Arts

HIROSHI NAGAI & EIZIN SUZUKI: สองเสาหลักผู้สะบัดฝีแปรงสร้างภาพจำให้กับเพลง CITY POP

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

Arts

HIROSHI NAGAI & EIZIN SUZUKI: สองเสาหลักผู้สะบัดฝีแปรงสร้างภาพจำให้กับเพลง CITY POP

6 May 2020

ศิลปะป็อปอาร์ตบนปกอัลบั้มเจป็อปในยุค ’80s คือ ป้ายโฆษณาชวนฝันให้กับดนตรีอันแสนสดใส

 

เมื่อไม่นานมานี้เราคงได้เห็นบทความว่าด้วยเรื่องศิลปะของความเหงากับความสดใสของเพลง City Pop ที่ชุบชูจิตใจในขณะเราตัวคนเดียว เสียงเมโลดี้และเนื้อเพลงที่ปรุงแต่งวันฟ้าใหม่ได้อย่างแจ่มใส ได้อย่างมีชีวิตชีวาหรือตกแต่งบรรยากาศแสนโฉบเฉี่ยวในยามค่ำคืนด้วยแสงไฟนีออนหลากสีสัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่แนวเพลงประเภทนี้ได้เคยทำไว้ในยุค ’80s นั้นปัจจุบันมันกลายเป็นความรู้สึกสากล ที่เมื่อใครต่างได้ฟังเพลง City Pop ก็เข้าถึงอารมณ์เดียวกัน นั่นคือ “ความสุขที่เป็นส่วนตัว” เพราะดนตรีแนวประชานิยมนี้ถูกผลิตมาเพื่อสอดรับกับการเติบโตของทุกสิ่งอย่างในยุค ที่ส่งผลตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน

ตามที่ริวอิจิ ซากาโมโตะ (Ryuichi Sakamoto) สุดยอดนักประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง เคยพูดไว้ ว่าช่วงปลายยุค ’70s คือยุคที่สังคมและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นรุ่งเรื่องเฟื่องฟูที่สุดหลังจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทุกอย่างเปลี่ยนไปและรุดหน้ามากขึ้นด้วยนวัตกรรมทันสมัยและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม วงการดนตรีในยุคดังกล่าวก็เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเช่นเดียวกัน ที่เห็นได้ชัดนอกจากเทคโนโลยีที่เข้ามีบทบาทในการทำงานเพลงแล้วนั้น รสชาติและสัมผัสของสไตล์เพลงตะวันตกก็หลั่งไหลตามเข้ามาด้วย ฉะนั้นเพลง City Pop คือ เพลงที่จะไปเติมเต็มกิจกรรมความสุข เพื่อให้เข้าถึงและสอดรับกับชนชั้นกลางที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยพลังทางเศรษฐกิจ สำหรับผู้เขียนนี่คือเสียงประกอบของชีวิตผู้คนในยุคนั้นอย่างแท้จริง

และแน่นอนว่าเพลงพวกนี้จะถูกเติบโตได้ในสังคมบริโภคนิยมก็ต้องถูกทำให้เป็นสินค้า ซึ่งรูปลักษณ์หน้าตา (Artwork) เป็นสิ่งสำคัญ เรื่องพาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art) จึงเข้ามา ก็มีความเชื่อของศิลปินคนหนึ่งที่เชื่อว่าวัฒนธรรมหรือศิลปะในทุกวันนี้ ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเช่นเดียวกันกับของอุปโภคบริโภคที่สามารถพบเจอได้ตามชั้นวางของ นี่คือความคิดของชายที่ให้ทำศิลปะป็อปอาร์ตแผ่ปกคลุมไปทั่วโลกอย่างแอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol)

 

 

ปกอัลบั้ม คือขาหลักที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีไปพร้อมกันในยุคที่ ’80s ทำหน้าที่โฆษณาให้เป็นภาพจำต่อสาธารณชนในเชิงรูปธรรมมากขึ้นให้กับชีวิตที่เลิศหรู ไร้ความกังวล เสพสุขราวกับว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรต้องให้กังวลอีกแล้ว มันคือภาพประกอบบริบทของช่วงเวลาที่คนนั้นใช้ชีวิตกลางวันแบบนี้หรือคนใช้ชีวิตกลางคืนแบบนั้น เราสามารถเห็นปกอัลบั้มหรือผลงานอื่นๆ ของศิลปินในขณะนั้น ที่องค์ประกอบจะมีครบถ้วนขาดเพียงอย่างเดียวคือคน ภาพที่ปรากฏบนปกอัลบั้มต่างๆ นั้นเหมือนมาเป็นฉากประกอบกิจกรรมหรือการกระทำของเราในแต่ละวัน

 

 

2 นักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่น ที่มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอจินตนาการชีวิตที่สนุกสุขขีให้เห็น จับต้องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นำเสนอหน้าตาของความสุขที่เป็นส่วนตัวในสังคมทุนนิยม พวกเขาเหล่านี้ก็ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะป็อปอาร์ตหมือนกันทั้งคู่  คนแรก (ซ้าย) ฮิโรชิ นากาอิ (Hiroshi Nagai) ผู้ที่ออกปากเต็มตัวว่างานของเขานั้นคือส่วนผสมอันกลมกล่อมของศิลปินแนวเซอร์เรียลลิสม์อย่างเรอเน มากริต (René Magritte) และซัลบาโด ดาลี (Salvador Dali) ผสมกับอเมริกันป็อปอาร์ตที่เขาชื่นชอบ หลายครั้งที่คนนำผลงานของเขาไปเทียบกับศิลปินป็อปอาร์ตชาวอังกฤษชื่อดังอย่างเดวิด ฮอคนีย์  (David Hockney)

คนต่อมา (ขวา)  เอซิน ซูซูกิ (Eizin Suzuki) หรือ ฮิเดโตะ ซูซูกิ (Hideto Suzuki) งานของเขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างสรรค์ปกอัลบั้มให้สตาร์เจป็อปชื่อดังอย่าง ทัตสึโร ยามาชิตะ (Tatsuro Yamashita) หลายชุด และตัวเขาเองยังผลิตผลงานในสายงานโฆษณาให้กับยักษ์ใหญ่หลายเจ้าอย่าง Nissan, Nikon, Suntory, Nippon Oil และอีกหลายๆ แบรนด์ นอกจากนั้นผลงานของเขายังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กำเนิดเจ้าเม่นสายฟ้า Sonic The Hedgehog ตัวละครสุดเท่จากค่ายเกมเซก้า ที่เด็กยุค ’90s ต้องรู้จัก ซึ่งสองคนนี้เหมือนเป็นเสาหลักของวงการนักวาดออกแบบในยุค ’80s ปัจจุบันทั้งคู่ยังคงผลิตงานในแนวทางเดิมอย่างไม่ขาดสายและมีงานคอลแลปส์กับแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง BEAMS ด้วย

 

“Urban Pop Music For Those With Urban Lifestyles”

 

 

ยากาตะ คิมูระ (Yukata Kimura) นักข่าวสายดนตรีเคยให้การนิยามเพลง City Pop ให้เห็นภาพ คือการกลับไปย้อนดูถึงชีวิตสังคมเมืองญี่ปุ่นในยุคปลาย ’70s ถึงช่วงกลางยุค ’80s ที่ส่งเสริมต่อการเติบโตของกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานะทางเศรษฐกิจ จริงๆ ถ้าใช้คำเรียกว่า Yuppies คำแทนคนหนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จและมีฐานะทางการเงินที่ดีในอเมริกายุค ’80s ก็คงไม่ผิดเลย เพลงพวกนี้ส่งเสริมฐานผู้ฟังดังกล่าว ถึงตรงนี้ผู้เขียนขอใช้ผลงานของ ฮิโรชิ นากาอิ เป็นทิวทัศน์ประกอบการบรรยายครั้งนี้นะครับ

 

 

หากเรามานั่งสำรวจผลงานของฮิโรชิ เราก็จะพบเจอกับคอลเลคชั่นที่ทำให้เราหลงรักมากมายแต่สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของเขาก็คืออัลบั้ม A Long Vacation (1981) ของเออิจิ โอตากิ (Eiichi Ohtaki) ที่ส่งผลให้งานของเขาโด่งดังและเป็นที่รู้จักของสาธารณะ ที่ต่อมาทำให้เขาได้เริ่มผลิตผลงานในชุดภาพที่มีเซตติ้งในฤดูร้อนออกมานับไม่ถ้วน ซึ่งน้อยคนที่จะรู้ว่าที่มาของแต่ละเพลงในอัลบั้ม A Long Vacation เป็นผลมาจากการที่เออิจิได้รับแรงบันดาลใจจากชุดภาพฤดูร้อนของฮิโรชิ ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ ของภาพนั้นล้วนมาจากการเยือนอเมริกาในปี 1973

 

 

ในยุคที่ไม่มี Pinterest แหล่งอาหารตาของนักออกแบบก็เห็นคงจะมีแต่นิตยสาร ฮิโรชิเคยบอกว่าเขาได้เห็นภาพโฆษณาสระว่ายน้ำที่ดูสะอาดตาแห่งหนึ่งในแมกกาซีนสัญชาติอเมริกันชื่อ House and Garden มันเป็นภาพที่ติดอยู่ในหัวเขามาตลอด ภาพนั้นเป็นทางที่นำเขาไปสู่การวาดภาพสระว่ายน้ำอันมากมาย ทั้งโทนภาพและสี องค์ประกอบต่างๆ จึงมีคนที่นำเขาไปเทียบกับเดวิด ฮอคนีย์ นี่จึงเป็นที่มาทำให้ทุกครั้งที่เราดูงานบนปกอัลบั้มที่ถูกวาดโดยฮิโรชิ มันชอบชวนให้เรานึกถึงภาพถ่ายที่โฆษณาชีวิตแสนสวย อันหรู แทบจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามันคือฝันของชนชั้นกลางอย่างแท้จริง นั่นก็คงเป็นคำอธิบายว่าความป็อปที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมานั้นมันหอมหวานและยียวนเพียงใด

 

A Ticket to A Time

 

 

นอกจากภาพผลงานของฮิโรชิที่อวดสายตาให้เราเข้าใจถึงความอยากเป็น อยากมีของคนในยุคนั้น เสาหลักอีกต้นหนึ่งก็ได้เสนอในสุนทรียะที่ต่างไป เอซิน ซูซูกิ ศิลปินผู้เล่าของความหลังออกมาได้อย่างหอมหวน เหมือนราวกับเขาสแนปภาพนั้นให้อยู่คงเดิมตลอดกาลทั้งแสงแดดที่พาดลงพื้นบ้าน ลมที่พัดกิ่งก้านใบให้โบกไสว ละอองน้ำที่ระเหยในวันที่อบอ้าว ความทรงจำ คือสิ่งที่เขาต้องการจะถ่ายทอดถึงความผูกโยงของอดีต ความทรงจำมนุษย์นั้นมักจะผุดภาพอันหอมหวานมากกว่าความขื่นขม นี่ก็อาจเป็นคำอธิบายได้แบบหนึ่งว่าทำไมภาพที่ปรากฏจึงมีแรงดึงดูดให้เราถวิลหาอดีต (Nostalgia) ชวนเราไปอยู่กับห้วงเวลาของความสุขที่คิดถึงกี่ทีก็ไม่เบื่อ อมยิ้มตามได้ตลอด

 

 

สำหรับเอซิน นั้นเขาไม่เคยร่ำเรียนการวาดภาพจริงจัง แต่จุดเปลี่ยนคือตอนที่เขาอายุ 29 ปี เขาได้ถามตัวเองว่า จะประสบความสำเร็จในการวาดรูปได้อย่างไร คำตอบที่เขามีให้กับตัวเองในคราวนั้นคือ ความแตกต่างที่เขาได้ถ่ายทอดออกมาเป็นทิวทัศน์และบรรยากาศของอเมริกาในลายเส้นของการตูนมังงะ สำหรับในเวลานั้นอเมริกาคือดินแดนชวนฝันที่ใครๆ ก็ต่างอยากจะไปสักครั้งในชีวิต

แม้เราจะเห็นว่าองค์ประกอบหลายๆ อย่างบนผลงานภาพประกอบของอัลบั้มดนตรี City Pop ที่เขาเคยทำมีบรรยากาศคล้ายฝั่งเวสต์โคสต์ แต่จริงๆ แล้วสำหรับเอซินนั้นเขาเลือกที่จะใช้ความทรงจำที่เขาผูกพันกับฝั่งอีสต์โคสต์ ซึ่งเขาได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเมืองบอสตันและเกาะแนนทัคเก็ต โดยเฉพาะในนิวอิงแลนด์ เป็นตัวหลักเล่าเรื่องความประทับใจของเขามากกว่า ด้วยธรรมชาติของฝั่งตะวันออกมีความชื้นที่น้อยกว่า อากาศที่แห้งกว่า เราจะพบสีของท้องฟ้าและทะเลแสนแจ่มใสที่สามารถเห็นได้จากผลงานของเขาทุกชิ้น โดยมีคนเคยบอกว่างานของเขานั้นสดใสเหมือนซิทคอมตลกเรื่อง The Fresh Prince of Bel-Air

 

 

นอกจากนั้นงานของเขาชวนให้นึกถึงในยุคหนึ่งที่ช่างภาพชื่อดังต่างๆ ต้องการจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ไม่เคยถูกพูดถึงในอเมริกาโดยการเดินทางจากตะวันตกไปตะวันออก เพื่อฉายภาพให้คนได้เห็นในมุมที่หลบซ่อน ซึ่งงานของเอซินนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกเช่นนั้น แต่ต่างกันกับสารที่ออกมา เพราะในภาพของเขานั้นคือวัตถุที่ถูกผลิตอย่างมากล้นในยุคสมัยทุนนิยม การดึงของที่ดูดาษดื่นมาบอกเล่าใหม่นี่คือแก่นสารของป็อปอาร์ตอย่างแท้จริง ภาพของชีวิตที่ดำเนินไปอย่างไร้ผู้คน ได้แก่ รถยนต์ ขวดน้ำ บ้านเรือน เครื่องเล่นวิทยุ ป้ายโฆษณา

 


 

เกร็ดส่งท้าย: แม้ฮิโรชิ นากาอิจะผลิตผลงานมากมายที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแลนด์สเคปของวงการ City Pop แต่เอาเข้าจริงเขานั้นไม่ได้นิยมฟังเพลงของศิลปินชาติเดียวกันสักเท่าไหร่ สำหรับเขานั้น Soul คือแนวเพลงที่เขาพร้อมมอบดวงจิตให้ โดยมีศิลปินอย่างมาร์วิน เกย์ (Marvin Gaye) และบ็อบบี้ โวแม็ค (Bobby Womack) ที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ และนอกจาก 2 คนที่พูดถึงไปยังมีนักออกแบบมือฉมังที่ทำงานในแวดวงดนตรีของญี่ปุ่นและมีผลงานดังเป็นที่รู้จักไม่น้อยหน้าอย่าง สึกุยะ อิโนเอะ (Tsuguya Inoue) ผู้ออกแบบปกอัลบั้มที่โด่งดังให้กับริวอิจิ ซากาโมโตะ หลายอัลบั้ม รวมถึงอัลบั้มแหวกขนบ City Pop อย่าง Pacific (1978) ที่เป็นการร่วมงานของ 3 เซียน ฮารุโอมิ โฮโซโนะ (Haruomi Hosono) ชิเกรุ ซูซูกิ (Shigeru Suzuki) และทัตสึโร ยามาชิตะ

Related Stories

The Sounds

DJ SONNY ON CITY POP: เสียงเพลงที่เป็นสมการของความสดใสในช่วงเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว

ดนตรีที่เชื่อมโยงกับความเหงาแต่ไม่เคยทำให้เราเดียวดาย

Read

The Sounds

TURN BACK TIME TO THE 80’s WITH JAPANESE CITY POP PART 2 : YOUTUBE ALGORITHM AND PLASTIC LOVE

เครื่องมือและกลไกจากโลกยุคใหม่
ที่พาบทเพลงจากโลกยุคเก่าข้ามเวลามาโด่งดังอีกครั้ง

Read

The Sounds

TURN BACK TIME TO THE 80’s WITH JAPANESE CITY POP PART 1

  เมื่อไม่นานมานี้เราคงได้เห็นบทความว่าด้วยเรื่องศิลปะของความเหงากับความสดใสของเพลง City Pop ที่ชุบชูจิตใจในขณะเราตัวคนเดียว เสียงเมโลดี้และเนื้อเพลงที่ปรุงแต่งวันฟ้าใหม่ได้อย่างแจ่มใส ได้อย่างมีชีวิตชีวาหรือตกแต่งบรรยากาศแสนโฉบเฉี่ยวในยามค่ำคืนด้วยแสงไฟนีออนหลากสีสัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่แนวเพลงประเภทนี้ได้เคยทำไว้ในยุค ’80s นั้นปัจจุบันมันกลายเป็นความรู้สึกสากล ที่เมื่อใครต่างได้ฟังเพลง City Pop ก็เข้าถึงอารมณ์เดียวกัน นั่นคือ “ความสุขที่เป็นส่วนตัว” เพราะดนตรีแนวประชานิยมนี้ถูกผลิตมาเพื่อสอดรับกับการเติบโตของทุกสิ่งอย่างในยุค ที่ส่งผลตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน ตามที่ริวอิจิ ซากาโมโตะ (Ryuichi Sakamoto) สุดยอดนักประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง เคยพูดไว้ ว่าช่วงปลายยุค ’70s คือยุคที่สังคมและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นรุ่งเรื่องเฟื่องฟูที่สุดหลังจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทุกอย่างเปลี่ยนไปและรุดหน้ามากขึ้นด้วยนวัตกรรมทันสมัยและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม วงการดนตรีในยุคดังกล่าวก็เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเช่นเดียวกัน ที่เห็นได้ชัดนอกจากเทคโนโลยีที่เข้ามีบทบาทในการทำงานเพลงแล้วนั้น รสชาติและสัมผัสของสไตล์เพลงตะวันตกก็หลั่งไหลตามเข้ามาด้วย ฉะนั้นเพลง City Pop คือ เพลงที่จะไปเติมเต็มกิจกรรมความสุข เพื่อให้เข้าถึงและสอดรับกับชนชั้นกลางที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยพลังทางเศรษฐกิจ สำหรับผู้เขียนนี่คือเสียงประกอบของชีวิตผู้คนในยุคนั้นอย่างแท้จริง และแน่นอนว่าเพลงพวกนี้จะถูกเติบโตได้ในสังคมบริโภคนิยมก็ต้องถูกทำให้เป็นสินค้า ซึ่งรูปลักษณ์หน้าตา (Artwork) เป็นสิ่งสำคัญ เรื่องพาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art) จึงเข้ามา ก็มีความเชื่อของศิลปินคนหนึ่งที่เชื่อว่าวัฒนธรรมหรือศิลปะในทุกวันนี้ ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเช่นเดียวกันกับของอุปโภคบริโภคที่สามารถพบเจอได้ตามชั้นวางของ นี่คือความคิดของชายที่ให้ทำศิลปะป็อปอาร์ตแผ่ปกคลุมไปทั่วโลกอย่างแอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol)   […]

Read

0Shares
preloader