Silver Screens

HONGKONG FILMS: เมื่อผมหยิบหนังฮ่องกง 5 เรื่องที่เคยดูกับพ่อสมัยร้านเช่าวิดีโอมาดูอีกครั้ง

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

Silver Screens

HONGKONG FILMS: เมื่อผมหยิบหนังฮ่องกง 5 เรื่องที่เคยดูกับพ่อสมัยร้านเช่าวิดีโอมาดูอีกครั้ง

20 July 2020

ความสุขในวันวานที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ

 

“ถ้าวันนี้ไม่ร้องไห้จะพาไปร้านเช่าวิดีโอ”

ย้อนกลับไปในวัยประถม ทุกครั้งที่พาผมไปคลินิกหมอฟันพ่อมักจะหลอกล่อผมด้วยวิธีนี้

ในตอนนั้นผมเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน หลังเลิกเรียนก็ต้องมาซ้อมว่ายน้ำต่อแทบทุกเย็น ผลที่ตามมาคือการฟันผุง่ายเนื่องจากผิวฟันโดนคลอรีนที่อยู่ในสระกร่อนจนสึกหรอ ดังนั้นผมจึงต้องแวะเวียนไปหาหมอฟันบ่อยกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะไปสักกี่ครั้งผมก็ไม่ชินเสียที…ก็แน่ละ อย่าว่าแต่เด็กประถมเลย สำหรับผมที่ปัจจุบันข้ามผ่านวัยเบญจเพศมาแล้ว การถอนฟันอุดฟันก็ยังเป็นอะไรที่เจ็บปวดไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะร้องไห้กระจองอแงลั่นคลีนิกอยู่เสมอ

สิ่งเดียวที่คอยปลอบประโลมจิตใจที่เต็มไปด้วยความกลัวของผมในวัยประถมคือการได้ไปร้านเช่าวิดีโอหลังจากทำฟันเสร็จนั่นแหละ เพราะสำหรับผมที่เป็นเด็กบ้านนอก ไม่มีสื่อบันเทิงอะไรมากมาย การได้ดูวิดีโอเรื่องโปรดคือความสุขสุดๆ แล้ว

ทุกครั้งที่ไปร้านเช่าวิดิโอ ผมมักจะออกมาพร้อมกับ ไอ้มดแดง, ขบวนการ 5 สี, และอุลตร้าแมน ในขณะที่พ่อผู้อาสาพาผมไปก็มีหนังฮ่องกงติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ

ทั้งๆ ที่ศิลปินคนโปรดของพ่อผมคือ ยอดรัก สลักใจ, The Eagles, ไปจนถึง เอลตัน จอห์น แต่ไม่รู้ทำไมเวลาดูหนังพ่อผมกลับชอบหนังฮ่องกง ผมไม่เคยถามถึงเหตุผลข้อนี้ รู้เพียงแต่ทุกครั้งหลังจากดูวิดีโอที่ตัวเองเช่ามาจนจบหมดแล้ว ผมก็มักจะมานั่งดูหนังฮ่องกงกับพ่อด้วย 

กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปนานนับทศวรรษ ผมไม่กลัวร้านหมอฟันแล้ว เลิกดูไอ้มดแดงไปนานแล้ว ส่วนพ่อผมจากชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ ก็กลายเป็นชายวัยเกษียณที่เริ่มมีสีขาวแทรกตัวอยู่ในเส้นผม และจากที่เคยเช่าวิดิโอหนังฮ่องกงมาดู ก็เปลี่ยนเป็นดูทุกอย่างผ่าน YouTube และ Netflix 

ทุกอย่างสะดวกสบายขึ้น แต่อยู่ๆ ผมกลับคิดถึงความรู้สึกการได้ไปร้านเช่าวิดีโอ และการได้ดูหนังฮ่องกงกับพ่อขึ้นมาอย่างประหลาด ผมจึงหยิบหนังฮ่องกงท่ีเราสองพ่อลูกเคยนั่งดูด้วยกันขึ้นมาปัดฝุ่น ดูใหม่อีกครั้ง ในช่วงวัยที่เติบโตขึ้นจากเดิมมากโข 

และนี่คือทั้ง 5 เรื่องที่ผมเลือก

 


 

A Better Tomorrow (1986)

โหด เลว ดี

 

ในบรรดาหนังฮ่องกงทั้งหมดที่พ่อผมเช่ามาดู A Better Tomorrow หรือ โหด เลว ดี คือเรื่องที่ผมชอบที่สุด เหตุผลก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการที่มันเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นบู๊กระจาย สาดกระสุนใส่กันไม่ยั้ง ระเบิดภูเขาเผากระท่อมชนิดที่ ฉลอง ภักดีวิจิตร ยังต้องคารวะ

นั่นคือความทรงจำทั้งหมดที่ผมมีต่อ โหด เลว ดี ผมไม่รู้เลยว่านอกจากฉากแอ็กชั่นแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ขึ้นหิ้งเป็นระดับตำนานของวงการภาพยนตร์ฮ่องกง จนกระทั่งได้มีโอกาสหยิบมันมาดูใหม่อีกรอบ นั่นแหละผมถึงได้กระจ่าง

โหด เลว ดี ไม่ได้มีดีแค่ฉากแอ็กชั่น แต่มันคือหนังที่เล่าเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคมในวงการมาเฟียฮ่องกงได้อย่างถึงพริกถึงขิง นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง ทั้งพี่น้องทางสายเลือดและพี่น้องร่วมสาบานได้อย่างลึกซึ้งกินใจ

 

Hongkong Film- A Better Tomorrow (1986) 

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นทีมฟุตบอล ก็คงเป็น “ทีมฟุตบอลออลสตาร์” ที่ 11 ตัวจริงเต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีระดับโลก เนื่องจาก โหด เลว ดี นำแสดงโดย โจว เหวินฟะ จักรพรรดิแห่งวงการมายาเอเชีย ประกบกับ ตี้ หลุง ตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่ง ชอว์ บราเดอร์ นอกจากนั้นยังมี เลสลี่ จาง ซูเปอร์สตาร์แววตาเศร้า สมทบด้วยอีกหนึ่งคน

ฝ่ายเบื้องหลังเองก็จัดเต็มไม่แพ้กัน เพราะ โหด เลว ดี คือผลงานของ จอห์น วู ผู้กำกับเลือดฮ่องกงที่โด่งดังไกลถึงฮอลลีวูด นอกจากนั้นยังได้ ฉีเคอะ เจ้าของฉายา สตีเว่น สปีลเบิร์ก แห่งเอเชีย มาอำนวยการสร้าง

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกอุณูของหนังเรื่องนี้จะอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ จากเดิมที่ผมเคยชอบมันอยู่แล้วจากฉากแอ็กชั่น กลายเป็นว่าผมกลับชอบยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ฉากแอ็กชั่นยังคงทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมดังเช่นวันวาน และเมื่อรวมเข้ากับความเข้าใจในเนื้อเรื่องที่มากขึ้น ลึกซึ้งถึงทุกปมปัญหาที่ตัวละครต้องประสบ ส่งผลให้กระสุนทุกนัดที่ถูกลั่นออกมามีความหมาย มีเหตุผลรองรับ อะดรีนาลีนของผู้ชมอย่างผมจึงหลั่งออกมาเยอะกว่าสมัยเด็กเสียอีก

โหด เลว ดี กลายเป็นหนึ่งในหนังแอ็คชั่นในดวงใจของผมเป็นที่เรียบร้อย แต่ผมเพิ่งดูภาคแรกไปภาคเดียวเท่านั้น ตั้งใจไว้ว่าวันหยุดยาวครั้งหน้าถ้ามีโอกาสกลับบ้าน จะชวนพ่อมานั่งดูอีก 2 ภาคที่เหลือด้วยกัน แต่คราวนี้อาจจะต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากวิดีโอมาเป็น Netflix แทน

 


 

A Moment of Romance (1990)

ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ

 

ความทรงจำของผมเกี่ยวกับ “ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ” นั้นเลือนลางมาก มีแค่ภาพ “หลิว เต๋อหัว” ควบมอเตอร์ไซค์สุดเท่เท่านั้นที่ยังชัดเจน ทั้งๆ ที่ มันคือหนึ่งในหนังที่พ่อผมเช่ามาดูบ่อยที่สุด 

อาจจะเพราะความรู้สึกของผมที่มีต่อผู้หญิงข้าใครอย่าแตะว่ามันช่างเป็นหนังที่เศร้าเหลือเกิน เศร้าเกินกว่าที่ผมในวัยประถมจะรับได้ ดังนั้นต่อให้พ่อจะเช่ามาดูบ่อยครั้ง แต่ก็มีเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ผมจะไปนั่งดูด้วย และส่วนใหญ่ก็จะโฟกัสแค่ฉากแอ็คชั่นต่อสู้ ตามสไตล์เด็กทั่วไป

ตามชื่อเรื่องผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ ตัวหนังมาในพล็อต “ดอกฟ้ากับนายกระจอก” แบบดั้งเดิม ว่าด้วยเรื่องราวความรักสุดรันทดราวโศกนาฏกรรมระหว่าง อาหว๋อ (นำแสดงโดย หลิว เต๋อหัว) สมาชิกระดับล่างของแก๊งมาเฟียผู้ไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้า กับ โจโจ้ (นำแสดงโดย อู๋ เชี่ยนเหลียน) ลูกสาวตระกูลมหาเศรษฐี ที่ถูกเลี้ยงดูมาราวกับไข่ในหิน อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังงาม 

 

Hongkong Film- A Moment of Romance(1990)

 

ทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่มีแม้สักเสี้ยวของชีวิตที่ใกล้เคียงกัน แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาให้ทั้งคู่ได้มาพบพานกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ก่อนที่วิถีชีวิตสุดห่ามของ อาหว๋อ จะทำให้ โจโจ้ ได้เจอกับเรื่องอันตรายมากมาย โดยที่ตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปกป้องเธอให้ดีที่สุด พร้อมเอาชีวิตเข้าแลก ประกาศก้องให้โลกรู้ว่า 

“ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ”

ในอดีตผมอาจจะไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่เมื่อได้ลองหยิบมาดูใหม่อีกครั้งในวัยที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมกลับตกหลุมรักมันอย่างจัง

จริงอยู่ที่ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะไม่ใช่หนังที่มีพล็อตเรื่องสุดล้ำ สลับซับซ้อน หรือมีวิธีการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่หวือหวา ตรงกันข้ามนี่คือหนังที่มาพร้อมพล็อตสุดแสนจะธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้ความธรรมดาเหล่านี้ดูพิเศษขึ้นมาคือหมู่มวลอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในเวลา 91 นาทีของหนัง ซึ่งสามารถฉุดกระชากผู้ชมให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับตัวละคร จนทำให้อินไปเนื้อเรื่อง และอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยให้ทั้งคู่ได้พบกับตอนจบที่มีความสุข

ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงนำอย่าง หลิว เต๋อหัว, อู๋ เชี่ยนเหลียน, หรือแม้กระทั่ง อู๋ ม่งต๊ะ ที่รับบทเป็นตัวละครสมทบก็โชว์ลวดลายได้เฉียบคาด บทสนทนาที่ซื่อตรงแต่จริงใจ วิธีการเล่าเรื่องที่ช่วยขับเน้นอารมณ์ของผู้ชม สิ่งเหล่านี้คือส่วนผสมที่ทำให้ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะกลายเป็นหนังอมตะในดวงใจใครหลายคน…รวมถึงผมในตอนนี้ด้วย

จากที่เคยสงสัยตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงชอบเช่าวิดิโอเรื่องนี้มาดู เพราะถึงแม้จะเป็นเรื่องราวความรักแสนเศร้า แต่อีกมุมหนึ่งมันคือโศกนาฏกรรมอันงดงาม ลึกซึ้งถึงก้นบึ้งหัวใจ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ก็รู้สึกโหยหาอยากหยิบมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่เสมอ

 


 

The Unmatchable Match (1990)

คนเล็กตัดใหญ่

 

“คนเล็กตัดใหญ่คือผู้หญิงข้าใครอย่าแตะเวอร์ชั่นไม่เศร้า”

นี่คือเศษเสี้ยวความทรงจำเดียวที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้ แต่หลังจากที่ได้โทรศัพท์คุยกับพ่อเมื่อไม่กี่วันก่อน พ่อได้บอกว่าเรื่องนี้คือหนึ่งในหนังฮ่องกงที่ผมชอบที่สุด ไม่ว่าจะเช่ามากี่ครั้งผมก็มักจะมานั่งเกาะโซฟาดูกับพ่อด้วยเสมอ

ที่บอกว่าคนเล็กตัดใหญ่คือผู้หญิงข้าใครอย่าแตะเวอร์ชั่นไม่เศร้า นั่นก็เพราะองค์ประกอบหลายอย่างของเรื่องมันช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน ไม่ว่าจะบุคลิกของพระเอกที่ดูเป็นไอ้หนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้า, ฉากที่นางเอกสวมชุดเจ้าสาวมาผจญวิบากกรมกับพระเอก…แต่ก็นั่นแหละ ในเรื่องความเข้มข้นดราม่าของเนื้อเรื่องนั้นแตกต่างกันพอสมควร คนเล็กตัดใหญ่ไม่ได้พาผู้ชมเศร้าจมดิ่งไปกับชะตากรรมของตัวละคร กลับกันผู้กำกับอย่าง พาร์คแมน หว่อง เลือกจะนำเสนอออกมาในแง่มุมที่เปี่ยมอารมณ์ขันมากกว่า 

 

Hongkong Film- Unmatchable Match(1990)

 

คนเล็กตัดใหญ่…แค่ชื่อเรื่องทุกคนก็น่าจะรู้แล้วว่านี่คือหนังที่นำแสดงโดย โจว ซิงฉือ “King of Comedy” แห่งทวีปเอเชีย ที่หนังของเขาทุกเรื่องเมื่อเข้ามาในประเทศไทยจะมีการใช้ชื่อนำหน้าด้วย “คนเล็ก” เสมอ เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

ภาพยนตร์จากปี 1990 เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของ “เจิ้งหลง” (นำแสดงโดย โจวซิงฉือ) สายตำรวจนอกเครื่องแบบที่บังเอิญเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์โจรปล้นรถขนเพชร ทำให้เขากับ “อาเฟย” (นำแสดงโดย ชาน ไหว หมาน) พ่อค้าขายเพชรต้องตกกระไดพลอยโจน ร่วมชะตากรรมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

คนเล็กตัดใหญ่ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบ “หนังคู่หู” ขนานแท้ เริ่มต้นจากการกัดกัน ไม่ลงรอยกัน ก่อนที่สถานการณ์ต่างๆ จะค่อยๆ ละลายกำแพงความสัมพันธ์ ทำให้ตัวละครเอกเชื่อใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ และถึงแม้จะมาจากยุค 90 แต่รสชาติความสนุกของมันก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าหนังคู่หูยุคใหม่ในฮอลลีลูดเลย 

“ทำไมถึงชอบคนเล็กตัดใหญ่” ผมยิงคำถามผ่านเสียงทางโทรศัพท์

“แค่เห็นหน้าโจว ซิงฉือ ก็อารมณ์ดีแล้ว” พ่อตอบกลับมาโดยไม่ฉุกคิดสักวินาทีเดียว และก่อนจะวางสายพ่อยังได้เสริมต่อว่า

“เรื่องนี้มันลง Netflix แล้วนะ ว่างๆ ก็มาเปิดดูด้วยกันได้นะ”

“ครับ”

บทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ แล้วสายก็ตัดไป ผมแอบยิ้ม ส่วนพ่อ…ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดอะไรอยู่

 


 

Chungking Express (1994)

ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง

 

บทสนทนาและเรื่องราวที่กล่าวไปด้านบนอาจจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าผมกับพ่อสนิทกัน เป็นคู่พ่อลูกที่มีอะไรก็ปรึกษากัน เล่าสู่กันฟังในทุกเรื่อง…ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เราไม่ได้เกลียดกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไรนัก

ผมเติบโตมาในครอบครัวชาวจีนอนุรักษ์นิยม ทำให้ความสัมพันธ์ที่พ่อมอบให้ผมมีเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นคือพ่อปกครองลูก ไม่เคยใกล้เคียงกับการเป็นเพื่อนเลย ดังนั้นนับตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะรักครั้งแรก อกหักครั้งแรก สอบตกครั้งแรก ผมไม่เคยนำเรื่องส่วนตัวเหล่านี้ไปปรึกษาพ่อ เพราะรู้สึกไม่สะดวกใจเท่าไรนัก และคิดไปเองว่าสิ่งที่จะได้รับกลับมาคือคำตำหนิ

ดังนั้นในทางกลับกันพ่อก็แทบไม่เปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้ผมฟังเช่นกัน โดยเฉพาะแง่มุมโรแมนติก ผมไม่เคยรู้ว่าพ่อกับแม่เจอกันได้ยังไง จีบกันยังไง ขอแต่งงานที่ไหน เรื่องเหล่านี้ดูเป็นเส้นขนานระหว่างพ่อกับผมมาโดยตลอด 

ผมเคยเห็นแง่มุมโรแมนติกอ่อนไหวของพ่อเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต…มันเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็นตอนที่พ่อได้เช่าวิดีโอเรื่อง Chungking Express มาดูที่บ้าน 

Chungking Express คือผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อของผู้กำกับปรมาจารย์แห่งความเหงา “หว่อง กาไว” ซึ่งถ้าใครที่เป็นคอหนังน่าจะรู้ดีถึงเอกลักษณ์ ลายเส้นส่วนตัวที่ผู้กำกับคนนี้ถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม

 

Hongkong Fim - Chungking Express

 

สำหรับผมในวัยประถม “ความหว่อง” ใน Chungking Express เปรียบเสมือนยาขมที่ไม่ค่อยน่าโปรดปรานนัก…ไม่ใช่เรื่องแปลก คงไม่มีเด็กประถมคนไหนชอบหนังหว่องกาไวหรอก ถึงมีก็คงเป็นส่วนน้อยมากๆ ดังนั้นเราจึงแทบจำอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลยนอกจากน้ำตาของพ่อที่รื้นอยู่ในแววตา

ในชีวิตผมเคยเห็นน้ำตาของพ่อแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกคือตอนที่ดู Chungking Express อีกครั้งคือตอนที่เปิดฝาโลงศพย่าขึ้นมาเพื่อดูหน้าครั้งสุดท้ายก่อนจะส่งเข้าเมรุเผา หมายความว่าเรื่องราวใน Chungking Express น่าจะกินใจพ่อพอสมควร

ต้องบอกก่อนว่าถึงแม้ในวัยเด็กผมจะมองหนังหว่องกาไวเป็นยาขม แต่เมื่อโตขึ้นผมกลับรู้สึกหลงรักในสไตล์ผู้กำกับคนนี้เข้าอย่างจัง ตามเก็บหนังของเขาแทบทุกเรื่อง มีเพียง Chungking Express เท่านั้นที่ยังหาโอกาสดูไม่ได้เสียที จนกระทั่งไม่กี่สัปดาห์ก่อนฤกษ์งามยามดีก็มาถึง

Chungking Express บอกเล่าเรื่องราวความเปลี่ยวเหงาของเหล่าตัวละครภายใต้แสงไฟเจิดจ้ายามราตรีในเกาะฮ่องกงที่ถูกนำเสนออกมาในรูปแบบปัจเจกชน พร้อมด้วยลีลาการกำกับของ หว่อง กาไว ที่พร้อมจะดึงผู้ชมเข้าสู่ห้วงอารมณ์ที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง

ผมตกหลุมรักทุกวินาทีของหนังเรื่องนี้ และพร้อมจะยกให้มันเข้ามาติดในลิสต์หนังโปรดตลอดกาลของตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้มุมมองที่ผมมีต่อพ่อเปลี่ยนไป สำหรับผมพ่อเคยเป็นเหมือนมนุษย์มิติเดียวที่เต็มไปด้วยความเข้มงวด พร้อมจะออกคำสั่งตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามด้วยน้ำตาหยดนั้นที่พ่อหลั่งให้กับหนังเรื่องนี้ มันทำให้ผมได้รู้ว่าพ่อก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มีความรัก มีความฝัน มีความเปราะบาง เพียงแต่เขาเลือกที่จะซ่อนมันไว้ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง โดยเชื่อว่ามันจะดีต่อการเลี้ยงลูกมากกว่า 

ผมไม่รู้ว่าความเชื่อของพ่อผมผิดหรือถูก แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือถ้าผมรู้เรื่องนี้เร็วกว่านี้ ผมกับพ่อก็อาจจะสนิทกันกว่านี้ ได้ใช้เวลาร่วมกันมากกว่านี้

“พ่อผมก็โรแมนติกเหมือนกันนี่”

 


 

Infernal Affairs (2002)

สองคนสองคม

 

สองคนสองคม น่าจะเป็นหนังเรื่องท้ายๆ ที่พ่อเช่ามาดูกับผม ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นน่าจะหมดยุควิดีโอ ผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ยุควีซีดีแล้ว 

ผมได้ดูหนังเรื่องนี้กับพ่อในตอนที่เรียนประถมปลายแล้ว ทำให้ภาพความทรงจำที่มีต่อสองคนสองคมค่อนข้างชัดเจนกว่าเรื่องอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้น สองคนสองคม ก็ไม่ใช่หนังที่ผมรู้สึกชื่นชอบเท่าไรนัก อาจจะเพราะเนื้อเรื่องที่ว่าด้วยการแฝงตัวเข้าไปในกรมตำรวจของแก๊งโจร สวนทางกับแก๊งโจรที่ก็ส่งสายลับเข้าไปในกรมตำรวจเช่นกัน ดังนั้นตลอดระยะเวลา 101 นาทีของหนังจึงเต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม หักหลังกันไปหักหลังกันมา ซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กประถมจะเข้าใจ

สิ่งเดียวที่ตราตรึงในใจอย่างไม่เสื่อมคลายคือความเท่ของ 2 ตัวละครนำอย่าง อาเหยิน (นำแสดงโดย เหลียง เฉาเหว่ย) และ อาหมิง (นำแสดงโดย หลิว เต๋อหัว) ที่ต่างก็ผลัดกันโชว์ฝีไม้ลายมือการแสดงชนิดไม่มีใครยอมใคร 

ส่วนพ่อผมที่เป็นแฟนของนักแสดงทั้งคู่อยู่แล้วก็ดูจะโปรดปรานเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ บ่อยครั้งที่ผมเปิดประตูเข้าบ้านหลังกลับจากโรงเรียนแล้วเจอพ่อกำลังนั่งดูสองคนสองคมอยู่ โดยเฉพาะฉากสำคัญของเรื่องบนดาดฟ้า ที่กรอวนดูซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รู้จักเบื่อ

อย่างที่หลายคนทราบกันดีกันว่า สองคนสองคม ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดในชื่อ The Departed และได้ มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับระดับตำนานมารับหน้าที่กุมบังเหียน ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จมหาศาล ถึงขั้นคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้เลยทีเดียว 

 

Hongkong Film- Infernal Affairs (2002)

 

The Departed คือหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของผม มักจะหยิบมาดูบ่อยๆ ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจของมัน แต่เมื่อได้ดู สองคนสองคม เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนก็พบว่า

“ของต้นฉบับมันต้องแบบนี้!”

ผมไม่ได้จะบอกว่าเรื่องไหนดีกว่ากัน เพราะมันขึ้นอยู่กับรสนิยมล้วนๆ แต่สำหรับผมถึงแม้เรื่องงานโปรดักชั่น สองคนสองคม จะดูด้อยกว่าอย่างเทียบไม่ได้ แต่ในเรื่องชั้นเชิงการเล่าเรื่องกลับถูกจริตผมมากกว่า เข้มข้นกว่า ดุเดือดกว่า และถ้าต้องเลือกเพียงเรื่องเดียวผมอาจต้องขอโทษ มาร์ติน สกอร์เซซี และเทใจให้กับ สองคนสองคม 

“พ่อเคยดู The Departed ไหม” ผมถามพ่อทางโทรศัพท์หลังจากเพิ่งดู สองคนสองคม จบไป

“ไม่เคยดู มันคืออะไร”

“สองคนสองคม เวอร์ชั่นฮอลลีวูด ถ้าว่างๆ อยากให้พ่อดูนะ อยากรู้ว่าพ่อจะชอบเรื่องไหนมากกว่า”

“ได้ แต่ยังไงเฮียหลิวก็เท่ที่สุด” พ่อทิ้งท้ายประโยคด้วยเสียงหัวเราะ หลังจากนั้นก็คุยสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่จะวางสายกันไป

ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ต่อให้จะเป็น มาร์ติน สกอร์เซซี รวมร่างกับ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ แต่ยังไงก็คงสู้ หลิว เต๋อหัว ของพ่อไม่ได้หรอก เชื่อขนมกินได้เลยว่าหลังจากนี้ไม่กี่วันพ่อจะโทรมาบอกผมว่า 

“พ่อชอบ สองคนสองคม มากกว่า”

Related Stories

Silver Screens

COMING OF AGE: “หนังข้ามผ่านวัย” ชั้นยอด 6 เรื่อง ที่สะท้อนความเจ็บปวดวัยรุ่นแต่ละยุค

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด เป็นวัยรุ่นก็เหนื่อยด้วยกันทั้งนั้นแหละ

Read

Silver Screens

MENSWEAR FILMS: 6 ภาพยนตร์สายเมนส์แวร์ที่จะทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาแต่งตัว

เนื้อเรื่องเข้มข้นที่มาพร้อมสไตล์ชั้นยอด

Read

Silver Screens

NOTTING HILL: ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ชวนฝันแต่กลับจริงที่สุดในยุค ‘90s

ห้าช่วงเวลาประทับใจที่ดึงดูดให้ผู้ชมตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตลอดกาล

Read

0Shares
preloader