The Read

From Shōwa to Reiwa: มองแฟชั่นแต่ละยุคสมัยผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Read

From Shōwa to Reiwa: มองแฟชั่นแต่ละยุคสมัยผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น

17 March 2020

จากปลายยุคโชวะถึงยุคเรวะ การ์ตูนญี่ปุ่นบอกอะไรเราเรื่องแฟชั่นบ้าง

 

นอกเหนือจากการเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงแล้ว ไม่ว่าจะในรูปแบบตัวหนังสือบนกระดาษอย่าง “มังงะ” หรือบางเรื่องก็ได้รับความนิยมจนถูกดัดแปลงให้มีชีวิตอยู่บนหน้าจอในรูปแบบของ “อนิเมชั่น” ก็ล้วนแฝงด้วยความหมายมากมายกว่าเสียงหัวเราะหรือความสนุกสนานที่ผู้บริโภคอย่างเราได้รับ

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของการ์ตูนญี่ปุ่นคือ “การเป็นหมุดหมายของแต่ละช่วงเวลา” เพราะถ้าเราลองมองให้ลึกลงไป ผ่านเนื้อเรื่อง ลายเส้น หรือสีสันของตัวละครที่ฉาบเอาไว้เบื้องหน้า ก็จะพบว่าในการ์ตูนแต่ละเรื่องนั้นแฝงไว้ด้วยเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม การเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือแม้แต่ในมิติเล็กๆ ของชีวิติอย่างเรื่องแฟชั่นการแต่งกายเองก็ตาม

จึงอาจกล่าวได้ว่าการ์ตูนญี่ปุ่นเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนแฟชั่นการแต่งกายตามแต่ละยุคสมัยก็ว่าได้ เนื่องจากผู้บริโภคการ์ตูนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุวัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคน ซึ่งคนกลุ่มนี้คือกลุ่มสำคัญที่สุดที่มีอิทธิพลในเรื่องแฟชั่นของประเทศ ดังนั้นการ์ตูนกับแฟชั่นจึงเป็นสองสิ่งที่เกื้อหนุนกันไปมาได้อย่างลงตัว

นับตั้งแต่ยุคสมัย ’70s หรือช่วงปลายของยุคโชวะ จนถึงปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่เข้าสู่ยุคสมัยเรวะอย่างเป็นทางการ ในช่วงครึ่งศตวรรษนี้มีวิวัฒนาการเรื่องของแฟชั่นมากมายที่สะท้อนออกมาผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งในครั้งนี้ เราจะพาย้อนเวลากลับไปสำรวจมันไปพร้อมๆ กัน

 


 

1970-1979

การเข้ามาของโลกตะวันตก

 

ยุค ’70s ปลายยุคสมัยโชวะคือช่วงเวลาแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นการหยั่งรากลึกที่สร้างความแข็งแกร่งให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ในตลาดเศรษฐกิจโลกเหมือนในปัจจุบัน การบริโภคส่วนบุคคลสูงขึ้น เป็นส่วนสำคัญทำในการสร้างแรงผลักดันให้แฟชั่นดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่นได้ไปศึกษาและเรียนรู้พัฒนาฝีมือในโลกตะวันตก 

ในแง่ของแฟชั่นช่วงทศวรรษนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสตรีทแฟชั่นในญี่ปุ่น และมีการได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างชัดเจน โดยสิ่งเหล่านี้ก็ได้สะท้อนออกมาผ่านการ์ตูนญี่ปุ่นในยุคดังกล่าวด้วยเช่นกัน

การ์ตูนญี่ปุ่นในยุค ’70s ถือเป็นยุคที่ยังมีแนวเรื่องไม่หลากหลายมากนัก ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยเนื้อเรื้องแนวหุ่นยนต์ แฟนตาซี ผจญภัย ส่วนอีกหนึ่งแนวที่เฟื่องฟูไม่แพ้กันก็คือเนื้อเรื่องที่ขับเน้นความเข้นข้นของชีวิตออกมาอย่างสมจริง เป็นภาพสะท้อนของการสู้ชีวิตของคนรุ่นก่อนหน้า ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้การจะพูดถึงเรื่องแฟชั่นในการ์ตูน เนื้อเรื่องประเภทหุ่นยนต์แฟนตาซีอาจจะไม่ตอบโจทย์มากนัก ตรงกันข้ามกับประเภทหลังที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร ยาบุกิ โจ จากเรื่อง โจ สิงห์สังเวียน (Tomorrow’s Joe) ที่ตลอดทั้งเรื่องจะได้เห็นเขาสวมเสื้อโค้ททับเสื้อยืดข้างใน และมีการสวมหมวกทรงไบเล่ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากการแต่งตัวของตะวันตก เช่นเดียวกับตัวละครแทบทุกตัวในเรื่อง ลูแปงที่ 3 (Lupin III) ที่มักจะปรากฏกายพร้อมชุดสูทสีสันสดใสและหมวกใบโปรดอยู่เสมอ หรือในอนิเมชั่นที่ทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีอย่าง โดราเอมอน ที่ถึงแม้จะเดินทางข้ามเวลามายาวนาน และจะยังมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่จุดเริ่มต้นของมันก็มาจากยุค ’70s โดยเสื้อผ้าที่ตัวละครเอกใส่ ก็มีความสบายๆ ดูไม่เป็นทางการ ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเช่นกัน

 


1980-1989

อเมริกันในแดนอาทิตย์อุทัย

 

 

ยุค ’80s คือยุคที่วิถีชีวิตแบบ “อเมริกันชน” เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษารุ่นใหม่ที่ความคิดรูปแบบนี้ดูเหมือนจะมีอิทธิพลพอสมควร ถ้าจะเรียกว่านักศึกษาญี่ปุ่นในยุคนั้นใช้ชีวิตรูปแบบเดียวกับนักศึกษาอเมริกาก็คงไม่ผิดนัก

ในเรื่องของมังงะหรืออนิเมชั่น ช่วงยุค ’80s นั้นค่อนข้างแตกต่างจากช่วงยุค ’70s อย่างชัดเจน ถึงแม้จะยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับหุ่นยนต์อยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนแนวเรื่องที่เพิ่มขึ้นมาคือแนวรักอบอุ่นหัวใจ เรื่องราวชีวิตวัยว้าวุ่นในโรงเรียนมัธยม และแนวตลกขบขันเบาสมอง ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครในเรื่องราวประภทนี้ นอกจากจะมีคาแรกเตอร์ครองใจผู้ชมแล้ว เรื่องของแฟชั่นพวกเขาก็เป็นผู้นำเทรนด์เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็น ซาเอบะ เรียว พระเอกจอมกะล่อนมากความสามารถ ขวัญใจเด็กผู้ชายยุค ’80s ทุกคน จากเรื่อง City Hunter ที่มักจะมาพร้อมการแต่งกายสไตล์ Shibuya Casual Style ด้วยการสวมเสื้อเชิ้ตหรือแจ็กเก็ตคลุมเสื้อยืดข้างใน และกางเกงขายาวทรงสลิม หรือแก๊งตัวละครหลักจากการ์ตูนเบสบอลแห่งยุค 80s เรื่อง Touch ที่โดดเด่นด้วยสไตล์ Japanese Preppy ด้วยการแต่งกายที่มีเสื้อสเว็ตเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก ไม่ว่าจะนำมาสวมใส่หรือพันไว้ตามตัว ปิดท้ายด้วย อายูคาว่า มาโดกะ นางเอกจากเรื่อง ถนนสายนี้…เปรี้ยว ที่เชื่อว่าหนุ่มๆ ในยุคนั้นต้องเคยตกหลุมรักตัวละครนี้อย่างหัวปักหัวปำแน่นอน โดยบ่อยครั้งในเรื่องที่เธอมักจะปรากฏกายพร้อมเสื้อแจ็กแก็ตกีฬาตัวใหญ่โคร่งเสมอ สอดคล้องกับเทรนด์ Sporty Fashion ที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น

 


 

1990-1999

จุดเริ่มต้นของความหลากหลาย

 

 

’90s จุดเริ่มต้นของยุคเฮย์เซย์ คือช่วงที่กระแสเรื่องความเท่าเทียมทางเพศถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจังในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เรื่องนี้จะส่งผลโดยตรงถึงเรื่องของแฟชั่นการแต่งกาย เรียกได้ว่าในยุค ’90s เป็นช่วงที่ความอิสระ ความคิดสร้างสรรค์ เริ่มผลิบาน เป็นจุดเริ่มต้นของความหลากหลายทางแฟชั่นที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนี้มาจนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับในเรื่องของการ์ตูน ยุค ’90s ถือเป็นยุคทองแห่งการ์ตูนญี่ปุ่นก็ว่าได้ เหล่าบรรดาการ์ตูนในตำนานที่ทุกคนรู้จักหลายเรื่องล้วนแล้วแต่มีจุดกำเนิดมาจากยุคนี้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น One Piece, Slam Dunk, GTO และมากมายอีกหลายเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของแฟชั่นการแต่งกายก็สะท้อนออกมาผ่านการ์ตูนชื่อดังเหล่านี้เช่นกัน

หนึ่งในตัวละครที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งยุค ’90s คือ อุราเมชิ ยูสึเกะ พระเอกจอมรันทด (เพราะคนดันชอบพระรองอย่าง ฮิเอ และ คุรามะ มากกว่า) ที่มักจะมาพร้อมกับ Shibuya Casual Style สวมเสื้อแจ็กเก็ตทับเสื้อยืดข้างใน ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์ขายาว โดยสไตล์นี้ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ยุค ’80s และยังคงไม่เสื่อมคลาย เช่นเดียวกับตัวละครจาก Ocean Waves อนิเมชั่นจาก Ghibli Studio ในปี 1993 ที่ดูเรียบง่ายแต่ก็มีเสน่ห์ด้วยสไตล์อมตะนี้

อีกหนึ่งเทรนด์ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือการแต่งกายของนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนหญิง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่นักเรียนหญิงญี่ปุ่นเริ่มหันมาสวมใส่กระโปรงนักเรียนสั้นเหนือเข่า จากที่ก่อนหน้านั้นกระโปรงจะอยู่เสมอกับบริเวณเข่า หรือถ้าเป็น “จิ๊กกี๋” ก็จะสวมใส่กระโปรงยาวติดพื้น โดยเรื่องนี้ก็สะท้อนผ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมากมายที่วางจำหน่ายในยุคนั้น แต่ที่โดดเด่นและทุกคนน่าจะรู้จักก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง GTO

ปิดท้ายด้วยเสื้อแจ็กเก็ตพิมพ์ลวดลาย ที่เรามักจะเห็นยากูซ่าหรืออันธพาลในประเทศญี่ปุ่นสวมใส่กันเป็นประจำก็เริ่มได้รับความนิยมในยุคนี้เช่นกัน และถ้าเป็นในโลกการ์ตูน ตัวละครที่สะท้อนแฟชั่นประเภทนี้ออกมาอย่างชัดเจนที่สุดก็คงเป็น โบยะ ฮารุมิจิ ขวัญใจมหาชนจาก เรียกเขาว่าอีกา

 


 

2000-2009

ยุคแห่ง Fast Fashion

 

 

ถ้ายุค 90s คือยุคสมัยแห่งความหลากหลายเฟื่องฟูด้านความสร้างสรรค์แห่งวงการแฟชั่นญี่ปุ่น ยุค 2000s ก็เช่นกัน มันยังคงเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ความหลากหลาย อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ถูกครอบไว้ด้วยอิทธิพลของแบรนด์เสื้อผ้า Fast Fashion ที่ย่างกรายเข้าสู่แผ่นดินญี่ปุ่น

UNIQLO, GAP, ZARA เหล่านี้คือตัวอย่างชื่อแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นในช่วงยุค 2000s บางแบรนด์ก็เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดในประเทศ บางแบรนด์ก็มาจากโลกตะวันตก อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไหน ด้วยความที่เป็น Fast Fashion จึงทำให้มันดูไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งสิ่งนี้ก็สะท้อนผ่านแฟชั่นการแต่งกายในการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือแทบทุกตัวละครในเรื่อง BECK ปุปะจังหวะฮา การ์ตูนที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กในยุค 2000s หันมาเล่นดนตรีกันอย่างมากมาย ที่มักจะใส่เสื้อผ้า Fast Fashion ที่ถึงแม้ในเรื่องจะไม่ได้ระบุแบรนด์อย่างตรงไปตรงมา แต่ก็พอจะดูออกมาผู้เขียนได้รับอิทธิพลมาจากแบรนด์ไหน เช่นเดียวกับตัวละคร ทาคุมิ นักซิ่งแห่งเขาอากินะ จากเรื่อง Initial D ที่มักจะปรากฏกายพร้อมเครื่องแต่งกายสมัยนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น

 


 

2010-2019

ยุคแห่งการค้นหาเอกลักษณ์

 

 

ปี ค.ศ. 2011 หลังจากเหตุภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 15,000 คน ความเสียหายทั้งหมดเป็นจำนวนเงินกว่า 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก่อให้เกิดแนวคิดที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการค้นหาวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ คิดทบทวนสิ่งสำคัญสำหรับตัวเอง ซึ่งส่งผลถึงเรื่องเทรนด์ของแฟชั่นโดยตรง

ผลลัพธ์ของการค้นหาเอกลักษณ์คือการที่มีเทรนด์การแต่งตัวประเภทใหม่ๆ ผุดขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเฟื่องฟูของการคอสเพลย์ หรือสไตล์ Japanologist, การย้อนยุคกลับไปแต่งกายแบบ Retro, หรือแม้กระทั่งการแต่งกายแบบสลับเพศ (ผู้หญิงแต่งตัวแบบผู้ชาย ผู้ชายแต่งตัวแบบผู้หญิง)

ในขณะเดียวกันเทรนด์ของ Fast Fashion ก็ยังคงเฟื่องฟูไม่ต่างจากยุค 2000s ยิ่งไปกว่านั้นมันกลับยิ่งแพร่หลายยิ่งกว่าเดิม จนเกิดเป็นการนำ Fast Fashion มาผสมผสานกับการแต่งกายแนวต่างๆ เช่น สตรีทสไตล์, สไตล์ Gyaru และสไตล์ Konsaba (ญี่ปุ่นดั้งเดิม)

ความหลากหลายของแฟชั่นในยุค 2010s ก็มาพร้อมกับความหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่นในยุคนี้เช่นกัน จนเราไม่อาจจะจำกัดความของมันได้ว่ายุค 2010s คือยุคของการ์ตูนประเภทไหน การ์ตูนโชเน็นจั๊มสไตล์ยังคงได้รับความนิยมเหมือนเดิม แต่นอกจากนั้นยังมีประเภทอื่นๆ อีกมากมาย ตัวอย่างเช่นการ์ตูนแนวสยองขวัญ ถึงเลือดถึงเนื้อ ที่ยังได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน หรือการ์ตูนในรูปแบบภาพยนตร์ที่กลายเป็นกระแสไกลถึงบ้านเราเช่น Your Name และ Silent Voice

กล่าวโดยสรุป ยุค 2010s คือยุคแห่งความหลากหลาย ไร้พรมแดน โดยเฉพาะในเรื่องของแฟชั่นการแต่งกายที่สะท้อนออกมาผ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องต่างๆ แต่ทุกอย่างก็ยังคงยึดโยงอยู่กับความจริง เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่มีชีวิตผ่านลายเส้นหรือวัยรุ่นญี่ปุ่นธรรมดาที่เดินอยู่ในชิบูย่าก็มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องแฟชั่นอย่างแยกไม่ออก

 


 

เชื่อว่าตอนนี้ทุกคนคงพอเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้วถึงความเป็นมุดหมายแห่งช่วงเวลาที่สื่อออกมาผ่านการ์ตูนญี่ปุ่นในแต่ละยุคสมัย นับตั้งแต่ยุคโชวะ ผ่านเรื่องราวมากมายมาจนถึงยุคเรวะในปัจจุบัน และไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นการแต่งกายเท่านั้น เรียกได้ว่าแทบทุกมิติความเป็นไปของสังคมก็ถูกบันทึกลงผ่านลายเส้นเหล่านี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่การ์ตูนจะเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก ถึงขั้นมีคำกล่าวที่ว่า “ญี่ปุ่นใช้การ์ตูนสร้างชาติ” เลยทีเดียว

Related Stories

Silver Screens

STUDIO GHIBI: 4 อนิเมชั่นที่พิสูจน์ว่าสตูดิโอจิบลิเป็นผู้มาก่อนกาล

ความในใจของฮายาโอะ มิยาซากิ เสียงคำรามแห่งพงไพรจากยุค ‘80s - '90s ที่บอกว่าประเด็นเหล่านี้ไม่เคยเก่าเลย

Read

The Sounds

THAI LOVE SONGS: วิวัฒนาการเนื้อหาเพลงรักไทยจากวันวานจนถึงวันนี้ 

ลองตั้งใจฟังดูแล้วจะรู้ว่าเนื้อเพลงรักของไทยแต่ละยุคนั้นมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง

Read

The Read

BNK48 GENERAL ELECTION: ทำไมแฟนคลับถึงยอมจ่ายเงินมากมายแบบไม่มีเงื่อนไข

เหตุผลของการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคนแปลกหน้า

Read

0Shares
preloader