Extra Supplies

IN CONVERSATION WITH THE MAN BEHIND THE “CLASSIC MOVIE POSTER” SHOP

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

Extra Supplies

IN CONVERSATION WITH THE MAN BEHIND THE “CLASSIC MOVIE POSTER” SHOP

11 November 2019

เปิดคลังโปสเตอร์หนังหมื่นใบของ “พี่ติ” แห่งร้าน “หนังคลาสสิค”

“ถ้าชีวิตนี้ไม่มีหนังดู พี่ก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง” พี่ติ-สันติ ตันติภัณฑรักษ์ อายุ 59 ปี ชายไทยรูปร่างดีเพราะมีบรูซ ลีเป็นไอดอล มองดูภายนอกพี่ติก็เหมือนคนทั่วไปที่เกิดในเจนเนเรอชั่นเบบี้บูมเมอร์ แต่ที่จริงแล้วเขาคือหนึ่งในผู้ครอบครองโปสเตอร์หนังหายากที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นบนโลกใบนี้ อย่าง Three Sheet เรื่อง Enter The Dragon (1973), Mad Max 2 (1981) เวอร์ชั่นภาษาไทย ที่วาดโดยอาจารย์ทองดี ภานุมาศ, The Godfather I (1972) ที่มีลายเซ็นของผู้กำกับ ฟรานซิส คอปโปลา (Francis Ford Coppola) และเขายังเป็นเจ้าของร้านขายโปสเตอร์หนัง ‘ร้านหนังคลาสสิค’ ขุมทรัพย์ของแฟนหนังไม่ว่าจะต่างชาติหรือไทยที่แวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสาย เพื่อค้นหาโปสเตอร์ของหนังที่ตัวเองรัก ครั้งนี้เราจะมาคุยกับเขาในบทบาทการเป็นนักสะสมโปสเตอร์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนมายืนอยู่บนจุด ที่ผู้คนนับถือในวงการ พร้อมกับโปสเตอร์ 5 ใบที่มีผลต่อใจของเขามากที่สุด


การชอบดูหนังกับการเก็บโปสเตอร์
เหมือนเป็นของคู่กันเหมือนรองเท้า ที่จะขาดข้างไม่ได้


พี่ติเล่าให้เราฟังว่าความหลงใหลในการดูหนังเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์สมัยที่เขายังเป็นนักเรียน ช่วงเวลาที่นั่งรถผ่านโรงหนังมงคลรามา แล้วตื่นตาตื่นใจเห็นโปรแกรมหนังฝรั่งน่าดูเยอะแยะมากมาย และที่แห่งนั้นก็เป็นโรงหนังโรงแรกพร้อมกับหนังเรื่องแรกที่เขาได้ดู เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างความประทับใจให้เขาชอบดูหนังมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้

แม้หนังเรื่องแรกที่เขาได้ดูจะไม่ใช่หนังดีสักเท่าไหร่ เรียกอีกอย่างว่าเป็นเพียงหนังเกรดบี แต่รายละเอียดและความรู้สึกที่พี่ติจำได้คือสิ่งที่แสดงได้ให้เห็นจริงๆ ว่าจุดนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของใครสักคนที่ชอบดูหนัง “ตอนนั้นเราไม่มีความรู้เรื่องหนังเลย ดูเรื่อง Squirm (1976) ตัวกลืนเมือง เป็นหนังสยองขวัญ น่ากลัวมากสำหรับเด็ก เนื้อเรื่องคือฝนตกแล้วฟ้าผ่าเสาไฟฟ้ามันพาดลงดินกระแสไฟที่มันไหลไปทำให้หนอนขึ้นมาหมดเลย”
ต่อมาเขาได้รู้ว่าตัวเองถนัดและชอบงานศิลป์จึงตัดสินใจเข้ามาเรียนที่ไทยวิจิตรศิลป ระหว่างที่เรียนก็ดูหนังไปด้วยตลอดและใช้โปสเตอร์หนังเป็นแบบในการสร้างงานศิลปะของตัวเอง โปสเตอร์ใบแรกของพี่ติสะสมหนังเรื่อง CALIFORNIA (1977) ที่เปรียบเสมือนครูให้ฝึกเขียนภาพ เพราะเขาได้ใช้โปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้เขียนประกวดในระหว่างที่กำลังเรียนอยู่ที่นั่น “สมัยก่อนตอนเด็กๆ หนังคาวบอยมันดังมาก โปสเตอร์ใบแรกเป็นหนังคาวบอย ในไทยเรียกพระเอกคนนี้ว่ามอนต์โกเมอรี วูด แต่ชื่อจริงๆ คือ จูเลียโน่ เจมม่า เป็นดาราอิตาเลียน หล่อมาก หน้าจะมีรอยบากแล้วเขาจะถือปืน เจอตอนที่พี่ไปเดินโรงหนังแมคเคนน่า เห็นแล้วอยากได้มาก”

เขาบอกกับเราต่อว่า นี่คือสิ่งที่จุดประกายให้กับตัวเขาเองต่อการเป็นนักสะสม และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มมองหาโปสเตอร์หนังฝรั่งที่เป็นของนอก พี่ติเล่าย้อนความหลังกับวิธีการได้โปสเตอร์นอกใบแรกของตัวเอง ที่เขายังเก็บมันไว้ด้วยความภาคภูมิใจถึงทุกวันนี้

พี่ติเปิดเผยความทรงจำที่ได้พูดคุยกับคุณเจริญ พูลวรลักษณ์ โดยตรง (เจ้าของเพชรรามา เพชรเอ็มไพร์) ในสมัยนั้น “ตอนนั้นเขาก็ให้เราไปเข้าคิว เราใส่ชุดนักเรียนอยู่คนเดียว ส่วนมากคนที่มาเข้าคิวก็คือมาติดต่อซื้อหนังไปขาย  พอถึงคิวเขาก็เรียกเข้าไปแล้วถามว่าหนูมาติดต่อเรื่องอะไร เราก็บอกอยากได้โปสเตอร์หนังแคลิฟอร์เนี่ยข้างล่างที่พระเอกถือปืน เขาก็มองหน้าเราแล้วคิดต่อพร้อมยกหูโทรศัพท์โทรบอกพนักงานว่า ไอ้โปสเตอร์แคลิฟอร์เนียพอหนังออกให้เอาโปสเตอร์ขึ้นมาเก็บข้างบนเลยนะ เขาก็บอกว่าเดี๋ยววันศุกร์ให้ขึ้นมาเอา เขาก็ให้ฟรีเลยๆ นะ เป็นความประทับใจของเรามาก หลังจากได้โปสเตอร์มาเราก็กลับเอามาเขียนเลย หลังจากนั้นก็เริ่มสะสมไปเรื่อยๆ”

ฟ้อนท์ชื่อร้านมาจากหนังเรื่องแผลเก่า และสโลแกน “เราจะเสนอในสิ่งที่คุณปฏิเสธไม่ได้” กับสัญลักษณ์มือมาจาก เดอะ ก็อดฟาเธอร์

หลังจากเรียนจบพี่ติก็ได้มีโอกาสทำงานด้านงานโฆษณา ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายศิลป์ แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจปี 2540 ก็ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบาก จุดนั้นชีวิตอยู่ที่ทางแยกต้องตัดสินใจ ประกอบกับเขาที่มีความชอบในการสะสมโปสเตอร์ จึงอยากลองเสี่ยงกับสิ่งที่ตัวเองรักสักครั้ง และได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของร้านหนังคลาสสิค ที่โลโก้ที่ร้านนั้นมีที่มาจากหนังอันดับหนึ่งในดวงใจของเขาอย่าง เดอะ ก็อดฟาเธอร์และเป็นหนึ่งในโปสเตอร์ต้นฉบับที่มีผลต่อความรู้สึกของพี่ติมากที่สุด ถึงขนาดที่เขาเอ่ยปากว่าที่มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ “คนเราชอบหนังไม่เหมือนกัน ทุกคนสามารถเก็บหนังที่ดีๆ ไว้ในใจของทุกคนได้ แต่โปสเตอร์ที่ดีๆ เนี่ยมันอยู่แค่ในมือของคนบางคน เพราะบางทีบางใบเราก็หาซื้อไม่ได้แล้ว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องเก็บโปสเตอร์บางเรื่องที่ว่ามันมีแค่ใบเดียวหรือหาไม่ได้”

ก่อนรับชมโปสเตอร์ต้นฉบับของรักของหวงของพี่ติ ทั้ง 5 ใบที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบมา มาทำความเข้าใจกันก่อนสักนิดกับต้นฉบับ ‘ต้นฉบับ’ หมายถึงโปสเตอร์ที่ถูกวาดหรือพิมพ์ออกมาในปีเดียวกับที่หนังฉาย และถ้าพิมพ์ใหม่ในปีอื่นเรียกว่า ‘รีปริ้นท์’ จะเป็นกระดาษใหม่และไม่มีรอยพับ สาเหตุที่ต้องเก็บต้นฉบับ หนึ่งเป็นสิ่งที่หายาก สองคืองานฝีมือ เพราะในยุคสมัยที่ยังไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ทำ ต้นฉบับทุกใบจะถูกเขียนด้วยมือ บุคลากรที่มีชื่อเสียงในไทยก็จะเป็นอาจารย์เปี๊ยก โปสเตอร์ (สมบูรณ์สุข นิยมศิริ) และทองดี ภานุมาศ หนึ่งในลูกศิษย์ของอาจารย์เปี๊ยก เป็นต้น

โปสเตอร์ต้นฉบับเดอะ ก็อดฟาเธอร์ภาค 1 พร้อมลายเซ็นผู้กำกับ

The Godfather | หนังที่เข้าไปจับจองพื้นที่ในดวงใจของพี่ติทั้งสี่ห้อง

พี่ติได้มีโอกาสดู เดอะ ก็อดฟาเธอร์ตอนที่ถูกนำกลับมาฉายใหม่ ตอนนั้นเขาอายุเพียง 17 ปี และหนังถูกกลับนำมาฉายที่โรงหนังเมโทร ซึ่งก่อนหน้านี้เขาบอกว่าเคยได้ยินว่าเรื่องมันดีอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ยังไม่เคยได้ชมด้วยตาตัวเองสักที พอจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าการชม เดอะก็อดฟาเธอร์ในโรงวันนั้นของพี่ติได้ทำให้เขารู้จักนิยามของคำว่าคลาสสิกและนำมาตั้งเป็นชื่อร้านในภายหลัง

“ตอนนั้นหนังกลับมาฉายหนึ่งอาทิตย์ เราก็ไปเข้าคิวมีแต่รุ่นใหญ่ๆ รุ่นป้า รุ่นปู่ เขาหันมามองเรา แบบเอ๊ะไอ้เด็กแบบนี้มันมาดูหนังแบบนี้ได้ไง เขาก็ถามไอ้หนูมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยเหรอ เราก็ตอบว่าเราอยากดู เคยแต่ได้ยินยังไม่เคยดูเลย เขาก็หันมาบอกคำหนึ่งก่อนเข้าโรงว่า หนังมันดีมากเลยนะ หนูจะต้องชอบ เขาบอกแบบนี้ แล้วเหมือนหัวใจเราตอนนั้นยังว่างไง พอเราเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ พอไปดูปุ๊ปโอโหความดีของหนังมันเข้าไปหมดเต็มหัวใจเราทั้งสี่ห้องเลยนะ”
ระหว่างที่พูดคุยถึงหนังอันดับหนึ่งในดวงใจของพี่ตินั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นเป็นเพลงบรรเลงจังหวะ Waltz ‘El Padrino’ เราก็รู้เลยว่าเรากำลังคุยอยู่กับแฟนพันธุ์แท้ เดอะ ก็อดฟาเธอร์ตัวจริง เขาชอบถึงขนาดอยากให้ผู้อ่านบทความนี้ได้ฟังไปพร้อมขณะชมโปสเตอร์ของเขาในบทความนี้ “เรารู้สึกว่าเกิดมาไม่เคยเจอหนังอะไรดีขนาดนี้ กลับไปบ้านนอนหลับฝันถึงหนังเลยนะ คือแบบมันประทับใจเรามากเลย กลับไปดูซ้ำอีกรอบคือตอนนั้นเรียกว่าได้ว่าคือความประทับใจวัยเด็ก พอมันเข้าไปปุ๊ปมันเต็มเลย นึกออกมั้ย คือมันไม่ต้องการหนังเรื่องไหนที่ดีไปกว่านี้  ช่วงระยะเวลา 30-40 ปีให้หลัง เราก็ดูหนังมาตลอด แล้วก็ยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนดีเท่านี้เลย แล้วเราก็ชอบทุกอย่างของ เดอะ ก็อดฟาเธอร์”
เสือน้อย | โปสเตอร์ต้นฉบับใบแรกที่ทำให้พี่ติมีความสุขเหนือสิ่งอื่นใด

พี่ติเล่าความทรงจำเกี่ยวกับโปสเตอร์ใบนี้ที่เขาได้มาตอนอายุ 17 ปี พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าตลอดเวลา หลังจากที่เรายิงคำถามว่าทำไมต้องสะสมต้นฉบับ เขาบอกว่าก็เพราะต้นฉบับใบนี้แหละเป็นต้นทางที่ทำให้เขาเป็นนักสะสมโปสเตอร์แบบจริงจัง  โดยเฉพาะโปสเตอร์เรื่องเสือน้อยที่ถูกเขียนโดยอาจารย์ทองดี ภานุมาศ ผู้เป็นที่เคารพของใครหลายคน รวมถึงพี่ติเองด้วย ซึ่งเขาเองก็สะสมงานของอาจารย์ทองดีไว้กับตัวเองไว้มากมาย

เขาเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันที่ได้เจอกับต้นฉบับครั้งแรกแบบต่อหน้าต่อตามันทำให้หัวใจของเขาพองโตแค่ไหน “มีอยู่วันนึงไปเดินโรงหนังแมคเคนน่า อยู่ตรงเพชรรามา ปกติมันจะมีสแตนดี้ตั้งแล้วเอาโปสเตอร์หนังแปะส่วนใหญ่เป็นหนังไทย เแต่วันนั้นเขาเอาต้นฉบับเรื่องเสือน้อยแปะ เป็นครั้งแรกที่เราเห็นต้นฉบับเราตกใจมาก คือไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าต้นฉบับมันเป็นอย่างไง” พร้อมตบท้ายด้วยเขาเองไม่เคยเห็นใครเขียนทะเลได้สวยเท่านี้มาก่อน
พี่ติตื่นเต้นกับการที่ได้เห็นโปสเตอร์ต้นฉบับนั้นจนนอนไม่หลับ จนทนไม่ไหววันรุ่งขึ้นต้องไปสอบถามให้รู้เรื่องรู้ราวที่โรงหนัง “ตอนที่ติดต่อไปผู้จัดการโรงหนังบอกว่าหนังเพิ่งเข้า อีกประมาณสองอาทิตย์หนังออกแล้วน้องค่อยมา พอถึงวันเราก็มาตามนัด ปรากกฏว่ามันไม่อยู่แล้ว เขาบอกว่าโรงหนังในเครือที่วงเวียนใหญ่รามายกขึ้นไปแล้ว เขาก็บอกให้ไปเอาที่โรงโน้น ก็เจรจาขายกันเลยแล้วเราก็ซื้อตอนนั้นมาราคาพันกว่าบาท ถือว่าแพงมากเลยนะ แล้วเราก็ตามไปที่โรงหนัง เขาก็เตรียมไว้ให้ ตอนนั้นดีใจเรียกแท็กซี่กลับบ้านเลย นั่งแท็กซี่กลับก็หลายตัง เจอพ่อ พ่อถามว่าเอาอะไรมาเนี่ย เราก็บอกว่าต้นฉบับ โชว์ให้พ่อดู พ่อก็บอกเออสวยดี แต่เขาก็ไม่ได้สนใจหรอก แล้วเราก็เก็บไว้ตลอดตั้งแต่ปี 2523” และทุกวันนี้ในบางครั้งเขาก็มักที่จะกลับไปหยิบมันออกมาดู เพื่อย้ำความทรงจำตัวเองว่านาทีที่เขาเริ่มต้นกับสิ่งที่เขารักมันเป็นอย่างไร
Mad Max 2 | โปสเตอร์ราคาหลายแสน ที่อธิบายถึงนิยามที่ว่า ‘เขียนจนหนวดกระดิก’ ได้เป็นอย่างดี

ต้นฉบับอีกใบที่ถูกเขียนโดยอาจารย์ทองดี ภานุมาศ งานชิ้นนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดนักสะสมทั้งชาวไทยและต่างชาติ ด้วยความที่เป็นหนังระดับฟอร์มยักษ์ ประกอบกับฝีมือการเขียนใบหน้าและรายละเอียดต่างๆ บนกระดาษราวกับภาพนั้นมีชีวิต รวมถึงความออริจินัลใบเดียวที่จะไม่ถูกทำขึ้นมาใหม่อีกแล้ว เป็นสาเหตุว่าทำไมต้นฉบับใบนี้ที่พี่ติครอบครองจึงเป็นที่หมายปองของทุกคน “คือส่วนตัวแล้วพี่ชอบภาคหนึ่งนะ แต่โปสเตอร์ทั้งหมดที่อาจารย์ทองดี ภานุมาศ เขียนมาเนี่ย Mad Max 2 คือโปสเตอร์ที่สวยที่สุดที่เคยเห็นมา คือเราเห็นต้นฉบับสวยๆ มาเยอะนะ แต่ไม่มีเรื่องไหนสู้เรื่องนี้ได้ เป็นโปสเตอร์ที่สวยที่สุดของขบวนการหนังฝรั่งภาษาไทยที่แกเคยเขียนมา เป็นเบอร์หนึ่งของทุกๆ คนที่อยากได้”
พี่ติได้นำเสนอให้ผู้เขียนได้เห็นว่าโปสเตอร์ที่เขาเรียกว่าสวย มันสวยที่ตรงไหน เพราะรายละเอียดคือเรื่องสำคัญของการทำงานศิลปะจริงๆ “เราจะเห็นหน้าเมล กิบสัน คือมันเป็นภาพเขียนนะแต่แกแทรกสีไปที่ใบหน้าเนี่ย แล้วเมล กิบสันมันจะมีหนวดมีเคราใช่ไหม คือเขาเขียนจากรูปถ่ายที่เป็นขาวดำหรือสีเราก็ไม่รู้ แต่เขียนออกมาได้ขนาดนี้ ภาษาคนเขียน เขาบอกว่า ‘เขียนจนหนวดกระดิก’ มันมีชีวิตนึกออกมาไหม แบบคนเรียนศิลปะพอเห็นปุ๊ปก็จะคิดทันทีเลยว่ามันเขียนได้ยังไง” ตอนท้ายพี่ติบอกกับเราว่าถ้าวันหนึ่งเมล กิบสันมาเห็นและขอซื้อไม่ว่าจำนวนเงินเท่าไหร่เขาก็จะไม่ขาย
Enter The Dragon | ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง ‘บรูซ ลี’ ดาราอันดับหนึ่งในใจพี่ติตลอดกาล

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าบรูซ ลี แทบจะเป็นไอดอลของผู้ชายเกือบทั่วโลกทั้งหมดในยุคนั้นและสาเหตุที่ทำให้เขานั้นดังมากอยู่ในกระแสของคอหนังคลาสสิก เพราะว่าเขาเสียชีวิตตอนอายุ 33 ปี และช่วงนั้นหนังที่แสดงกำลังดังสุดขีด ซึ่งพี่ติบอกว่าแม้ว่าเขาตายไปสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ชื่อเขายังคงอยู่เป็นขวัญใจของคนทั่วโลกชั่วนิรันดร์และโปสเตอร์ของบรูซ ลีจะมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ

“บรูซ ลี แสดงหนังฮอลลีวูดนับเต็มๆ ได้ 5 เรื่อง เรื่องสุดท้ายไม่จบและมาทำใหม่จบจนนั้นคือ Game of Death (1978) แต่ว่าทุกเรื่องสร้างโดยโกลเดนฮาร์เวสต์ของฮ่องกง แต่เรื่อง Enter The Dragon ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง มังกรประจัญบาน วอร์เนอร์ บราเธอร์ร่วมสร้าง ฉะนั้นโปสเตอร์หนังฮอลลีวูดของบรูซลีที่เป็น Three Sheet (โปสเตอร์หนังที่มี 3 แผ่นต่อกัน) จะมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่เป็นออริจินัลคือเรื่อง Enter The Dragon ถ้า One Sheet (โปสเตอร์หนังแผ่นเดียวทั่วไป) ยังพอมีแต่ Three Sheet หาไม่ได้แล้ว ตั้งแต่เราเปิดร้านมา 22 ปีเราเคยเจอครั้งเดียวและไม่เคยเห็นอีกเลย ไม่เคยมีใครขายในระบบ ไม่มีข้อมูลทั้งสิ้น แต่เราได้มาสภาพแบบปลวกกินเต็มเลย แต่ด้วยความที่เราชอบบรูซ ลี พี่มีทุกอย่างของบรูซ ลีที่เป็นโปสเตอร์ที่ไม่ซ้ำก็มีอย่างละหลายๆ ใบด้วย”
นอกจากพี่ติจะชอบหนังที่ บรูซ ลี แสดงทุกเรื่องและตามสะสมโปสเตอร์ทุกใบที่เจอ ชนิดที่ว่าเจอเรื่องไหนก็จะกวาดมาให้หมด แต่สิ่งนั้นก็ยังไม่คลายความสงสัยของผู้เขียนจึงถามต่อไปว่าอะไรที่ทำให้พี่ชอบบรูซ ลีขนาดนั้น จึงมารู้ว่าบรูซ ลีคือไอดอลในการออกกำลังกายที่ทำให้พี่ติมีหุ่นที่ดี ร่างกายที่แข็งแรงไม่เหมือนคนอายุใกล้เลข 6  “สมมติว่าเราชอบร้องเพลง เราก็จะมีไอดอล คนนี้เสียงดีเราชอบมาก คือบรูซ ลีก็เหมือนกันเราชอบออกกำลังกายเราเลยเห็นบรูซ ลีเป็นต้นแบบ ต้นแบบของนักออกกำลังกายที่รูปร่างดี ที่เป็นคนเอเชียด้วย แล้วก็มีศิลปะการต่อสู้ที่ไม่เหมือนคนทั่วไป”
The Outlaw Josey Wales | คาวบอยหน้ามน ตัวแทนแห่งยุคสมัยของหนังสปาเก็ตตี้เวสเทิร์น

พี่ติเติบโตมาพร้อมกับยุคที่ฮอลลีวูดรุ่งเรืองไปด้วยอุตสาหกรรมหนังคาวบอย ยุคของการสร้างหนังที่ต้องมีฝ่ายธรรมะและอธรรม   คลินต์ อีสต์วูด เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่จะส่งผลต่อตราชั่งของรสนิยมคนดูหนังในสมัยนั้น เพราะด้วยความที่เขานั้นมีหน้าตาที่หล่อเหลา พร้อมกับการได้เล่นภาพยนตร์ทุนมหาศาลหลายเรื่อง “คลินต์ อีสต์วูด แสดงหนังเยอะมาก แล้วก็หนังของเขาแพงๆ หลายเรื่อง หนึ่งในก็คือ The Outlaw Josey Wales (1976)  อาร์ตเวิร์คสวยมากเพราะว่าพี่โตมาจากหนังคาวบอย สมัยเด็กๆ ดูหนังคาวบอยเยอะ ซึ่ง คลินต์ อีสต์วูด ดังมากใครๆ ก็รู้จัก แล้วหน้าเขาหล่อ เป็นต้นแบบของหนังตะวันตก”
ระหว่างการเดินหน้าคุยกับถึงที่มาที่ไปของความชอบพระเอกอเมริกันคนนี้ พี่ติก็สะกิดถามผู้เขียนว่ารู้ไหมทำไมหนังเรื่องนี้จึงชื่อภาษาไทยว่า ‘ไอ้ถุยปืนโหด’ ก่อนจะขอแวะพักนั่งข้างทางเล่าถึงที่มาของชื่อหนังเรื่องดังเรื่องนี้กันสักนิดนึง “คลินต์ อีสต์วูด ดังมากจาก A Fistful of Dollars (1964), For a Few Dollar More (1965) และ The Good The Bad and The Ugly (1966) หนังไตรภาค แม้ The Outlaw Josey Wales ไม่ใช่หนึ่งในสามตอนนั้น แต่ว่าเป็นหนังที่เขียนสวยมาก อาร์ตเวิร์คสวยมาก สวยที่สุด The Outlaw Josey Wales  ชื่อไทยคือ ’ไอ้ถุยปืนโหด’ คนงงทำไมตั้งชื่อแบบนี้ เพราะเวลาจะยิงผู้ร้ายมันจะถุยน้ำลายก่อนแล้ว ตู้ม ตู้ม ตู้ม จึงชื่อว่าไอ้ถุยปืนโหด แล้วหนังสนุกมากและเพลงประกอบก็เพราะ โปสเตอร์ของ คลินต์ อีสต์วูด  หายากมากเพราะคนเก็บไว้ทั่วโลก นานๆ จะเห็นสักครั้งหนึ่ง”


เราไม่เคยทิ้งของที่เราสะสม เพราะเราเก็บมันด้วยใจรัก


นอกจากความอดทนที่เป็นหนึ่งในเสาหลักของนักสะสม สิ่งหนึ่งที่เรามองว่าเป็นเรื่องสำคัญมากอีกอย่างคือการเคารพและให้ค่ากับความทรงจำของตัวเองถ้าหากรักและจะคิดเป็นนักสะสม เพราะมีอยู่ช่วงนึงระหว่างการสัมภาษณ์ เราได้พูดคุยกันต่อถึงการเก็บโปสเตอร์ตั้งแต่ใบแรกที่สะสมจนถึงทุกวันนี้ พี่ติสะท้อนมันออกมาได้อย่างกินใจ พร้อมแววตาแน่วแน่ที่เราเห็นแล้วรู้ได้เลยว่าเขาพูดจากใจจริง

หลังจากที่พี่ติได้มีโอกาสเปิดร้านของตัวเอง เขานั้นก็ได้ไล่เก็บโปสเตอร์ของหนังที่อยู่ในความทรงจำของเขาตอนเด็กๆ ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะดีหรือไม่ดี สนุกหรือไม่สนุกเพียงไร “ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เราเก็บทุกอย่างด้วยความรัก ด้วยความบริสุทธิ์ เราไม่เคยทิ้งของพวกนี้ นอกจากว่าเราจะต้องตายก็เผาไปกับเราละกัน เราไม่เคยทิ้งของที่เราสะสม เพราะเราเก็บมันด้วยใจรัก คือเราเก็บทุกอย่างด้วยความรัก เราจะทิ้งเขาไม่ได้ เพราะมันเป็นความรักที่มาจากใจเรา แล้วเราเก็บตั้งแต่สมัยโน้น สมัยที่เรายังไม่มีชื่อเสียง ยังไม่ได้ทำร้านโปสเตอร์ เราเริ่มต้นจากศูนย์แล้วเราก็มีพวกนี้ พอเรามีของมากขึ้นไอ้พวกเล็กๆ ที่เราเริ่มต้นเราจะทิ้งไม่ได้ ”


ถ้าคิดถึงหนังก็ให้กลับไปดูหนังเรื่องนั้นซ้ำ
แต่ถ้าอยากเก็บความทรงจำให้เก็บโปสเตอร์เรื่องนั้นไว้


ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ปณิธานของพี่ติในการทำร้านยังไม่เคยเปลี่ยนทั้งความซื่อสัตย์กับลูกค้าและมอบการหาสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ โดยสิ่งที่เขาทำได้กลายเป็นยาวิเศษที่เติมเต็มความทรงจำให้แก่ผู้คนหลากหลาย เหมือนชื่อของร้านของเขา คำว่า ’คลาสสิก’ ที่จะบันดาลให้สิ่งนั้นอยู่กับเราไปตลอดกาล มันคือสิ่งที่เขาได้มอบให้ต่อคนอื่นในฐานะนักสะสมความทรงจำเหมือนกัน เรื่องเล่าของพี่ติในตอนท้ายนี้จะเป็นคำตอบที่ดีให้กับทุกคนว่าหน้าที่ของโปสเตอร์นั้นคืออะไรแล้วเราเก็บมันไปทำไมกับเหตุการณ์ที่โปสเตอร์หนังได้กลายเป็นจิ๊กซอว์ของความทรงจำที่สำคัญตลอดไปของคู่รักคู่นึง

“มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามาในร้านถามพี่มีหนังเรื่อง Somewhere in Time (1980) ไหม เราบอกเขาว่าหายาก (ส่วนใหญ่อะไรที่มีใบเดียว พี่ติจะไม่ขาย) เราก็ถามทำไมถึงอยากได้เรื่องนี้ เขาก็บอกว่า เขาดูหนังเรื่องแรกกับแฟนเขาเรื่องนี้ ดูจบนั่งร้องไห้ทั้งคู่เพราะหนังมันประทับใจ แล้วหลังจากนั้น 4-5 ปี เขาก็แต่งงานกัน คนก็จะถามกันว่าชอบกันได้ยังไง ความประทับใจก็คือไปดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้ทั้งคู่ เขาก็บอกว่าใกล้งานที่ครบรอบวันแต่งงาน เขาก็เลยอยากเซอร์ไพร์สด้วยการซื้อโปสเตอร์เรื่องนี้ไปให้ พอเราฟังก็แบบเหตุผลมันดี เราก็บอกเออพี่มี เดี๋ยวพี่จะขายให้เราเพราะเหตุผลเราดี มันเป็น ’ความทรงจำของคนสองคน' แล้วเราก็บอกว่าเวลาแฟนเห็นก็บอกด้วยล่ะกันว่าเป็นอย่างไง และเขาก็เอาโปสเตอร์ใส่กรอบ พอถึงวันครบรอบ ก็เอาไปไว้ในห้องนอน แฟนกลับมาเปิดประตูเห็นโปสเตอร์ตั้งอยู่บนเตียง ก็ร้องไห้เลยดีใจมาก แล้วเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟัง นี่เป็นความประทับใจของเรา”

Related Stories

Silver Screens

PERMANENT STYLE FROM AN ’80s THAI ROMANCE FILM

“พริกขี้หนูกับหมูแฮม” กับสไตล์อมตะจากเมื่อวาน ที่วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังคงคิดถึง

Read

Silver Screens

WHY (500) DAYS OF SUMMER WILL ALWAYS BE AN INDIE CLASSIC

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ขึ้นแท่นหนังอินดี้คลาสสิกตลอดกาล

Read

Silver Screens

QUENTIN TARANTINO’S MOST UNDERRATED FILMS

เตรียมพร้อมสู่ Once Upon A Time In Hollywood ไปกับเรื่องราวของผู้กำกับ เควนติน แทแรนติโน และผลงานที่ “ดีแต่ไม่ดัง” ที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

Read

0Shares
preloader