The Read

GIORGIO ARMANI: ผู้ปฏิวัติธุรกิจแฟชั่นแห่งยุค ’80s ให้ทั่วโลกสดุดีในวลี ‘Made in Italy’

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

The Read

GIORGIO ARMANI: ผู้ปฏิวัติธุรกิจแฟชั่นแห่งยุค ’80s ให้ทั่วโลกสดุดีในวลี ‘Made in Italy’

19 November 2020

เปิดกระดานศึกษาการวางหมากในเกมชีวิตและธุรกิจของ เดอะ ก็อดฟาเธอร์แห่งวงการแฟชั่น

 

เรื่องราวการก่อตั้งแบรนด์ Giorgio Armani ไม่ต่างกับกรณีศึกษาของ Startup สมัยนี้ สำหรับใครบางคนเมื่ออายุเข้าเลขสี่ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเริ่มมั่นคงแล้ว แต่สำหรับบางคนอาจจะเป็นก้าวแรกที่ได้ทำตามฝัน

กรอเทปกลับไปเมื่อปี 1975 จอร์โจ อาร์มานี่ (Giorgio Armani) ตัดสินใจลาออกจากงาน เดินตามความฝันก้าวใหญ่ที่สุดในชีวิตโดยการตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ Giorgio Armani ซึ่งขณะนั้นเขาอายุ 40 ปี

ว่ากันว่าจิตวิญญาณแห่งการเป็นนักปฏิวัตินั้นมีอยู่ทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่ในวงการแฟชั่น อดีตนักเรียนหมอผู้ที่กล้าทำตามแพชชั่นของตัวเองอย่าง จอร์โจ อาร์มานี่ เขาคือหนึ่งดีไซเนอร์ที่ขึ้นทำเนียบระดับตำนาน ด้วยผลงานของเขานั้นเปรียบได้ว่าเป็นจุดกำเนิดให้กับยุคโมเดิร์นเมนส์แวร์อย่างแท้จริง ความยิ่งใหญ่ของเขาได้ถูกประกาศศักดาออกไปหลังจากภาพยนตร์เรื่อง American Gigolo ถูกฉายในปี 1980 เป็นที่กล่าวขวัญว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหมุดหมายแห่งการปฏิวัติทรงสูทและเมนส์แวร์ในยุค ‘80s  และเป็นสัญลักษณ์การประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจอีกด้วย

เรื่องงานออกแบบของอาร์มานี่ หลายคนคงทราบดีถึงความเก่งกาจของดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนผู้นี้ที่ไม่เป็นสองรองใคร แต่ยิ่งกว่าดีไซน์ที่สง่างามของชุดเหล่านั้น สิ่งที่ทำให้อาณาจักร Giorgio Armani ครองความยิ่งใหญ่อยู่ยั่งยืนยงมาตลอด 45 ปี คือมันสมองอันเฉียบแหลมในการสื่อสารตัวตนให้คนทั่วโลกได้เชื่อมั่นในความเป็นอิตาเลียนผ่านรสนิยมของตัวเขาได้อย่างแยบยล

 

มิลาน ปี 1982, Image Courtesy of Corbis Images

 

เมื่อปี 1975 เขาและเซร์โจ กาเลอ็อตติ (Sergio Galeotti) ผู้ที่เป็นคู่ชีวิตและคู่หูช่วยกันก่อตั้งแบรนด์ Giorgio Armani ด้วยเงินทุนเพียง 400 ปอนด์ ที่ได้จากการขายรถเต่าโฟล์คสวาเกน ภายในปีแรกนั้นเขาทำเงินได้ถึง 14,000 ดอลล่าร์สหรัฐ และใช้เวลาเพียง 10 ปี พวกเขาขยับขึ้นมาที่ 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ  และในปี 2019 มีรายได้แตะที่ 2 พันล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ทุกวันนี้ Giorgio Armani ไม่ใช่เพียงแบรนด์เสื้อผ้าหรือเป็นชื่อเด็กหนุ่มน้อยจากเมืองเปียเชนซาอีกต่อไป แต่มันคือชื่อของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ขนาดมหึมา ที่ครอบคลุมตั้งแต่ช็อกโกแลตบาร์อันเล็กจนถึงเฟอร์นิเจอร์เลอค่า โดยเขาได้เสกความหรูหราให้กลายเป็นประสบการณ์อันสุนทรีย์และแฝงความหมายของการใช้ชีวิตไม่ใช่เพียงแค่ใบเสร็จแห่งการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย

ทุกครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์ ไม่ว่าจะในหนังสือชีวประวัติส่วนตัวหรือนิตยสารชื่อดัง อาร์มานี่มักนำเสนอตัวเองผ่านการเป็นคนที่มีแพชชั่นสูงเสมอ ทั้งในเรื่องการบริหารธุรกิจและงานออกแบบ ทุกการตัดสินใจในชีวิตแต่ละช่วงของเขาล้วนมีที่มาที่ไปยึดโยงเข้าไว้ด้วยกันหมด ซึ่งการที่เขาปรากฏตัวต่อหน้าสื่อในแต่ละครั้งได้แสดงถึงสถานะการเป็นอวตาร์ของแบรนด์

 

“I try to be coherent, consistent and as democratic as I can”

 

อาร์มานี่เคยพูดไว้ว่า ถ้ามันมีประชาธิปไตยในเรื่องของแฟชั่นจริง ส่ิงนั้นควรจะเป็นสิ่งที่รับฟังเสียงที่แท้จริงจากผู้บริโภคและหน้าที่ของเราคือการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าและประโยชน์มากที่สุดต่อตัวพวกเขา

ทุกวันนี้ความตั้งใจของเขาคือต้องการทำงานเสื้อผ้าในวิถีคลาสสิกและสามารถใช้งานได้จริง มากกว่าที่จะไล่ตามจับกระแสเทรนด์ ในขณะที่บางแบรนด์เข้าทางลัดขึ้นทางด่วน แต่เขายังมั่นคงกับเส้นทางเดิม สิ่งนี้กลายเป็นเหมือนเอกลักษณ์ของเขาที่แตกต่างไปในโลกแฟชั่นที่โคจรอยู่ในปัจจุบัน

อาร์มานี่เป็นภาพแทนของคน Slient genneration ได้ดี (คนที่เกิดปี 1928 ถึง ปี 1945 ที่เติบโตมาในท่ามกลางภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง) คนรุ่นนี้มักจะเชื่อว่าการทำงานหนักเท่านั้นเป็นวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของตัวเอง ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวว่าการทำงานเหมือนเป็นเซรั่มช่วยชะลออายุขัยให้กับเขาได้

 

เซร์โจ กาเลอ็อตติและจอร์โจ อาร์มานี่, Image Courtesy of Giorgio Armani

 

กล้าที่จะออกแบบให้แตกต่าง

 

อาร์มานี่เริ่มเตะเท้าเข้าสู่ความชื่นชอบในเรื่องเสื้อผ้า โดยเขามีโอกาสได้ไปทำงานเป็นคนจัดตู้แสดงสินค้าที่ลา รีนาสเซนเต (La Rinascente) ห้างดังในมิลาน และต่อมาก็พัฒนาตัวเองจนได้กลายเป็นฝ่ายจัดซื้อ ที่ทำให้เขาได้เฝ้าดูผู้คนที่ผ่านมาผ่านไปรวมถึงบรรยากาศของเมืองมิลานที่กำลังกลายเป็นเมืองแห่งนวัตกรรม และเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของอิตาลี พื้นที่ตรงนั้นจึงกลายเป็นแหล่งรวมของผู้คนที่มองหาแต่สิ่งใหม่ๆ เสมอ

และภายหลังในวันที่เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะลุยไปกับเส้นทางนี้จริงๆ เขาจึงได้เริ่มต้นฝึกงานตำแหน่งดีไซเนอร์ที่แรกกับนีโน เชร์รูติ (Nino Cerruti) ที่ทำให้เขาได้หลงรักเรื่องราวที่มาของเนื้อผ้าและเสน่ห์ของรูปทรง ภายหลังนีโน เชร์รูติ คือผู้เปิดทางให้เขาได้สร้างตำนานเปลี่ยนโลกกับการโยนโจทย์ให้คิดนำเสนอทรวดทรงสูทแบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

 

(ซ้าย) มิลาน ปี 1979, Image Courtesy of Getty Images / (ขวา) จอร์โจ อาร์มานี่ สมัยอยู่ที่ Cerruti ปี 1967, Image Courtesy of Giorgio Armani

 

เรื่องเล่าจากช่วงเวลาการให้กำเนิดเสื้อผ้าบุรุษแห่งยุคสมัย หลังจากการก่อตั้งแบรนด์ Giorgio Armani ในปี 1975 สำหรับอาร์มานี่นั้น เขาเป็นคนที่ถ้าต้องการทำอะไรหรือสร้างสิ่งใดก็แล้วแต่ สิ่งนั้นต้องใช้ได้จริง ซึ่งในบริบทแวดล้อมของช่วงเวลาที่เขาตัดสินใจทำแบรนด์นั้น เขาได้ชำเลืองมองไปหาผู้คนรอบข้างที่เดินขวักไขว่ไปมา เขาสังเกตเห็นผู้คนล้วนเบื่อหน่ายกับดีไซน์เดิมๆ ของเสื้อผ้าที่เขาต้องสวมใส่ออกจากบ้านทุกครั้ง ที่เป็นทรงเดิมไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่รุ่นปู่ถึงรุ่นพ่อ ด้วยรูปทรงที่อึดอัด สำหรับเขามันให้ความรู้สึกหมือนกรงขังยังไงชอบกล

หลังจากนั้นเขากลับมานั่งคิดและก็ค้นพบว่าเสื้อผ้าที่เขาต้องการจะออกแบบ ต้องสามารถปลดเปลื้องให้ผู้คนได้หลุดออกจากพันธะเดิม คลายทรวดทรงให้ไหลลื่นไม่ดูอึดอัด เขาได้ออกแบบแจ็คเก็ตไร้โครงสร้างตัวแรกได้สำเร็จในช่วงกลางทศวรรษ 1970s โดยการกำจัดซับในออกรวมถึงการจัดเรียงเม็ดกระดุมใหม่ ที่ต่อมาได้ชุดที่เขาออกแบบทำให้เส้นแบ่งระหว่างความเป็นชายและความเป็นหญิงนั้นพร่าเลือน โดยสิ่งที่เขาได้ทำไปตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นการกำหนดทิศทางการแต่งตัวให้กับผู้คนด้วยเรื่องราวและความเป็นไปที่มันดำเนินอยู่ในเวลานั้น ผลงานการออกแบบเปลี่ยนโลกในครั้งนั้นทำให้วงการแฟชั่นบัญญัติเดรสโค้ทขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า ‘smart casual’

บ่อยครั้งเขาชอบรำลึกถึงความทรงจำที่มีต่อแม่เมื่อตอนเขายังเป็นเด็ก เพราะความคิดและการแต่งตัวของแม่ได้มีอิทธิพลสำคัญต่อวิธีในการมองโลกและเลือกที่จะออกแบบเสื้อผ้าในรูปแบบ ‘Less is more’ โดยการสร้างสรรค์ฟังก์ชันให้สวยงามตามที่เคยได้เห็นจากเสื้อผ้าที่แม่สวมใส่ หรือแม้กระทั่งคู่สีกลางๆ ไม่โดดเด่นที่เขาเลือกใช้ ภายหลังเรารู้จักกันในสี ‘greige’ ที่มาจากสีเทา สีน้ำตาลเข้มอมเทา (taupe) และสีเบจ

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของประโยคที่ว่า ‘สูท Giorgio Armani ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก’ เป็นคำที่มีความหมายในตัว สูทที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และความสบายที่เพิ่มเข้ามาโดยไม่ได้เข้าไปรบกวนความหรูหราแต่อย่างใด และความมั่นใจและความสง่างามคือสิ่งสำคัญสูงสุดที่เขาต้องการให้ผู้บริโภคได้สัมผัส

ทุกวันนี้อาร์มานี่เชื่อว่ายังมีถนนหนทางของการเดินทางไปข้างหน้าของงานออกแบบเสื้อผ้าอยู่ แต่การทำเช่นนั้นได้จะต้องมีโฟกัสกับการทำงานอย่างหนัก หาใช่ที่ชื่อเสียงไม่

 

“Fashion should respond to the needs of people, making life easier and more beautiful.”

 

Image Courtesy of Giorgio Armani

 

American Gigolo กับการยกพลขึ้นบกบุกฮอลลีวูด

 

ในวัยเด็กของอาร์มานี่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงหนัง เพราะปู่ของเขาทำงานที่โรงหนังจึงได้มีโอกาสตามไปอยู่บ่อยๆ ซึ่งวันหนึ่งใครจะรู้ว่าความชอบของเขาทั้งในเรื่องเสื้อผ้าและภาพยนตร์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่อง American Gigolo จะสร้างชื่อเสียงให้ชื่อของแบรนด์ Giorgio Armani ดังกระฉ่อนไปทั่วโลกได้ เรื่องราวของเขานั้นคลายคลึงกับโตโต้ในเรื่อง Cinema Paradiso (1988) เด็กน้อยผู้รักการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจและวันหนึ่งต้องจากบ้านเกิดเข้าเมืองใหญ่เพื่อทำตามความฝันให้สำเร็จ

บทตัวละคร Julian Kaye ถือเป็นสื่อกลางที่สะท้อนถึงคติแห่งความเป็นชายสมัยใหม่ของช่วงเวลาดังกล่าว ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเป็นกระบอกเสียงท่ามกลางยุคสมัยที่ค่อยๆ บ่มเพาะทางวัฒนธรรมผ่านกาลเวลาตั้งแต่ยุคในทศวรรษ 1960s ถึง1970s เสื้อผ้าของ Giorgio Armani ที่ถูกสวมใส่โดยริชาร์ด เกียร์ (Richard Gere) จึงเป็นเหมือนคำประกาศกร้าวถึงยุคสมัยที่กำลังจะหมุนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะความเป็นชายที่ถูกตีความใหม่ทั้งจากกิริยาท่าทางของริชาร์ด เกียร์ ในเรื่องที่รับบทเป็นผู้ชายขายบริการชั้นสูงและรูปทรงของเสื้อผ้าที่ลดทอนความอึดอัด เพิ่มอิสระ ที่ใช้วัสดุอย่างลินิน ไหมที่ให้น้ำหนักเบาและนำเสนอด้วยคัตติ้งที่เรียบง่าย นั่นทำให้เขาจึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับดีไซเนอร์สายมินิมอลรุ่นหลังอย่างจิล แซนเดอร์ (Jil Sander)

 

American Gigolo (1980)

 

โดยในอดีตร่างกายต้องตกอยู่ภายใต้ทรวดทรงของเสื้อผ้า แต่แจ็คเก็ตของ Giorgio Armani กลับช่วยให้เสื้อผ้าเปิดเผยตัวตนของผู้คนที่สวมใส่ได้อย่างสง่างามมากขึ้น โดยระหว่างการถ่ายทำ American Gigolo ริชาร์ด เกียร์ เคยยกมือถามขึ้นมาว่า “สรุปใครกันแน่ที่กำลังเข้าฉากอยู่ ผมหรือเจ้าแจ็คเก็ตตัวนี้”

ตอนเตรียมการทำงานของภาพยนตร์เรื่องนี้ อาร์มานี่ได้พูดคุยกับพอล ชเรเดอร์ (Paul Schrader) ผู้กำกับ American Gigolo ว่าสิ่งที่เขาต้องการนั้นคือความแปลกใหม่ในวิธีการนำเสนอตัวละครผ่านความเป็นชายใหม่ตามแบบฉบับเสื้อผ้าของเขา ซึ่งการที่ได้ริชาร์ด เกียร์เข้ามาช่างเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้สมบูรณ์แบบ ทุกอย่างมันถูกต้องไปหมดตั้งแต่ หุ่นที่มีสัดส่วนกระชับ สีของเนื้อหนังดึงดูดและอากัปกิริยาแต่ละครั้งช่างดูเย้ายวนสายตา

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ที่ทางอาร์มานี่ได้แฝงไว้คือเสื้อผ้าของ Julian Kaye นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของตัวละครและความรู้สึกให้สัมผัสที่ว่าเสื้อผ้าเติบโตตามร่องรอยการใช้งานที่แท้จริง เหมือนที่อาร์มานี่มักพูดถึงเสื้อผ้าที่เขาออกแบบอยู่บ่อยๆ ว่ายิ่งได้ถูกสวมใส่บ่อยครั้งเท่าไหร่ความงดงามก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

 

Goodfellas (1990)

 

อีกหนึ่งสาเหตุนอกจากบุคลิกของริชาร์ด เกียร์ในเรื่อง ที่ทำให้เราได้กลิ่นอายความเป็นอิตาลีขนาดนี้ คือการได้เฟอร์ดินานโด สการ์สิอ๊อตติ (Ferdinando Scarfiotti) อดีตอาร์ตไดเรคเตอร์ ของเบอร์นาโด แบร์โตลุคชี่ (Bernardo Bertolucci ) ผู้กำกับชื่อดังในเรื่อง The Conformist (1970) และ Last Tango in Paris (1972) มาช่วยในเรื่องของงานภาพ

หลังจากการเขย่าให้ทุกคนตื่นตัวทางสไตล์และหันมาบริโภคความสดใหม่ในทศวรรษ 1980s เขาก็ได้เขามามีบทบาทในการทำงานภาพยนตร์มากขึ้น อย่างยิ่งภายหลังที่เขาสนิทกับมาร์ติน สกอร์เซซี่ (Martin Scoserse) โดยมีผลงานร่วมกันได้แก่ The Untouchables (1987), Goodfellas (1990) และ The Wolf Of Wall Street (2013) รวมถึงผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (Christopher Nolan) ใน Dark Knight trilogy

 

จอร์โจ อาร์มานี่และมาร์ติน สกอร์เซซี่ ปี 1990, Image Courtesy of Getty Images

เมื่อ Giorgio Armani ไม่ใช่แค่แบรนด์เสื้อผ้าอีกต่อไป

 

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าอาร์มานี่ไม่เพียงปฏิวัติโลกการออกแบบแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังพลิกโฉมหน้าโมเดลธุรกิจแฟชั่นอีกด้วย เพราะเขาเป็นดีไซเนอร์คนแรกที่แตกเทียร์ของแบรนด์ตัวเองออกไปในหลายๆ ระดับ เพื่อเข้าถึงคนหลายกลุ่ม ที่จะมีตั้งแต่ A/X Armani Exchange ที่เป็นเวอร์ชั่นราคาเบาที่สุด AJ Armani Jeans ที่เป็นในส่วนของยีนส์เป็นหลัก Armani EA7 sportswear เน้นไปหมวดเสื้อผ้าออกกำลังกาย และ Emporio Armani จนไปถึงบนรันเวย์กับ Privé Haute Couture ซึ่งอาณาจักรของ Giorgio Armani ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะปัจจุบันได้มีสินค้าเชิงไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้นมาอย่าง Armani caffè, Armani chocolate, Armani hotel และ Armani/Casa โดยเฉพาะอย่างหลังเขาเคยกล่าวว่า Armani/Casa คือโปรเจกต์ที่เติมเต็มวิสัยทัศน์รอบด้านของงานออกแบบให้แก่เขาในฐานะนักออกแบบคนหนึ่ง และประกอบกับช่วงเวลานั้นตัวเขาเองไม่สามารถที่จะหาเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ถูกใจได้ จุดนี้จึงเป็นแรงพลักดันให้เขาคิดโปรเจกต์นี้ขึ้นมา

 

Image Courtesy of Alfa Castaldi

 

อาร์มานี่เคยให้สัมภาษณ์ว่าจุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์ไลฟ์สไตล์นั้นเกิดขึ้นจากเพราะเขาต้องการที่จะถ่ายทอดความตัวตนและความงามแบบเขาผ่านสิ่งที่ไม่ใช่แฟชั่น ซึ่งเขาเชื่อว่าในฐานะที่เขาเป็นคนทำงานเชิงสร้างสรรค์ สิ่งที่เขารักที่สุดคือการที่ได้ภาพในหัวออกมาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ ซึ่งสำหรับเขาแล้วนั้นไม่เพียงแค่การออกแบบเสื้อผ้าที่เขาจะคำนึงถึงการใช้งานอย่างจริงจัง ทุกๆ อย่างที่เขาออกแบบไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายในโรงแรมหรือคาเฟ่ การออกแบบเตียงและแม้กระทั่งช็อกโกแลตสักแท่งหนึ่ง ทุกสิ่งนั้นต้องเข้าถึงจุดที่สัมผัสได้ถึงความต้องการของผู้คนจริงๆ ทุกอย่างที่เขาได้บันดาลสร้างขึ้นมานั้นได้สื่อสารออกไปผ่านรสนิยมของตัวเขาทั้งสิ้น ส่วนหนึ่งมันอาจจะมาจากที่เขาเคยบอกว่าชีวิตกับงาน สำหรับเขาคือสิ่งเดียวกัน งานไม่สามารถแยกออกจากชีวิตได้  มันเหมือนกับว่าทุกพื้นที่ที่เขาได้เหยียบย่ำไป มันต้องงอกงามมาเป็นผลผลิตให้เขาเสมอ

จุดนี้อาร์มานี่ได้มองเห็นแล้วว่าการสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์คือสิ่งที่ยั่งยืน เพราะว่าชาวอิตาเลียนมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตกับการแต่งตัวแทบจะเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สามารถสะท้อนถึงกันและกันได้ ทุกอย่างนี้คือความแยบยลในการสอดรับของเรื่องเสื้อผ้ากับเรื่องไลฟ์สไตล์ที่เขาต้องการจะโยงเข้าถึงกันผ่านการสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความหรูหรา นุ่มนวลและสง่างาม โดยครั้งหนึ่งเขาเคยอธิบายความหมายของความลักชัวรี่ไว้ว่า “ความหรูหราที่แท้จริงแล้ว การเราได้มีอิสระในการที่จะสามารถออกไปมองโลกข้างนอก ได้ไปเที่ยว พบปะมิตรสหายและอยู่กับคนที่เรารัก”

 

Image Courtesy of Numéro

 


 

จอร์โจ อาร์มานี่ทำให้ผมนึกถึงเรย์มอนด์ ลูอี้ (Raymond Loewy) นักออกแบบเชิงอุตสาหกรรม ผู้กอบกู้อเมริกาหลังวิกฤติ The Great Depression ที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนกล่าวว่า “ดวงตาข้างหนึ่งของเขาเต็มไปด้วยพลังจินตนาการแห่งการสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกันอีกข้างหนึ่งเปรียบเสมือนเครื่องเก็บเงินที่ทำประโยชน์ทางธุรกิจได้มหาศาล” เช่นเดียวกัน สายตาที่อาร์มานี่จ้องมองความเป็นไปในโลกแฟชั่นนั้นไม่ได้แค่เพียงเรื่องของการออกแบบเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจในการสร้างธุรกิจให้เฟื่องฟู เป็นต้นแบบของการพัฒนาธุรกิจแฟชั่นสมัยใหม่และการสร้างแบรนด์จากอิตาลีที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก คงจะเป็นการกล่าวไม่เกินจริงเลยถ้าหากเราจะให้สมญานามเขาว่า ดอน จอร์โจ อาร์มานี่ กับแนวคิดเบื้องหลังแผนการเดินหมากในเกมชีวิตและธุรกิจแต่ละช่วงเวลาของ เดอะ ก็อดฟาเธอร์แห่งวงการแฟชั่นผู้นี้

 

Related Stories

The Style Guide

TAILORING OF TOMORROW: สนุกอย่างมีสไตล์ สบายอย่างมีรสนิยม บทสรุปของสายเทเลอร์กับความเป็นไทย

น่าคิดว่ากระแสการแต่งกายแบบ sartorial ที่อยู่ๆ คนก็ลุกขึ้นมาใส่สูทผูกไท จะไปจบที่ตรงไหนในวิถีชีวิตแบบไทยๆ ทุกวันนี้

Read

The Inspirations

TOM FORD A MAN WITH A VISION

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากชายชื่อ ทอม ฟอร์ด
ภายใต้แนวคิดและวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลม

Read

The Inspirations

THE STORIES OF RALPH LAUREN

เคล็ดลับความสำเร็จในการสร้างโลกของ Ralph Lauren
อาณาจักรของห้องเสื้อที่บอกเล่าเรื่องราวชนชาติอเมริกันผ่านมุมมองของผู้กำกับ

Read

0Shares
preloader