนะนำในการสร้างสรรค์ผลงานกับโมเนต์ ในวัยหนุ่ม ที่ครั้งหนึ่งเขาได้กล่าวได้กล่าวว่า "If I became a painter, it was thank to Boudin"

โดยบทความนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจนำเสนอผลงานที่สะท้อนตัวตนของโมเนต์ก่อนที่จะไปชมงานของเขากันในนิทรรศการมัลติมีเดีย From Monet to Kandinsky ซึ่งเหตุผลหลักที่ผู้เขียนอยากจะนำเสนอผลงานของโมเนต์ให้กับผู้ที่กำลังจะไปชมนิทรรศการได้รู้จัก เพราะส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าการจะเริ่มศึกษาอะไรสักอย่างต้องเริ่มจากฐานของสิ่งนั้นก่อน เช่นเดียวกับอิมเพรสชั่นนิสม์ที่เป็นศิลปะทางเลือกที่นำพาให้เกิดศิลปะแขนงอื่นๆ มากมายในยุคสมัยของศิลปะสมัยใหม่ และกับตัวโมเนต์เองเช่นเดียวกัน ที่มีบทบาทอย่างมากต่อเกิดอุบัติขึ้นของคำว่า “Impressionism” กับเหตุการณ์สำคัญในปี 1874 นิทรรศการที่เขานั้นร่วมจัดกับปีซาโร ซึ่งครั้งนั้นมีนักวิจารณ์งานศิลปะ หลุยส์ เลอรอย (Louis Leroy) ได้วิจารณ์ภาพวาด Impression, Sunrise ว่ามันเป็นแค่เพียงความประทับใจชั่วขณะ คล้ายกับภาพวาดที่ยังไม่เสร็จดี สิ่งที่ออกมาไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าภาพวาดเลย  คำว่า  “Impressionist” จึงถูกแพร่ขยายในวงการศิลปะ และที่ถูกนำมาเป็นคำใช้เรียกแทนขบวนการศิลปะนี้ในภายหลัง

Impression, Sunrise

Claude Monet Impression, Sunrise, 1872 Musée Marmottan

ภาพ Impression, Sunrise หนึ่งในภาพวาดที่เป็นไอคอนิกของงานสายอิมเพรสชั่นนิสม์ ไม่ได้เป็นเพียงภาพที่แค่ให้เกิดการนิยามความหมายของผลงานเหล่าศิลปินรุ่นใหม่ในฝรั่งเศสยุคนั้น แต่ภาพนี้ยังบรรยายถึงวิธีการทำงานของเหล่าศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ได้ดีในภาพหนึ่ง ฝีแปรงที่สะบัดสะท้อนความพยายามอย่างไม่ลดละที่จะจับจังหวะของแสง เพื่อที่จะระบายแสงจากการขึ้นของพระอาทิตย์ยามเช้าที่ทอแสงผ่านท้องฟ้า ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าเขาจะต้องใช้ความเร็วแค่ไหนในการวาดภาพหนึ่งภาพ และไม่ปล่อยให้อะไรมารบกวนความคิดของเขาขณะลงมือ ทุกร่องรอยของฝีแปรงที่ลงไปบนแคนวาสจะไม่กลับมาแต่งเติมใหม่ เพราะช่วงเวลานั้นได้ผ่านไปแล้วและมันจบไปแล้ว เพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราวตรงหน้าได้อย่างตรงไปตรงมากับความรู้สึกของเขาในช่วงเวลาตอนเช้าของเขานั้นจริงๆ โมเนต์ให้ความสำคัญกับแสงและช่วงเวลาของมันเป็นอย่างมาก สีที่จะเลือกใช้ของเขาคือแสงที่ตาเขาสัมผัส



Woman with a Parasol-Madame Monet and Her Son

Claude Monet Woman with a Parasol-Madame Monet and Her Son, 1875 National Gallery of Art

อย่างรูปภรรยาของเขาและลูกที่โด่งดังภาพนี้ สามารถสะท้อนได้ดีถึงการสร้างนิยามของความรู้สึกที่มีต่อแสงขึ้นมาใหม่ ที่ให้เห็นความสำคัญของการเลือกใช้สีที่แตกต่างสลับกันบนแคนวาสด้วยฝีแปรงที่เหมือนเป็นรอยแต้มเล็กๆ ที่สร้างให้เห็นถึงความสดใสของแสงในที่แจ้ง และความแตกต่างของเฉดสีของแต่ละวัตถุที่เห็นให้ความรู้สึกของการมีชีวิต



Woman with a Parasol turned to the Right

Claude Monet Woman with a Parasol turned to the Right,1886 Musée d'Orsay

หากพูดถึงความยากของการถ่ายทอดช่วงเวลาอันเร่งด่วนบนแคนวาสแล้วนั้นไม่มีภาพไหนจะชัดเจนเท่าภาพนี้ที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากกับสภาพกระแสลมที่พัดแรง สังเกตรอยฝีแปรงที่ดูเร่งรีบบนแคนวาสและโมเมนตัมของชุดผู้หญิงและผ้าพันคอที่ไหวตามลม ดังนั้นความเร็วของการวาดเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เห็นชั่วขณะของการจับจังหวะ



A Train in the Countryside

Claude Monet A Train in the Countryside, 1870 Musée d'Orsay

ภาพนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงการจับจังหวะช่วงเวลาที่เร็วด่วนขณะที่รถไฟกำลังวิ่งผ่านแต่ยังสื่อถึงวิธีคิดและจัดองค์ประกอบภาพของโมเนต์ได้ดีด้วย การวาดวิวทิวทัศน์ที่มีรถไฟเป็นหนึ่งในธีมร่วมสมัยของศิลปินในยุคนั้น ภาพนี้ผู้เขียนชอบตรงที่รถไฟที่เป็นสัญญะของการเดินทางโลกสมัยใหม่ของช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่โมเนต์เลือกที่ทำให้รถไฟเป็นเพียงแค่องค์ประกอบส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ไม่ได้ต่างจากเหล่าต้นไม้ที่มีกิ่งก้านพริ้วไหวตามแรงลม



The Gare Saint-Lazare: Arrival of a Train

Claude Monet The Gare Saint-Lazare: Arrival of a Train, 1877 Fogg Museum

รูปแบบการวาดที่ถ่ายทอดบรรยากาศตรงหน้าด้วยความเชื่อที่ว่าภาพที่เห็นไม่ใช่เรื่องราวที่หยุดนิ่งเป็นการเล่าเรื่องที่โมเนต์ยึดถือมาตลอด สังเกตจากกลุ่มไอน้ำของรถไฟที่มีไดนามิกพร้อมกับแสงที่ทะลุเข้ามาในตัวชานชาลาผ่านตัวกลุ่มไอควันนั้น ฉะนั้นภาพที่เห็นจะเหมือนมีการเคลื่อนไหวตลอด จุดประสงค์ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการถ่ายทอดเรื่องราวให้กับคนที่มาเห็นเข้าใจความรู้สึกที่ผู้วาดกับกำลังวาดอยู่ ณ ขณะนั้น



Haystacks, End of Summer

Claude Monet Haystacks, End of Summer, 1891 Musée d'Orsay

แก่นของการเล่าเรื่องราวที่ชัดเจนในตัวโมเนต์ คือ การแสดงให้เห็นสุนทรียที่มาจากช่วงเวลาที่แตกต่างและฤดูกาลที่เปลี่ยนไป การวาดภาพวัตถุที่หยุดนิ่งเหมือนเดิมแต่อารมณ์ของแต่ละรูปนั้นกลับแตกต่างกันออกไปตามแสงแต่ละช่วงเวลา ภาพซีรีย์ haystack เป็นซีรีย์ชุดแรกของโมเนต์ ที่นำมาสู่ซีรีย์ดังอื่นๆ อย่าง Water lilies และ Rouen Cathedral



Water lilies, Morning with Weeping Willows

Claude Monet Water lilies, Morning with Weeping Willows, central section,1914-1926 Musée de l'Orangerie

หนึ่งในภาพที่เล่าเรื่องผ่านสวนน้ำหลังบ้านที่โมเนต์นั้นได้ตกแต่งและใช้เป็นทั้งห้องทำงานและห้องนั่งรับแขกของตัวเขาในช่วงหลังของชีวิต ซีรีย์ที่ให้เห็นความลึกตื้นขององค์ประกอบในภาพผ่านการจัดเรียงของเหล่ากอบัวที่กระจัดกระจายตามธรรมชาติบนผิวน้ำ  ความพิเศษของซีรีย์ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจต่อการผลิตผลงานในรูปแบบพาโรนาม่าให้กับศิลปินในยุคต่อๆ มา

สำหรับคำถามที่ว่างานมัลติมีเดียจะลดทอนคุณค่าของผลงานออริจินัลไหม สารภาพว่าจริงๆ ก่อนไปชมนิทรรศการมีความรู้สึกตื่นเต้นปนความกังวลกับรสชาติของงานอิมเพรสชั่นนิสม์ในรูปแบบมัลติมีเดีย อย่างที่เรารู้กันดีว่านิยามและวิธีผลิตผลงานของศิลปินเหล่านี้นั้น เกิดขึ้นจากร่องรอยความประทับใจที่ต่อภาพที่เห็นตรงหน้า การที่มาอยู่ในมัลติมีเดียที่เล่าเรื่องต่างไปเจอเดิมเลยสิ้นเชิง ที่มีทั้งเสียงดนตรีเพิ่มเข้ามาช่วยในการสร้างบรรยากาศและกำหนดโทนเสียงของการเล่าเรื่อง การเรียงลำดับวัตถุในภาพว่าอันไหนขึ้นก่อนหลัง การสร้างการเคลื่อนไหวให้กับวัตถุที่อยู่ในภาพ และการเน้นหรือขยายวัตถุในภาพ ทั้งหมดนี้จะเป็นการชี้นำความคิดและจินตนาการของเราต่อผลงานหรือไม่

ส่วนตัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในห้องจัดแสดงไม่ได้ลดทอนคุณค่าเดิมของผลงาน โดยเฉพาะกับผลงานแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ที่ได้ถ่ายทอดออกมาตามจังหวะและอารมณ์ให้สมจริงกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ผู้เขียนมองว่าถ้ามันจะมีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม นั่นอาจจะเป็นเรื่องของสุนทรียภาพในงานศิลปะอีกรสชาติหนึ่งมากกว่าที่แตกต่างไปจากการเสพผลงานในแบบเดิม แต่ไม่ใช่เรื่องการที่คุณค่าของงานเดิมถูกลดทอนอย่างแน่นอน

วิธีการนำเสนอแบบนี้ผู้จัดมีความตั้งใจที่ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องการให้คนทั่วไปเข้าถึงผลงานศิลปะได้ง่ายขึ้น โดยสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ทำให้ศิลปะเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและให้คนประทับใจกับศิลปะก่อน และถ้าพวกเขาเหล่านั้นอยากจะเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานแต่ละชิ้น มันก็ไม่ได้เป็นการยากเลยที่จะศึกษาต่อเองได้ในยุคสมัยนี้

สุดท้ายอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญและอยากจะย้ำสำหรับใครที่จะไปชมงานและวางแผนได้รูปสวยๆ กลับไป จริงอยู่ที่นิทรรศการถูกทำมาเอื้อต่อการถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอแต่ถึงกระนั้นก็อย่าโฟกัสอยู่แต่การถ่ายรูปมากจนเกินไป เพราะมันอาจจะทำให้พลาดใจความสำคัญที่งานนิทรรศการพยายามจะนำเสนอคุณค่าอะไรบ้างอย่างให้คุณอยู่ก็ได้ และวิธีการชมนิทรรศการไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บความทรงจำผ่านภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว การปล่อยให้ตัวเองซึมซับกับบรรยากาศรอบตัวและมีสมาธิกับผลงานศิลปินตรงหน้า อาจจะทำให้คุณเห็นรายละเอียดและคุณค่าของผลงานนั้นๆ มากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

นิทรรศการ From Monet to Kandinsky จะจัดแสดงถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ที่อาร์ซีบี แกลอเรีย ชั้น 2 ศูนย์กลางค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00 -22.00 น. สามารถดูรายละเอียดงานเพิ่มเติมและซื้อบัตรเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ ที่นี่

Related Stories

Around Town

WHAT’S HAPPENING IN BANGKOK THIS JULY

5 กิจกรรมน่าสนใจในเดือนกรกฎาคม ที่จะเติมสีสันให้กับฤดูฝนอันอึมครึม

Read

Around Town

A GUIDE TO ENJOYING MUSEUMS

5 เคล็ดลับที่จะทำให้การเที่ยวพิพิธภัณฑ์ครั้งต่อไปของคุณ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

Read

Around Town

OUR FAVOURITE BARS IN BANGKOK

ดื่มด่ำกับบาร์โปรดบรรยากาศผ่อนคลาย ในแบบฉบับของเหล่าเอดิเตอร์

Read

0Shares
preloader