The Read

GANGSTER RULES: กฎเหล็กของใครจะโหดกว่า ระหว่างยากูซ่ากับแก๊งสเตอร์อเมริกัน

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

The Read

GANGSTER RULES: กฎเหล็กของใครจะโหดกว่า ระหว่างยากูซ่ากับแก๊งสเตอร์อเมริกัน

11 November 2020

ความแตกต่างในความเหมือนของผู้ทรงอิทธิพลนอกกฎหมายจากคนละฟากโลก

 

ในทุกเมืองทั่วทุกมุมโลก นอกจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว ยังมีอีกหนึ่งขั้วอำนาจที่มักจะใช้ช่องทางต่างๆ ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย แผ่อิทธิพลควบคุมผู้คนด้วยความหวาดกลัว

เราต่างเรียกขานกลุ่มคนเหล่านั้นว่า “มาเฟีย” และในบรรดามาเฟียที่มีอยู่มากมายนั้น มีเพียงมาเฟียไม่กี่แก๊งหรือไม่กี่สัญชาติที่มีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นตำนานให้คนเล่าขานถึงความวีรกรรมโหดเหี้ยม 

ถึงแม้จะมีชื่อเรียกต่างกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากมุมมองคนภายนอกมาเฟียอเมริกันกับยากูซ่าญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกันในหลายแง่มุม บทความนี้จึงเป็นการหยิบยกประเด็นนี้มากล่าวถึง ก่อนจะสำรวจให้ลึกลงไปว่าภายใต้ความเหมือนนั้น ผู้ทรงอิทธิพลนอกกฎหมายจากคนละฟากโลกมี “กฎและธรรมเนียมปฏิบัติ” ที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

 


 

โลกของมาเฟียอเมริกัน

 

ก่อนอื่นต้องอธิบายเสียก่อนว่าเหตุผลที่ผู้เขียนหยิบยกมาเฟียอเมริกันมากล่าวถึงเพียงสัญชาติเดียว ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะ มาเฟียอิตาเลี่ยน, มาเฟียไอริช, หรือมาเฟียแอลเบเนี่ยน ต่างก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กัน นั่นก็เพราะมาเฟียอเมริกันไม่ได้หมายถึงชาวอเมริกันเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาเป็นเหมือน “ลูกผสม” ที่ได้รับอิทธิพลมาจากองค์กรนอกกฎหมายหลากหลายสัญชาติ ผ่านทางการอพยพตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะวัฒนธรรมของ “มาเฟียซิชิลี” ที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุด

การที่เหล่าแก๊งมาเฟียในประเทศสหรัฐอเมริกาถูกเรียกขานว่า “Cosa Nostra” ที่มีความหมายในภาษาอิตาลี่ว่า “สิ่งของของเรา” เช่นเดียวกับมาเฟียในเกาะซิชิลี หรือแม้กระทั่ง 5 ครอบครัวมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองมหานิวยอร์กตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 30 ต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ต่างก็มีเชื้อสายอิตาลี ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันความจริงประการนี้ได้เป็นอย่างดี

กลุ่มมาเฟียในเกาะชิซิลีนั้นก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนที่ในช่วงทศวรรษที่ 20 ผู้อพยพจากเกาะชิซีลีจะหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าพวกเขาได้นำ “พิมพ์เขียว” แก๊งมาเฟียติดตัวมาด้วย

ประจวบเหมาะกับที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วง “Prohibition” ที่ห้ามค้าขายสุรา เหล่าผู้มีอิทธิพลจึงได้ช่องทางการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ก่อตั้งเป็นแก๊ง และขยายอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ 

 

 

ในยุคที่มาเฟียรุ่งเรืองในแผ่นดินอเมริกา มีรายงานว่าจำนวนแก๊งทั้งหมดมีมากถึง 10-100 แก๊ง กระจายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองที่เป็นเมืองท่า และถึงแม้พวกเขาจะเรียกขานตัวเองว่าครอบครัว แต่จริงๆ แล้ววิธีการบริหารงานก็ไม่ต่างจากบริษัทเท่าไรนัก

Boss หรือ Don คือผู้มีอำนาจสูงสุดในองค์กร เปรียบเสมือนยอดของปีระมิด ทุกการตัดสินใจสำคัญขององค์กรจะต้องมาจากเขา หรือเขาต้องให้ความยินยอมแล้วเท่านั้น นอกจากนั้นเงินทั้งหมดที่องค์กรหาได้จะต้องส่งตรงมาให้บอส ก่อนที่บอสจะเป็นผู้จัดสรรปันส่วนให้สมาชิกแต่ละคน

โดยปกติแล้วตำแหน่งบอสมักจะสืบทอดกันทางสายเลือด ถ้าบอสมีลูกชายและบอสคนเก่าได้เสียชีวิตลง ลูกชายก็จะขึ้นมาเป็นบอสคนใหม่ แต่ในกรณีที่บอสไม่มีผู้สืบทอด และก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะให้ใครสืบทอด คณะผู้บริหารของแก๊งก็จะทำการโหวตลงคะแนนเพื่อหาบอสคนใหม่

ตำแหน่งถัดลงมาจากบอสเรียกว่า Underboss ซึ่งโดยปกติแล้วตำแหน่งนี้บอสจะเป็นคนแต่งตั้งด้วยตัวเอง ส่วนจำนวนของ Underboss ในแต่ละแก๊งก็แตกต่างกันไปตามขนาดองค์กร รวมถึงจำนวนธุรกิจต่างๆ ที่แก๊งควบคุมอยู่ เนื่องจากหน้าที่สำคัญของ Underboss นอกจากจะเป็นผู้มีอำนาจอันดับที่ 2 ของแก๊ง และขึ้นเป็นรักษาการณ์แทนบอสในบางสถานการณ์แล้ว พวกเขามักจะได้รับมอบหมายให้ดูแลบริหารกิจการขนาดใหญ่ของแก๊งที่สามารถทำกำไรได้มาก

การที่ต้องทำหน้าที่สำคัญเช่นนี้ Underboss ส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบอส เช่นพี่ชาย, น้องชาย, หรือญาติสนิท ตัวละคร เฟรโด้ คอร์เลโอเน จากซีรี่ส์ภาพยนตร์ The Godfather น่าจะเป็นตัวอย่างของ Underboss ที่ชัดเจนที่สุด

Consigliere คืออีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญของแก๊ง เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งพิเศษ เพราะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ถึงจะไม่มีอำนาจสั่งการใคร แต่ก็ไม่มีใครในแก๊งสามารถสั่งการเขาได้เช่นกันนอกจากบอส 

หน้าที่หลักของ Consigliere คือเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของบอสในการดำเนินงานหรือกิจการต่างๆ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับแก๊งอื่นๆ รวมถึงกับเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนั้นยังเป็นตัวแทนที่แต่ละแก๊งจะส่งมาเพื่อเจรจาข้อตกลงสำคัญ 

ดังนั้นผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง Consigliere จึงต้องมีความเฉลียวฉลาด ส่วนใหญ่จะมีการศึกษาสูง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ถ้ายังนึกไม่ออกก็ตัวละคร ทอม เฮเกน จากซีรี่ส์ภาพยนตร์ The Godfather เขานั่นแหละคือ Consigliere ของแก๊ง

นอกจากผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้แล้ว Caporegime หรือ Capo คือตำแหน่งที่อยู่ถัดลงมา ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจโดยง่ายตำแหน่งนี้ก็เปรียบเสมือน “หัวหน้าหน่วย” 

โดย Caporegime แต่ละคนจะมีกำลังคนภายใต้การบัญชาประมาณ 10-20 คน และพวกเขาจะมีเขตที่ต้องดูแลเป็นของตัวเองตามคำสั่งของบอสใหญ่ เช่น Caporegime คนนี้ดูแลฝั่งตะวันตกของถนนสาย 14 เป็นต้น

แน่นอนว่าเมื่อเป็นตำแหน่งที่มีกำลังคนในมือ ทุกงานสกปรกของแก๊ง เช่นการฆาตกรรม, ข่มขู่, กรรโชกค่าคุ้มครอง มักจะถูกถ่ายทอดคำสั่งมายัง Caporegime อยู่เสมอ 

 

 

เมื่อได้รับคำสั่งจาก บอส หรือ Underboss Caporegime ก็ไม่ได้ลงมือเอง แต่เขาจะสั่งสมาชิกระดับล่างของแก๊งที่เรียกว่า Soldier ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเขาให้ไปจัดการให้อีกทอดหนึ่ง 

อีกหนึ่งตำแหน่งที่ไม่ถูกนับรวมเป็นสมาชิกแก๊ง แต่ก็มีความสำคัญต่อแก๊งไม่แพ้ตำแหน่งอื่นๆ มีชื่อว่า Associate 

Associate นั้นมีความหมายครอบคลุมบุคคลหลายประเภทมาก ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับสินบนเพื่อให้กิจการของแก๊งดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น ไปจนถึงเด็กส่งยาเสพติด คนดูต้นทาง 

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจโดยง่าย Associate ก็เปรียบเสมือนฟรีแลนซ์หรือ Outsource ที่บริษัทจ้างให้ทำงานเป็นรายครั้งไปนั่นเอง ทว่าด้วยความที่ไม่ใช่สมาชิกแก๊ง ไม่มีความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวกับแก๊ง จึงมีบ่อยครั้งที่เมื่อ Associate คนใดหมดประโยชน์ก็จะถูกกำจัดทิ้งทันที เพื่อป้องกันการสาวมาถึงบอสใหญ่

อีกหนึ่งโครงสร้างสำคัญของแก๊งมาเฟียอเมริกันที่น่าสนใจคือ The Commission หรือคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างแก๊ง 

“ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” นี่คือวลีอมตะที่เข้ากับสังคมแก๊งมาเฟียได้เป็นอย่างดี เพราะบางเวลาพวกเขาอาจจะทำสงครามห้ำหั่นกัน แต่บางเวลาพวกเขาก็ทำธุรกิจร่วมกัน The Commission จึงถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นี้

ตัวอย่างเช่นในชายฝั่งตะวันออก ทุกๆ 5 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อแก๊งมาเฟีย เหล่าผู้นำครอบครัวทั้ง 5 แห่งนิวยอร์ก (Maranzano, Profaci, Mangano, Luciano, Gagliano) รวมถึงแก๊งชิคาโก้ที่นำโดย อัล คาโปน และแก๊งบัฟฟาโล จะมาประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยแต่ละแก๊งจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการโหวตลงคะแนน

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนน่าจะสงสัยคือ…เหล่าแก๊งมีวิธีรับคนเข้าเป็นสมาชิกอย่างไร?

แน่นอนว่าถ้าไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันกับบอสหรือสมาชิกระดับสูง การจะเข้าเป็นสมาชิกแก๊งนั้นต้องเริ่มจากการเป็น Soldier ซึ่งเป็นสมาชิกระดับล่างสุด

หน้าที่ในการหาสมาชิกเข้าแก๊งเป็นของ Caporegime โดยพวกเขาจะเฟ้นหาคนหนุ่มที่มีแวว หรือเป็นนักเลงหัวไม้ ซึ่งถ้าเป็นแก๊งอิตาเลี่ยน เป้าหมายหลักก็จะเป็นคนที่มีเชื้อสายอิตาเลี่ยนด้วยเช่นกัน 

เมื่อพบเป้าหมาย Caporegime ก็จะชักชวนด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “Dress up” หรือ“Get Dressed.” เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเข้าใจกันว่าหมายถึงอะไร หลังจากนั้น Caporegime ก็นำตัวว่าที่สมาชิกไปพบกับบอส หรือสมาชิกระดับสูงเพื่อท่องคำสาบานแห่งความภักดี และกรีดเลือดจากนิ้วเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาจะเป็นสมาชิกแก๊งนับตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันแก๊งมาเฟียในอเมริกา รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติดังที่กล่าวมานั้นแทบจะสูญหายไปหมดแล้ว หลังจากที่ในปี 1970 สภาคองเกรสได้ผ่านพระราชบัญญัติองค์กรที่มีอิทธิพลและการทุจริต (RICO) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องการนำมาใช้จัดการกับแก๊งมาเฟียโดยเฉพาะ

ถึงแม้จะใช้เวลายาวนานหลายทศรวรรษ แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ถือว่าได้ผล เพราะนับตั้งแต่นั้นแก๊งมาเฟียในอเมริกันก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนแทบจะหายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิงเมื่อกาลเวลาเคลื่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

 


 

โลกของยากูซ่า

 

คำว่ายากูซ่านั้นมีความหมายว่า “ดีไปเพื่ออะไร” หรือ “Good For Nothing” ซึ่งมีที่มาจากเกมไพ่ประเภทหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า oicho-kabu

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของยากูซ่านั้นไม่ชัดเจนเหมือนของมาเฟียอเมริกัน เนื่องจากไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันเริ่มต้นเมื่อไร แต่ในหมู่ยากูซ่าด้วยกันเองมีความเชื่อว่าพวกเขามีความเชื่อว่าตัวเองคือผู้สืบทอดสายเลือดซามูไรโรนิน ผู้อยู่นอกกฎหมาย แต่มีคุณธรรม ช่วยเหลือคนยากจนนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ซึ่งความเชื่อนี้ได้สะท้อนผ่านธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่าง

ด้วยความที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ส่งผลให้มีกฎ 5 ข้อที่สืบทอดกันมาเป็นมรดก และยากูซ่าทุกแก๊งต่างก็พร้อมใจเคารพกฎนี้อย่างเคร่งครัด ได้แก่

1.ปฏิบัติต่อ “โอยาบุน” ด้วยความเคารพ

ในแก๊งยากูซ่าจะมีโครงสร้างความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “โอยาบุน – โกบุน” ที่เราจะอธิบายกันในหัวข้อถัดไป โดย โกบุน คือผู้อยู่ภายใต้คำสั่ง เขาจะต้องปฏิบัติต่อ โอยาบุน ที่เป็นผู้ปกครองด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

2.อย่าขโมยของจากคนสุจริตหาเช้ากินค่ำ

เนื่องจากแก๊งยากูซ่ามีความเชื่อว่าพวกเขาสืบทอดสายเลือดมาจากซามูไรโรนินผู้ผดุงความยุติธรรม ปล้นคนรวยมาแจกคนจนในสมัยก่อน ดังนั้นพวกเขาจะไม่ขโมยของหรือรังแกคนธรรมดาที่หากินสุจริตโดยเด็ดขาด

 

 

3.ห้ามแตะต้องครอบครัวหรือคนรักของสมาชิกคนอื่นๆ 

เนื่องจากยากูซ่าถือคติว่าพวกเขาอยู่กันเป็นครอบครัว ดังนั้นครอบครัวของสมาชิกแก๊งคนอื่นๆ ก็ย่อมเป็นครอบครัวของตัวเองด้วยเช่นกัน

4.ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

ถึงแม้ว่าแก๊งยากูซ่าจะทำผิดกฎหมายมากมาย แต่หนึ่งสิ่งที่พวกเขายึดถืออย่างมากโดยเฉพาะสมาชิกรุ่นเก๋าคือการห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด ถ้าใครแหกกฎจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก อย่างไรก็ตามในยุคหลังกฎข้อนี้ก็ค่อยๆ เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงเรื่อยๆ ตามกระแสของโลกที่หมุนไป

5.จงแสดงความกล้าหาญ

เกี่ยวข้องกับข้อ 2 ด้วยความเชื่อการเป็นผู้สืบสายเลือดของซามูไรหัวใจคุณธรรม ดังนั้นจึงมีหลายครั้งที่ยากูซ่ามักจะอาสาออกมาทำความดีช่วยเหลือสังคม ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่โกเบและโทโฮคุในปี 1995 และ 2001 ตามลำดับ 

ในส่วนของโครสร้างองค์กร ยากูซ่าญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกับมาเฟียอเมริกันในเรื่องการถ่ายทอดคำสั่ง ที่ผู้อยู่ในตำแหน่งสูงจะออกคำสั่ง ก่อนที่มันจะถูกถ่ายทอดต่อลงมาเรื่อยๆ ไปจนถึงระดับปฏิบัติการ แต่ที่ไม่เหมือนคือรูปแบบความสัมพันธ์

อย่างที่กล่าวไปว่ายากูซ่ามีระบบที่เรียกว่า “โอยาบุน – โกบุน” หรือแปลว่าพ่อกับลูก ตัวอย่างเช่นถ้าสมาชิกอาวุโสคนหนึ่งของแก๊งชักชวนหน้าใหม่เข้ามาร่วมแก๊งด้วย หน้าใหม่คนนั้นก็จะเป็นโกบุนของสมาชิกอาวุโสคนดังกล่าว ส่วนสมาชิกอาวุโสก็จะเป็นโอยาบุนที่โกบุนต้องให้ความเคารพ

ทว่าในขณะเดียวกันสมาชิกอาวุโสคนนั้นก็จะมีสถานะเป็นโกบุนของสมาชิกที่อาวุโสกว่าเขาขึ้นไปอีกขั้น ความสัมพันธ์นี้จึงเกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่ สมาชิกทุกคนจะเป็นทั้งโอยาบุนกับโกบุนในคนๆ เดียวกัน เว้นแต่หัวหน้าสูงสุดที่จะไม่ได้เป็นโกบุนต่อใคร

เมื่อเป็นเช่นนี้ยากูซ่าญี่ปุ่นจึงจะไม่มีการแบ่งตำแหน่งชัดเจนเหมือนมาเฟียอเมริกัน แต่จะเกี่ยวดองกันในฐานะ โอยาบุน – โกบุน ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับความอาวุโส

ส่วนการจะหาสมาชิกใหม่เข้ามาในแก๊งนั้น สมาชิกแก๊งระดับอาวุโสสามารถรับ โกบุน หน้าใหม่ได้ผ่านพิธีกรรมที่มีชื่อว่า “ซากาสุกิ”

คำว่าซากาสุกิมี 2 ความหมาย โดยความหมายแรกคือถ้วยสาเก และยังสามารถหมายถึงพิธีกรรมให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับความจงรักภักดีได้ด้วยเช่นกัน

ในพิธีกรรมซากาสุกิที่รับสมาชิกใหม่เข้าแก๊งนั้น โอคาบุน จะเทเหล้าสาเกให้ โกบุน โดยปริมาณของสาเกในถ้วยนั้นของ โอคาบุน จะต้องเยอะกว่า จากนั้นทั้งสองจะจิบสาเกจากถ้วยของตัวเองด้วยความประณีต

เมื่อสาเกหมดแก้ว โกบุน คนนั้นถือว่าได้เข้าร่วมกับแก๊งอย่างเป็นทางการ และพวกเขาต้องต้องตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวที่แท้จริงและสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อ โอคาบุน เท่านั้น

แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่สามารถทำตามคำบานนั้นได้ จึงต้องมีกฎเกี่ยวกับลงโทษด้วยเช่นกัน

การตัดนิ้วของยากูซ่าที่เรามักจะเห็นได้เป็นประจำในภาพยนตร์นั้นไม่ใช่ตำนาน แต่เป็นเรื่องจริง

 

 

ความเชื่อนี้มีที่มาจากวิถีซามูไรเช่นเดียวกัน โดยซามูไรผู้ใดที่ถูกตัดนิ้วก้อยออกไปจะทำให้ความสามารถในการจับดาบต่อสู้ลดน้อยลง และเมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่สามารถออกนอกลู่นอกทางได้อีก ต้องจงรักภักดีมากกว่าเดิม เพราะไม่มีที่ไป

เช่นเดียวกับในแก๊งยากูซ่า เมื่อสมาชิกคนใดทำผิด เขาจะต้องเข้าไปหา โอคาบุน ของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำขอโทษใดๆ เพียงแค่ยื่นดาบกับนิ้วก้อยของตัวเองไปข้างหน้า และให้ โอคาบุน เป็นผู้ลงมือตัด

อย่างไรก็ตามในยุคหลังๆ มีสมาชิกยากูซ่าจำนวนไม่น้อยเผยว่ากฎนี้มีความศักดิ์สิทธิ์น้อยลง มี โอคาบุน จำนวนไม่น้อยยอมรับเงินจาก คาบุน แทนคำขอโทษ เพื่อแลกกับการโดนตัดนิ้ว

อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของยากูซ่าที่ต้องกล่าวถึงคือ “รอยสัก”

สาเหตุที่ยากูซ่าจะต้องมาพร้อมกับรอยสักเต็มตัวนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อทดสอบความอดทนว่าพวกเขาจะสามารถผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัสนี้ได้หรือเปล่า นอกจากนั้นเมื่อมีรอยสักเต็มตัว การจะหนีออกจากแก๊งไปประกอบอาชีพอื่นก็ทำได้ยาก เรียกว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

โดยรอยสักที่ได้รับความนิยมคือปลาคาร์ฟซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและอำนาจ รวมถึงดอกซากุระซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตอันร่วงโรย

นี่คือวิถีของยากูซ่า ที่ถึงแม้ในปัจจุบันจะลดลงไปบ้างตามการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงจากที่ในปี 1992 ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายที่คล้ายกับ RICO ของสหรัฐอเมริกา แต่จากการสำรวจในปี 2019 พบว่าจำนวนยากูซ่าในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงมีมากกว่า 60,000 คน ไม่ได้หายวับไปเหมือนกับมาเฟียอเมริกัน

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนที่เกลียดยากูซ่า เพราะมียากูซ่าจำนวนไม่น้อยที่ทำเพื่อสังคม พวกเขาจึงสามารถยังดำรงอยู่ได้ด้วยสมดุลถ้อยทีถ้อยอาศัยนี้

Related Stories

Silver Screens

DON VITO CORLEONE: วิถีการปกครองคนแบบเจ้าพ่อแห่ง The Godfather

เพราะการบริหารปกครองผู้คนคือศิลปะแขนงหนึ่ง

Read

Silver Screens

AL PACINO: 8 บทบาทในความทรงจำของยอดนักแสดงมาดเข้มตลอดกาล

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่บทบาทเหล่านี้ก็ยังตราตรึงไม่เสื่อมคลาย

Read

Silver Screens

ALFRED HITCHCOCK: 5 ภาพยนตร์ของราชาหนังระทึกขวัญที่เป็นพิมพ์เขียวแก่หนังระทึกขวัญยุคใหม่

ผู้กำกับที่เชี่ยวชาญในการสร้างบรรยากาศ อึดอัด กระอักกระอ่วน ป่วนประสาท

Read

0Shares
preloader