The Read

ROMANCE (NOT) IN BANGKOK: เมื่อกรุงเทพฯ ไม่เป็นใจ แล้วจะไปยังไงต่อ?

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Read

ROMANCE (NOT) IN BANGKOK: เมื่อกรุงเทพฯ ไม่เป็นใจ แล้วจะไปยังไงต่อ?

3 September 2020

เพราะคนที่ใช่อาจซ่อนอยู่ในที่ที่คาดไม่ถึง

 

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเราได้เขียนบทความในประเด็นเรื่อง “หรือกรุงเทพจะไม่ใช่เมืองที่เอื้อต่อการตกหลุมรัก” ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี มีคนจำนวนไม่น้อยคิดเหมือนเรา แต่ก็อย่างที่เคยย้ำไปในครั้งก่อน เราไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่ไม่ดี ตรงกันข้ามนี่คือเมืองที่เรารักที่สุดด้วยซ้ำ เพียงแต่อาจจะมีปัจจัยบางอย่างมีขัดขวางให้การตกหลุมรักเกิดขึ้นได้ยากเท่านั้นเอง

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัจจัยภายในอย่างเช่น “วิถีชาวกรุง” ที่ใช้ชีวิตทุกวันวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนก่อให้เกิดคอมฟอร์ทโซนที่ห่อหุ้มด้วยกำแพงหนาทึบ ยากจะทำลายลงได้ กว่าจะรู้ตัวเราก็อาจจะติดอยู่ในนั้นนานเกินไป จนการตกหลุมรักใครสักคนกลายเป็นเรื่องยากไปแล้ว

ดังนั้นการใช้เวลาว่างอันน้อยนิดที่พอจะเหลืออยู่ ออกเดินทางสู่สถานที่ต่างๆ ห่างออกไปจากเมืองหลวงก็อาจเป็นโอกาสดีที่ความชินชาในหัวใจจะเบาบางลง จนสามารถตกหลุมรักใครสักคนหนึ่งได้ 

อย่างไรก็ตามมนุษย์เราต่างมีความปัจเจกที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะเชื่อในหลักตรรกะเหตุผล โดยมองว่าเรื่องราวการเจอคนที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ ณ สถานที่ที่ใช่ มันช่างฟังดูไร้สาระเสียเหลือเกิน แต่บางคนก็อาจจะเชื่อเรื่องราวแบบนี้สุดหัวใจ 

บทความนี้จึงไม่ใช่ How to หรืออาสาตัวแนะนำใคร เป็นเพียงการถ่ายทอดมุมมองจากคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งว่าด้วยการตกหลุมรักโดยไม่ได้ยึดโยงอยู่กับบรรยากาศเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร

 


 

ก่อนออกเดินทาง

 

หนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดและจำเป็นต้องทำก่อนเริ่มเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปยังที่ใดสักแห่งคือการพูดคุยปรับทัศนคติกับตัวเอง เพราะเราเองก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่เคยออกเดินทางท่องเที่ยว โดยหวังว่าในทริปดังกล่าวจะได้ทำความรู้จัก เริ่มปฏิสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ ในชีวิต แต่สุดท้ายสิ่งเดียวที่ได้กลับมาคือรูปถ่ายสวยๆ ไว้โพสต์ลงโซโชียลมีเดียเท่านั้น

…ทำไมน่ะเหรอ…

เราออกเดินทางด้วยทัศนคติที่ยังปิดกั้น ไม่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ  รวมถึงความกล้าที่ยังมีน้อยเกินไปด้วย เราไม่สนใจที่จะเริ่มทำความรู้จักคนใหม่ๆ ในขณะเดียวกันด้วยท่าทางที่ไม่เป็นมิตรก็เลยไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาทำความรู้จักเราเช่นกัน 

อย่างไรก็ทริปนั้นก็ไม่ถือว่าสูญเปล่าเสียทีเดียว เราได้บทเรียนชิ้นสำคัญว่า “อย่าคาดหวังให้ใครเข้าหาเราก่อน” เพราะสิ่งนั้นอาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ถ้าเป้าหมายของการเดินทางคือผู้คนมากกว่าสถานที่ เราก็ควรเริ่มจากตัวเองก่อน เปลี่ยนทัศนคติที่มี มองโลกด้วยมุมที่ต่างออกไปจากเดิม และที่สำคัญที่สุดคือความกล้า…กล้าที่จะเริ่ม กล้าที่จะคุย กล้าที่จะเปิดรับ และกล้าที่จะผิดหวัง

ถ้าคิดว่าตัวเองกล้าพอแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทาง

 


 

สายลม แสงแดด และพระอาทิตย์ตกที่ริมหาด

 

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน เราเคยรู้สึกเซ็งกับชีวิตจนต้องจับรถทัวร์ ตีตํ๋วจากหมอชิต มุ่งหน้าลงสู่ด้ามขวานประเทศไทย เป้าหมายคือเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล พร้อมกับเพื่อนสนิทอีก 3 คน ในตอนแรกนี่คือทริปที่เพื่อนของเราตั้งใจจะไปกันโดยไม่มีเราไปด้วย พวกมันจะเรียนคอร์สดำน้ำ  ซึ่งเราไม่ได้สนใจ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เกิดมรสุมขึ้นในชีวิต สุดท้ายเลยขอติดสอยห้อยตามไปด้วย 

…เราไม่ได้ตกหลุมรักใครในทริปนี้…

ช่วงเวลา 5 วัน 4 คืน ในเกาะหลีเป๊ะ เราปราศจากการเริ่มต้นความสัมพันธ์ฉันท์หนุ่มสาวให้หัวใจกระปรี้กระเปร่าโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ว่ายังไงทริปก็เป็นหนึ่งในทริปที่เราประทับใจที่สุด เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมาคือมิตรภาพมากมายที่ไม่อาจประเมินเป็นมูลค่าได้

ในช่วงกลางวันที่เพื่อนๆ ต้องออกทะเลกันไปดำน้ำ เหลือเราเพียงคนเดียว จะให้นอนแกร่วอยู่ในห้องพักก็ใช่เรื่อง เราจึงใช้เวลานั้นตระเวนเดินสำรวจไปทั่วทั้งเกาะ เริ่มจาก Sunrise Beach หรือ หาดอาทิตย์ขึ้นที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกที่สุดของเกาะ ไปจบที่ Sunset Beach หรือหาดพระอาทิตย์ตก 

 

If not Bangkok, where to fall in love in Thailand

 

เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และเบียร์หนึ่งกระป๋อง…เราเริ่มออกเดินทางด้วยสัมภาระแค่นี้ เบียร์หมดก็หาซื้อใหม่รายทาง ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลงมาแผดเผาจนผิวแสบ เราได้ค้นพบมิตรภาพใหม่ๆ มากมายระหว่างทาง 

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านอาหารเม็กซิกัน กับบทสนทนาเรื่องการนำสูตรอาหารติดตัวบินลัดข้ามฟากโลกมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ที่ยิ่งคุยก็ยิ่งออกรสชาติจนหมดเบียร์ไปหลายกระป๋อง, หญิงสาวจากสวีเดนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา แต่เธอกลับแบกเป้ออกเดินทางตามลำพัง ตระเวนจนไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะมาถึงที่นี่ กับประเด็นที่เราสงสัยมานานอย่าง “ทัศนคติของผู้หญิงยุโรปที่มีต่อชายเอเชีย”, หรือแม้กระทั่งครูสอนดำน้ำชาวไทย ที่คุยไปคุยมา กลายเป็นว่าบ้านเกิดของพวกเราอยู่ห่างกันไม่ถึง 3 กิโลเมตร 

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมหัศจรรย์แห่งความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 5 วันเท่านั้น ยังมีคนที่น่าประทับใจ บทสนทนาที่เปิดมุมมองใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมากมายจนไม่อาจหยิบยกมาเล่าได้หมด โดยในตอนนี้มันได้แปรสภาพกลายเป็นความทรงจำและประสบการณ์ล้ำค่าที่ประทับอยู่ในความทรงจำเราอย่างไม่รู้ลืม

ตกเย็นเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทุกอย่างมืดลง เหลือเพียงแค่แสงไฟสีเขียวสุดลิบตาของเรือไดหมึก แสงสว่างจากร้านค้า และเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ก็ถึงเวลาของการปาร์ตี้ แน่นอนว่ามันเป็นปาร์ตี้ที่สนุก เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงปฏิสัมพันธ์ของผู้คนที่พร้อมจะเปิดเข้าหากันมากกว่าวิถีที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงหลายเท่า ในบรรยากาศเช่นนี้เราแทบไม่ประหม่าในการเริ่มบทสนทนากับคนแปลกหน้า และคิดว่าทุกคนก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน

5 วันผ่านไป ช่วงเวลาแห่งความสุขหมดลงอย่างรวดเร็ว เราเดินทางกลับกรุงเทพด้วยความรู้สึกอิ่มเอมหัวใจ พร้อมสัญญากับตัวเองว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาเยือนที่นี่อีกแน่นอน ระหว่างที่นั่งเหม่อมองระลอกคลื่นที่แตกกระจายเมื่อกระทบกับเรือกลับฝั่ง เราเผลอคิดไปว่าถ้าอยากตกหลุมรักหรือเริ่มความสัมพันธ์กับใครสักคน เกาะแห่งนี้ รวมถึงเกาะทั่วประเทศน่าจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสม ด้วยบรรยากาศสายลมและแสงแดดที่ทุกคนพร้อมจะเปิดใจเข้าหากัน…เพียงแต่ครั้งนี้เรายังไม่รู้สึกแบบนั้นเท่านั้นเอง

 


 

 

ทางกลับบ้าน

 

สำหรับใครที่มีบ้านเกิดอยู่ในกรุงเทพมหานครสามารถข้ามข้อนี้ไปได้เลย หรือถ้าอยากอ่านเรื่องราวของเรา เราก็ยินดีอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะอกหัก รักคุด ตกงาน ถังแตก หรือชีวิตจะย่ำแย่ลงเหวขนาดไหน มีหนึ่งประโยคอมตะและมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาในสถานการณ์ดังกล่าวเสมอคือ “กลับไปตั้งหลักที่บ้าน” 

เราเองก็เป็นคนต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เข้ามาแสวงโชค ไขว่คว้าโอกาสที่ดีกว่าในชีวิต ณ กรุงเทพมหานครนับ 10 ปี  จนเมืองแห่งนี้แทบจะกลายเป็นบ้านของเราไปแล้ว ตรงกันข้ามกับบ้านเกิด ที่นับวันเรายิ่งรู้สึกห่างเหิน อย่าเพิ่งตัดสินว่าเราเป็นวัวลืมตีน แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าระยะทางที่ห่างไกล หรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ทำให้เพื่อนที่เคยสนิทก็เริ่มทยอยหายไปจากกันและกันทีละคน รู้ตัวอีกทีความผูกพันเดียวที่ยังเหลือกับบ้านเกิดก็คือครอบครัว 

ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ค่อยศรัทธากับประโยคที่ว่าให้กลับไปตั้งหลักที่บ้านเท่าไรนัก ในเมื่อความผูกพันที่เคยมีแทบไม่เหลือแล้ว มันจะกลายเป็นสถานที่แห่งการเยียวยาจิตใจได้อย่างไร 

 

If not Bangkok, where to fall in love in Thailand

 

….จนกระทั่งไม่กี่ปีก่อน…

เรายังจำความรู้สึกในช่วงเวลาดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ เป็นช่วงที่ชีวิตเราเดินทางมาถึงจุดต่ำสุด อกหัก เรียนไม่จบ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ถังแตก…เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ทำลายหัวใจเราจนราบเป็นหน้ากลอง ไม่ต่างอะไรจากเมืองฮิโรชิม่าที่โดนนิวเคลียร์ Fat Boy

อย่างที่บอกว่าเราไม่เชื่อว่าบ้านคือสถานที่แห่งการเยียวยา ดังนั้นในตอนแรกเราจึงยังดื้อแพ่ง ทำตัวสำมะเลเทเมาอยู่ในเมืองหลวง ซ้ำไปวนมาอยู่อย่างนั้นร่วมเดือน แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเสียงในหัวดังขึ้นมาเตือนว่า

“ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปต้องตายแน่ๆ”

เรารู้สึกอยากเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ที่ไหนก็ได้ให้ห่างไกลจากห้องสี่เหลี่ยมน่าหดหู่นี้ สุดท้ายในเมื่อไม่มีที่ไปก็เลยตัดสินใจตีตั๋วรถทัวร์…กลับบ้านก็กลับบ้านวะ

วันแรกๆ หลังจากมาถึงบ้านก็เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรดีขึ้น เราเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหน ไม่พบเจอใคร จนกระทั่งวันหนึ่งไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้ควานหาเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนเก่าที่เคยสนิทสนม แต่ขาดการติดต่อกันไปกว่า 5 ปีแล้ว และกดโทร 

เพล้ง!

ไม่ใช่เสียงกระจกที่ไหนแตก แต่คือเสียงการพังทลายของกำแพงน้ำแข็งความสัมพันธ์ ทุกอย่างผิดคาดไปหมด เพื่อนที่เราคิดว่าห่างเหินกันไปแล้ว น่าจะกลับมาต่อกันติดยาก แต่เมื่อมาเจอหน้ากันเพียงไม่กี่นาทีความประหม่าที่เคยมีก็พลันหายไปจนหมดสิ้น บทสนทนาลื่นไหลราวกับนั่งแมชชีนย้อนสู่วันวาน เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ทั้งอบอุ่นและอิ่มหัวใจ

หลังจากนั้นเพื่อนคนที่ว่าก็เป็นสะพานเชื่อมต่อให้เราได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนเก่าอีกหลายคน รวมถึงเพื่อนใหม่ของเพื่อนเก่าเหล่านั้นด้วย กลายเป็นว่าการกลับบ้านมาแบบเซ็งๆ ไม่ได้คาดหวังใดๆ กลับให้ผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝัน เราได้เริ่มความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ มากมาย รวมถึงได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่เคยตายไปแล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ถึงแม้เราจะไม่ได้ตกหลุมรักหรือเริ่มความสัมพันธ์ฉันท์หนุ่มสาวกับใครในการกลับบ้านครั้งนั้น แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือไม่แน่ว่าใครสักคนอาจจะกำลังรอให้คุณค้นพบอยู่ในที่ๆ ใกล้ตัวกว่าที่คิด และถูกมองข้ามมาตลอดอย่าง “บ้าน” ก็เป็นได้

 


 

ให้เสียงดนตรีนำพาไป

 

เราเชื่อว่าเทศกาลดนตรีคือหนึ่งในสถานที่ที่เหมาะกับการตกหลุมรักใครสักคนมากที่สุด ด้วยบรรยากาศที่อบอวลด้วยเสียงเพลง แอลกอฮอลล์ และทุกคนพร้อมจะสนุกไปด้วยกัน…ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ 

ในแต่ละปีเรามักจะแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนเทศกาลดนตรี ณ ที่ต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 3-4 งาน ทั้งในกรุงเทพ ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเทศกาลดนตรีในเมืองใหญ่ กับในต่างจังหวัดห่างไกลผู้คนก็มีความแตกต่างกันพอสมควร ในขณะที่ประเภทแรกต่างคนต่างมาสนุก เมื่องานจบก็แยกย้ายกลับบ้าน แต่ประเภทหลังด้วยความที่เทศกาลกินระยะเวลาติดต่อกันหลายวัน อาจต้องกางเต๊นท์ ตั้งแคมป์ นอนกันในงาน ซึ่งมันส่งผลโดยตรงกับการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับคนแปลกหน้า

ขอยกตัวอย่างด้วยเทศกาล Wonderfruit ที่เราเป็นขาประจำ ต้องไปแทบทุกปี เพราะนี่คือเทศกาลที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ไม่ใช่แค่ดนตรี แต่มันครอบคลุมไปถึงวิถีชีวิต ศิลปะแขนงต่างๆ ด้วย ดังนั้นภายในระยะเวลา 4 คืน เราจึงไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่ในเทศกาลดนตรีที่มาเพื่อสนุกและก็กลับ แต่เหมือนหลุดเข้าไปในโลกอีกใบที่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง 

 

If not Bangkok, where to fall in love in Thailand

 

…เมื่อ 3 ปีก่อนคือตอนที่เราไป Wonderfruit เป็นครั้งแรก และมันก็เปลี่ยนอะไรเราไปหลายอย่าง…

2 คืนแรกผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากความเมาและสนุกสนานไปเสียงดนตรี จนกระทั่งล่วงเข้าสู่คืนที่ 3 เราก็ได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง โดยต้องออกตัวก่อนเลยว่าทั้งๆ ที่ในตอนนั้นเรายังเป็นคนที่ไม่มีความกล้าจะปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง แต่ก็อย่างที่บอก เทศกาลดนตรีมีเวทมนตร์ที่น่าทึ่งเสมอ พร้อมจะร่ายให้คนขี้กลัวกล้าที่จะทำลายกำแพงของตัวเอง…หรือแท้จริงแล้วทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์กันแน่ก็ไม่อาจทราบได้

ท่ามกลางแสงไฟสลัวของเวที Polygon เรายืนเต้นอยู่คนเดียว จนปัญญาที่จะจำได้จริงๆ ว่าในตอนนั้นเพื่อนๆ หายไปไหนกันหมด ห่างออกไปไม่ถึง 2 เมตร เธอเองก็ยืนอยู่คนเดียวเช่นกัน และหลังจากสายตาประสานกันอยู่หลายครั้ง บทสนทนาก็เริ่มต้นด้วยประโยคคำถามเรียบง่าย

เราถามเธอว่าทำไมถึงเหตุผลของการมายืนอยู่ตรงนี้เพียงลำพังของเธอ ก่อนจะตามด้วยเรื่องรสนิยมดนตรี ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกข้อว่า การตกหลุมรักในเทศกาลดนตรีนั้นมีโอกาสสูงที่จะเจอกับคนที่มีรสนิยมการฟังเพลงเหมือนกัน รสนิยมศิลปะเหมือนกัน ซึ่งมันก็จะต่อยอดไปถึงทัศนคติมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ที่ตรงกันเช่นกัน

เรื่อที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภาพยนตร์ Before Sunrise เราทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันถึงพระอาทิตย์ขึ้น แต่ก่อนจะแยกย้ายกันไปก็ได้แลกเบอร์โทรติดต่อกันไว้ และในวันรุ่งขึ้นเราก็ติดต่อกัน มาสนุกด้วยกันอีก 

เรากลับจาก Wonderfruit โดยเก็บความสัมพันธ์นี้ติดมาด้วย หลังจากนั้นมันก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามขั้นตอนของมัน ถึงแม้ว่าสุดท้าย 6 เดือนหลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปด้วยเหตุผลทั่วๆ ไปของคนหนุ่มสาว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นข้อยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเทศกาลดนตรีนั้น นอกจากความสนุกแล้ว ก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะได้เริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม

 


 

ขุนเขาในหมอกหนาว

 

“ไปเป็นครูบนดอยมาเป็นไงบ้างวะ” เราเริ่มบทสนทนากับเพื่อนสนิท ณ บาร์แห่งหนึ่งย่านอารีย์ หลังจากที่น้ำสีอำพันตรงหน้าพร่องไปแล้วครึ่งขวด

“ก็ดีว่ะ โคตรดี เลย”

….หลังจากนั้นมันก็ร่ายยาวให้ฟัง…

เพื่อนเราคนนี้ไม่ได้อกหัก ไม่ได้เศร้าโศกเสียใจ ชีวิตปกติสุขดี ไม่มีส่วนไหนต้องฟื้นฟูซ่อมแซม มันแค่อยากจะท้าทายตัวเอง เพราะที่ผ่านมามันมีชีวิตที่ดีเพียบพร้อมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะครอบครัว การเรียน หรือสังคม อยู่แต่ในคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง การเดินทางครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อการนั้น

มันเลือกสมัครไปเป็นครูอาสา ณ โรงเรียนห่างไกลความเจริญแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ก่อนที่จะออกเดินทางไปด้วยใจเด็ดเดี่ยวเพียงลำพัง 

มันเล่าต่อว่าในช่วงแรกของชีวิตท่ามกลางขุนเขาและหมอกหนาวเต็มไปด้วยความยากลำบาก มันไม่เกี่ยงว่าจะต้องนอนบนฟูกแข็งๆ ในห้องพักเก่าๆ ไม่มีแอร์ แต่สิ่งที่เป็นเหมือนกำแพงด่านใหญ่ของมันคือเรื่องปฏิสัมพันธ์กับผู้คน

แน่นอนว่ามันไม่เคยเป็นครูมาก่อน การต้องมาใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กๆ ที่แตกต่างกันทั้งวัฒนธรรม ต่างช่วงอายุ การจะทำให้เด็กๆ รัก เชื่อใจ จึงต้องใช้ความพยายามพอสมควร นอกจากนั้นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ความเหงาคืออีกหนึ่งสิ่งที่กัดกร่อนไม่แพ้กัน

 

If not Bangkok, where to fall in love in Thailand

 

ด้วยความที่เป็นเด็กเมืองกรุงมาทั้งชีวิต แวดล้อมด้วยสังคมเพื่อนมากมาย ดังนั้นเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญแบบสุดขั้ว เข้าหาคนอื่นก็ไม่เก่ง ทุกค่ำคืนจึงเต็มไปด้วยความเหงา 

“เวลาผ่านไปแต่ละวันโคตรช้าเลย โคตรเหงา หนาวก็หนาว แต่กูไม่คิดถึงบ้าน ไม่อยากกลับบ้านนะ”

ถึงจะลำบากแค่ไหนแต่ก็เตรียมใจมาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่ยอมแพ้ เพราะถ้ายอมแพ้ตอนนี้มันจะรู้สึกละอายใจมากๆ เท่ากับว่าสิ่งที่ทำมาสูญเปล่า 

มนุษย์ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์สังคม และปรับตัวได้เก่งสุดๆ เมื่อสถานการณ์เข้าตาจน เพื่อนเราคนนี้ก็เช่นกัน เมื่อวันเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเข้าหาผู้คนมากขึ้น เริ่มสนิทกับชาวบ้านในละแวกนั้น แวะเวียนไปรับประทานอาหารตามบ้านพวกเขาจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็กๆ ก็เช่นกัน หลังจากตะกุกตะกักมาเป็นสัปดาห์ ในที่สุดมันก็สามารถซื้อใจเด็กๆ ได้ กลายเป็นไม่ว่าจะยิงมุกอะไรไป ก็เรียกเสียงหัวเราะจากเด็กๆ ได้เสมอ

นอกจากนั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะเจอก็ได้เจอ…ความสัมพันธ์ฉันท์หนุ่มสาว

เพื่อนเราคนนี้ถ้าวันไหนมีเวลาว่างมันจะชอบขับรถเข้ามาในตัวอำเภอ ซื้อนู่น กินนี่ นั่งชิลล์ร้านกาแฟไปตามประสา จนวันหนึ่งได้เจอกับผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน ก่อนที่บทสนทนาจะเกิดขึ้น

ปรากฏว่าสุภาพสตรีคนดังกล่าวก็เพิ่งมาจากกรุงเทพเหมือนกัน แต่ตอนนี้เธอเรียนจบแล้ว และตั้งใจจะมาทำงานที่บ้าน ก่อนจากกันในวันนั้นทั้งคู่ก็ได้แลกช่องทางการติดต่อกันเอาไว้

หลังจากนั้นในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อนผมคนนี้ก็หมั่นขับรถเข้าไปในตัวอำเภอ ชวนไปเที่ยวที่นู่น ชวนไปกินที่นี่ จากคนแปลกหน้ากลายเป็นคนที่เริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ความสัมพันธ์เริ่มผลิบานท่ามกลางสายหมอกฤดูหนาว

จากวันเวลาที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ในตอนแรก แต่พอปรับตัวได้ทุกอย่างก็ผ่านไปไวราวกับโกหก รู้ตัวอีกทีก็ถึงกำหนดที่ต้องกลับกรุงเทพแล้ว มันบอกว่ายังไม่อยากกลับเลยสักนิด แต่ด้วยภาระหน้าที่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น

จนถึงวันนี้ที่มันมานั่งเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง ความสัมพันธ์ก็ยังคงอยู่ ถึงแม้มันจะแอบกลัวอยู่เหมือนกันว่าด้วยระยะทางไกล สุดท้ายจะไปรอดตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า 

เราตบไหล่มันเป็นเชิงปลอบใจ ก่อนจะพูดว่า

“ชนให้กับสิ่งที่มึงได้เจอมาหน่อย”

“เอ้า! ชน หมดแก้วนะ”

Related Stories

The Read

ROMANCE IN BANGKOK: หรือกรุงเทพฯ จะไม่ใช่เมืองที่เอื้อต่อการตกหลุมรัก

สวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่อาจตรงกันข้ามสำหรับการเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบคู่รัก

Read

Out of Office

EVEREST BASE CAMP: การค้นพบคำตอบชีวิตบนความสูง 5,380 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

บันทึกการเดินทางไกล 13 วัน ก่อนที่จะค้นพบสัจธรรมของชีวิต

Read

The Read

RELATIONSHIPS DURING SOCIAL DISTANCING: รักษาความสัมพันธ์อย่างไรดีเมื่อต้องห่างกัน

บททดสอบชั้นดีที่จะทำให้คุณกลับมาใส่ใจเรื่องเล็กๆ ของคนรอบข้างแม้ยามไม่ได้พบหน้า

Read

0Shares
preloader