The Read

GETTING OVER A HEARTBREAK: 3 กฎเหล็กเยียวยาแผลใจ ฟื้นไข้จากอาการอกหัก

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Read

GETTING OVER A HEARTBREAK: 3 กฎเหล็กเยียวยาแผลใจ ฟื้นไข้จากอาการอกหัก

18 September 2020

แล้วเราจะคิดถึงแฟนเก่าได้อย่างไม่เจ็บปวด

 

เราคงเคยได้ยิน ‘วิธีแก้อาการร้าวรัก’ หรือ อกหัก มามากมายไม่ว่าจะเป็นการออกไปวิ่งผลาญน้ำในร่างกายให้แห้งเหือด เพื่อจะได้ไม่ต้องมีน้ำเหลือเป็นน้ำตาของตำรวจหมายเลข 223 (รับบทโดย ทาเคชิ เคนิชิโร่ ) ใน Chungking Express (1994) หรือไหนๆ เรื่องราวมันรวดร้าวเกินกำลังจะต้านทานก็ไปเข้าคลีนิคลบความทรงจำทิ้งให้มันจบๆ ไปของโจเอลและคลีเมนไทน์ (รับบทโดยจิม แครี่และเคท วินสเลต) คู่รักในเรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) และสำหรับคุณอะไรคือวิธีในการต่อกรกับแผลสดที่ได้ผลมากที่สุด

ตั้งแต่วินาทีที่เริ่มความสัมพันธ์จนถึงวันสุดท้าย วุฒิภาวะทางความรักนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในวันที่ต้องลาจากกันไป การรู้เท่าทันความคิดและสำนึกของตัวเอง จะช่วยให้เราปลอบประโลมและประนีประนอมกับตัวเองได้ดีขึ้น ถึงแม้มันอาจจะไม่ช่วยให้เราหายเจ็บได้ทันที แต่ก็ทำให้เราอยู่กับมันได้อย่างเข้าใจ มนุษยชาติได้เผชิญกับเรื่องเจ็บปวดใจนี้กันมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่แคล้วที่จะต้องได้เห็นคนช้ำรัก เล่นบทพระเอกมิวสิควีดีโออยู่ร่ำไป

เคยไหมในเวลาที่เราอกหัก เรามักจะรู้สึกโหวงๆ เหมือนขาดอะไรไป กอดตัวเองก็ไม่อุ่น ทำอย่างไรความรู้สึกเดิมที่เคยเป็นก็ไม่เหมือนเก่า ซึ่งในมุมมองของพฤติกรรมที่ว่านี้ ศาสตร์แห่งจิตวิทยาสามารถอธิบายได้ในรูปแบบของระบบคุณค่า ที่ตัวเรานั้นได้ให้ความรู้สึกพิเศษเชื่อมโยงเข้ากับคนที่เรารักอย่างอัตโนมัติ

ฉะนั้นไม่แปลกที่ต่างฝ่ายเวลาต้องเลิกรากันไปนั้น ฝ่ายที่โดนบอกเลิกถึงมักมีอารมณ์ที่รุนแรงหรือบางคนอาจจะรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง กล่าวโทษตัวเอง ทั้งหมดเกิดจากการที่เรารู้สึกสูญเสียคุณค่า เพราะคุณค่าที่ตัวเองเคยได้รับจากอีกฝ่ายนั้นมันไม่มีอีกแล้ว

ผมได้มีโอกาสปรึกษาเรื่องนี้กับ กอบุญ เกล้าตะกาญจน์ นักจิตวิทยาการให้คำปรึกษาประจำแอปพลิเคชัน ooca โดยเขาบอกว่าแท้จริงแล้ว ความรู้สึกเจ็บปวดที่เรารับมือด้วยมันมาจากสมองของเรานั่นเองที่มันยังจดจำเรื่องเดิมและทำงานอยู่เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวันที่หัวใจสลายไปแล้ว

 

 

“ส่วนใหญ่เวลาเราสูญเสียอะไรสักอย่างหนึ่ง เราจะให้คุณค่ากับสิ่งนั้นมากกว่าเวลาที่เรามีมันอยู่”

 

กอบุญเปิดหัวข้อสนทนาการเยียวยาความเจ็บปวดได้ขึ้นมาอย่างแหลมคมแทงกลางอก ทำให้ผมนึกเจ็บแปลบขึ้นมากับแผลเป็นที่ปิดสนิทไปนานแล้ว โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามความหมายของประโยคดังกล่าวราวกับมันเป็นสัจธรรมไปเสียแล้ว

ความรู้สึกสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้น คือ หนึ่งในคุณค่าทั้งหมดที่ประกอบอยู่ในตัวเรา ที่จริงๆ ในตัวเรามีทั้งคุณค่าที่ยึดโยงกับคนในครอบครัว ความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน เพียงแต่ว่าสิ่งที่เสียไปมันเป็นคุณค่าที่เราซึบซับและใส่ใจมาเป็นเวลานาน ไม่แปลกที่เราจะมองเห็นคุณค่านี้ชัดเจนและรู้สึกถึงมันได้มากที่สุด

สิ่งที่เป็นจริงมากกว่าการสูญเสียคุณค่าที่เชื่อมโยงกับอดีตคนรัก คือ เรื่องของ ‘เวลา’ ที่เราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้แล้ว แต่เราสามารถทำความเข้าใจและพัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้นจากเดิมได้ ฉะนั้นการตั้งตารับมือกับความรู้สึกและรู้ถึงฝีก้าวของสมองที่จะกระหน่ำพายุแห่งความทรงจำเข้าถาโถมลงในจิตใจของเราหรือ ‘การฟื้นฟูจิตใจตัวเอง’ จึงเป็นสิ่งที่เราควรทำในตอนนี้ ซึ่งกอบุญ บอกว่าก่อนอื่นเลย เราต้องรู้จัก ‘รัก’ ตัวเองให้เป็นก่อน

“คุณต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ คุณต้องดูแลและปรารถนาดีต่อตัวเองด้วย” เขาเน้นย้ำ เพราะถ้าเราเริ่มกับความคิดนี้ไม่ได้กระบวนการฟื้นฟูจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย และจงอย่ามองความเหงาที่ปรากฏขึ้นมาอย่างพร้อมเพียงในทุกมุมห้องว่าเป็นสื่งเลวร้าย ซึ่งในทางนักจิตวิทยาอย่างเขาบอกว่านี่คือสัญญาณที่จะบอกให้เราเริ่มทำสิ่งใหม่ “จริงๆ  แล้วความเหงามันไม่ได้ทำร้ายเรา มันแค่มาทักทายเราในเวลาที่เราไม่มีใคร ให้เราค้นหาสิ่งที่จะทำให้เราปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเอง”

 

ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง

 

จริงอยู่ที่ความรักนั้นคือการให้และการรับ แต่หลายคนมักจะติดกับดักความรู้สึกการเป็นเจ้าของและจะคิดเสมอว่า ตัวเองสมควรเป็นฝ่ายที่ได้รับสิ่งต่างๆ จากคนที่เรารักเสมอ เช่น ทำไมฉันต้องทำสิ่งนี้ให้คุณด้วย? แล้วคุณจะทำอะไรให้ฉันบ้างล่ะ?

กอบุญมองว่าความคิดตรงนี้เป็นหลุมพรางที่ทำให้หลายคนมุมมองต่อความรักผิดไป เพราะความรัก คือ การให้ในตัวของมันเอง และการให้เป็นที่มาของความสุข ฉะนั้นคุณไม่มีอะไรที่จะสูญเสียเลย หากไม่คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน เช่นเดียวกับการที่เรามัก “เอาความคาดหวังของตัวเองไปบอกว่าคนอื่นควรจะคิดและทำเหมือนๆ กับเรา เขาไม่ควรทำกับเราแบบนั้นแบบนี้” เขายกตัวอย่าง หลังจากที่เลิกกันแล้วมีหลายคนชอบตามไปดูอินสตาแกรมแล้วพบว่า ทำไมเธอดูร่าเริง ทำไมไม่เศร้าเลยหรือมูฟออนได้เร็วจัง คำถามที่กัดกินจิตใจพวกนี้นั้นเกิดมาจากความคาดหวังของตัวเราเองล้วนๆ เพราะที่จริงฝ่ายนั้นเขาอาจจะเสียใจอยู่เหมือนกัน แต่เราหลงลืมไปว่ารูปภาพที่เราเห็นเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของตัวตนของเขา

ฉะนั้นสิ่งสำคัญก่อนการเข้าสู่กระบวนการเยียวยาจิตใจ คือ การตั้ง ‘สติ’ เพราะการรู้เท่าทันความคิดตัวเอง คือ สิ่งจำเป็นต่อทุกก้าวต่อไปนี้ “มันต่างกันนะสมมติคิดถึงแฟนเก่ามาก แล้วฟุ้งไปโดยไม่รู้ตัวแล้วเราคิดถึงเขาแบบไม่จบไม่สิ้น จมดิ่งอยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า กลับกันถ้าเรารู้ตัวมีสติแล้วว่า ฉันมีแนวโน้มที่จะฟุ้งแล้วนะ ฉันไม่อยากจมดิ่งแบบนี้อีกหรือเราเผลอเชื่อมโยงคุณค่าตัวเองเข้ากับเขาอีกแล้ว ก็ดึงตัวเองกลับมาทัน” ถึงอย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญของเราก็บอกว่า ไม่ผิดที่เราจะรู้สึกโอดครวญหรือเศร้าบ้างบางเวลา ระลึกถึงได้แต่ต้องไม่ฟูมฟายมากนัก

เขาได้แนะนำสเต็ปการเยียวยาจิตใจมา 3 ข้อด้วยกันที่เหมือนเป็นกฎเหล็กที่เราต้องทำตามแม้ว่ามันจะต้องฝืนความรู้สึกแค่ไหน แต่สุดท้าย จากประสบการณ์ให้การปรึกษา เขาพบว่ามันจะช่วยให้เราเห็นแนวทางฟื้นฟูจิตใจได้เร็วขึ้น โดยกฎเหล็กที่ว่านี้เป็นไปในรูปแบบความคิดและทัศนคติที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ที่ตัวเองเผชิญอยู่ ตามพฤติกรรมและความถนัดของแต่ละคน เพราะมันแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะมีวิธีหรือกิจกรรมอันตายตัวที่จะเหมาะกับทุกคน เพราะว่าเราต่างอกหักมากันคนละเรื่องนั่นเอง

 

 

อย่าเห็นกันดีกว่า

 

“ช่วงแรกของการรู้สึกสูญเสีย เราจะยอมรับไม่ได้” หลังได้ยินข่าวร้าย สมองเราจะทำงานตอกย้ำความเจ็บช้ำโดยการรีรันความทรงจำเดิมๆ เข้ามาในความคิดตลอด แถมยังให้ค่ากับวันคืนในอดีตมากกว่าที่เคยเป็นมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือ ปิดกั้นไม่ให้ตัวเองเจอกับสิ่งเร้าที่พาเราให้ไปนึกถึงแฟนเก่า เช่น เราต้องไม่ส่องอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊ก เก็บบรรดาข้าวของต่างๆ ที่เคยใช้ร่วมกันลงกล่อง ไม่ไปสถานที่ต่างๆ ที่เคยมีเวลาแห่งความสุขด้วยกัน เพื่อลดสิ่งที่จะคอยเร้าให้เรารู้สึกคิดถึงเขาหรือเธอ ซึ่งในภาวะนี้กอบุญก็อยากให้เราประคบประหงมตัวเองเป็นพิเศษ อย่าใจร้ายกับตัวเองมากนัก “ถ้าคุณรู้ว่ายังรับกับความทรงจำนี้ได้ไม่เต็มที่ก็ปล่อยมันไป กลับมาดูแลความรู้สึกตรงนี้ของตัวเองก่อน”

 

 

ห้ามใจเท่าไหร่ หัวใจก็ยังไม่ฟัง

 

แม้ในสเต็ปแรกเราจะบอกให้คอยควบคุมตัวเองไม่ให้ไปข้องแวะกับสิ่งที่จะกระตุ้นความรู้สึก แต่ไม่ต้องกลัวว่ามันจะทำให้คุณจะลืมความอบอุ่นในช่วงเวลานั้นไป เราเข้าใจความรู้สึกของคุณตรงนั้นดี เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่มีใครที่ลบความทรงจำได้ มีแต่ไม่คิดถึงมันเท่านั้น กอบุญบอกว่า “เราปิดสวิตซ์ทันทีไม่ได้ แต่เราฝึกการตอบสนองได้”  เพื่อไม่ให้จิตไปคิดคร่ำเคร่งอยู่ในเรื่องแฟนเก่าอย่างเดียว สิ่งที่ควรทำคือ เริ่มต้นหากิจกรรมอื่นทำแทนหรือเปลี่ยนโฟกัสก่อน โดยเฉพาะการกระทำที่เราสามารถสัมผัสความสำเร็จได้ในตอนท้าย อย่างการได้ลงมือทำสิ่งที่มีคุณค่า หรือการออกกำลังกายที่มีสุขภาพที่ดีเป็นรางวัลตอบแทน เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เราเห็นว่าในช่วงเวลาทุกข์ เราก็ยังสามารถทำเรื่องดีๆ ได้อยู่เช่นกัน “แม้ว่าคุณจะยังรู้สึกสูญเสียในบางอย่างแต่คุณก็ยังรู้สึกสำเร็จในบางเรื่อง มันทำให้คุณยังรู้สึกได้รับบางสิ่งบางอย่างกลับมา”  ซึ่งเขาเสริมต่อช่วงนี้ก็เปรียบเหมือนยาหม่องที่เพียงช่วยบรรเทาแต่ความเจ็บปวดเท่านั้น

 

 

ฉันเพิ่งเข้าใจความรัก ว่าเป็นอย่างไร
ฉันเพิ่งเข้าใจ ความหมายที่มี

หลังจากที่ใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งเพื่อรวบรวมสติ และสามารถคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมาได้ กอบุญบอกว่าบันไดขั้นสุดท้ายที่ต้องก้าวขึ้นไปให้ได้ของการฟื้นฟูจิตใจ คือ ถอดบทเรียนและเรียนรู้เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นระหว่างสองเรา จงมองความรักด้วยความเข้าใจ อนุญาตให้ตัวเองได้นึกถึงเรื่องที่ดีที่เคยมีระหว่างกันพอให้เป็นสายลมโชยอ่อนที่พัดผ่านตัวเราไป และยอมรับว่าคนเรามีพบก็ต้องมีจาก แม้สองเราจะพยายามปรับตัวเข้าหากันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ท้ายที่สุดถ้าเข้ากันไม่ได้จริงๆ ก็ควรกล้าหาญยอมรับว่าคนเราไม่ได้สมหวังในความรักทันที ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ยอมรับได้ ชีวิตไม่ได้จะพังทลายลงตรงหน้า และอยู่ด้วยความเชื่อมั่นว่าก็ต้องมีสักครั้งที่ความรักจะประสบความสำเร็จ

กอบุญบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ จงเรียนรู้ที่จะรักอย่างไม่ครอบครอง ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผมเองและผมก็เชื่อว่าคนอื่นๆ ก็อาจจะรู้สึกเหมือนกันว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกับการที่จะรักใครสักคน (แบบคู่รัก) อย่างไม่ครอบครอง แต่ถ้าหากเราพยายามนึกถึงเรื่องนี้ไว้ตลอด อย่างน้อยในวันที่เราต้องเดินทางออกไปจากชีวิตกันและกัน เราจะสามารถอยู่กับความร้าวรานได้อย่างเข้าใจ

“เราควรจะอนุญาตและเสียสละให้เขาและเราไปเจอคนที่เหมาะสม ให้เราทั้งสองมีความสุขโดยแท้จริง เพราะการเห็นเขามีความสุขในแนวทางที่เขาเลือกเดิน ก็ทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน รักที่ปราศจากความคาดหวังมันคือความรักที่เติบโต การไม่ผูกมัดและครอบครองให้เขาเป็นไปตามเงื่อนไขของเราเสมอ ความรักแบบนี้เราก็พร้อมที่จะปลดปล่อยเขาและใจของเราให้เป็นอิสระมากขึ้น”

 


“ความรักมิให้สิ่งอื่นใด นอกจากตนเอง
และก็ไม่รับสิ่งใด นอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก”
– บางส่วนจาก ปรัชญาชีวิต ของ คาลิล ยิบราน

 

Related Stories

The Read

LONG-DISTANCE RELATIONSHIP: ดีใจหายกับเศร้าดำดิ่งเพราะดันมีรักระยะไกล

คำสารภาพจากประสบการณ์จริงของมนุษย์ Long-Distance

Read

The Read

BETWEEN US: แค่ไหนถึงจะพอดีกับพื้นท่ีตรงกลางของความสัมพันธ์

เพราะบางทีก็มีคำว่า 'ใกล้กันเกินไป' สำหรับคู่รัก

Read

The Read

ROMANCE IN BANGKOK: หรือกรุงเทพฯ จะไม่ใช่เมืองที่เอื้อต่อการตกหลุมรัก

สวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่อาจตรงกันข้ามสำหรับการเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบคู่รัก

Read

0Shares
preloader